Superstars of Tomorrow ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST

Superstars of Tomorrow

Ch.3 - เพื่อนแกเจริญแล้ว


อาทิตย์ยามเที่ยงฉายแสง ขจัดความหม่นหมองและความเย็นยะเยียบของถนนมืด

เจ้าของร้าน เย่ว์ฉิง เองก็ย้ายเก้าอี้มาที่หน้าร้านของตัวเองเพื่ออาบแดดและพักงีบ เขาไม่มีธุระมากนักในช่วงกลางวัน ถนนมืดมีชีวิตชีวามากที่สุดตอนกลางคืน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หลับมากนักตอนกลางคืนจนถึงฟ้าสว่าง นี่ยังเป็นเวลาที่เจ้าของร้านค้าส่วนใหญ่ในถนนมืดพักผ่อนด้วยเช่นกัน​

หลังจากฟาดก้อนแป้งบีบอัดสองก้อนคำโต ๆ ฟางจ้าวมองสุนัขที่กำลังนั่งอยู่ที่เท้าของเขา มันกินก้อนแป้งบีบอัดเสร็จแล้วและกำลังเลียเศษเล็กเศษน้อยที่พื้น ผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญนักว่าอะไรที่กินได้และกินไม่ได้ พวกมันคงไม่มีชีวิตยืนยาวขนาดนี้บนถนนมืดโดยไม่มีทักษะเอาตัวรอดพื้นฐานสักอย่างสองอย่างหรอก

ความอยากอาหารของเขาพึงพอใจแล้ว ฟางจ้าวเพลิดเพลินทุกวินาทีที่เขานั่งบนขอบทางเดินและมองท้องฟ้า ท้องฟ้าละม้ายกับแถบสีฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์เจิดจ้าสามารถมองเห็นได้จากทิวทัศน์ด้านบน ไม่มีเค้าของความมืดมนและกระหายเลือดของโลกาวินาศ

"ยอดเยี่ยมนัก"

โลกาวินาศไม่ได้ยั่งยืนจนท้ายที่สุด

สิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่าโลกาวินาศกลายเป็นสิ่งที่คนในยุคใหม่ขนามนามว่า 'ยุคหายนะ' หลังจากยุคแห่งการสังหารหมู่และความสูญเสียที่ยืดเยื้อ ชีวิตใหม่ก็แตกหน่อจากสรรพสิ่ง​ มันคือรูปแบบของการเกิดใหม่ มนุษย์ยังคงเป็นผู้ครอบครอง​โลก

โลกได้มาถึงช่วงเวลาของความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในที่สุด

มันไม่เคยสงบสุขเช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว กงล้อความคิดสร้างสรรค์ของเขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มหมุนอีกครั้ง

ฟางจ้าวเริ่มเคาะนิ้วเบา ๆ บนหน้าตักของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ น้อยคนมากที่จะสังเกตเห็น และต่อให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเรื่องอะไรกัน

เย่ว์ฉิงมองเป็นบางครั้ง แต่ไม่สามารถบ่งบอกอะไรได้ ในฐานะทหารผ่านศึก เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารสองสามอย่างและเรียนรู้รหัสลับมากมายหลายประเภท แต่สิ่งที่ฟางจ้าวเคาะไม่ใช่บรรดารหัสที่เขารู้เลย

หลังจากมองอย่างไม่รู้เรื่องเลยครู่หนึ่ง เย่ว์ฉิงก็ยอมแพ้และบำรุงผิวแทนของตัวเองต่อไป

บางคนก็เคาะนิ้วของตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวตอนที่พวกเขากำลังคิด แต่คนที่รู้จักฟางจ้าวจะบอกได้เลยว่านิ้วของเขาที่กำลังเคาะนั้นคือวิธีการแต่งเพลงของเขา ตอนที่เขาเกิดแรงบันดาลใจ เขาจะเริ่มแต่งเพลง แต่ในระหว่างโลกาวินาศ เขาไม่เคยมีเวลาหรือพื้นที่ที่จะแต่งเพลงอย่างสงบสุข ปากกาและกระดาษลืมไปได้เลย ดังนั้นฟางจ้าวจึงใช้วิธีการของตัวเอง สร้างระบบโน้ตดนตรีที่ใช้ประโยชน์จากความทรงจำอันไร้ที่ติของเขา คิด ๆ ดูแล้ว มันก็เป็นรหัสประเภทหนึ่ง รหัสที่มีเพียงฟางจ้าวเท่านั้นที่จะถอดได้

ดวงอาทิตย์อ้อยอิ่งบนถนนมืดเพียงชั่วประเดี๋ยว สักชั่วโมงหรือราว ๆ นั้น ก่อนที่จะค่อย ๆ ล่าถอยจางหาย

ปราศจากแสงอาทิตย์ อุณหภูมิที่ถนนก็ลดลงหลายองศา แต่มันเป็นปลายเดือนพฤษภาคม สภาพอากาศในหยานโจวค่อนข้างอบอุ่น ดังนั้นผู้สูงอายุบางคนจึงยังไม่กลับไปหลังจากอาบแดด กำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าของตัวเองแทน นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขามีชีวิตชีวาที่สุดของวัน

ฟางจ้าวไม่อยากอยู่นานมากไปกว่านี้ เขาคืนจาน, แก้ว และเก้าอี้ที่ร้าน

ในเวลานั้นเอง เสียงพูดคุยที่ถนนก็พลันดังมากขึ้น เสียงอากาศยานที่ใกล้เข้ามาดังให้ได้ยิน

เย่ว์ฉิงเงยศีรษะ ปล่อยเสียงหัวเราะเสียดสี และชี้ที่ท้องฟ้า "เพื่อนแกเอาเรื่องใหญ่แล้ว"

ฟางจ้าวเองก็เห็น

รถบินร่อนลง

รถบินคือสิ่งหรูหราสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตใกล้ถนนมืดจนถึงก้นล่างของกลุ่มตึกแน่นขนัด ไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อได้สักคัน เชื้อเพลิงที่มันใช้มีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงทั่วไปเสียอีก

ทุกครั้งที่รถบินมาถึง อาจเป็นทั้งหัวหน้ามาเฟียหรือใครบางคนที่มีสตางค์​

ผู้เฒ่าผู้แก่ในถนนมืดสงสัยนักกับเหตุการณ์นี้ ดังนั้นตอนที่ได้ยินการโฉบลง พวกเขาจึงหยุดบทสนทนาของตัวเองและมองรถที่กำลังมาถึงโดยพร้อมเพรียงกัน พวกเขาอยากรู้ว่าใครกันที่รุดหน้าและพวกเขารู้จักคนคนนั้นหรือไม่ ถ้าพวกเขารู้ มันจะมอบสิทธิ์ในการคุยโอ้อวดไปได้อีกหลายสิบวันเชียว

ผู้คนที่กำลังนั่งบนเก้าอี้ที่จุดจอดของรถบินแตกฮือกันออกไปแล้ว สร้างพื้นที่ให้สำหรับการมาถึง

รถบินประดับลายกราฟิกเจ็ดสีฉูดฉาดโดดเด่น มันคือสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฉีอานและกระทั่งทั่วทั้งหยานโจว

"รถของนีออนคัลเจอร์นี่ ?!"

"มีใครเซ็นสัญญากับนีออนคัลเจอร์เหรอ ?"

"โชคดี โชคดีสุด ๆ ไปเลย นีออนคัลเจอร์กระเป๋าหนักเลยนะ !"

"คนจากถนนของพวกเราได้เซ็นสัญญากับหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ และกลายเป็นดาราดัง นั่นเขาชื่ออะไรน่ะ ? ฉันจำไม่ได้ ยังไงก็เถอะ ตอนนี้เขารวยแล้ว"

สามบริษัทผู้นำของวงการบันเทิงในฉีอานคือ ซิลเวอร์วิงก์มีเดีย, นีออนคัลเจอร์ และทงซานทรูเอ็นเตอร์เทนเมนต์ แม้จะชัดเจนแรกมองว่านั่นคือรถพนักงานบริษัทและไม่ใช่ยานพาหนะส่วนตัว แต่พวกเขากำลังพูดถึงชื่อเสียงของนีออนคัลเจอร์กันอยู่ หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ ใครจะกังวลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หลังจากเข้านีออนคัลเจอร์อีกล่ะ ?

อุตสาหกรรมบันเทิงคือเหมืองทองคำ นั่นคือสิ่งที่ฝูงชนคิด

การเซ็นสัญญากับนีออนคัลเจอร์เท่ากับเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ซึ่งเท่ากับเงินหมุนเวียน นั่นคือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยในถนนมืดคิด

เจ้าของร่างเดิมได้เซ็นสัญญากับซิลเวอร์วิงก์มีเดียในฐานะเด็กฝึกงานหกเดือนก่อนจบการศึกษา ขณะที่เพื่อนวัยเด็กของเขาคนนี้ ไม่ได้มากไปกว่านักเรียนทั่วไปและสถาบันการศึกษาของเขาก็ไม่ได้มีเกียรติอย่างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ฉีอาน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เซ็นสัญญาจบการศึกษาที่ใกล้เข้ามา แต่ตอนนี้สิ่งต่าง ๆ แตกต่าง ผู้คนเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ฟางจ้าวมองผู้ที่โผล่จากรถบิน ความทรงจำใหม่ของเขาบ่งชี้ที่ผู้โดยสาร ฟางเซิงคือเพื่อนสมัยเด็กของเจ้าของร่างเดิม พวกเขาคือเพื่อนที่ไม่มีความลับต่อกัน เจ้าของร่างเดิมกระทั่งคิดใช้คอนเนคชั่น​ของตัวเองเพื่อให้เพื่อนของเขาได้รับการว่าจ้างที่ซิลเวอร์วิงก์ หลังจบการแข่งขันผู้มีความสามารถ​หน้าใหม่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ในฐานะศิลปินก็เป็นผู้ช่วย จะในกรณีใดเขาก็ไม่ได้ว่างงานแน่ ๆ จวบจนที่เขาโดนหักหลังโดยเพื่อนของตัวเองในท้ายที่สุด

ตอนนี้ฟางเซิงโละตู้เสื้อผ้าถูก ๆ ของตัวเองและกลับมาด้วยรถบิน มันไม่ใช่รถบินชั้นเลิศ แต่ก็ยังคงเป็นรถบิน และเป็นรถของบริษัทนีออนคัลเจอร์อีกต่างหาก นั่นเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจในถนนมืดนัก

ฟางเซิงขโมยผลงานที่ตรากตรำของเพื่อนตัวเองและใช้ประโยชน์จากมันเซ็นสัญญากับนีออนคัลเจอร์ ดูเหมือนว่านีออนคัลเจอร์จะยินดีกับบทเพลงที่ฟางเซิงเสนอไปนัก ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ส่งรถมาหรอก ฟางจ้าวเคยเห็นคนประเภทนี้มามาก — คนที่ไม่มีพรสวรรค์ใด แต่รู้วิธีการใช้อุบาย

ขณะที่ฟางเซิงโผล่ออกมาจากรถบิน เขาหลงระเริงกับสายตาอิจฉาที่ส่งให้เขาตลอดทาง การเป็นเป้าความสนใจทำให้เขารู้สึกอย่างกับเป็นดารา ดังนั้นตอนที่ฟางเซิงออกมา เขาจึงเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี — จนกระทั่งเขาเห็นฟางจ้าวยืนอยู่ที่ทางเข้าร้านค้า อารมณ์ของเขาบูดทันที

ตอนที่ฟางเซิงเห็นฟางจ้าวยืนอยู่ที่นั่น เขาประหลาดใจแบบสุด ๆ ตามที่เขาเข้าใจในบุคลิกของเพื่อนตัวเอง บวกกับข่าวซุบซิบที่เขารีดมาจากนักเลงไม่กี่คนในถนนมืด วันนี้ฟางจ้าวควรจะฆ่าตัวตายไปแล้ว ต่อให้ไม่ทำ มันก็คงขลุกอยู่ในห้องเช่าของตัวเองใคร่ครวญหาทางออก หรือติดหล่มอยู่ในการก่นด่าและน่าสมเพชไร้ที่สิ้นสุดไปแล้ว ใครจะไปคิดว่ามันจะมีอารมณ์ออกมานั่งตากแดด !

แต่งเพลงจนเอ๋อแดกเรอะ ?

สิ่งที่ยิ่งน่าประหลาดใจคือสติอารมณ์ของฟางจ้าว ไม่มีความสิ้นหวัง, ความน่าสมเพช หรือสัญญาณของความบ้าคลั่งจากความกดดันใด ๆ เลย แทนที่จะเป็นแบบนั้น มันกลับมองอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าผลงานของมันไม่ถูกขโมยและมันก็ไม่มีสถานการณ์ใดให้ต้องรับมือ นั่นส่งผลให้ฟางเซิงตื่นตระหนก

เกิดอะไรขึ้นกับฟางจ้าววะ ?!

สายตาพิจารณาของฟางเซิงไม่อ้อยอิ่ง และเขาไม่กล้าที่จะจ้องตาของฟางจ้าว ตาของฟางจ้าวฉายความสงบที่น่าขนลุก มันดูอย่างกับมหาสมุทรไร้ก้นที่สัตว์ประหลาดพร้อมจะโผล่ขึ้นมาทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบ

แต่ฟางเซิงไม่คิดว่าเขาทำอะไรผิด ใครบ้างเล่าจะไม่หาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ? ทำไมเขาจะไม่ใช้ประโยชน์ในโอกาสทองกันล่ะ ? มันไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอดีตกับฟางจ้าว แต่เปรียบเทียบกับผลประโยชน์ขนาดใหญ่ที่เขาจะได้เก็บเกี่ยวแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีค่าพอให้พูดถึงเลย อย่างน้อยที่สุดนั่นก็คือสิ่งที่เขาคิด

"มองอะไรอยู่ ? รีบ ๆ ไปเก็บข้าวของของแก แล้วพวกเราจะได้กับออฟฟิศกันสักที อย่าเสียเวลาที่นี่สิวะ" คนขับรถโผล่ออกมาจากรถกระตุ้น พลางกวาดสายตามองเหล่าขามุงบนถนนมืดด้วยความรังเกียจ

"โอ้... ครับ !" ฟางเซิงเลิกรีรอและพุ่งไปที่ลิฟต์ เงาดำของเขาตัดกับร่างกระอักกระอ่วนคล้ายกับกำลังหลีกเลี่ยงบางอย่าง

หลังจากฟางเซิงขโมยสามบทเพลงจากฟางจ้าว เขาก็ยื่นที่นีออนคัลเจอร์ บุคลากรของพวกเขาชอบสิ่งที่เห็นนักและเซ็นสัญญากับเขา นีออนคัลเจอร์ยินดีกับโน้ตเพลงที่ฟางเซิงส่งไปจริง ๆ จ่ายเงินให้เขาล่วงหน้าและกระทั่งจัดหาย่านที่อยู่ใหม่ให้ ฟางเซิงมาที่นี่เพื่อขนย้าย เขาอาศัยอยู่ที่ชั้นห้า ถึงแม้สภาพจะดีกว่าสภาพแวดล้อมที่ชั้นสองของฟางจ้าวเล็กน้อย แต่ชั้นห้าก็ยังคงถูกตัดสินว่าเป็นชั้นล่างในหมู่ตึกที่รายล้อม มันยังสกปรก, เละเทะ และคับแคบ ตอนที่เขาพบว่าจะได้ย้ายออกไป ฟางเซิงไม่เสียเวลารอที่จะถามหารถยนต์ของบริษัทเลย

ฟางเซิงเห็นจะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตอนที่เขาออกมาจากตึกหลังจากเก็บข้าวของของตัวเอง ฟางเซิงมองไปที่ร้านค้าอีกครั้ง และไม่เห็นฟางจ้าว ซึ่งทำให้เขาโล่งอกมาก เขาพลันคิดว่าตัวเองใจเสาะเกินไปและไม่จำเป็นต้องกลัวฟางจ้าวเลย

เขากังวลว่าฟางจ้าวจะแจ้งความเรื่องขโมยเพลงของเขา แต่ตอนที่เขาเก็บของ เขาไตร่ตรองเรื่องนี้อีกครั้งและสรุปได้ว่าไม่มีอะไรให้ต้องเกรงกลัว เขาอัพเพลงทั้งสามนั้นก่อนและพวกมันก็ถูกลงทะเบียนอยู่ภายใต้ชื่อของเขา ว่ากันตามกฎหมาย เขาคือผู้ประพันธ์และเจ้าของที่ถูกต้องโดยชอบธรรม

ต่อให้ฟางจ้าวอยากฟ้องคดี เขาก็ยังไม่มีอะไรต้องกลัว ตอนที่ฟางจ้าวง่วนอยู่กับการแต่งเพลง เขาปกปิดร่องรอยของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ฟางจ้าวจะฟ้องโดยไม่มีหลักฐานได้อย่างไร ?

ยิ่งไปกว่านั้นฟางจ้าวก็ไม่มีเงินให้ฟ้องหรอก มันมีปัญหาที่จะจ่ายค่าข้าวและเสื้อผ้าเพียงพอแล้ว — บางทีมันอาจจะกระทั่งไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนหน้าด้วยซ้ำ ฟางจ้าวจะไปฟ้องเขาได้อย่างไร ? ไปยืมเงินเจิงฮว่างกับว่านเย่ว์ ?

ฮ่า !

ฟางเซิงดูแคลน​ยาจกสองคนนั้น — พวกมันไม่มีพิษภัยเลย ทั้งหมดที่เขาทำก็คือการอ้างสิทธิ์ว่าเขาเขียนเพลงทั้งสามนั้นเอง

ก่อนที่เขาจะเข้าไปในรถ ฟางเซิงชำเลืองมองถนนมืดอีกครั้ง สายตาของเขาเพ่งเล็งไปที่หน้าต่างชั้นสองของฟางจ้าว หน้าต่างปิดแน่นและมืดสนิท บอกไม่ได้เลยว่ามีใครอยู่ข้างใน

ฟางเซิงสูดลมหายใจลึกและมุดเข้าไปในรถ จากนี้ไป เขาไม่มีอะไรต้องทำกับย่านเฮงซวยอย่างถนนมืดอีกแล้ว ลาก่อนความยากจน​และสวัสดีความมั่งคั่ง ! สู่จุดสูงสุดในชีวิต !

จะเป็นฟางจ้าวหรือถนนมืด เขาก็ไม่ต้องเกลือกกลั้วกับพวกมันอีกแล้วในอนาคต ! จะอย่างไรเขาก็มีคุณสมบัติสำหรับการแข่งขันผู้มีความสามารถ​หน้าใหม่ ! อนาคตของเขาเปล่งประกายอยู่ในชาร์ตเพลงของการแข่งขันผู้มีความสามารถ​หน้าใหม่แล้ว !




NEKOPOST.NET