[นิยายแปล] Mushi Uta ตอนที่ 3.01 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Mushi Uta

Ch.3.01 - The Others


3.01

 

The Others

 

 

“...ฟู่!”

 

หลังจากที่รินะเปลี่ยนแผ่นผ้าใบเสร็จสิ้น เธอก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่

 

แสงแดดยามเช้าซึ่งมองไม่เห็นเข้ามาในห้องเรียนศิลปะที่มีคนน้อยนิด ก้านดินสอในมือของรินะเปล่งประกายเพราะมันสะท้อนแสงอาทิตย์ บนโต๊ะด้านหน้าเป็นแจกันดอกไม้และแอปเปิ้ลที่ถูกวางไว้เพื่อใช้สำหรับเป็นแบบวาดรูป นานพอสมควรแล้วที่รินะไม่ได้วาดสิ่งของ แต่เธอรู้สึกว่าภาพวาดวันนี้จะออกมาค่อนข้างดี

         

เธอนั่งบนเก้าอี้ไม้ หันหน้าเข้าหาผ้าใบยาวสีขาวที่ยังไม่ได้วาดอะไรลงไป

 

-- เป็นครั้งแรกเลยที่เราพูดออกมา

 

ที่ผ่านมาเธอไม่เคยบอกอดีตของเธอให้ใคร แต่เธอก็ยังบอกทุกอย่างกับชีกะ

 

มันเป็นเพราะส่วนที่ว่าพวกเธอทั้งคู่แบ่งปันความฝันเดียวกันอย่างแน่นอน เหตุผลที่พวกเธอคล้ายคลึงกันมากก็เนื่องมาจากเหตุผลอันไร้ซึ่งเหตุผลที่พวกเธอสูญเสียสถานที่ที่เป็นของพวกเธอ และเป็นคนที่ตั้งใจจะค้นหาสรวงสวรรค์ที่พวกเธอสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้สักวันหนึ่ง

 

พระเจ้า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกขอบคุณท่าน ---

 

รินะกระซิบเงียบๆ ในใจ ทั้งหมดนี้ไม่เหมาะกับสไตล์ของเธอ ในอดีตเธอไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้พบกับใครบางคนที่แบ่งปันความฝันเดียวกัน

เป็นเพราะการพบปะกับเด็กสาวที่มีความฝันเดียวกันที่ทำให้รินะจำสิ่งสำคัญที่เธอลืมไปอย่างช้าๆ

แม้ว่าความฝันของเธอจะถูกทำให้ลดน้อยลง แต่รินะก็มีบางสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทำไม่ว่าจะยังไง ความปรารถนาที่แท้จริงของเธอคือการทำให้ภาระนี้สำเร็จ

หลังจากนั้นเธอก็ทำได้เพียงแค่สวดอ้อนวอน ว่าผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจะสามารถพบสถานที่ที่เป็นของพวกเขา แบบนี้แล้วรินะจะสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า “เธอได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนจริงๆ ---”

 

“เพื่อเติมเต็มความปรารถนานี้ ไม่ว่าจะจ่ายด้วยอะไร[คัคโค]ต้อง….. ” รินะพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว

คำพูดของชายที่ชื่อฮาจิดังขึ้นในใจของเธอ

 

--- อา พรรคพวกผู้แบ่งปันความฝันเดียวกันกลับต้องมาต่อสู้กันเองและต้องเจ็บปวดทรมานเพราะมัน เป็นโชคชะตาที่น่าเศร้าอะไรอย่างนี้...

 

หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว!

 

สีหน้าของรินะรุนแรงในทันที

 

[คัคโค]นั่นแบ่งปันความฝันเดียวกันกับฉัน? อยากจะหาสถานที่ที่เป็นของเขาเหมือนกัน? มันจะเป็นไปได้ยังไง! ผู้ชายคนนั้นเป็นศัตรูและไม่ต้องพูดถึงการดำรงอยู่ที่น่ารำคาญ โหดร้าย และอภัยให้ไม่ได้นั่นด้วย

หลังจากจัดการชายใส่แว่นคนนั้นและ[คัคโค] รินะกับพวกพ้องของเธอจะสามารถได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง สำหรับตอนนี้คงไม่มีใครที่สามารถแทนผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนั้นและมูชิทสึกิถูกกล่าวขานว่าแข็งแกร่งที่สุดได้ มันควรจะเป็นแบบนั้นไม่ผิดแน่ จนถึงตอนนี้รินะไม่พบเผชิญสมาชิกสำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพิเศษที่จัดการได้ยากอย่างนี้มาก่อน

 

“ครั้งต่อไปฉันต้องชนะ…”

 

ระหว่างที่พูดได้ครึ่งทางทัศนวิสัยทัศน์ของรินะก็บิดเบี้ยวกะทันหัน ดินสอในมือของรินะหล่นลงมาที่พื้นเช่นกัน

“…อื้อ…”

 

แจกันดอกไม้ในสายตาของเธอเริ่มบิดเบี้ยวขณะที่ความรู้สึกหัวโล่งเบาเริ่มชิงเอาสติของเธอไป

ทันใดนั้นภาพคุณแม่ของเธอที่กำลังร้องไห้อย่างเงียบๆ ขณะโอบกอดร่างของรินะก็แล่นผ่านเข้ามาอย่างกะทันหัน

ถัดมาคือภาพของพ่อผู้เกรี้ยวกราดที่กำลังเข้ามาหาเธอ จากนั้นก็ใบหน้าของเพื่อนร่วมห้องของเธอ คุสึริยะ ไดสึเกะ ตามมาด้วยชีกะที่เธอเพิ่งพบเมื่อวานนี้ แล้วก็[คัคโค]ที่กำลังยกปืนขึ้น และเต่าทองยักษ์ที่มีดวงตาเปล่งประกายนับไม่ถ้วน ---

 

เพราะเสียงดังขึ้นกะทันหัน สติสัมปชัญญะของรินะกลับคืนมา

 

เธอหันไปทางประตูและสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มที่คุ้นเคยกำลังยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น “…อา…คุสึริยะ…?”

"ไม่เป็นไรนะ? หน้าไม่ค่อยดีเลย... ”

 

รินะส่ายหัวของเธอเบาๆ เพื่อกำจัดอาการวิงเวียนศีรษะ หยิบดินสอที่ตกพื้นขึ้นแล้วหันเหสายตาออกจากไดสึเกะที่กำลังเข้ามาใกล้ หันหน้าเข้าหาผืนผ้าใบอีกครั้ง

“มีอะไรรึไง? รู้รึเปล่าว่าวันนี้โรงเรียนหยุดน่ะ?”

 

“…แน่นอนสิ ผมอยู่แล้วว่าวันนี้เป็นวันหยุด วันนี้ผมออกมาข้างนอกเพื่อจัดการธุระบางอย่างน่ะ แต่พอผ่านโรงเรียนก็รู้สึกอยากเข้ามาดูหน่อย จริงๆ ผมไม่เคยคิดเลยว่าคุณทาจิบานะจะอยู่ที่นี่ ถึงจะเป็นวันหยุดคุณทาจิบานะก็มาที่นี่เพื่อวาดรูปเหรอ?”

 

"ไม่ใช่เรื่องของนาย"

 

ริน่าพูดอย่างเย็นชาและเริ่มวาดโครงร่างของแจกันดอกไม้ แต่เพราะความรู้สึกของดินสอที่เธอมีระหว่างการวาดเมื่อครู่นี้ได้หายไป เธอจึงไม่สามารถขยับดินสอเหมือนที่เธอร่างไว้ในใจได้ การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของไดสึเกะทำให้รินะสูญเสียสมาธิทั้งหมดไปในพริบตา

 

“ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าจะอารมณ์ไม่ดีด้วย เดาว่าผมไปจากที่นี่ก่อนจะดีกว่า" "นี่ เอ่อ...รอก่อน... "

รินะพูดโดยไม่ตั้งใจเนื่องจากไดสึเกะกำลังจะลุกขึ้นและออกจากห้องเรียน "อะไรเหรอ?"

เมื่อไดสึเกะหันกลับมามันทำให้รินะรู้สึกลำบากใจมากขึ้นไปอีก เธอเป็นคนที่เรียกไดสึเกะให้หยุด แต่เธอคิดเหตุผลสำหรับการกระทำของเธอไม่ออก

“เอ่อ…เรื่องนั้น…ถ้านายไม่มีอะไรทำก็ลองนั่งอยู่ที่นี่สักพักเป็นไง! ยังไงนายก็มาที่นี่แล้ว ฉันจะให้นายดูฟรีๆ เลยก็ได้!”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าเธอกำลังพูดอะไรอยู่ แต่เพราะผมไม่มีทำ…ถึงอย่างนั้น ก่อนหน้านี้ผมค่อนข้างว่างจริงๆ นั่นแหละ ยังไงเธอก็พังกฎแล้วให้ผมได้ดูฟรีๆ ด้วย”

แม้ไดสึเกะจะสงสัยเล็กน้อย เขายังคงย้ายเก้าอี้ของเขาไปยังที่ที่เขาสามารถเห็นแผ่นผ้าใบของรินะได้อย่างชัดเจน

รินะรู้สึกได้ว่าดวงตาของไดสึเกะมองมาในทิศทางของเธอ และพบว่ามันยากที่จะสงบสติอารมณ์เอาไว้ มือของเธอกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องไปด้วยตัวมันเอง เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังวาดในขณะนี้คือแจกันดอกไม้หรือแอปเปิ้ลกันแน่

รินะมองตรงไปข้างหน้าต่อไป ไม่ตั้งใจที่จะให้ไดสึเกะเห็นสีหน้าของเธอและพูดอะไรออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ไดสึเกะพบว่าเธอกังวล เธอขยับดินสอของเธออย่างต่อเนื่องและพูดอย่างเงียบๆ

 

“หายากเหมือนกันนะที่จะมีโอกาสแบบนี้...นายไปนั่งตรงนั้นเป็นไง…” “ตรงนั้น?”

“ตรงนั้นก็ด้านหน้าฉันไง ด้านหน้า ตรงหน้าฉันนี่ ...ฉันเคยวาดแจกันนี้มาก่อนแล้ว เพราะงั้นถ้าจะวาดมันอีกก็น่าเบื่อ ฉันรู้สึกอยากวาดภาพมนุษย์ นายช่วยเต็มใจเป็นแบบของฉันจะได้ไหม? ฉันรู้สึกเหมือนกำลังรับคำท้าทายถ้าต้องวาดคนอย่างนาย ฉันจะทำให้มันเสร็จก่อน? หรือฉันจะหักดินสอของฉันก่อนกันน่ะ?”

 

ไดสึเกะยังคงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และหลังจากนั้นไม่กี่นาทีเขาตอบอย่างลังเล “อีกสักพักผมจะมีธุระบางอย่างที่ต้องจัดการ…เพราะงั้นผมมีเวลามากสุดหนึ่งชั่วโมง…”

 

พระเจ้า ฉันรู้สึกอยากขอบคุณท่านอีกครั้งจริงๆ ---

 

“ไม่เป็นไร ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้นอยู่แล้ว รอเดี๋ยวนะ ฉันจะไปเอาผ้าใบใหม่จากตรงนั้น”

รินะลุกขึ้นจากที่นั่งของเธอและเดินเข้าไปในห้องเก็บของโดยไม่แม้แต่จะมองกลับมาที่ไดสึเกะเลยสักครั้ง จากนั้นเธอก็ค้นในห้องเก็บของอย่างรีบร้อนเพื่อหาผ้าใบเปล่า ขณะเดียวกันก็ทำให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อที่ไดสึเกะจะไม่รู้ตัว และโชคดีที่ในไม่ช้าเธอก็พบสิ่งที่กำลังมองหา

เมื่อเธอออกมาจากห้องเก็บของ ไดสึเกะก็เอาแจกันดอกไม้และแอปเปิลไปวางไว้ข้างๆ เรียบร้อยแล้ว ผู้ชายที่ปกติจะทำตัวเลือนลางต่อผู้อื่นกลับทำเรื่องเช่นนี้นั้นน่าประหลาดใจอย่างแน่นอนแม้แต่สำหรับรินะ

 

“นาย…นายไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้… ฉันต่างหากที่ควรเป็นคนทำเก็บกวาดของพวกนั้น…”

 

“ไม่เป็นไร ผมไม่รังเกียจที่จะช่วยเก็บกวาดของพวกนี้หรอก ไม่ต้องพูดถึงวันนี้ที่เธอดูไม่ค่อยสบายด้วย”

ไดสึเกะยิ้มขณะที่เขาพูด

 

รินะที่อะไรพูดไม่ออกทำได้แค่กลับไปยังที่นั่งของเธออย่างเงียบๆ ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงใบหน้าของชีกะ ถ้าเป็นชีกะ ตอนนี้เธอคงจะแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจไปแล้ว...

“โอเค ตอนนี้นายไปนั่งตรงนั้นได้แล้ว… ไม่จำเป็นต้องอยู่เฉย แค่ผ่อนคลายและนั่งนิ่งๆ ก็พอ!” “ แบบนี้เหรอ?”

ไดสึเกะทำตามคำแนะนำของเธอ นั่งด้านหน้ารินะในมุมเฉียงและเตรียมพร้อมท่าโพสของเขา

 

รินะขยับดินสอไปบนผืนผ้าใบอย่างเงียบๆ มือของเธอคล่องแคล่วว่องไวจนน่าตกใจ หลังจากวาดโครงร่างส่วนใหญ่แล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ วาดใบหน้า ลำคอ และไหล่ของเด็กหนุ่มไปทีละขั้น

เมื่อรินะมองรูปวาดอย่างจริงจัง เธอสังเกตเห็นว่าจำนวนของพลาสเตอร์ปิดแผล “OK” บนใบหน้าของไดสึเกะเพิ่มขึ้นสองเท่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทราบคือการมีอยู่ของไดสึเกะธรรมดาๆ นี้ดึงดูดความสนใจของรินะได้มากกว่า ไม่ว่าจะเกรด ความสามารถด้านกีฬา รูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ เขาเป็นแค่ผู้ชายที่ไม่มีความสามารถพิเศษทั้งในและนอก และไม่ต้องพูดเรื่องที่ว่าเขาไม่ได้มีตัวตนมากนักในชั้นเรียนด้วยเช่นกัน เขาที่กระจายบรรยากาศแบบนั้น --- รู้สึกไม่อยู่ในโลกนี้วันนี้ ดูเหมือนเขากำลังคิดเรื่องบางอย่าง… ใช่แล้ว เขากำลังแสดงสีหน้าเฉพาะตัวแบบเดียวกับที่รินะเห็นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

การลากดินสอของรินะรวดเร็วขึ้น เธออยากวาดภาพของไดสึเกะบนผืนผ้าใบอย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะอย่างไรร่างของเด็กหนุ่มต่อหน้าเธอตอนนี้ก็คือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอ

 

“…จริงๆ แล้ว…”

 

จู่ๆ ไดสึเกะก็อ้าปากพูดขึ้น ในตอนนี้เองที่รินะรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำตั้งแต่ที่เธอเริ่มวาดรูป

“จริงๆ แล้วผมมาโรงเรียนเพื่อมองหาภาพวาดของคุณทาจิบานะ เพราะมีคนบอกว่าอาจารย์ศิลปะส่งชิ้นงานของตามความเห็นของตัวเอง ผมเลยคิดว่าอาจมีโอกาสที่มันจะยังอยู่ในห้องศิลปะ… ผมจำได้ว่าภาพวาดในเวลานั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์น่ะ”

 

“มันจะไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์” “เอ๋?”

“มันเป็นแค่ทิวทัศน์ที่อ้างอิงตามความทรงจำเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก มันผิดปกติใช่ไหมล่ะที่วาดภาพทิวทัศน์ในห้องศิลปะ? ฉันแค่วาดมันออกมาจากความทรงจำของฉัน ของแบบนั้นจะทำให้สมบูรณ์ได้ยังไง?”

 

“…เป็นนั้นเองเหรอ” ไดสึเกะยิ้ม

“ถึงอย่างนั้นผมก็อยากสัมผัสโลกที่มองผ่านสายตาของคุณทาจิบานะเหมือนกัน ตอนที่เห็นภาพวาดนั่น ผมรู้สึกถึงความคิดถึงบางอย่างจากมัน มันทำให้ผมนึกถึงความรู้สึกที่บางครั้งผมก็ลืมมันไป…”

รินะจ้องใบหน้าของไดสึเกะและตระหนักในทันทีว่าเขามีของอย่างความไม่พอใจในตัวเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่แน่ใจว่าปัญหาของไดสึเกะคืออะไร แต่บางอย่างต้องเกิดขึ้นแน่นอนมันจึงทำให้เขาแสดงสีหน้าอย่างนี้ ตอนที่เธอเห็นเขาแสดงสีหน้าแบบนี้เมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนนั้นเขาก็คงมีปัญหาบางอย่างในใจเหมือนตอนนี้สินะ?

 

“มันก็แค่งานศิลปะห่วยๆ”

 

“ผมอาจไม่ค่อยรู้เรื่องศิลปะมากเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่งานศิลปะที่ย่ำแย่เลย ผลงานศิลปะที่ดีสามารถให้ความรู้สึกบางอย่างกับผู้ที่ชื่นชมมัน ยังไงคุณทาจิบานะก็ได้รับรางวัลด้วย มันอาจเป็นกรณีนั้นใช่ไหมล่ะ?”

“….คนที่วาดไม่เคยตั้งใจให้มันมีความหมายแบบนั้น นายพูดเรื่องพวกนั้นด้วยความมั่นใจได้ยังไง? บางทีนายอาจแค่มีความรู้สึกผิดๆ หรืออะไรเทือกนั้น”

 

“เรื่องนี้ผมมั่นใจ ไม่ว่าศิลปินหรือคนอื่นจะไม่เห็นด้วยยังไงผมก็ยังรู้สึกแบบนี้” “นายนี่เป็นคนสบายๆ จริงนะ”

หลังจากคุยกันมาจนถึงจุดนี้ ทั้งสองยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบๆ ต่อไป ไดสึเกะไม่ขยับตัวแม้แต่น้อยและทำตัวเป็นแบบต่อ ระหว่างนั้นรินะยังคงวาดรูปของเขาลงบนผืนผ้าใบต่อไป สำหรับรินะนี่เป็นประสบการณ์อันอบอุ่นซึ่งเธอไม่ได้สัมผัสมันมาเป็นเวลานานมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเปิดปากเธอจะจบลงที่เผลอโต้เถียงกับไดสึเกะไป เพราะเหตุนั้นสำหรับรินะ การสามารถเพลิดเพลินกับเวลาอันสงบสุขที่พวกเธอทั้งคู่เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่อยู่ที่นี่ในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับเธอ

 

ดินสอของเธอนั้นตรงข้ามกับท่าทีของเธอ มันนำเอาความรู้สึกของเธอออกมาสู่ผืนผ้าใบอย่างซื่อตรง

 

แม้เธอจะไม่รู้ว่าไดสึเกะกำลังคิดอะไร แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ หนึ่งชั่วโมงนี้ดูเหมือนว่ามันจะบินผ่านไปเร็วกว่าที่รินะคิด เมื่อไดสึเกะหันไปมองนาฬิกา รินะวางดินสอของเธอเช่นกัน

 

“…ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว”

 

จู่ๆ ไดสึเกะก็พูดกะทันหัน สีหน้าของเขาสงบอย่างคาดไม่ถึง

 

“คุณทาจิบานะควรหยุดปกป้องมูชิทสึกิได้แล้วนะ ไม่อย่างนั้นจะถูกสงสัยว่าเป็นมูชิทสึกิไปด้วย”

คำพูดของไดสึเกะเหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตามเขาหันหลังไปก่อนที่รินะจะทันพูดอะไรกลับ

 “ยังไงก็เถอะ ระหว่างกลับบ้านก็ระวังตัวด้วยล่ะ ผมอยากพูดแค่นั้นแหละ ผมไปก่อนนะ "

 

ไดสุเกะพูดประโยคนี้ขณะที่เขาออกจากห้องศิลปะไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งรินะผู้กำลังกัดริมฝีปากแน่นที่ยืนอยู่นิ่งๆ ไว้ข้างหลัง

มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะมีการสนทนาแบบปกติ… แต่ตอนนี้ทุกอย่างสูญเปล่าหมดแล้ว ไม่เพียงแค่นั้น รินะรู้สึกว่าท่าทีของเธอแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอยอมรับว่าตัวเองเป็นมูชิทสึกิ

แต่มันทนไม่ไหวเกินไปสำหรับเธอ แม้ในที่สุดเธอก็สามารถพูดคุยกับไดสึเกะอย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น... แต่ทำไมไดสึเกะถึงต้องพูดโพล่งเรื่องมุมมองศีลธรรมเกี่ยวกับมูชิทสึกิพรรค์นั้นซึ่งทำให้เธอกลายเป็นอย่างนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามแต่ คำพูดของไดสุเกะเป็นอะไรที่คาดไว้แล้ว…ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีทัศนคติความเชื่อเหมือนกับเขา

แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ รินะยังคงหวังว่าไดสึเกะจะไม่มองมูชิทสึกิด้วยความเชื่ออย่างนั้น และไม่อยากให้เขามองเธอด้วยมุมมองอย่างนั้น

 

---ผมก็อยากสัมผัสโลกที่มองผ่านสายตาของคุณทาจิบานะเหมือนกัน

 

ทำไมเขาถึงต้องเลือกเวลาแบบนั้นเพื่อพูดของอย่างนั้นกัน?

 

ความตั้งใจแน่วแน่แต่แรกเริ่มของเธอนั้นสั่นคลอนจากหนึ่งประโยคของไดสึเกะ เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเกิดความรู้สึกอยากอยู่ต่อไปเพราะเรื่องแบบนี้

เปลี่ยนสายตาของเธอไปบนผืนผ้าใบ ภาพเหมือนที่แทบจะไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงตั้งอยู่ตรงนั้น แม้ว่าเส้นนั้นจะดูยุ่งเหยิงไปหน่อย แต่ลายเส้นนุ่มนวลของดินสอนั้นแตกต่างไปคนละโลกจากสไตล์ปกติของรินะ แม้แต่เธอเองก็สงสัยว่าเธอเป็นคนวาดภาพเหมือนนี้ใช่หรือเปล่า

 

เราไม่ควรวาดภาพนี้เลย...

 

ทันทีที่รินะรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของเธอ เสียงเคาะประตูก็มาจากด้านหลัง

 

 “ขอ..ขอรบกวนด้วยค่ะ”

 

ที่เดินเข้ามาในห้องเรียนคือผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด รินะจ้องบุคคลนั้นด้วยความตกใจ “ชีกะ.....?”

"โล่งอกไปที มาทีนี่ถูกต้องจริงๆ ด้วย”

 

ชีกะผู้สวมผ้าพันคอคลุมครึ่งหนึ่งของใบหน้าและสวมเสื้อนอกที่ยืมมาจากรินะเข้ามาในห้องเรียน

“ทำไมชีกะมาอยู่ที่นี่? เธอบอกว่าจะไปหาแฟนของเธอหลังเที่ยงนี้ไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันแค่เผอิญผ่านมาที่นี่น่ะ ก็เลยตัดสินใจที่จะเข้ามาดูรอบๆ และเพราะฉันมีเวลาเหลือพอฉันเลยอยากจะเห็นว่าคุณเป็นยังไงตอนวาดรูป...อีกอย่างนะ...เขาไม่ใช่แฟนของฉันหรอก….”

แล้วชีกะก็ยิ้มอย่างอายๆ

 

“คุณเองก็อยู่ในโรงเรียนเดียวกับ ---- คุง ฉันเลยรู้สึกอยากมาดูสักหน่อยว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบไหน…” “เอ๋?”

“มะ-ไม่มีอะไรหรอก!”

 

รินะอดขำไม่ได้เมื่อเธอเห็นชีกะหันหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเธอจะไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกเหมือนกับเป็นพี่น้องแบบนี้นำบางอย่างที่เธอลืมไปแล้วกลับมา? แม้รินะจะมีความสุขมาก มันก็ทำให้เธอรู้สึกอายในเวลาเดียวกัน

“ถึงฉันจะไม่คิดว่าสถานที่แบบนี้จะสนุกขนาดนั้นก็เถอะ...จริงด้วย เธอเจอเด็กผู้ชายที่ดูมีความสุขมากๆ รึเปล่า? เขาเพิ่งไปจากที่นี่ไม่นานน่ะ”

 

“ไม่ฉันไม่เจอใครเลยนะ…”

 

เมื่อสังเกตเห็นผืนผ้าใบที่ด้านหน้าของรินะ ดวงตาของชีกะเปล่งประกาย เธอแสดงสีหน้าเหมือนเด็กที่เพิ่งพบขนมหวานและจ้องใบหน้าของรินะ

“ภาพนี่รินะเป็นคนวาดเหรอ? ฉันขอดูหน่อยได้ไหม?”“ได้สิ แต่มันไม่ได้ดีเด่ขนาดนั้นหรอก…”

ทันทีที่รินะพยักหน้า ประตูห้องศิลปะก็เปิดออกกะทันหัน “เอ๊ะ... ?!”

ชีกะที่กำลังจะชื่นชมภาพวาดตื่นตกใจเมื่อเธอมองกลับไป กลุ่มวัยรุ่นหลากหลายรูปร่างปรากฏขึ้น แต่ละคนสวมหน้ากากสัตว์สีขาวที่แตกต่างกัน

 

เมื่อเห็นชีกะยืนตะลึง รินะอดที่จะหัวเราะไม่ได้

 

“ให้ฉันแนะนำพวกเขาแล้วกัน พวกเขาเป็นสมาชิกของ[มูชิบาเนะ] คืนก่อนฉันอธิบายให้เธอฟังแล้วว่า[มูชิบาเนะ]คืออะไรใช่ไหม? จริงๆ แล้วที่นี่คือสถานที่นัดพบของเรา โรงเรียนเป็นสถานที่ที่น่าเชื่อถือในหลายๆ แง่น่ะ”

 

“เลดี้…หล่อนเป็นใคร” ผู้ชายร่างสูงสวมหน้ากากหมาป่าพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

 

"เธอเป็นเพื่อนของฉัน สำหรับตอนนี้ให้เรียกเธอว่ายูคิ! ถึงเธอจะเป็นมูชิทสึกิเหมือนกัน แต่เธอก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเธอจะเข้าร่วมกับเรารึเปล่า”

รินะกล่าวขณะที่เธอผลักชีกะผู้ซึ่งมึนงง

 

“รู้ไหมชีกะ เธอจะไปเดทสายนะ! เพื่อล้างความเข้าใจผิดคราวก่อนฉันคิดว่าเธอรีบไปจะดีกว่า”

“ก็ใช่อยู่หรอก…แต่นั่น…”

 

ชีกะมองใบหน้าของรินะอย่างกังวลใจและพูดว่า

 

“พวกเธอกำลังจะทำบางอย่างที่อันตรายอีกแล้วเหรอ?”

 

"ไม่ต้องห่วง! เรากำลังออกไปปิกนิกเท่านั้นแหละ อย่ากังวลเลย แค่เดทกับแฟนให้สนุกก็พอแล้ว!”

“บะ-บอกแล้วนี่ว่าเขาไม่ใช่แฟนของฉันน่ะ…”

 

ชีกะขัดขืนเล็กน้อย แต่ก็ยังทำตามสิ่งที่รินะพูดและเดินไปที่ทางเข้า ทันทีที่ชีกะหยุดเดินกลางคันและมองย้อนกลับไปราวกับว่าเธออยากพูดอะไรบางอย่าง

 

“ช่วยกลับบ้านก่อนอาหารเย็นด้วยนะ ที่รัก!”

 

รินะส่งจูบ มันหยุดชีกะไว้ไม่ให้พูด แม้ว่าชีจะอายเธอก็ยังสามารถตอบกลับด้วย “อืม เข้าใจแล้ว” ก่อนจากไปได้

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร เธอเป็นสายลับจาก SEPB รึเปล่า?”

 

รินะจ้องอย่างเย็นชาที่กลุ่มคนน่าสงสัย รอยยิ้มแรกเริ่มของเด็กสาวที่พวกเขาเห็นเมื่อครู่ ในตอนนี้แสดงความเหนือกว่าซึ่งทำให้พวกเขาทุกคนหุบปาก

“เธอเป็นเพื่อนของฉัน” “ขะ-ขอโทษครับ…”

“ถ้านายเข้าใจก็ไม่เป็นไร”

 

เมื่อเห็นรอยยิ้มของรินะ พรรคพวกของเธอถอนหายใจโล่งอก

 

“เอาล่ะ เรามาเริ่มคุยกันเถอะ! จะยังไงเวลามันก็ผ่านไปเร็วนี่นะ”

 

รินะมองไปรอบๆ ที่สมาชิก[มูชิบาเนะ]ซึ่งเงียบอยู่แล้วพูดว่า

 

“อย่างที่ฉันแจ้งทุกคนไปแล้ว ในที่สุด SEPB ก็เริ่มเคลื่อนไหว ที่ซ่อนของ[มูชิบาเนะ]ถูกจู่โจมอย่างต่อเนื่องแล้วหลายครั้ง ฉันคิดว่าเราถูกตามรอยมานานแล้ว

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีหนทางโต้กลับ ---”




NEKOPOST.NET