[นิยายแปล] Mushi Uta ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Mushi Uta

Ch.2 - ไดสึเกะ พาร์ท 3


2.00

 

ไดสึเกะ พาร์ท 3

 

 

หลังจากวิ่งพล่านไปทั่วโรงเรียน ในที่สุดไดสึเกะก็พบคนที่เขากำลังตามหาในห้องเรียนศิลปะ

 

ใจกลางห้องศิลปะที่เงียบเชียบมีเด็กสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ เด็กสาวคนนั้นคือทาจิบานะ รินะ

รินะจ้องมองอย่างลึกซึ้งบนผืนผ้าใบที่เป็นสีขาวราวหิมะ เพราะเสน่ห์เฉพาะตัวที่เธอครอบครองอยู่ สถานการณ์แบบนี้จึงทำให้ทุกอย่างดูเหมือนชิ้นงานศิลปะที่วางไว้ร่วมกัน

 

ขณะนี้เธอเหมือนจะอยู่ในสภาวะครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะเห็นในห้องเรียน

 

ไดสึเกะเปิดประตูอย่างเงียบ ๆ และเข้าไปในห้องโดยที่มีกลิ่นสีน้ำมันพาสเทลรุนแรงในอากาศ

 

“คุณทาจิบานะ?”

 

เสียงเรียกของไดสึเกะทำให้เด็กสาวผมยาวตกใจ เธอหันศีรษะไปรอบ ๆ อย่างรีบร้อน ปฏิกิริยาของเธอรุนแรงกว่าที่ไดสึเกะคาดไว้

 

“ค...คะ? อ้าว… คุสึริยะเองหรอกเหรอ”

 

รินะที่หันหลังมาหาเขาดูราวกับเด็กนักเรียนหญิงธรรมดา ไม่ใช่เด็กผู้หญิงกระตือรือร้น เป็นที่นิยมและขี้โมโหที่เขาเห็นเมื่อวานนี้

 

“ทะ…….ทำไมนายถึงอยู่ที่นี่?”

 

“เธอวาดเจ้านี่อยู่ในนี้มาตลอดเลยเหรอ? ที่เจอได้ก็เพราะผมเห็นเธอตอนที่ผมผ่านระเบียงทางเดินนี้ระหว่างทางไปห้องเรียนน่ะ”

 

“หืม วันนี้นายพูดเก่งแล้วเหรอ? เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ทำไมนายถึงตามหาฉัน”

 

เมื่อตอนที่รินะหันเหสายตาของเธอกลับไปยังภาพวาด บรรรยากาศของเธอก็กลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว อย่างไรก็ตามเธอดูไม่ค่อยมีความสุขนัก

 

ไดสึเกะหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นที่เขากำลังถือส่งให้กับรินะ

 

“อาจารย์บอกให้ผมส่งเจ้านี้ให้คุณทาจิบานะน่ะ วันนี้เป็นพิธีมอบรางวัล” “นั่นมันอะไรน่ะ?”

“รางวัลเกียรติบัตรสำหรับการภาพวาดของเธอไง จำไม่ได้เหรอ? ที่อาจารย์คนหนึ่งบอกเธอเมื่อวานน่ะ”

 

ไดสึเกะยื่นใบเกียรติบัตรให้ แต่ดูเหมือนรินะจะไม่มีความตั้งใจที่จะรับมันไปหรือแม้แต่เหลือบมองมันเลยสักนิด

 

“เอาน่า รีบ ๆ รับไปได้แล้ว รู้ไหมว่าวันนี้ผมค่อนข้างยุ่งน่ะ?”

 

เมื่อเห็นไดสึเกะถือใบเกียรติบัตรไว้แน่น รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้าของรินะ “อ่าฮะ เข้าใจแล้ว ทีนี้ฉันควรทำไงดีนะ? รู้สึกไม่อยากรับมันยังไงไม่รู้สิ แต่ถ้า -------”

“ช่วยอย่าสร้างเรื่องให้ผมทีเถอะ ผมต้องไปพบคน ๆ หนึ่งเพราะงั้นผมถึงรีบอยู่นี่ไง” ไดสึเกะยื่นใบเกียรติบัตรออกมาจนมันใกล้จมูกของรินะ

อย่างไรก็ตามรินะส่งสายตารังเกียจเมื่อเธอเข้าใจสถานการณ์ และจ้องที่ไดสึเกะด้วยสายตาเย็นชาขณะที่เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้

         

“เด็กผู้หญิงที่นายบอกว่าน่ารักมากน่ะนะ? นี่นายยังไม่ถูกทิ้งอีกเหรอ?”

 

“นี่ไม่เกี่ยวกับเธอ โอเคนะ? ………ถ้าไม่ตั้งใจจะรับเกียรติบัตร ผมก็จะเอามันวางไว้ตรงนี้แหละ”

 

ไดสึเกะรู้สึกขัดหูขัดตาและเริ่มปฏิบัติกับรินะด้วยท่าทีเป็นมิตรน้อยลง เขาเสมองออกไปข้าง ๆ ขณะที่เริ่มทำตัวน้อยใจเหมือนกับเด็ก

 

“ขอโทษที่รั้งนายไว้แล้วกัน ถึงฉันจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยก็เถอะ แต่การส่งเกียรติบัตรให้ฉันด้วยท่าทางแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุขเลย สักนิด ------ นายแค่ทิ้งมันไว้ตรงไหนก็ได้ที่นายอยาก ไม่สิ เดี๋ยวนะ แค่โยนมันลงถังขยะก็ได้เพราะมันช่วยกันปัญหาให้ฉันได้เยอะเลย”

 

จ้องไปที่รินะผู้หันกลับไปหาภาพวาดของเธอหลังจากพูดเช่นนั้น ไดสึเกะถอนหายใจ เขารู้สึกอยากจะแค่ทิ้งมันลงถังขยะจริง ๆ แต่เขาไม่สามารถทำอย่างนั้นได้

 

ไดสึเกะไอสองสามครั้งและส่งเสียงของเขาให้ดังขึ้นในห้องซึ่งเงียบลงอีกครั้งหนึ่ง

 

“และ ------- เงินรางวัลที่ให้กับ… ท่านทาจิบานะ รินะ”

 

รินะหันมาหาเขาด้วยสีหน้าตกใจ

 

“ผู้เข้าร่วมได้แสดงความสามารถและความคิดอันยอดเยี่ยมด้วยผลงานชิ้นนี้ในการประกวดวาดภาพทิวทัศน์ครั้งที่สามที่จัดขึ้นโดยเมืองโอกะ นายกเทศมนตรีเมืองโอกะมี…..อ่า……นี่ผมกำลังทำอะไรเนี่ย? ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่กำลังพูดอยู่เลยแฮะ เอาเถอะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว”

 

ริน่าตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีกขณะที่เธอนิ่งค้างอยู่กับที่ “ยินดีด้วยนะ!”

ไดสึเกะยิ้มและยื่นเกียรติบัตรออกไป

 

 

รินะที่อึ้งงันอยู่จ้องมองไดสึเกะต่อไปและรับใบเกียรติบัตรจากมือของเขามาโดยไม่รู้ตัว “น….นายบ้ารึเปล่า! ทำแบบนั้นไม่รู้สึกอายบ้างรึไง?!”

ไดสึเกะหัวเราะและตอบกลับในเวลาเดียวกัน “เห็นเธออายแล้วก็น่าสนใจจริง ๆ นั่นแหละ” “…..แย่ที่สุด….. ”

“คนที่ได้รับคำชมจากผลงานของพวกเขาเท่านั้นที่สมควรได้รับเกียรติบัตรนี้ มันหยาบคายต่อคนที่ให้คำชมกับเธอนะ ถ้าเธอไม่รับมันน่ะ แล้วก็ ผมอิจฉานิดหน่อยน่ะ เพราะผมไม่เคยได้รับเกียรติบัตรมาก่อน”

 

หลังจากได้ยินคำพูดของไดสึเกะ ใบหน้าของรินะก็เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอาย “จะทิ้งของพรรค์นี้ไปฉันก็ไม่คิดอะไรแท้ ๆ”

บรรลุเป้าหมายของเขาแล้ว ไดสึเกะยืนขึ้นและตั้งใจจะออกจากห้องศิลปะ แต่หลังจากเห็นใบหน้าสับสนของรินะหลังได้รับใบรับรองเขาก็หยุดลง หลังจากลังเลเล็กน้อย เขาหันหน้าหารินะและพูดว่า

 

“…..จริงๆแล้วผมเคยเห็นภาพวาดของคุณทาจิบานะมาก่อน” คิ้วของรินะกระตุกเมื่อเธอได้ยินดังนั้น

“มันเป็นตอนที่ผมเพิ่งลงทะเบียนเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ ผมเผอิญมาเจอภาพวาดที่ถูกทิ้งไว้ในห้องศิลปะ ถึงภาพจะไม่สมบูรณ์ แต่ผมก็พบว่ามัน…สวยจริง ๆ ตอนผมได้ยินว่าผลงานชิ้นหนึ่งได้เข้าร่วมการแข่งขัน ผมก็นึกถึงภาพนั้นทันทีเลย”

 

“……รู้อยู่แล้วล่ะ”

“เอ๋?”

 

รินะจ้องที่ไดสึเกะผู้รู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ไม่คาดคิด

 

“ตอนฉันกลับไปที่ห้องศิลปะเพื่อทำความสะอาดพื้นที่วาดภาพ ฉันสังเกตเห็นนายยิ้มกับตัวเองระหว่างที่ดูภาพวาดของฉัน เป็นภาพน่ารังเกียจจริง ๆ นั่นแหละ อย่างกับฝันร้ายเลย”

 

“เอ๋ อย่างนั้นเหรอ ถ้าเธอสังเกตเห็นผมแล้ว ทำไมตอนนั้นไม่เรียกผมล่ะ?”

 

“เพราะฉันทนคนอย่างนายไม่ได้น่ะสิ นายดูเหมือนว่านายโตมาในครอบครัวดี ๆ แบบที่ไม่เคยพบความลำบากอะไรเลย แต่นายก็ยังปฏิบัติกับมูชิทสึกิอย่างเลือกปฏิบัติเพียงเพราะนายไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกเขา สำหรับฉันมันน่าโมโห”

 

เสียงของรินะเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ไม่สามารถระงับได้ มันทำให้ไดสึเกะตอบอย่างไม่พอใจ “ทำไมจู่ ๆ ถึงยกเรื่องของมูชิทสึกิขึ้นมาพูดล่ะ?”

“ไม่ใช่ว่าคนในห้องชอบเอาเรื่องมูชิทสึกิขึ้นมาพูดรึไง? อย่างเรื่องที่มูชิทสึกิโผล่ออกมาหรือที่ว่าพวกเขาควรจะออกไปจากที่นี่ มันไม่น่าฟังเอาซะเลยที่ได้ยินคนพวกนั้นว่าร้ายคนที่อาจไม่มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ”

 

“มันเข้าใจง่ายไม่ใช่เหรอที่ใคร ๆ ก็จะกลัวมูชิทสึกิ? ไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอที่คนจะกลัวสัตว์ประหลาดน่ะ?”

 

หลังจากเหลียวมองที่รินะซึ่งไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด ไดสึเกะก็เดินไปที่ทางออกของห้องศิลปะ

 

“เอาล่ะ ผมจะไปละนะ คิดว่าคุณทาจิบานะรีบออกไปเร็ว ๆ จะดีกว่า อีกสักพักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะมาที่นี่เพื่อล็อคประตูแล้ว”

 

รินะไม่ตอบรับกับสิ่งที่ไดสึเกะพูด

 

*******************

 

สวนสาธารณะใกล้ชายทะเลเมืองโอกะ หนึ่งในสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของเมืองโอกะ

 

สวนสาธารณะที่น่าชื่นชมซึ่งทอดยาวไปไม่กี่กิโลเมตรได้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จากเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่โตสามารถมองเห็นมหาสมุทรอยู่ห่างออกไปในขณะที่ดมกลิ่นของทะเลซึ่งถูกลมพัดเข้ามาภายในสวน

 

ไดสึเกะนั่งอยู่ในลานจัตุรัสที่ตั้งอยู่กลางสวนสาธารณะ จ้องไปที่เสานาฬิกาเงียบ ๆ รอให้เวลาผ่านไป ไดสึเกะยังคงสวมชุดนักเรียนของเขาอยู่ใต้เสื้อนอกเพราะว่าเขามาที่นี่ทันทีหลังเลิกเรียน

------- ในตอนนั้นชีกะดูเหมือนกำลังร้องไห้อยู่

 

คืนก่อน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่พวกเขาแยกกันตรงหน้าสถานีรถไฟโอกะ เขาได้รับโทรศัพท์จากชีกะ

 

เขาเป็นห่วงเธอมากเมื่อเธอเริ่มพูดปนเสียงอึกอักในวันนั้น ดังนั้นเขาจึงขอพบกันอีกครั้งในวันนี้ ในโทรศัพท์นั้นเธอเอาแต่พูด “ฮึก...ฉัน...” ซ้ำไปซ้ำมา

แม้ว่าในตอนแรกชีกะลำบากใจเล็กน้อยกับข้อเสนอของไดสึเกะที่จะพบกัน ท้ายที่สุดเธอก็รับปาก

 

เข็มนาฬิกาของหอนาฬิกาตอนนี้ชี้ไปที่บ่ายโมงครึ่ง ราว ๆ 30 นาทีก่อนถึงเวลาที่สัญญากันไว้

 

อย่างแรกสุดเขาจำเป็นต้องได้ยินจากชีกะก่อนที่เขาจะทำอะไรได้ เขาไม่รู้ว่าจะเขาสามารถช่วยได้มากแค่ไหน แต่เขาจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้เธอยิ้ม เขาอยากเห็นเธอหัวเราะด้วยรอยยิ้มจริง ๆ แทนที่จะเป็นแบบที่ถูกฝืนทำออกมา

 

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงคิดเรื่องของเธอตลอดเวลา

 

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นชีกะด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกข้างในตัวเขานี้ มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกตั้งแต่เขาเกิดมา

 

เขาอยากจะรู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร

 

ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ตราบเท่าที่เราสามารถช่วยเธอได้ เราจะทำ ----

 

จากนั้นเขาก็กำมือเป็นหมัดและออกแรงบีบพวกมันแน่น “ไดสึเกะคุง?”

ทันใดนั้นเสียงก็ดังมาจากข้างหลังของเขา เขาหันหลังไปและสังเกตว่าเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังของเขาแล้ว เธอคือชีกะ

 

“อ๊ะ มาแล้วเหรอ ชีกะ ขอโทษที พอดีผมกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ…….”

 

เมื่อไดสึเกะเดินมา เขาสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเธอที่กำลังก้มมองพื้นนั้นซีดมาก ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นผ่านจิตใจของไดสึเกะ

“…เมื่อวานนี้ขอโทษนะ ที่โทรหาเธอในเวลาดึกดื่นอย่างนั้น” ชีกะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่มันดูจงใจทำจนเกินไป

“ชีกะ….เกิดอะไรขึ้น? วันนี้หน้าดูไม่ค่อยจะดีเลยนะ เป็นอะไรรึเปล่า?”

 

“มะ…ไม่เป็นไร…แค่…เรื่องนั้น…ฉัน…”

 

ชีกะพูดในลักษณะเดียวกันกับในโทรศัพท์เมื่อวานนี้ เธอดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่อยากจะพูดแต่ก็ไม่สามารถทำได้

 

จากนั้นเด็กสาวก็เผยใบหน้าราวกับว่าเธอถูกบีบบังคับโดยบางอย่าง ความคิดที่ว่าชีกะกำลังพูดด้วยสีหน้าแบบเดียวกันนี้เมื่อคืนทำให้หน้าอกของไดสึเกะบีบแน่น

 

เขารู้ว่าเขาควรจะแค่วิ่งไปอยู่ข้าง ๆ เธอทั้ง ๆ ที่มันไม่มีเหตุมีผล --- ความรู้สึกเสียใจข้างในตัวทำให้ไดสึเกะกัดริมฝีปากตัวเอง

เขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเธอเพราะสายที่โทรมาเมื่อคืนก่อนและตั้งใจที่จะไปหาเธอทันที แต่ชีกะเอาแต่พูดว่า “ขอโทษนะ แต่ไดสึเกะกับฉัน…..”

 

หลังจากได้ยินประโยคนี้ ไดสึเกะทำได้เพียงนัดพบกับเธอในวันถัดไปเท่านั้น ซึ่งมันก็คือการพบกันในวันนี้

 

แม้ว่าตอนแรกชีกะจะไม่แน่ใจ แต่หลังจากเห็นว่าเขาเป็นห่วงและแน่วแน่แค่ไหน เธอก็ยอมแพ้และตกลงที่จะพบกัน

 

จนถึงตอนนี้ เหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นรอบตัวชีกะเหมือนอย่างคราวที่เธอพบเขาเมื่อวานนี้ ไดสึเกะรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในหัวใจของเขา --- เขาไม่สามารถทิ้งชีกะไว้เพียงลำพังในตอนนี้ได้

“ดีล่ะ ก่อนอื่น ไปเดินเล่นกันเถอะ เธอจะได้ใจเย็นลง” “ตะ….แต่ฉัน…”

“ไม่เป็นไรหรอก เราจะแค่เดินไปจนถึงม้านั่งตรงนั้นเอง แค่นั้นก็ไม่น่าจะเป็นอะไรใช่ไหม?” แม้ชีกะจะไม่เต็มใจ เธอยังเดินไปกับไดสึเกะโดยไม่ลังเล ชายชราคนหนึ่งกำลังพาสุนัขของเขาเดินเล่นและหญิงสาวคนหนึ่งกำลังผลักรถเข็นผ่านพวกเขาไป

ระหว่างที่เดินไปยังม้านั่งด้วยกัน ชีกะก็ยังคงนิ่งเงียบโดยที่หัวเธอก้มต่ำ บางครั้งเธอจะจ้องมองที่ไดสึเกะ อยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ก้มศีรษะเธอลงอีกครั้งในทันที

 

แม้แต่ตอนที่พวกเขากำลังนั่งบนม้านั่ง สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

 

หลังจากนั้นไม่กี่นาที ขณะที่มองดูผู้คนเดินไปมาตรงหน้าพวกเขา ไดสึเกะกล่าวว่า “…อย่างกับว่าที่นี่เป็นอีกโลกหนึ่งเลยนะ”

ชีกะเงยหน้าขึ้นเมื่อเขาพูดเช่นนั้น

 

“ที่แห่งนี้สงบสุขมากจนทุกอย่างเหมือนจะเคลื่อนไหวไปอย่างเชื่องช้า ไม่นานมานี้ไม่ว่าผมจะไปส่วนไหนของถนนก็มักจะมีคนส่งเสียงดังตลอด แต่ที่นี่ต่างออกไปเพราะไม่มีอะไรแบบนั้นที่นี่เลย เพราะงั้นแหละผมถึงอยากอยู่ที่นี่ ถึงเพื่อนร่วมชั้นของผมจะเรียกผมว่าเป็นคน “ดาษดื่น” แต่ผมก็ชอบสถานที่แบบนี้จริงๆ”

 

หลังจากคุยได้ซักพักไดสึเกะเริ่มจะหัวเราะระหว่างที่เขาพูด ขณะที่ชีกะยังคงจ้องมองผู้คนที่ผ่านไปมา

 

“แต่ถึงอย่างนั้น…ก็ยังมีคนมากอยู่นะ…..”

 

ไดสึเกะรู้สึกเหมือนชีกะไม่ได้พูดอะไรนานมากแล้วอย่างชัดเจน แม้แต่คำพูดที่เธอกล่าวออกมาตอนนี้หลังจากผ่านไปนานขนาดนั้นก็รู้สึกถึงความเศร้า –-- ราวกับว่าพวกมันกำลังจมลงสู่ความมืดมืด

 

“เพราะแบบนั้น ถึงทำให้ฉัน......รู้สึกว่าฉันไม่ควรจะอยู่ที่นี่”

 

ไดสึเกะรู้สึกเจ็บที่หน้าอกอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามมันเจ็บปวดกว่าเมื่อคราวก่อนมาก ราวกับว่าหัวใจทั้งดวงของเขากำลังเต้นอย่างเกรี้ยวกราด

 

ชีกะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่…?

 

แม้ว่าเขาอยากจะถาม ไดสึเกะก็หยุดตัวเองไม่ให้ทำ

 

ไดสึเกะสังเกตเห็นสีหน้าทุกข์ทรมานบนใบหน้าของชีกะขณะที่เธอกัดริมฝีปากของเธออย่างแรง เราควรบีบเค้นเรื่องนี้กับเธอในต่อไปเหรอ? เราควรทำอะไร?

ทุกครั้งที่ไดสึเกะพูดบางอย่าง สีหน้าของเธอก็จะเศร้าหมองลง เขาไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เด็กสาวคนนี้เจ็บปวดมากขนาดนี้

 

"….ขอโทษนะ มันคงจะแปลกสำหรับผมที่จะถามมากขนาดนี้ จะยังไงเราก็เพิ่งเจอเมื่อวาน...เหมือนว่าที่เธอตกลงที่จะเป็นเพื่อนกับผมจะทำให้ผมหลงตัวเองเกินไปหน่อย….”

 

“ไม่จริงหรอก”

 

ชีกะเผยสีหน้าไม่เข้าใจ

 

“ที่ได้เป็นเพื่อนกับเธอมันทำให้ฉันมีความสุขจริง ๆ มันสนุกเหมือน ๆ กับตอนนี้ แต่แค่ว่า...ฉัน…..”

 

หลังจากมองกันและกันพักหนึ่ง ชีกะห่อไหล่ของเธออย่างเจ็บปวด และไดสึเกะก็เริ่มกังวลกับความจริงที่ว่าเขาไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของเด็กสาว

 

ทันใดนั้นก็มีประกาศจากลำโพงของสวนสาธารณะ

 

“ *แจ้งผู้ที่อยู่ภายในสวนสาธารณะทุกท่าน เนื่องจากมีความจำเป็นต้องทำการบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบางส่วน สวนสาธารณะจึงจะปิดในไม่ช้า เราขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดกับทุกท่าน แต่กรุณาไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุดด้วยค่ะ ประกาศอีกครั้ง สวนสาธารณะจะทำการบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบางส่วน ------* ”

 

ได้ยินความแตกตื่นในพื้นที่โดยรอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ไดสึเกะจะมาเยือนสวนสาธารณะแห่งนี้หลายครั้ง แต่สถานการณ์นี้เป็นครั้งแรกสำหรับเขาจริง ๆ

 

แม่บ้านบางคนที่อยู่ใกล้พวกเขาส่งเสียงดังขณะที่พวกเธอชี้ไปที่ไหนสักแห่งไกลออกไป “เอ๊ะ? ไม่ใช่ว่าคนพวกนั้นคือกองกำลังป้องกันตนเองเหรอ? ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่แบบนี้กันล่ะ?” ไดสึเกะมองไปในทิศทางที่พวกเธอชี้ไป

มันเป็นความจริงที่เขาเห็นคนจำนวนหนึ่งสวมชุดอำพรางอยู่บนเลนวิ่งจ๊อกกิ้ง “…มูชิทสึกิ!”

คำพูดพวกนั้นซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหนทำให้ใบหน้าของทุกคนที่อยู่รอบข้างเปลี่ยนไป หลังจากนั้นไม่นาน เสียงพึมพำก็ดังระงม มันดูจะขยายตัวออกไปในขณะที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

 

“มูชิทสึกิ…ใช่แล้ว การเช็คสภาพกะทันหันเป็นการโกหกแน่ ๆ”

 

“รีบ---รีบหนีกันเถอะ---ถ้าเราไม่ออกไปตอนนี้เราจะถูกมูชิทสึกิกินแน่!” “ไม่ – ไม่นะ! ฉันไม่อยากเจอเจ้านั่นนะ”

ไดสึเกะขมวดคิ้ว “มูชิทสึกิ?”

ไดสึเกะสังเกตว่าสีหน้าของเด็กสาวข้างกายเขาเปลี่ยนไป เธอจ้องมองอย่างหวาดกลัวไปยังเหล่าคนซึ่งเหมือนกับคนของกองกำลังป้องกันตนเองที่ได้ปรากฏตัวออกมา

 

“ชีกะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่เราออกไปตอนนี้ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” แม้หลังจากฟังคำพูดของไดสึเกะ ชีกะก็ยังคงนิ่งค้างด้วยความกลัว

เห็นชีกะหวาดกลัวอย่างนี้ทำให้ไดสึเกะรู้สึกโกรธ เธอมีปัญหาอยู่แล้วแต่ตอนนี้ก็ยังมีเรื่องพรรค์นี้อีก ไม่ใช่ว่ามันจะทำให้เขาคุยกับเธอได้ยากขึ้นอีกหรือไง?

 

“หวังว่าพวกเขาจะเบาเสียงลงสักหน่อยนะ ทั้งหมดก็เพราะมูชิทสึกินี่แหละคนบริสุทธิ์อย่างเรา ๆ ถึงรู้สึกไม่ดี แค่ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพวกนั้นก็ทำให้โกลาหลใหญ่แบบนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยัง ---”

 

“…”

 

“ถ้าพวกเขามีอยู่จริง งั้นฉันก็ไม่อยากจะเจอพวกเขาแม้แต่คนเดียวเลย” หลังจากไดสึเกะพูดอย่างนั้น ชีกะเบิกตากว้างขณะที่เธอจ้องมองเขา “ชีกะ เป็นอะไรไป?”

ไดสึเกะถาม อย่างไรก็ตามชีกะก้มศีรษะลงราวกับว่าเธอกำลังเลี่ยงสายตาของเขา “…ฉันกลับก่อนนะ”

หลังจากพูดประโยคสั้น ๆ นั้น ชีกะยืนขึ้นและเตรียมพร้อมที่จะจากไป “ ชีกะ เดี๋ยวก่อน……”

ไดสึเกะพยายามคว้าแขนของเธอทันที

 

แต่เมื่อชีกะหันหน้ากลับมา เธอแสดงสีหน้าหวาดกลัว “…เป็นแบบนี้…ได้ยังไง…”

“เอ๋?”

 

“ไม่!”

 

เด็กสาวสะบัดมือของเขาออกด้วยแรงที่ทำให้ไหล่ของไดสึเกะสั่นระริกก่อนผลักเขาออกห่าง

 

หลังจากเห็นไดสึเกะตะลึงจนพูดไม่ออก ชีกะก็กลับมามีสติ “…ไม่…ไม่ใช่นะ…เมื่อกี้มัน…”

แม้ว่าเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ชีกะก็หุบปากลงทันที หลังจากมองไดสึเกะอย่างเศร้าสร้อย เธอรีบหันหลังและวิ่งหนีไป

 

ไดสึเกะนิ่งค้างอย่างสมบูรณ์ และไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากดูเงาร่างของชีกะหายไปในระยะไกล

 

******************************

จากผู้แปล

เนื่องจากว่าความยาวของพาร์ทต่อไปนั้นยาวกว่าปกติอยู่โขใหญ่ บวกกับช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างด้วยแล้ว ผมเลยกะว่าจะทำการทยอยลงทีละส่วนแทนไปก่อน สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ

Hikomori

11/04/62




NEKOPOST.NET