Superstars of Tomorrow ตอนที่ 52 | Nekopost.net 
NEKOPOST

Superstars of Tomorrow

Ch.52 - มูฟเมนต์ที่สาม 'ภารกิจ'


052 มูฟเมนต์ที่สาม 'ภารกิจ'

วันที่ 1 มกราคม ศักราชที่ 532 แห่งยุคใหม่ วันแรกของปี

ณ ตึกซิลเวอร์วิงก์ ชั้นที่ 50

ผางผู่ซ่งรู้สึกประหม่า เขากระทั่งไม่สามารถประเมินได้ว่าผลงานของตัวเองเป็นอย่างไร ตอนที่ดำเนินการอัดเสียงมูฟเมนต์ที่สาม ความต้องการของฟางจ้าวใหญ่โตกว่าก่อนหน้านี้มาก ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น ผางผู่ซ่งต้องฝึกฝนทุกวัน บางครั้งกระทั่งใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือสองสัปดาห์เพื่อทำเพียงหนึ่งถ้อยความให้สมบูรณ์แบบ เขายังไม่ได้ฟังผลงานสิ้นสุดเลย และได้แต่เฝ้ารอให้มิวสิควิดีโอปล่อยออกมา

ความประหม่าไม่ได้ถูกจำกัดไว้ที่ผางผู่ซ่งเท่านั้น ทั้งแผนกวิชวลไอดอลเองก็กระวนกระวายใจ

ตอนที่กลับมาจากวันหยุด หลังจากมูฟเมนต์ที่สองถูกปล่อย ทีมงานทำงานหามรุ่งหามค่ำกันมากกว่าหนึ่งเดือน มูฟเมนต์ที่สองได้ตัดสินแล้วว่าพวกเขาประสบความสำเร็จ มูฟเมนต์ที่สามจะทำให้เห็นได้ว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน

การได้รับประสบการณ์อันหอมหวานของความสำเร็จ ต่อให้ปราศจากคำแนะนำของฟางจ้าว ทีมงานก็ถูกกระตุ้นให้ดันตัวเองทำงานให้หนักขึ้น เมื่อเหนื่อย พวกเขาจะไปห้องเกมเพื่อผ่อนคลายสักนิด ก่อนจะนอนหลับ แล้วทำงานต่อทันทีที่พวกเขาตื่น

ซิลเวอร์วิงก์มีเดียได้รวบรวมทีมช่างเทคนิคสำรองเพื่อให้การสนับสนุนพวกเขา หากแผนกวิชวลโปรเจ็กต์ต้องการทรัพยากรเพิ่มเติม ดังนั้นทีมจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการขาดคน, ขาดงบประมาณ หรือสวัสดิการเลย ทั้งหมดที่พวกเขาจำเป็นต้องทำก็คือการทำงานที่ฟางจ้าวมอบหมายให้เสร็จสิ้น สำหรับผลงานท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ก็คือเชื่อในหัวหน้าโปรเจ็กต์ของพวกเขา

เจิงฮว่างตื่นขึ้นโดยนาฬิกาปลุก ตอนที่เขาโผล่ออกมาจากออฟฟิศของตัวเอง เขาไม่เห็นฟางจ้าว จึงหันไปถามจู่เหวิน "ต้าจ้าวล่ะ ?"

"ในออฟฟิศของเขา" จู่เหวินตอบ

มองไปรอบ ๆ แผนกและเห็นทุกคน เจิงหว่างถาม "เมื่อวานไม่มีใครกลับบ้านเลย ?"

"แหงล่ะ ไม่มีใครหลับลงเลยด้วย" จู่เหวินตอบพลางหาว จู่เหวินไปล้างหน้าก่อนที่จะกลับมานั่งในออฟฟิศกับคนในทีมที่เหลือ รอให้นาฬิกาชี้เลขแปด

ทุกคนปล่อยให้ฟางจ้าวอยู่เพียงลำพัง มันเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงการแต่งและเรียบเรียงเพลงมูฟเมนต์ที่สาม อารมณ์ของฟางจ้าวไม่สู้ดีนัก ก็เหมือนกับนักแสดงที่ต้องใช้เวลาในการหลุดบทบาทหลังจากเล่นหนังจบ นักประพันธ์เพลงที่ทุ่มเท​อารมณ์และจิตวิญญาณของเขาเข้าไปในผลงานก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับอารมณ์

ดังนั้นทั้งหมดที่เจิงฮว่างและจู่เหวินสามารถทำได้ก็คือการทำงานในมือให้เสร็จสิ้น อย่าให้ฟางจ้าวต้องเป็นกังวล

ณ แผนกเด็กใหม่ ฉู่กวงค่อนข้างหงุดหงิดเมื่อเห็นแสงเหนือครองอันดับที่ 1 ของแผนการตลาดสำหรับเดือนนี้ของบริษัท

ในฤดูกาลสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เขาถูกเบียดไปอยู่อันดับที่ 5 ของชาร์ตผู้บุกเบิกหน้าใหม่ ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่มูฟเมนต์ที่สามไม่ได้ถูกปล่อยในเดือนธันวาคม ไม่อย่างนั้นแม้แต่อันดับที่ 5 ก็อาจจะไม่เป็นของเขาก็ได้

หลังจาก 'ทัณฑ์สวรรค์' และ 'ทะลวงรังไหม' มูฟเมนต์ที่สาม 'ภารกิจ' จะถูกปล่อยบนช่องทางสาธารณะเช่นกัน ปริมาณของการดาวน์โหลดไม่ใช่น้อย ๆ เลยด้วย นีออนคัลเจอร์และทงซานทรูเอ็นเตอร์เทนเมนต์ดูเหมือนจะไม่อยากแข่งขันกับแสงเหนือแล้ว มุ่งเน้นโปรโมทสองดาราที่ดังที่สุดของตัวเองแทน วิชวลไอดอลหมี่อวี๋ และแอนดี้ ลีโอ

นี่พวกเขาละทิ้งการแข่งขันหน้าใหม่แล้วเหรอ​ ?

ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร สำหรับฉู่กวง การที่วิชวลไอดอลที่เป็นคู่แข่งหายไปสองตัวนั่นเป็นเรื่องที่ดี

ณ ชั้นบนสุดของตึกซิลเวอร์วิงก์ ต้วนเชียนจี๋และผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ มารวมตัวกันในห้องประชุมเพื่อดูมิวสิควิดีโอมูฟเมนต์ที่สามที่ปล่อยเป็นทางการ ในบรรดาพวกเขา มีเพียงต้วนเชียนจี๋เท่านั้นที่ได้ฟังการตัดต่อสุดท้ายและดูมิวสิควิดีโอฉบับสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือเป็นการดูครั้งแรก

พนักงานทั้งหมดของซิลเวอร์วิงก์มีเดียที่ถึงออฟฟิศแล้วหรือกำลังเดินทางมาทำงาน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักร้อง, นักแสดง, ช่างเทคนิค หรือจากฝ่ายปฏิบัติการ ทั้งหมดต่างก็กระตือรือร้นในการจับตามอง รอคอยการมาถึงของเวลา 8 โมง

ฟางจ้าวอยู่เพียงลำพังในออฟฟิศ เขาดึงม่านบังตาลงเพื่อบังแสงอาทิตย์ข้างนอก เปิดระบบโสตทัศนูปกรณ์ เวลา 8 โมงตรง มันเล่นมูฟเมนต์ที่สามทันที​

มูฟเมนต์ที่สามแตกต่างจากสองมูฟเมนต์แรก ทันทีที่เริ่ม การรวมกันของเครื่องสายและเครื่องเป่าลมไม้ดังมาจากที่ห่างไกล ปลดปล่อยความยิ่งใหญ่ของมหากาพย์

ในมิวสิควิดีโอ ภาพสืบต่อจากความมืดมนของมูฟเมนต์ที่สอง เปิดฉากด้วยท้องฟ้าสีเทาครามอันอ้างว้างที่เต็มไปด้วยม่านหมอกราวกับเป็นการอาลัยอาวรณ์ สายฟ้ากระพริบวาบผ่านเมฆหนา

เค้าร่างเงามากมายบนพื้นผิวกำลังวิ่ง เสียงกลองระรัวสั้น ๆ สะท้อนบรรยากาศกดดันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงรัวกลอง เสียงนักร้องชายที่คุ้นเคยเริ่มขับร้อง การผสมดนตรีซิมโฟนีกับโอเปร่า มันเป็นสไตล์การผสมผสานที่ผู้คนยอมรับมากขึ้นในยุคใหม่ แสดงออกถึงความดุร้ายและก้าวร้าวโดยตรง ในมิวสิควิดีโอ ภาพโหมโรงของการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายเริ่มจากภาพในมุมกว้าง

ภายใต้วิกฤตการณ์อันเลวร้ายที่มีอยู่ทุกหย่อมหญ้า​ พละกำลังเดือดพล่านขึ้นมา

ร่างหนึ่งกระโจนขึ้นฟ้าดุจอินทรีทะยานผ่านหมู่เมฆ กิ่งก้านของมันก่อรูปรวมตัวจนดูเป็นกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน เพียงแค่เหลือบมองก็สามารถรู้สึกได้ถึงพละกำลังอันน่าคร้ามเกรง

หนึ่งเท้าถลาเหยียบย่ำใส่สัตว์กลายพันธุ์ที่อยู่หน้าสุดของฝูง ก่อนที่กำปั้นดั่งอุกกาบาตของมันจะซัดเข้าที่คอของสัตว์ร้ายอย่างเหี้ยมเกรียม​

ภายใต้เสียงกลองระงมร่วมกับเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แปลกประหลาด หูของมนุษย์คล้ายกับจะได้ยินเสียงบดกระดูก

มันไม่ใช่เสียงของเครื่องดนตรี แต่เป็นเสียงที่ได้ยินในจิตใจภายใต้ "นัย" ของภาพและเสียงสัมผัส

ในมิวสิควิดีโอ ดินโคลนและเลือดแตกฉานซ่านเซ็น บ้างแปดเปื้อนใบหน้าระหว่างดวงตาของมนุษย์ต้นไม้ สิ่งนี้ได้เบี่ยงเบนความสนใจของผู้ชมไปที่ดวงตาของมัน

มันเป็นคู่ดวงตาที่ดูอันตราย ประหนึ่งสัตว์ป่าดุร้ายที่ถูกปลุกจากการหลับใหล

ผู้ชมที่เป็นพยานในฉากนี้ต่างรู้สึกเย็นวะวาบแผ่ซ่านถึงกระดูกสันหลัง พวกเขากระทั่งสงสัยว่าระหว่างเหล่าสัตว์ร้ายที่โหดเหี้ยมอำมหิต กับมนุษย์ต้นไม้ที่ไม่เคยทำร้ายใครและมีชีวิตสงบสุขมาก่อน ผู้ใดกันแน่ที่บ้าคลั่ง ?

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงจำกัดที่ร่างมนุษย์ต้นไม้ที่อยู่เบื้องหน้าสุดเท่านั้น รอบตัวของมัน ร่างอื่นก็แผ่รัศมีอาฆาตมาดร้าย​นี้เช่นกัน

เสียงแหลมของเครื่องเป่าทองเหลืองส่งสัญญาณความแปรปรวน ขณะที่ท่วงทำนองของเครื่องสายเพิ่มความเข้มข้นขึ้น จังหวะที่รุนแรงและคลุ้มคลั่งของกลองทิมปานีแสดงถึงจิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อ​

เปรียบเทียบกับมูฟเมนต์แรก การปรากฏตัวของต้นไม้เหล่านี้มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ตั้งแต่รูปลักษณ์จนถึงพละกำลัง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

นี่คือวิธีการปรับตัวเข้ากับสนามรบและสถานการณ์ในยุคนั้นที่แท้จริง

การกลายเป็นสิ่งที่พวกมัน​ไม่พึงประสงค์มากที่สุด คือวิธีการต่อต้าน​ชะตากรรม​อันโหดร้ายที่บังเกิดกับพวกมัน

ตามที่​ผู้คนในหยานโจวล้วนคาดหวังว่า มูฟเมนต์ที่สามของซีรีส์ 'ร้อยปีแห่งหายนะ' จะเป็นธีมของการดิ้นรนและต่อสู้

การสลับกันอย่างบ้าคลั่งของจังหวะเครื่องเป่าทองเหลืองและความแปรปรวนของเครื่องเป่าลมไม้ ราวกับเป็นการเผชิญหน้าและห้ำหั่นกันของทั้งสองฝ่าย ภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตาผสานอย่างลงตัวกับบทเพลง สร้างแรงสะเทือนถึงจิตวิญญาณของผู้ชมโดยตรง มูฟเมนต์ที่สามไม่น้อยหน้าไปกว่าสองมูฟเมนต์แรกเลย

ร่างต้นไม้ที่เปลี่ยนแปลงและสัตว์กลายพันธุ์ปะทะกันอย่างรุนแรง ภายใต้ท้องฟ้ามืดมนและหดหู่

แม้จะเป็นเพียงภาพเสมือน แต่มันมอบความรู้สึกที่สมจริง สัมผัสได้ถึงความผันผวนของกาลเวลา

มนุษย์ต้นไม้ขี้ขลาดและอ่อนโยนไม่มีอยู่อีกแล้ว ถูกทำลายลงด้วยการต่อสู้เพื่อความเป็นและความตาย เพื่อแสวงหาดินแดนสงบสุข พวกมันยินดีที่จะปลดปล่อยความคลุ้มคลั่ง​และประจัญบาน​ !

จากภูเขาสูงสู่ทุ่งหญ้าต่ำ ถึงแอ่งน้ำยันเนินเขา ดินแดนสงบสุขไม่มีให้พบเห็น ทุกสถานที่คือวิกฤติ

กระนั้นในมูฟเมนต์ที่สามไม่มีความหดหู่และยอมจำนนต่อชะตากรรมเช่นในมูฟเมนต์ที่สองอีกต่อไป

จากความขี้ขลาดสู่การลุกขึ้นสู้ หลังการโรมรัน​นับไม่ถ้วน พวกมันชินชาต่อสงครามและความตาย ตลอดการเดินทางพวกมันมีสูญเสียและได้รับพรรคพวกใหม่ กระทั่งในที่สุดพวกมันก็ค้นพบสถานที่ค่อนข้างสงบสุข — ดินแดนขั้วโลก

ขั้วโลกเย็นยะเยือกปกคลุมไปด้วยหิมะ ไวรัสและสัตว์กลายพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่นี่ได้ นี่คือดินแดนบริสุทธิ์สุดท้ายในโลกที่เจ็บป่วยใบนี้

ที่นี่ไร้หมอกสีน้ำตาลแดงบนท้องฟ้า ที่นี่มองเห็นแสงอาทิตย์สาดส่องระหว่างวัน ที่นี่มีดวงดาวที่ไม่ได้เห็นมานานในยามราตรีและแสงเหนือที่เจิดจรัสสดใสดุจดั่ง​ภาพความฝัน

คล้ายกับเป็นความสงบหลังพายุฝน ดนตรีกลายเป็นความสงบสุข เสียงนุ่มนวลของฟลูตและเปียโนถักทอเข้าด้วยกันพาให้จิตใจที่ขึงตึงของผู้ฟังผ่อนคลาย นี่คือช่วงเวลาของความสงบสุข

ในดินแดนขั้วโลกแห่งนี้ คือแดนศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่พวกมันสามารถใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความกังวลเกี่ยวกับอันตรายและสัตว์กลายพันธุ์ แม้ที่แห่งนี้จะเหน็บหนาว แต่ก็ปลอดภัยมิใช่หรือ ?

เหล่าต้นอ่อนวิ่งเล่นบนหิมะที่ปกคลุมพื้น บ้างส่งเสียงหัวเราะ เมื่อพวกมันลื่นไถล มีกิ่งแข็งแรงที่ยื่นออกและอุ้มพวกมันขึ้นก่อนจะวางต้นอ่อนลงบนไหล่กว้าง

ทั้งภาพและเสียงเพลงเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นในใจของคนฟัง

ด้วยภาพพื้นหลังนี้ มันราวกับว่าเวลาของความสงบสุขและมั่นคง​ได้มาถึงแล้ว

อย่างไรก็ตามผู้ชมเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าดินแดนขั้วโลกนี้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของประวัติศาสตร์ที่แท้จริงแห่งยุคหายนะ

ในช่วงกลางและปลายยุคหายนะ การประชุมได้จัดตั้งขึ้นที่ดินแดนขั้วโลก ในเวลานั้น โลกยังไม่ถูกแบ่งออกเป็นสิบสองทวีป มีเพียงแดนสมรภูมิ ผู้นำจากเกือบหนึ่งร้อยสมรภูมิได้รวมตัวกันเพื่ออภิปรายหารือกันเกี่ยวกับสงคราม

ยุคสงบสุขชั่วคราวนี้หาใช่บทสรุป หากเป็นการพยากรณ์ถึงฉากสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น !

เสียงไวโอลินเปลี่ยนไปดั่งเสียงรำพึงของผู้มีชีวิตรอดหลังพายุ

ขณะที่ไม่ได้ปลอดภัยโดยสิ้นเชิง แต่ดินแดนขั้วโลกยังคงเป็นสถานที่ที่สงบและสันติ เมื่อเทียบกับอีกหลาย ๆ ดินแดนที่พวกมันเคยผ่านมา อย่างไรก็ตามสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพวกมัน

เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันไม่พึงพอใจที่ต้องปักหลักในที่คับแคบเช่นนี้เพียงแห่งเดียว !

ในยุคใหม่ หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคหายนะส่วนมากมีการบันทึกและคัดลอกถ้อยคำที่กล่าวในการประชุมดินแดนขั้วโลกไว้ ถึงแม้ผู้พูดจะถูกหลงลืมไปแล้ว แต่คำของพวกเขาไม่เคยจางหาย

"สิ่งที่สามารถจบได้ในรุ่นเรา ทำไมจะต้องส่งต่อให้รุ่นหลัง ? พวกเรามาถึงจุดนี้ได้แล้ว ต่อสู้อีกสักครั้งจะเป็นอะไร ?"

"รุ่นของพวกเราอาจกลายเป็นนักรบผู้พลีชีพ แต่อย่างน้อยพวกเราก็เคยมีประสบการณ์ของความสงบสุขชั่วสั้น ๆ แต่เหล่าเด็กที่เกิดในยุคโลกาวินาศนี้ ไม่เคยรู้ว่าความสงบสุขคืออะไร พวกเขาอาจเกิดมากับหยาดเลือดและเปลวเพลิง แต่พวกเขาไม่ควรเป็นส่วนหนึ่ง​ของสงคราม !"

การบันทึกทางประวัติศาสตร์ของยุคหายนะอาจมีผิดเพี้ยน แต่พวกมันไม่ได้ปั้นแต่งมามั่ว ๆ ฟางจ้าวจำได้ว่าในเวลานั้น คำพูดที่คล้ายกันถูกกล่าวไว้ ตัวเขาเองก็อาจจะพูดไปบ้างเหมือนกัน

ทำไมพวกเราถึงไม่สามารถอาศัยในบ้านเกิดที่พวกเรารักได้ล่ะ ?

ทำไมพวกเราถึงต้องยอมแพ้ต่อโลก ?

พวกเราแข็งแกร่งแล้วมิใช่หรือ ?

ภายในหน้าจอ กลุ่มมนุษย์ต้นไม้ยืนหยัดบนพื้นน้ำแข็งและหิมะกว้างไพศาล แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพรายด้วยดวงดาว แสงเหนืออันงดงามดุจเปลวเพลิงสว่างไสวในความมืด

การตีกลองเห็นจะเพิ่มความเข้มข้นในมิติของเสียง คล้ายจะเน้นย้ำความเชื่อมั่นอันแน่วแน่

ร่างที่ยืนอยู่หน้าสุดของกลุ่มมนุษย์ต้นไม้ ดวงตาของมันไม่มีความอำมหิตและบ้าคลั่งอย่างตอนต่อสู้กับสัตว์ร้ายอีกแล้ว ในความสงบนั้น ดวงตาของมันเติมเต็มด้วยความอาลัยอาวรณ์และความโหยหา ราวกับเป็นการร่ำลาภาพเก่า ๆ

แสงเหนือที่เรืองรอง​ค่อย ๆ เลือนหาย และท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น

ร่างข้างหน้าหันกลับหลังและเดินจากไปโดยไร้ความลังเล แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลประคับประคองทั้งร่างกาย การบาดเจ็บครั้งต่อไปอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่มันจะได้รับก่อนทรุดลง บางที​คงไม่มีใครรู้ถึงภารกิจ​ที่มันแบกรับ นอกไปจากตัวของมันเอง

มนุษย์ต้นไม้ต้นอื่นจำนวนมากก็มีท่าทีแบบเดียวกัน ตราบที่การบาดเจ็บของพวกมันไม่ขัดขวางการเดินหรือการวิ่ง พวกมันก็เข้าร่วมในขบวนจากลา

ท่ามกลางกลุ่มมนุษย์ต้นไม้ บ้างกำลังเล่นกับเหล่าต้นอ่อน เมื่อเห็นกองกำลังที่ลาจาก มันยกต้นอ่อนออกจากตัว วางลงพื้นอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็หมุนตัวและจากไป

มนุษย์ต้นไม้ต้นหนึ่งแตะหน้าผากของต้นอ่อนด้วยนิ้วของมันเบา ๆ คล้ายจะเป็นการห้ามปรามไม่ให้อีกฝ่ายติดตาม จากนั้นมันลุกขึ้นและเดินออกไป แลกกำปั้นและรอยยิ้มให้สหายที่มุ่งหน้าไปทางเดียวกันโดยไม่พูดสิ่งใด ไม่มองย้อนกลับ เพราะมันอาจสูญสิ้นความกล้าที่จะจากลา

เหล่าต้นอ่อนที่ยังคงอยู่ที่เดิมมองบรรดาร่างใหญ่​ที่เดินไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ พวกมันปลอดภัยแล้วไม่ใช่เหรอ ? โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ทำไมทั้งหมดถึงยังคงจากไป ?

มีจำนวนของผู้ที่เข้าร่วมกองกำลังเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เหลืออยู่คือมนุษย์ต้นไม้แก่และอ่อนแอที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ ดินแดนขั้วโลกอาจเหน็บหนาวจนไม่อาจดำรงอยู่ แต่มันคือสถานที่ปลอดภัยที่สุดในเวลาเดียวกัน

การผสมผสานของวงออร์เคสตร้าบรรเลงทำนายการสู้รบ ร่วมกับเสียงเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดเป็นพิเศษ สร้างบรรยากาศตึงเครียดสอดคล้องกับชะตากรรมที่สับสนวุ่นวายและไร้เหตุผลอีกครั้ง ในยุคที่ไม่มีใครอยากสัมผัส พวกมันจำต้อง​เลือกตัวเลือกที่โหดร้าย

ในมุมมองสูง ร่างสีน้ำตาลจำนวนมากก่อตัวเป็นแนวยาวไม่รู้จบ รุดหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดินแดนขั้วโลกตัดกับพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว

เสียงทรัมเป็ตดังพร้อม ๆ กับเสียงห้าวหาญของกลองทิมปานี ความรุนแรงของดนตรีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของดับเบิลเบสและเครื่องเป่าลมไม้ ทรัมเป็ตเป่าเสียงสูงดังกระชับ เสียงประสานคลอกับเสียงดนตรี เช่นเดียวกับภาพของขบวนกองกำลัง​ที่ออกจากดินแดนขั้วโลก หมู่เครื่องดนตรีทองเหลืองดังก้องกังวาน แสดงถึงความบ้าระห่ำและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของกองกำลังนี้ !

กองกำลังนี้เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่งและความหวังเหลือล้น

ระดับของเสียงประสานค่อย ๆ เพิ่มขึ้นขณะที่ภาพเคลื่อนจากดินแดนขั้วโลก ข้ามผ่านภูเขาและเนินเขาอย่างรวดเร็ว

คล้ายกับมีเสียงดังหวีดหวิวเหมือนเสียงสายลมหนาว ร่างสีน้ำตาลก้าวย่างหนักแน่นบนพื้นดิน สัตว์กลายพันธุ์พุ่งกระโจนมาอย่างกับสายฟ้า มันยกแขนกิ่งก้าน​ของมันเหวี่ยงราวกับขวานฟาดเข้าใส่หน้าอกของสัตว์ร้ายโดยไม่เกรงกลัว

เสียงดนตรีรุนแรงอย่างกับเสียงระเบิดโจมตีแก้วหูอย่างต่อเนื่อง

โดยปราศจากความหวาดหวั่น เหล่าร่างสีน้ำตาลเทาต่างปลดปล่อยความบ้าบิ่นและบ้าระห่ำมากยิ่งขึ้น กิ่งไม้หัก, เศษไม้กระจัดกระจาย และเลือดของสัตว์ร้ายแตกฉานซ่านเซ็น

สายลมแรงพัดผ่านร่างสีน้ำตาลเทาและร่างสีน้ำตาลแดงที่ห่ำหั่นกัน ผู้ชมกระทั่งสามารถได้กลิ่นคาวเลือดและไม้กระเทาะได้อย่างชัดเจน

เสียงคำรามต่อเนื่องของกลองทิมปานีติดตามด้วยเสียงอึกทึกรุนแรง การเรียบเรียงเสียงที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อน เป็นการรวมกันของเพลงซิมโฟนีแบบคลาสสิค, เพลงยุคใหม่, เพลงโบสถ์, เพลงอิเล็กทรอนิก และกระทั่งเพลงมาร์ชทหาร ท่ามกลางสไตล์ดนตรีมากมายที่แตกต่าง ราวกับภูเขาไฟที่สงบมานานหลายล้านปีพลันระเบิดขึ้นมา ก่อเกิดคลื่นยักษ์ที่สามารถจมได้ทั้งโลก !

โทนสีหลักของมิวสิควิดีโอค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเทาครามเป็นสีเหลืองสดใส เหมือนเป็นสีของดวงอาทิตย์ฉายแสงผ่านชั้นเมฆ เหมือนเป็นสีของเปลวไฟที่ลุกไหม้ ความสว่างของทั้งภาพสุกสกาวเสียยิ่งกว่าตอนเริ่มต้นมูฟเมนต์ ! และความสว่างไสวจะยังคงเพิ่มขึ้นอีก !

เวลาใดกันที่ต้นไม้จะเจิดจ้า ?

เมื่อครั้งที่ความปรารถนาของมันลุกโชน

ภาพสิ้นสุดลงพร้อมกับเสียงดนตรีที่ฉีกกระชาก

"นำแสดง: แสงเหนือ

สายพันธุ์: หลงเซี่ยงเทียนหลัว

ชื่อเพลง: 'ร้อยปีแห่งหายนะ' มูฟเมนต์ที่สาม — 'ภารกิจ'

โปรดิวเซอร์: ฟางจ้าว

ทีมผลิต: ทีมงานโปรเจ็กต์แสงเหนือ,ฟางจ้าว, จู่เหวิน, ซ่งเหมี่ยว, ผางผู่ซ่ง, เจิงฮว่าง, ว่านเย่ว์, ฝูหยิงเทียน, สเตลล่า, จางอวี๋ และคณะ

ซิลเวอร์วิงก์มีเดีย อำนวยการผลิต"

......

ฟางจ้าวปิดโสตทัศนูปกรณ์ทั้งหมดก่อนจะเปิดผ้าม่าน เขาไม่ได้เปิดการประเมินผลออนไลน์ และแทนที่จะให้ความสนใจยอดดาวน์โหลด เขาลุกขึ้นไปเบื้องหน้าหน้าต่างขนาดใหญ่บนชั้นที่ 50 และมองออกไป

เขายังจำบทสนทนาที่ครั้งหนึ่งมีกับสหายเก่าของเขาได้

"จริง ๆ แล้วภารกิจคืออะไร ?"

"ใครจะไปรู้ เพียงแต่ตอนที่กำลังต่อสู้ แล้วพลันรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง มันก็เท่านั้น"

หากไม่ได้ตกระกำลำบาก ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเขาจะกลายเป็นเช่นไร

ผู้คนสามารถเปลี่ยนเป็นสิ่งที่พวกเขาชิงชังหรือกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาคู่ควรได้ทั้งนั้น

ในตอนเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ไม่รู้จบ ผู้คนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แม้ท้ายที่สุดจะยอมรับว่าพวกเขาอาจไม่ได้เห็นโลกอันรุ่งเรืองที่พวกเขาคาดหวัง หลายคนก็ยังคงมีส่วนร่วมในการต่อสู้โดยสมัครใจ แลกชีวิตของพวกเขาเองเพื่อที่อนาคตจะสว่างไสวมากขึ้น

ในช่วงยุคมืด มนุษย์คือสิ่งมหัศจรรย์ที่แท้จริง !

ฟางจ้าวได้มีส่วนร่วมในการประชุมที่ดินแดนขั้วโลก แต่ในที่สุดก็เสียชีวิตในการสู้รบช่วงปลายสงคราม ช่วงเวลาที่ปรากฏในตอนท้ายของมูฟเมนต์ที่สาม นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาตายในสมรภูมิฉีอาน สถานที่​ที่ยุคใหม่​รู้จักในนามของ​เมืองฉีอาน ศูนย์กลางแห่งหยานโจว หนึ่งในสิบสองทวีปของโลก

"ลาก่อน สหายเก่า"

......

ในเวลาเดียวกัน บนทวีปเหล่ยโจวมีเวลาห่างจากหยานโจวสามชั่วโมง​

เวลา 8 นาฬิกาในหยานโจวคือราว ๆ 11 นาฬิกาในเหล่ยโจว

วันแรกของปีใหม่นี้ยังเป็นวันประเดิมการต่อสู้ของสองภาพยนตร์ที่อุตสาหกรรม​บันเทิงเหล่ยโจวทั้งหมดตั้งตาคอย​ อย่างไรก็ตามไวร์เลสมีเดียได้ประกาศว่าภาพยนตร์เรื่อง 'เทพสงคราม' จะเริ่มเปิดฉายในเวลา 11 นาฬิกาของวันที่ 1 มกราคม

สิ่งนี้ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของหลายคนพองตัว หายากที่การฉายรอบปฐมทัศน์จะจัดในช่วงบ่าย บ้างคาดเดาว่านี่คือแสร้งยอมอ่อนข้อให้ ?

กระนั้น 'ราชาสไนเปอร์' ก็ตอบรับในทิศทางเดียวกัน เลื่อนเวลาเปิดฉายเป็น​ 11 นาฬิกาด้วย

เอเย่นต์ของซาโร่ง่วนกับการตลาดในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาและไม่ได้มองโลกในแง่ดีนักกับ 'เทพสงคราม' อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะหยุดพัก เขาและทีมงานจึงต้องสร้างเสียงกระหึ่มให้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ ตราบที่พวกมันกระหึ่มเพียงพอ คนมากมายก็จะดูภาพยนตร์ และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น มีเพียงแค่เวลานั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถเอางบประมาณคืนได้

ขณะที่นาฬิกาชี้เลขสิบเอ็ด ทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ไม่ว่ารายรับจะหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ เขาก็ทำได้แค่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเท่านั้น​แล้ว

 


(เพลงอ้างอิง: Victory, Andromeda, Ultrasonic, StarSky-Instrumental เป็นต้น)




NEKOPOST.NET