Superstars of Tomorrow ตอนที่ 22 | Nekopost.net 
NEKOPOST

Superstars of Tomorrow

Ch.22 - คิดเรื่องอะไรตอนแสดง ?


022 คิดเรื่องอะไรตอนแสดง ?

จี้โป๋หลุนงุนงงชี้ที่ตัวเอง "นายหมายถึงฉัน ?"

ฟางจ้าวพยักหน้าและย้ำคำ "ช่วยหลีกไปหน่อย"

จี้โป๋หลุนมองฟางจ้าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ อย่างกับว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว เมื่อได้รับการยืนยันว่าฟางจ้าวไม่ได้ล้อเล่น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ลุกขึ้นทันทีและเดินกระแทกเท้าออกไป "ได้ ! อย่ากล่าวหาว่าฉันทำเป็นวางโตแล้วกัน !" เขามาที่นี่ก็เพราะความเอื้อเฟื้อของเอเย่นต์ของเขา เจ้าพวกนี้ไม่แค่ไม่สำนึกบุญคุณ แต่ยังจะคิดว่าเล่นไม่ดีพองั้นเรอะ ?!

ไม่มีการรักษาท่าทีอย่างตอนมาอีก จี้โป๋หลุนพุ่งตรงไปที่ประตู แต่หยุดเพียงตอนที่เขากำลังจะข้ามธรณีประตู เขาหันตัวกลับและจุ่มลงบนเก้าอี้ถัดจากจู่เหวิน เขาหย่อนท่าทาง, กอดหน้าอก และไขว้ขา เขาอยากเห็นนักว่าเจ้าหมอนั่นจะทำอะไร ! ดูอย่างกับว่าพวกเขาจะแสดงด้วยตัวเอง ?

ตลกน่ะ — เขาได้ยินมาว่าเจ้าหนุ่มนี่เป็นนักแต่งเพลงใหม่ แล้วตอนนี้คิดว่าตัวเองสามารถแสดงได้ มันคิดว่าการแสดงเป็นเหมือนกับเล่นเกมรึยังไง ? อ่อนหัด คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ? เด็กใหม่ก็คือพนักงานเซ็นสัญญาเกรด D ของนักแสดง เกรดต่ำกว่าเขาเสียอีก !

จี้โป๋หลุนเริ่มระดมสมองหาความเห็นเยาะเย้ยเพื่อล้างแค้นการเลิกจ้างของเขา หากปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เป็นนักแสดงห่วยแตก ไม่อย่างนั้นเขาไม่สงบหรอก ! พวกนั้นหยาบคาย​กับเขาแบบนี้ได้ยังไง ?!

ฟางจ้าวไม่สนใจสิ่งที่จี้โป๋หลุนคิด ไม่ต้องพูดถึงการใส่ใจสายตากราดเกรี้ยวของเขา เขาส่งสัญญาณให้จู่เหวินว่าเขาอยากถ่ายฉากใหม่

ฟางจ้าวไม่เข้าใจศิลปะการแสดง แต่สิ่งที่จี้โป๋หลุนพูดมาก็คือการเข้าถึงบทบาทตัวละคร — มันเป็นเพียงรูปแบบของจินตนาการ วางตัวเองเข้าไปในฉากที่เสกสรรภายในสมองตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นจี้โป๋หลุนหรือนักแสดงคนใด การแสดงของพวกเขาก็เป็นเพียงแค่จินตนาการเท่านั้น เพราะไม่มีใครเลยที่มีประสบการณ์ในวันเวลาที่หมดหวังเหล่านั้นจริง ๆ สิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับยุคนั้นมาจากการดูฟุตเทจสารคดี แต่ฟางจ้าวเป็นข้อยกเว้น

บางเหตุการณ์ในช่วงยุคหายนะได้รับการบันทึกไว้เป็นระบบดิจิตอล และมีภาพยนตร์จำนวนหนึ่งเกี่ยวกับยุคนั้นที่ถูกถ่ายทำในยุคใหม่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเสมือนจริงยังช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการรับชม ทิ้งความประทับใจลึกล้ำกว่าฟุตเทจปกติ

แต่กระนั้นไม่มีการจำลองสถานการณ์ใดที่ลึกล้ำเทียบเท่า​กับที่ฟางจ้าวต้องเอาชีวิตรอดในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ได้หรอก

หลับตาศึกษาไม่กี่วินาที ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น

จี้โป๋หลุนที่นั่งอยู่ตื่นตกใจ เลิกไขว้ขา ร่างกายของเขาอดไม่ได้ที่จะเอนไปข้างหน้า และสีหน้าสบายใบหน้าของเขาจางหายไปกลายเป็นความจริงจัง

ดวงตาของฟางจ้าวแดงเถือกและคลอหน่วย ราวกับว่าเขากำลังฟังเพลงที่อาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียของโลก ฉายความเศร้าโศกและยอมจำนนอันล้ำลึก แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร้องไห้ออกมาก็ตาม

ฟ้าถล่มแผ่นดินแยก การสูญเสียและสังเวยของญาติมิตร การประจัญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติ มนุษย์ช่างกระจ้อยร่อยและไร้พลังอะไรเช่นนี้

ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในขณะนั้นครอบคลุมไปทั้งสตูดิโอ

จี้โป๋หลุนสูดลมหายใจลึก

ฟางจ้าวจัดการกระตุ้นอารมณ์เหล่านั้นได้ด้วยตัวของเขาเองในพื้นที่ปิดไร้การจัดฉาก เขาไม่มีกระทั่งคู่นักแสดง ไม่มีบทพูด ทั้งหมดที่เขาทำคือการนั่งตรงนั้น แทบจะไม่ขยับร่างกาย ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกตัวละครของเขาด้วยการแสดงออกทางสีหน้าและการจ้องมอง

แม้แต่จังหวะการกะพริบตาของเขาก็ไร้ที่ติ ถ้าเขากะพริบช้าหรือเร็วกว่านี้เพียงนิด ผลลัพธ์คงจะแตกต่างไปโดยสมบูรณ์แบบ

ตอนนี้จี้โป๋หลุนนึกสะท้อนการแสดงของตัวเอง จากการเปรียบเทียบกัน การถ่ายทอดของเขาเกินจริงไปหน่อยและประดิษฐ์เกินไป ขาดอารมณ์ที่แท้จริง

ตอนเรียนการแสดง จี้โป๋หลุนเคยได้ยินอาจารย์กล่าวว่า ความโศกเศร้าไม่จำเป็นต้องสื่อด้วยการกรีดร้องหรือร่ำไห้ บางครั้งเพียงแค่สายตาก็พอแล้ว

หมอนี่เป็นนักแสดงมือสมัครเล่นจริง ๆ เหรอ ?

ความคิดของจี้โป๋หลุนนึกย้อนถึงฉากคลาสสิคจำนวนนับไม่ถ้วนที่เกี่ยวข้องกับยุคหายนะ แต่ไม่มีอันไหนที่เหมาะเจาะเลย ! ฟางจ้าวไม่ได้เลียนแบบมาจากที่ไหน !

จี้โป๋หลุนกระทั่งมีความรู้สึกอย่างกับหมอนี่ไม่ได้แสดง แต่มีประสบการณ์ในการประสบภัยพิบัติมาโดยตรง เคยใช้ชีวิตในยุคนั้นมาก่อนจริง ๆ !

จะว่าไป วิชวลไอดอลของพวกเขาเป็นยังไงนะ ?

บุคลิกเป็นยังไงกัน ?

พลาดแล้ว ! เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ​ตัวละคร​เลยแล้วแสดงไปตามจินตนาการของตัวเอง !

นี่คือความผิดมหันต์​ !

บางทีคงเพราะน้ำเสียงสบาย ๆ ของเอเย่นต์ของเขา เขาเลยไม่สนใจให้ค่ากับมัน

จี้โป๋หลุนสังเกตการณ์ต่อไปในความเงียบ อีกฝ่ายยังคงแสดงตามบทบาท ไม่มีใครรู้จักตัวละครที่ออกแบบได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว

นี่เป็นการแสดงที่ไม่มีบทพูดใด ๆ การถ่ายทำดวงตา เน้นถ่ายที่ดวงตาอย่างเดียวเท่านั้น !

ทุกคนในสตูดิโอหายใจเบา มีเพียงเสียงอุปกรณ์ของจู่เหวิน แต่ทั้งจู่เหวินและจี้โป๋หลุนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ต่างรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในสตูดิโอเล็ก ๆ

ความกล้ำกลืนฝืนทน, ความหมดหวังที่จะหายใจ, ความสูญเสีย, ความสับสนไร้หนทาง ทางออกของชีวิตอยู่แห่งหนใด ? ประหนึ่งผึ้งที่ถูกขังกำลังมองหาแสงนำทางชีวิตอย่างหวาดกลัว

หลายนาทีผ่านไป

ฟางจ้าวหยุดการบันทึกเพียงตอนที่ซ่งเหมี่ยวมีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับเสียงเริ่มต้น

"พักกันก่อน" ฟางจ้าวบอกจู่เหวินให้พัก เขาลุกขึ้นและออกจากสตูดิโอไปที่ห้องควบคุมเสียง ตอนที่เขาลุกขึ้น เขาหลุดจากบทบาทโดยสมบูรณ์แบบทันที กลับเป็นตัวของตัวเอง

ปรับอารมณ์เร็วขนาดนั้นได้ยังไงกัน ? จี้โป๋หลุนอึ้งอีกครั้ง

เมื่อฟางจ้าวออกไป จี้โป๋หลุนเข้าหาจู่เหวิน "ฟางจ้าวนั่น — เป็นแค่นักแต่งเพลงจริง ๆ เหรอ ? เขาไม่เคยเรียนการแสดง ?"

"ฉันไม่แน่ใจหรอก ถ้าเขาเคยเรียนการแสดง แต่ว่าเขาเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ เขาติดอันดับที่ 5 ในการแข่งขันหน้าใหม่ภายใน 20 วัน นายน่าจะเคยได้ยิน" จู่เหวินกล่าว

แน่นอนว่าเคย แต่การแสดงของฟางจ้าวยังทำให้เขางุนงง

"เฮ้ แล้วนายยังไม่ไปเหรอ ?" จู่เหวินนึกว่าฟางจ้าวทำจี้โป๋หลุนโกรธ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาไม่มีท่าทีจะไปไหน

"ไป ? ทำไมฉันต้องไป ? จริงสิ นายถ่ายมิวสิควิดีโอกันนี่ มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครของนายมากกว่านี้มั้ย ? ขอฉันดูหน่อย" จี้โป๋หลุนกล่าว

จู่เหวินมองสายตาประหลาดใจให้จี้โป๋หลุนและยื่นกระดาษสองสามหน้าจากลิ้นชักให้เขา จี้โป๋หลุนเซ็นข้อตกลงการรักษาความลับแล้ว และยังไงจู่เหวินก็ต้องเอาข้อมูลให้เขาดูอยู่แล้ว แต่ตอนแรกจี้โป๋หลุนไม่สนใจ

วันต่อมา

จู่เหวินไม่คิดว่าจะได้เห็นจี้โป๋หลุนอีก ฟางจ้าวแสดงด้วยตัวเขาเองได้ แต่จี้โป๋หลุนยังโผล่มาที่ชั้น 50

"ไม่ต้องมองฉัน แค่ทำทีว่าฉันไม่อยู่ที่นี่แล้วทำงานของคุณไปเถอะ ตอนนี้กำลังเล่นฉากไหนอยู่น่ะ ? เปลี่ยนร่างแล้วยัง ?" เมินสายตาของฟางจ้าวและจู่เหวิน จี้โป๋หลุนลากเก้าอี้มานั่งลงและเฝ้าดูจากรอบนอกด้วยความตั้งอกตั้งใจ

มันไม่ใช่แค่สองวัน แต่หลายวันหลังจากนั้น จี้โป๋หลุนยังคงโผล่มาตามเวลา เขาไม่ได้ทำอะไรมาก แต่นั่งในสตูดิโอและเฝ้ามอง ความรู้สึกของเขาบอกว่าเขายังไปจากที่นี่ไม่ได้

แม้จี้โป๋หลุนจะมีข้อบกพร่อง แต่เขาเป็นนักแสดงที่กระตือรือร้นจะพัฒนาการแสดงของตัวเอง และฟางจ้าวก็ไม่ได้เตะเอาออกไป

ตอนที่การถ่ายทำเสร็จสิ้นในที่สุด จี้โป๋หลุนอดไม่ได้ที่จะถามฟางจ้าว

"ถามหน่อยสิ คุณคิดเรื่องอะไรเป็นส่วนใหญ่ตอนที่กำลังแสดง ?" เขาอยากรู้วิธีการที่ฟางจ้าวเข้าถึงบทบาทและถ่ายทอดอารมณ์ที่แท้จริงออกมา

เมื่อฟางจ้าวได้ยินคำถาม เขาหยุดดื่มน้ำ และตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "BGM" (Background Music)

จี้โป๋หลุน "..."

จี้โป๋หลุนพลันนึกถึงสิ่งที่อาจารย์มหาวิทยาลัยของเขาเคยพูดไว้: ไม่ต้องพยายามขบคิดหรอกว่านักประพันธ์เพลงมืออาชีพกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะไม่ว่าพวกเขาเดิน, กิน หรือดื่ม BGM ของพวกเขาจะเล่นในหัวตลอดเวลาไม่ว่าจะกำลัง​ทำอะไร




NEKOPOST.NET