[นิยายแปล] Mushi Uta ตอนที่ 1.02 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Mushi Uta

Ch.1.02 - ไดสึเกะ พาร์ท 2


1.02

 

ไดสึเกะ พาร์ท 2

 

 

แม้แต่พระเจ้าเองบางครั้งก็ทำความดีเพื่อผู้คนเหมือนกันนี่!

 

ไดสึเกะคิดกับตัวเองขณะที่เขาสะพายสายกระเป๋าข้ามไหล่อย่างมีความสุข

 

“ไดสึเกะ หัวเราะอะไรของนายฟะ นายทำตัวแปลกๆ มาตั้งแต่เช้านี้นะ” เพื่อนร่วมห้องที่นั่งถัดจากเขาถามขึ้นหลังจากกริ่งโรงเรียนดังเพื่อปล่อยให้พัก

ไดสึเกะหัวเราะเบาๆ “ไม่มีอะไรหรอก”

 

“ไม่เอาน่า หยุดทำเป็นบื้อได้แล้ว! นายคิดว่าใครกันที่ช่วยนายเมื่อเช้าน่ะ?”

 

ไม่เพียงแต่เพื่อนของเขาเท่านั้น แต่เพื่อนหญิงร่วมห้องของเขาที่ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันเมื่อเช้านี้ก็ถามเขาเช่นกัน

 

แม้จะถูกกดดันจากเด็กสาวเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นบนรถไฟ ไดสึเกะก็ยังใช้คำตอบเรียบๆ เพื่อบ่ายเบี่ยงเรื่อง อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่เพราะส่วนที่ว่าเด็กสาวทำตัวเหมือนไม่รู้จักกับเขา ไดสึเกะคงจะลำบากมากขึ้นในการพยายามแก้ปัญหานี้

“อา น่าเสียดายจัง …จริงๆ แล้วคุสึริยะ ไดสึเกะเป็นคนอันตรายสินะเนี่ย? ทุกคนกรุณาอย่าเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้นะค้า! เดี๋ยวจะติดเชื้อไวรัสทำลายเซลล์สมองเอา!”

คนที่กำลังกล่าวเกินจริงและพูดความคิดเห็นเหน็บแนมทั้งหมดนี้คือทาจิบานะ รินะที่อยู่ดีๆ ก็เข้ามา แม้จะสวมเสื้อเบลเซอร์บางๆ ก็ยังเห็นได้ว่าเธอมีรูปร่างผอม ความสนใจของนักเรียนหันเหไปหารินะผู้ซึ่งให้บรรยากาศแตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับเด็กสาวคนอื่นๆ

หรือว่าทั้งหมดนี่เป็นเพราะเสน่ห์ผู้นำของเธอกันนะ?

 

ไดสึเกะคิดว่าทาจิบานะ รินะมีลักษณะของผู้นำอย่างแน่นอน เสียงของรินะดังชัดเจนและสามารถเกิดอิทธิพลต่อผู้คนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย

 

ไดสึเกะถอนหายใจแล้วหันไปหาเธอ “เธอเรียกใครว่าคนอันตรายนะ?”

“คนที่มีโปรไฟล์ต่ำและท่าทางธรรมดามักเป็นคนที่ทำเรื่องอันตรายลับหลังคนอื่นนะ อย่างเช่น ยาเสพติด ทารุณ หรืออะไรแบบนั้น อ๊ะ หรือว่าความจริงแล้วนายเป็นนักฆ่า? ไม่นะ เขาเป็นนักฆ่าจริงๆ ด้วย!”

“……ใช่แล้ว ใช่แล้ว ผมเป็นนักฆ่าชอบเสพยา ขอโทษที่ไม่ได้บอกทุกคนมาจนถึงตอนนี้นะ”

“ว้า ---- คำตอบน่าเบื่อชะมัด! เห่ยเป็นบ้า!”

 

ตรงกันข้ามกับใบหน้าโมโหของรินะ ไดสึเกะแค่หัวเราะออกมาราวกับเรื่องนี้ไม่สำคัญ และเดินไปหยิบกระเป๋าของเขา

 

“นาย… ท่าทางแบบนั้นมันอะไร! นายดูไม่สนเรื่องนี้เอาซะเลยนะ!”

“ขอโทษนะ แต่วันนี้ผมไม่ใช่ตัวเองตามปกติ ผมจะไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับอะไรที่คุณทาจิบานะพูดหรอก

“โห แสดงว่าวันนี้ต้องมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับนายจริงๆ สินะถึงได้มีอารมณ์แบบนี้น่ะ! ไหนลองบอกพวกเราหน่อยซิ!”

 

เพื่อนๆ เริ่มเข้ามาใกล้เขาพร้อมถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

แม้รินะพยายามจะซ่อนความอยากรู้อยากเห็นของเธอไว้ แต่ก็ยังสามารถบอกได้ว่าเธอดูค่อนข้างจะสนใจในเรื่องนี้มาก และกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาพอๆ กัน

“เฮ้อ… ถ้าทุกคนจะเอาอย่างนั้นแล้ว...งั้นเดี๋ยวผมจะให้พวกนายรู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความใจกว้างละกัน”

“เอิ่ม รู้ไหม… วิธีพูดแบบนั้นมันน่าขัดหูขัดตาน่ะ”

 

“ก็นะ จากหน้าของเขาก็บอกได้แล้วว่าเขาอยากบอกเรื่องนี้กับเราแทบตายแล้ว” ไดสึเกะยิ้มเยาะตอบรับกับรอยยิ้มทะเล้นของเพื่อนเขา

“จริงๆ แล้วเมื่อเช้านี้ผมไปเจอเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่สถานีรถไฟและเป็นเพื่อนกับเธอได้น่ะ!”

“หา เป็นงั้นเอง? นายเป็นคนประเภทที่เดินว่อนจีบสาวไปทั่วหรอกเหรอ?”“อา งี้สินะ -------- ก็เลย...”

 

แม้ว่าคนรอบข้างทุกคนจะมึนงงกับเรื่องนี้ แต่ปฏิกิริยาของรินะนั้นดูสงบกว่ามากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ไดสึเกะไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมห้อง

 

แค่คิดเรื่องนั้นขึ้นมาตอนนี้ ไดสึเกะก็รู้สึกมีความสุขมากจนเกือบจะบินได้ แค่รู้ว่าเขาจะพบกับเด็กสาวเมื่อตอนเช้าได้อีกครั้ง ----- อันโมโตะ ชีกะ ----- ก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเขามีความสุขที่สุดในโลก เกือบถึงจุดที่เขาสามารถเต้นต่อหน้าทุกคนตอนนี้เลยก็ยังได้

เมื่อตอนนั้นเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เขารู้สึก แต่แม้จะคิดถึงเรื่องนั้นเขาก็ไม่กังวล ลึกๆ ข้างในใจ เขารู้สึกถึงความรู้สึกร้อนรุ่มอย่างหนัก ขนาดที่ตัวเขาพบว่ามันเกือบจะทนไม่ไหว

 

อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขารู้อย่างแน่นอน

 

เขาอยากพบเด็กผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง...

 

ไดสึเกะต้องการพบชีกะอีกครั้งในทันที อยากพบเธอและจากนั้นก็คุยกับเธอ เขาแทบจะตายได้เพื่อช่วงเวลานั้น

แม้ว่าเขาไม่รู้สักนิดว่าจะพูดอะไรกับเธอเป็นอย่างแรกดี เขาก็อยากมุ่งไปที่นัดพบแค่เพื่อเห็นหน้าเธอ

 

“ผมไปหาเธอก่อนล่ะ”

 

“เธอเป็นเด็กผู้หญิงแบบไหนกันฟะ? น่ารักจริงดิ?”

 

“ตรงเกินไปแล้ว! แต่ก็นั่นแหละ ------ ถ้าถามผมว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงแบบไหน อืม…….จะพูดในประโยคเดียวยังไงดีนะ?”

“ใช้ประโยคเดียวอธิบาย?”

 

“พูดง่ายๆ เธอตรงข้ามกับคุณทาจิบานะอย่างสิ้นเชิงเลย” “.......ไหนใครคิดว่าเขาควรจะถูกกระทืบบ้าง ยกมือขึ้น!”

เกือบทุกคนในห้องยกมือขึ้นเพื่อตอบรับคำพูดของรินะ

 

ได้รับการสนับสนุนอย่างแน่นหนาจากห้องเรียน รินะยกมือของเธอที่ถือกระเป๋านักเรียนขึ้น แต่หลังจากนั้นก็ปล่อยมันลงทันทีด้วยความท้อแท้ เธอถอนหายใจและหันหลังให้กับไดสึเกะอย่างสลด

“งั้นนายมีความสุขกับตัวเองไปจะดีกว่า ยังไงคนที่ไม่มีอารมณ์ขันสักนิดอย่างนายก็คงจะถูกทิ้งทันทีอยู่แล้ว”

 

“……อย่าพูดเรื่องน่ากลัวพวกนั้นสิ”

 

ตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นเข้ามาในห้องจากทางประตูหน้า “อ๊ะ เกือบลืมบอกเลย ทาจิบานะ”

“อะไรเหรอคะ?”

 

“ผลงานศิลปะของคุณได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันศิลปะที่เมืองจัดขึ้นนะ ครูต้องบอกว่ามันเป็นงานที่น่าประทับใจจริงๆ !”

เสียงเชียร์ดังขึ้นจากห้องเรียน

 

รินะทำหน้าเศร้าบอกบุญไม่รับ มันหายากสำหรับเธอที่จะแสดงสีหน้าแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นๆ ยกเว้นต่อไดสึเกะ

“หนูจำไม่ได้ว่านะคะว่าตัวเองได้ร่วมการแข่งขันอะไรน่ะ”

“ดูเหมือนว่าอาจารย์ศิลปะจะแอบลงชื่อคุณทันทีหลังจากที่เธอเห็นงานของคุณในห้องศิลปะน่ะ พรุ่งนี้จะเป็นพิธีมอบรางวัล กรุณาจำไว้ว่าให้เข้าร่วมด้วยล่ะ!”

หลังจากได้ยินคำพูดของอาจารย์ประจำชั้นแล้ว รินะก็หันสายตาออกอย่างเงียบๆ “คุณทาจิบานะสุดยอดเลย ! ชนะการแข่งศิลปะด้วย!”

ทันทีหลังจากที่ไดสึเกะให้ความเห็นต่อผลงานของเธอ รินะก็สะบัดหัวไปจ้องเขา สีหน้าเธอตอนนี้แตกต่างจากเมื่อครู่ไปอย่างสิ้นเชิง มันแสดงเค้าลางของความโกรธอย่างชัดเจน แม้แต่นักเรียนที่อยู่รอบตัวพวกเขาก็เริ่มเงียบลงหลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้

 “วาดได้ดีขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่เข้าร่วมชมรมศิลปะล่ะ? อ๋อ เข้าใจแล้ว เธอมีอาร์ทสตูดิโอให้จัดการใช่ไหม? แต่ผมจำไม่เห็นได้นะว่าเคยเห็นอาร์ทสตูดิโออยู่แถวนี้……”

“แล้วนายคิดว่าทำไมฉันถึงทำอย่างนั้นกันล่ะ?

 

น้ำเสียงของรินะเย็นลงกว่าก่อนหน้านี้อย่างกะทันหัน นั้นอาจเป็นเพราะส่วนใหญ่เธอใช้ท่าทีร่าเริงและสบายๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เธอจริงจังและเริ่มพูดด้วยท่าทางสงบแบบนี้ มันก็เหมือนกับว่าเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

 

“ถามว่าเพราะอะไร? ไม่ได้เพราะอยากเข้าโรงเรียนศิลปะในอนาคตเหรอ?”

 

“อ้อ นายคิดว่าการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็นเรื่องธรรมดาขนาดที่คนเราไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรงั้นสิ?”

รินะพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเหมือนว่าเธอไม่อยากให้หัวข้อนี้ดำเนินต่อ อย่างไรก็ตามไดสึเกะตอบราวกับมันสื่อมาไม่ถึง

“ผมไม่คิดว่าการเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องง่ายหรอก แต่ถ้าคนบางคนสามารถวาดภาพได้ดี ก็น่าจะมีความคิดที่จะเรียนในโรงเรียนศิลปะนี่นา นอกจาก…คุณทาจิบานะไม่เคยคิดจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมาตั้งแต่แรก?”

 

“ทำไมฉันต้องลำบากอธิบายเรื่องนี้ให้กับนายด้วย?”

 

อาจเป็นเพราะโกรธมากเกินไป รินะถอนหายใจและส่งแววตาเหนื่อยหน่ายให้ “ยังไงก็เถอะ ฉันขี้เกียจเกินกว่าจะบอกคุณหนูอ่อนหัดไม่ทุกข์ร้อนอะไรอย่างนายนั่นล่ะ ให้ตายสิ ยาวเป็นบ้า!”

ไดสึเกะจ้องไปที่รินะซึ่งเพิ่งออกจากห้องเรียนด้วยสายตาว่างเปล่า ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆ ที่ได้รู้เห็นท่าทางน่าอึดอัดนี้ของรินะรู้สึกลำบากใจ

 “……………..”

 

ไดสึเกะอดไม่ได้ที่จะมองไปยังที่นั่งของรินะผู้ออกไปแล้ว

 

บนผิวของโต๊ะ สามารถเห็นรอยเล็กๆ มากมายที่ดูเหมือนรอยขีดข่วนอยู่ทั่วไปหมด

 

หลังออกจากโรงเรียน ไดสึเกะยืนอยู่หน้าสถานีโอกะเพื่อรอชีกะ

 

เป็นเวลาหลังจากเที่ยงไม่นาน เขามาก่อนเวลานัดพบของพวกเขาเร็วเกินไปหน่อย ไดสึเกะสำรวจรอบข้างอย่างกังวล

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านมาก คู่รักหรือคนที่มากับครอบครัว หลายๆ คนล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้าเดินผ่านตัวเขาไปไม่มีหยุด จะเห็นได้ว่าผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนซานตาคลอสถือป้ายโมษณาเดินไปมารอบๆ การได้เห็นภาพที่แสดงอยู่นี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคริสต์มาสกำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

 

“อะ... เอ่อ คือ…..”

 

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง ทำให้ไดสึเกะหันศีรษะกลับไปอย่างรวดเร็ว และเห็นเด็กสาวผู้มีทรงผมที่ถูกตัดสั้นเสมอกันสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินยืนอยู่ข้างหลัง

“โอ๊ะ คุณอันโมโตะนี่!” “สะ-สวัสดีค่ะ”

ชีกะเข้าหาเขาอย่างกังวล ไดสึเกะถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เขาคิดไว้ประมาณหนึ่งแล้วว่าชีกะจะไม่ปรากฏตัวอีก... เหตุการณ์ทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้าที่สถานีอาจเป็นแค่ความฝัน

เขากวาดตามองดูเธอโดยไม่รู้ตัว พยายามยืนยันกับตัวเองว่าตอนนี้เขากำลังพูดกับเธออยู่จริงและได้พบเธออีกครั้งแล้ว

 

“อะ... เอ่อ…..”

 

เมื่อเห็นชีกะแสดงแววตาลำบากใจเล็กน้อย ไดสึเกะโบกไปมาอย่างหนัก “อ๊ะ ขอโทษ ผมผิดเองแหละ ว่าแต่…เธอทานอาหารเที่ยงรึยัง?”

เห็นเด็กสาวส่ายหัว ไดสึเกะก็เริ่มมองไปรอบๆ อยู่พักหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น เอ่อ…”

มาจนถึงจุดนี้แล้ว ไดสึเกะถึงรู้ตัวว่าแผนที่วางมาอย่างดีของเขานั้นมีแค่การทานอาหารกลางวันร่วมกันเท่านั้น แต่เขาไม่ได้คิดเอาไว้ว่าจะไปทานที่ไหน

“อืม… งั้นทำไมเราไม่กินตรงนั้นล่ะคะ……. ยังไงมันก็อยู่ใกล้ดีด้วย”

 

ชีกะพูดขณะที่เธอสังเกตเห็นท่าทางตื่นตระหนกของไดสึเกะ และชี้ไปในทิศทางของสถานที่ที่เขาคุ้นเคยมาก

“จะดีเหรอ ไปกินที่นั่น?”

 

ชีกะพยักหน้าเบาๆ และสีหน้าของเธอเริ่มสดใส  มันค่อยๆ แสดงให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเธอมีความสุขแค่ไหน

หลังจากถอดแจ็คเก็ตและวางถาดของเธอลงบนโต๊ะ ชีกะดูตัวเล็กมากกว่าเดิม ตอนนี้เองที่ไดสึเกะรู้ตัวว่าเขาสูงกว่าเธอร่วมหนึ่งศีรษะเต็มๆ

 

ไดสุเกะทำมือเงอะงะไปรอบๆ พลางคิดสิ่งที่จะพูด

 

และหลังจากคิดไปมาหลายรอบ ทั้งหมดที่เขานึกได้ก็เป็นหัวข้อที่แสนจะธรรมดา “ขอโทษจริงๆ นะ ที่ลากไปไหนมาไหนตลอดเลยหลังจากที่เจอกัน”

ชีกะฟังคำพูดของไดสึเกะก่อนจะปล่อยหลอดดูดน้ำที่เธอกำลังถืออยู่ “อะ…… อืม…. ไม่เป็นไรค่ะ จริงๆ แล้ว นี่ก็น่าสนใจเหมือนกัน……”

“วิ่งไปมาอย่างนั้น….. น่าสนใจ?” “ค…..ค่ะ น่าสนใจ”

ชีกะเผยรอยยิ้มบางขณะตอบกลับ หรือว่าเธอกังวลเรื่องความรู้สึกของไดสึเกะกันนะ?

 

“มีบางอย่างที่ผมสงสัยอยู่น่ะ… ตอนนี้คุณอันโมโตะ…อายุเท่าไรแล้ว? ไม่น่าจะมากกว่าผมหรอกใช่ไหม…?”

“ฉะ…..ฉันเป็นนักเรียน……ม.ปลายปีหนึ่งค่ะ”

 

“ว่าแล้วเชียว ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องคุยกับผมด้วยท่าทีสุภาพหรอก ยังไงเราทั้งคู่ก็มีอายุกับชั้นปีเดียวกัน แต่ก็จะว่าไป ผมไม่เคยเจอเครื่องแบบนักเรียนที่เธอใส่อยู่เลย เธอมาจาก…“

หลังจากพูดแล้ว ไดสึเกะตระหนักว่าเขาเพิ่งถามบางอย่างที่ไม่ควรถาม เพราะใบหน้าของชีกะกลับกลายเป็นเรียบเฉยหลังจากนั้น

 

เมื่อเขาพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่อง ตอนเองนั้นที่ชีกะถามออกมา “อืม… คุสึริยะคุง…”

“อา ไม่เป็นไร แค่ไดสึเกะก็ได้ ผมชินกับการให้คนคุ้นเคยเรียกอย่างนั้นไปแล้วน่ะ ขอโทษที่ส่วนใหญ่เป็นผมที่พูดอยู่ตลอดนะ”

 

“อื้อ… ไม่เป็นไรหรอก…. ถ้างั้น แล้วไดสึเกะคุงล่ะ?”

 

“ตอนนี้ผมกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมปลายโอกะตะวันออก เคยได้ยินรึเปล่า? มันอยู่ห่างจากที่นี่หนึ่งถึงสองจุดพักรถประจำทาง โรงเรียนใหม่ที่สร้างขึ้นที่นี่เมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะ”

แม้ว่าการสนทนาระหว่างพวกเขาจะค่อนข้างอึดอัด แต่อย่างน้อยมันก็ดูเหมือนจะดำเนินไปได้

หลังจากนั้นไม่นานชีกะก็อยากให้ไดสึเกะเรียกเธอด้วยชื่อต้นของเธอแทนที่จะเป็นอันโมโตะ และแม้ไดสึเกะจะรู้สึกว่ามันน่าอายอยู่หน่อยๆ ที่จะเรียกเธอว่าชีกะ เขาก็คุ้นเคยกับมันหลังจากนั้นในเวลาสั้นๆ

ชีกะอาศัยอยู่ในเมืองใกล้เคียง และตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมปลายใกล้บ้าน แต่เมื่อใดก็ตามที่ไดสึเกะพูดถึงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบ้านหรือโรงเรียน ใบหน้าของเธอจะดูเศร้าหมองขึ้น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวบริเวณนั้น

แน่นอนว่านิสัยของเธอขี้อายกว่าที่เขาคิดไว้ บางครั้งจะยิ้มอย่างอายๆ แต่ก็ไม่เคยหัวเราะออกมา ปฏิกิริยานี้ทำให้หัวใจของไดสึเกะบีบแน่น

 

“เอ๋?”

 

ชีกะปล่อยหลอดดูดน้ำและจ้องที่ไดสึเกะด้วยอาการตกใจ “ไดสึเกะคุงใช้ชีวิตอยู่คนเดียว!” ไดสึเกะดื่มกาแฟในถ้วยของเขาก่อนที่จะตอบอย่างใจเย็น

 

“อ่า… ผมไม่เคยยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยกับคนอื่นๆ ในห้องของผมมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้าน ตอนนี้ผมเลยอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ข้างนอกน่ะ”

“แต่ ทำไมล่ะ? แล้ว….ครอบครัว?”“สำหรับตอนนี้ คุณลุงเป็นผู้ปกครองของผมน่ะ”“ขะ….ขอโทษนะ……”

“เอ่อ... มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น เธอไม่จำเป็นต้องกังวลกับมันนักหรอก ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เหมือนกัน คุณลุงกับคุณป้าและก็หลาน ทุกคนเข้ากับผมได้ดีมาก ที่ผมไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับเพื่อนมาก่อนก็เพราะไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับผมนั่นแหละ”

เมื่อเห็นชีกะก้มหัวของเธอลงเพราะคำตอบของเขา ไดสึเกะเริ่มรู้สึกลำบากใจ บางทีการบอกทั้งหมดนี้กับเธอมันทำให้เธอกังวลมากขึ้นไปอีก...

“เธอ…..เคยคิดเรื่องการไปพบคนในครอบครัวอีกบ้างรึเปล่า?”“เอ๋?”

ไดสึเกะเงยหน้าขึ้น แม้ว่าปัญหานี้จะทำให้เขาลำบากใจอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ยังตอบกลับอย่างสงบหลังจากคิดอยู่ชั่วครู่

 

“อ่า… ถ้าพูดว่าไม่เคยคิดเลยก็คงโกหกล่ะ”“งั้นเหรอ……”

หัวของชีกะก้มต่ำลงกว่าเดิม

 

ไดสึเกะวางกาแฟบนโต๊ะและพูดด้วยรอยยิ้ม

“ถึงอย่างนั้นผมอยากบอกลาพวกเขาสักครั้งจริงๆ” “เอ๋?”

“ผมถูกแยกจากพวกเขาก่อนที่ผมจะได้พูดกับพวกเขาด้วยซ้ำ จะยังไงคนพวกนั้นก็เป็นคนที่ให้กำเนิดผม คอยเลี้ยงดู และก็อยู่กับผม บอกตามตรงแล้ว ผมอยากบอกลาพวกเขาอย่างถูกต้องน่ะ”

ไดสึเกะยิ้มอย่างอายๆ หลังจากที่พูด เพื่อปกปิดแก้มที่ขึ้นสีเล็กน้อย เขาจงใจยื่นมือออกมาหยิบกาแฟที่อยู่ใกล้ๆ

หลังจากมองใบหน้าของไดสึเกะอย่างเงียบๆ สักพักหนึ่ง ชีกะเริ่มยิ้ม “นั่นก็จริงนะ….. ”

“น่าอายจริงๆ ที่เล่าเรื่องเปล่าประโยชน์แบบนี้ ทั้งทำให้เธอรู้สึกแย่ลงอีก”“ไม่…ไม่หรอก! จะพูดยังไงดี ฉันรู้สึกประมาณว่าเธอ...สุดยอดเลย?”

 “สุดยอด? บอกว่าผมสุดยอดเหรอ?”

 

“อืม เธอคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน และยังนึกถึงเหตุการณ์ในอนาคตด้วย…. ฉันคิดว่าในมุมนี้เธอใจเย็นมากน่ะ”

เห็นชีกะพูดอย่างนี้ด้วยความจริงจัง ไดสึเกะก็เกาศีรษะของเขาโดยไม่รู้ตัว “งะ…งั้นเหรอ?”

ไดสึเกะมองดูเวลาบนโทรศัพท์ของเขาแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

“อืม…. กำลังจะเย็นแล้ว เราไปเลยจะดีรึเปล่า? ข้างหน้ามีโรงหนัง ตอนนี้ก็มีหนังน่าสนใจกำลังฉายด้วย อยากลองไปดูหน่อยไหม?”

“อืม!”

 

ชีกะพยักหน้าเบาๆ แสดงให้เห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของเธอนับแต่ก่อนหน้าจนถึงตอนนี้ หลังตกเย็นอากาศเดือนธันวาคมก็ยิ่งหนาวกว่าปกติมาก

หนังที่พวกเขาดูหลังอาหารกลางวันเป็นหนังแอ็คชั่นที่นิยมในปัจจุบัน เดิมทีไดสึเกะวางแผนไว้ว่าจะดูหนังรักสะท้อนสังคม แต่เขาก็ต้องเปลี่ยนแผนในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม พอเห็นว่าชีกะมีความสุขในขณะที่รับชม บางทีนั่นอาจเป็นการตัดสินใจที่ดีก็ได้

หลังจากดูหนัง ทั้งสองมาที่สนามเด็กเล่นและเผอิญได้ซื้อเครปกิน แม้ว่ามันจะเป็นการเดินเที่ยวธรรมดาไร้ความสร้างสรรค์ ไดสึเกะก็สนุกมากจริงๆ และตัวชีกะเองก็ดูเหมือนจะสนุกด้วยเช่นกัน

 

“หนาวรึเปล่า?”

“อื้อ ไม่หรอก ขอบคุณนะ”

 

พวกเขาสองคนกลับไปที่หน้าของสถานีรถไฟ นั่งบนม้านั่งที่อยู่ใกล้ๆ และดูพระอาทิตย์ตกซึ่งดูราวกับถูกบดบังโดยอพาร์ตเมนต์ ท้องฟ้าดูเหมือนจะกลายเป็นสีส้มงดงามยามพลบค่ำตอนพระอาทิตย์ตกดิน

 

พวกเขาจ้องที่จัตุรัสอย่างเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง

 

ดวงอาทิตย์ยามเย็นส่องดวงตาและใบหน้ายิ้มแย้มของผู้ที่เดินไปมาเหล่านั้น พวกเขาทั้งสองก็คงมีสีหน้าแบบเดียวกัน เพียงแค่รู้เรื่องนี้ก็ทำให้ไดสึเกะรู้สึกมีความสุขแล้ว

 

ไดสึเกะมองดูชีกะที่อยู่ข้างเขา

 

จ้องมองที่ทางเท้าซึ่งถูกดวงตะวันย้อมเป็นสีส้ม ทั้งที่มีรอยยิ้มบนใบหน้า สีหน้าของเธอก็มีความรู้สึกอิจฉาและความเศร้าผสมกันอยู่

 

เห็นสีหน้าแบบนั้นของเธอ ไดสึเกะรู้สึกว่าอกของเขาบีบแน่นด้วยความเจ็บปวด

 

เธอดูเหมือนจะฝืนให้ใบหน้ายิ้มแย้ม ให้ความรู้สึกห่างไกลราวกับว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้างเธอ และเธอก็จะแค่หายตัวไปไม่มีทางพบเห็นอีก ชีกะต้องมีปัญหาหรือรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เธอแสดงสีหน้าทุกข์ใจเช่นนี้

 

ถึงกระนั้น ไดสึเกะก็ยังอยากที่จะอยู่ข้างเธอตลอดไป

 

อยากให้พวกเขาสองคนนั่งเคียงข้างกันและดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน เขาหวังว่า…..เธอจะแอบมีความรู้สึกแบบเดียวกับเขา

จากนั้นไม่นาน ดวงอาทิตย์ก็หายไปใต้เส้นขอบฟ้าอย่างสมบูรณ์ ราวกับว่ากำลังรอช่วงเวลานี้มาถึง ชีกะลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ฉันต้องไปแล้วล่ะ…”

ไดสึเกะเองก็ยืนขึ้น

 

“งั้นผมจะไปส่งนะ?”

“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแย่ๆ จะเกิดกับฉันหรอก”

 

ชีกะยิ้มและตอบกลับ แต่รอยยิ้มของเธอมีความเหงาอยู่เล็กน้อย “วันนี้ฉันสนุกมากจริงๆ ขอบคุณมากนะ!"

เด็กสาวดูจะมีความสุขมากเมื่อเธอขอบคุณเขา

 

“อย่าพูดแบบนั้นสิ คนที่ควรจะขอบคุณคือผมต่างหาก อยู่ๆ ก็ชวนมากะทันหันแบบนี้น่ะ”

 

“ถ้า….มีโอกาสได้เที่ยวด้วยกันอีก ก็คงดี…”

 

สีหน้าเศร้าสร้อยปรากฏบนใบหน้าของชีกะอีกครั้ง ตลอดทั้งวันนี้ไดสึเกะได้เห็นสีหน้านั้นหลายครั้งแล้ว

“อยากมาเที่ยวด้วยกันอีก? จะตอนไหนก็ได้อยู่แล้ว พรุ่งนี้คาบเรียนของผมจบไวนะ แต่ถ้าเราเที่ยวด้วยกันอีกพรุ่งนี้ จะกะทันหันไปรึเปล่า?”

ชีกะดูจะตกใจกับข้อเสนอของไดสึเกะมากพอๆ กับที่เธออยากยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข สีหน้าของเธอกลับกลายเป็นค่อนข้างซับซ้อน

“วันพรุ่งนี้...? คงไม่ได้หรอก ขอโทษนะ ฉัน -----“ ชีกะพูดได้ครึ่งทางแล้วหยุดลง กัดริมฝีปากตัวเองแล้วก้มศีรษะ

“งั้นเหรอ…”

 

เสียงของไดสึเกะฟังดูหม่นหมองลง แต่เขาผุดยิ้มขึ้นทันที “ถ้ามีเวลา โทรหาผมได้ตามสบายเลยนะ! ผมรับโทรศัพท์ได้ตลอด”

ชีกะส่งสีหน้าตะลึง “ฉัน…โทรหาเธอได้เหรอ?”

“แน่นอนอยู่แล้ว! ผมจะรอเธอโทรมานะ!”

 

ชีกะลำบากใจอยู่พักหนึ่งแล้วเงียบไป แต่ก็ตอบกลับอย่างมีความสุขด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณ”

นั่นเป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดของวันนี้

 

ความรู้สึกสีแดงกระจายผ่านใบหน้าของไดสึเกะ “ถ้างั้น……. ฉันต้องไปจริงๆ แล้วล่ะ”

 

ตอนนั้นเอง ไดสึเกะตะโกนหาชีกะผู้ซึ่งกำลังเดินเข้าไปในฝูงชนในสถานีรถไฟ

 “ชีกะ!”

 

เด็กสาวหันศีรษะกลับ

 

“ถ้าเธอเจออะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ดีแล้ว จำไว้นะว่าจะโทรมาหาผมตอนไหนก็ได้น่ะ!”

ไดสึเกะพูดประโยคนี้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

แม้เขาจะไม่มีโอกาสในการถามชีกะเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังสีหน้าเจ็บปวดของเธอเลย แต่ไดสึเกะไม่อยากเห็นสีหน้าแบบนั้นของเธออีกแม้แต่ครั้งเดียว

“ผมจะรีบไปที่นั่นทันที! ไม่ว่าอยู่ไหนผมจะวิ่งไปอยู่ข้างๆ ทันทีแน่นอน!” แม้ชีกะอยากจะยิ้ม เธอก็กัดริมฝีปากและยังคงเงียบไว้

ไม่เอาอีกแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีกะแสดงสีหน้านี้ ไดสึเกะก็จะรู้สึกเจ็บปวดในอกเสมอ “ผมแค่อยากอยู่ข้างๆ ชีกะ จะได้รึเปล่า?”

ชีกะยิ้มอย่างมีความสุขกับคำพูดของเขา “ขอบคุณ...”

แม้ว่าคำตอบของเธอจะเบา ไดสึเกะก็ยังสามารถได้ยินสิ่งที่เธอพยายามพูดได้ ชีกะทิ้งรอยยิ้มเอาไว้แล้วเดินจากไป

 

--- ครั้งหน้าที่เราพบกัน ผมจะทำให้เธอหัวเราะให้ได้อย่างแน่นอน

 

ไดสึเกะสาบานกับตัวเองเงียบๆ

 

เขาจ้องมองที่แผ่นหลังของเด็กสาวตัวเล็กต่อไป จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นได้อีก




NEKOPOST.NET