[นิยายแปล] Mushi Uta ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Mushi Uta

Ch.1 - ไดสึเกะ พาร์ท 1


1.00

 

ไดสึเกะ พาร์ท 1

 

 

ในช่วงเช้าของเดือนธันวาคม เมื่ออากาศเย็นมากเสียจนหายใจแล้วเจ็บปวด

 

ทุกครั้งที่ยืนอยู่ที่ชานชาลารถไฟนี้ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถึงพวกเราจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ทั้ง ๆ ที่กลัวพอดูไปแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนชานชาลาให้เป็นโครงสร้างปิดพร้อมฮีตเตอร์ในตัวเลย มันจะไม่ดีกว่าหรือไงถ้าทำอย่างนั้น? ส่วนเรื่องประตูที่แพลตฟอร์มทางรถไฟ มันควรจะได้ผลอยู่ ตราบเท่าที่พวกเขารอให้รถไฟหยุดในตำแหน่งที่ถูกต้องและจากนั้นก็เปิดมันออกเหมือนประตูทางเข้าอัตโนมัติพวกนั้นน่ะนะ

 

เวลา 7.30 น. พอดี

 

คุสึริยะ ไดสึเกะผ่านประตูตรวจตั๋วอย่างปกติ

 

แพลตฟอร์มทางรถไฟเต็มไปด้วยผู้คนอยู่ตลอดเหมือนปกติโดยผู้โดยสารที่กำลังมุ่งหน้าไปโรงเรียน—ทำให้สถานที่แห่งนี้พลุกพล่านเป็นอย่างมาก ท่ามกลางฝูงชนนี้มีกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นสวมเสื้อคลุมเบลเซอร์ที่ก่อเสียงรบกวนมากกว่าผู้โดยสารคนอื่น ๆ พวกเธอยืนใกล้กับประตูตรวจตั๋วราวกับมันเป็นตำแหน่งปกติของพวกเธอ

 

ในบรรดาวัยรุ่นสี่คน เด็กสาวที่อยู่กลางกลุ่มนั้นเป็นที่สะดุดตาที่สุด

 

ผมของเธอที่ยาวถึงหัวไหล่ส่องแสงระยับจากการสะท้อนแสงอาทิตย์ในยามเช้า รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เธอโดดเด่นยิ่งขึ้นแม้อยู่ท่ามกลางฝูงชน ถึงกระนั้นรอยยิ้มของเธอก็ทำให้ดูราวกับว่าเธอมีเจตนาชั่วร้ายบางอย่างในใจ แต่นั่นคงเป็นเพราะหางตาของเธอที่เฉียงขึ้นเล็กน้อย

 

ผู้ชายหลายคนทีเดียวที่หันหลังกลับเพื่อจะมองเธอ—ดวงตาของพวกเขาทอดลงที่ร่างสวมเสื้อเบลเซอร์กับผ้าพันคอที่พันรอบคอ

 

ชื่อของเด็กสาวคือทาจิบานะ รินะที่เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมปลายโอกะ ห้องเดียวกันกับไดสึเกะ

 

ไดสึเกะชำเลืองดูรินะจากห่าง ๆ ก่อนที่จะเดินไปยังสุดทางของแพลตฟอร์มทางรถไฟ

 

เหมือนกับไดสึเกะ ทาจิบานะ รินะมักจะขึ้นรถไฟในเวลานี้อย่างปกติเช่นกัน เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่าตราบใดที่ได้เห็นเธอในตอนเช้า วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีเยี่ยมวันหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตามไดสึเกะไม่เคยคิดแบบนั้น

 

ตรงกันข้าม สำหรับไดสึเกะนั้น รินะที่ช่างพูดช่างจาเป็นคนประเภทที่เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเข้ากันได้

 

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพื่อนร่วมชั้นของเขาสังเกตเห็น ไดสึเกะตัดสินใจอยู่ห่างจากพวกเธออย่างตั้งใจในเช้านี้ แต่ถูกเสียงที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นหยุดไว้

 

“นี่ ไม่ใช่ว่าที่อยู่ตรงนั้นคือคุซึริยะคุงเหรอ?”

“ว้าว เขาจริง ๆ ด้วยล่ะ มาทางนี้สิ”

 

ไดสึเกะเริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาว

 

“อะ อรุณสวัสดิ์”

 

เขาบังคับให้รอยยิ้มแสดงบนใบหน้าและหันไปในจังหวะเดียวกัน เพียงเพื่อพบว่ารินะไม่ได้พยายามอะไรที่จะปกปิดความไม่พอใจของเธอไว้เลย

 

“โห คุสึริยะจริง ๆ ด้วย อย่าไปกวนหมอนั่นเลยน่า!

"ทำไมล่ะ? ไม่เห็นมีปัญหาสักหน่อย! เร็วเข้าคุสึริยะคุง มีที่ว่างอยู่ตรงนี้แหนะ”

“คุสึริยะคุงก็ขึ้นรถไฟขบวนนี้เหมือนกันเหรอ?”

 

นักเรียนคนอื่น ๆ นอกจากรินะพยายามสร้างบทสนทนาอย่างจริงใจกับไดสึเกะที่กำลังเข้าไปหา

 

“อืม ใช่แล้วล่ะ เพราะรถไฟขบวนนี้มีตู้โดยสารมากเลยแออัดน้อยกว่าขบวนอื่นนั่นแหละ”

“นายอาจพูดแบบนั้น แต่มีความเป็นไปได้ที่นายจะมีความตั้งใจอื่นซ่อนอยู่นะ? อย่างเช่น สมมติว่าเป้าหมายของนายคือฉันเป็นไง? ให้ตายสิ น่ากลัวนะนั่น!”

 

คนอื่น ๆ มองไปที่รินะซึ่งพูดในท่าทางล้อเล่น ขณะที่เธอบิดร่างไปพร้อม ๆ กับหัวเราะออกมา

 

ไดสึเกะได้แค่ถอนหายใจและส่ายหัวในระหว่างที่พูดว่า

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องแบบนั้นไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียวอยู่แล้ว คนอย่างผมน่ะชอบผู้หญิงที่นุ่มนวลมากกว่า”

 

ประกาศจากชานชาลาแจ้งผู้โดยสารว่ารถไฟกำลังเข้าใกล้สถานี ในเวลาเดียวกับที่เสียงสั่นสะเทือนดังขึ้นทั่วทั้งทางรถไฟ

 

รินะเริ่มแสดงอาการขุ่นเคืองขณะที่ไดสึเกะคิดอย่างใจเย็น

 

เฮ้อ ยัยนี่มีปัญหากับการเปลี่ยนสีหน้าสินะ....

 

“ท่าทางหมายความว่าไงกันยะ!? รู้ไหมฉันน่ะไม่ชอบคนอย่างนายเลย คนที่ไม่มีลักษณะพิเศษอะไร ประเภทที่ไม่เคยเจ็บปวดเลยสักครั้งเดียวในชีวิตนี่น่ะ!

 

คนอื่น ๆ เห็นด้วยกับมุมมองของรินะ

 

“นั่นก็จริงนะ เทียบกับนักเรียนคนอื่นแล้วคุสึริยะคุงก็ไม่เด่นเลยสักนิด! ถ้าเปลี่ยนทรงผมอาจจะช่วยได้บ้างหรือเปล่า?”

 

ถูกพวกเธอถามแบบนั้นแล้ว ไดสึเกะก็เริ่มใช้นิ้วเล่นกับเส้นผมของตัวเอง

 

ผมสีดำเข้มถึงขีดสุดนั้นยาวมากเสียจนมาถึงคิ้วของเขาแล้ว มันไม่ได้ถูกจัดทรงไว้และเขาไม่มีอะไรมาเซ็ตมันเช่นกัน แต่มันได้เวลาที่เขาต้องตัดผมแล้ว แม้ว่าเมื่อเขานึกถึงตอนที่มองตัวเองในกระจกระหว่างที่ล้างหน้าเมื่อเช้านี้ มันก็ดูไม่มีลักษณะพิเศษอะไรเกี่ยวกับเขาเลยนอกจากพลาสเตอร์ติดแผลบนแก้ม

 

“ อา… ไม่เป็นไรหรอก แค่เป็นแบบที่ผมเป็นอยู่ในตอนนี้ก็โอเคแล้ว”

“แก้มของนายเป็นอะไรน่ะ? นายไปสู้กับใครสักคนเมื่อวานนี้หรืออะไรแบบนั้นเหรอ?”

“ไอ้นี่น่ะผมได้มาเมื่อเช้านี้ตอนที่ตกจากเตียงและกระแทกบางอย่างน่ะ”

“เฮอะ! คุสึริยะที่ไม่กล้าย้อมผมจะไปสู้กับใครได้ยังไงกัน?”

 

ไดสึเกะส่งแววตาไม่พอใจให้กับรินะสำหรับการจงใจหัวเราะเยาะเขา

 

“ถึงมันจะน่าอาย แต่ก็เพราะคุสึริยะคุงไม่ใช่คนเลวร้ายนั่นแหละ”

“โห นี่เธอชมคนพรรค์นี้เหรอ อย่าบอกฉันนะว่าเธอ…..”

“เอ๋ จริงเหรอ??”

"ไม่ใช่นะ ไม่ใช่แบบนั้นนะ! ทำไมพวกเธอถึงคิดแบบนั้นกันเล่า??”

 

เหล่าเด็กสาวเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อนี้ มีเพียงรินะเท่านั้นที่แสดงท่าทางไม่แยแส ไดสึเกะที่ไม่คุ้นชินกับหัวเรื่องเช่นนี้ทำตัวบื้อใบ้และเบนความสนใจของเขาออกห่าง จากนั้นเขาก็เริ่มได้ยินบทสนทนาของหญิงสาววัยทำงานที่อยู่ด้านหลัง

 

“นี่ ๆ ได้ยินข่าวเมื่อไม่นานมานี้หรือเปล่า? เหมือนว่ามีการพบเห็น[มูชิทสึกิ]อยู่ใกล้ ๆ เมื่อวานนี้ล่ะ”

“แน่ใจหรือว่าเรื่องจริงน่ะ? [มูชิทสึกิ]มีอยู่จริงเหรอ?”

 

นักเรียนจากห้องเดียวกันกับไดสึเกะเริ่มเรียกเขาที่กำลังจ้องไปยังหญิงวัยทำงานอย่างเหม่อลอย

 

“คุสึริยะคุงเป็นอะไรไปน่ะ?”

“อา…เปล่าหรอก แค่ได้ยินพวกเขาพูดเรื่อง[มูชิทสึกิ]น่ะ”

“[มูชิทสึกิ]!? ไม่จริงน่า ที่ไหน!?”

 

เพราะได้ยินคำพูดเสียงดังของเด็กสาว ทุกคนรอบตัวพวกเขาจึงตกใจและเริ่มหันมามอง

 

“พวกเราไม่ได้พูดว่ามีหรือไม่มี[มูชิทสึกิ]เลยนะ ยัยบ้า?!”

“แต่คุสึริยะคุง……”

“ผมได้ยินว่ามีการพบเห็น[มูชิทสึกิ]ใกล้ ๆ แถวนี้เมื่อวานน่ะ”

 

เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มรีบตรงไปปิดปากของเธอไว้

 

หลังจากไดสึเกะพูดจบ เขาเห็นเพื่อนร่วมห้องของเขามองหน้ากันเองและลืมเรื่องที่พวกเธอกำลังคุยกันอยู่เมื่อครู่ในทันทีและกระซิบกันเบา ๆ

 

“ความจริงแล้วฉันเคยเห็นมาครั้งหนึ่งล่ะ อย่างกับสัตว์ประหลาดเลย! น่าหยะแหยงสุด ๆ !”

“ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่า[มูชิทสึกิ]กำลังรวมตัวกันตั้งกลุ่มกบฏอะไรแบบนั้นน่ะ เท่าที่ฉันรู้คือพวกเขากำลังสร้างองค์กรบางอย่างนี่ล่ะ”

“ฉันได้ยินมาว่ารัฐบาลมีสายลับแทรกซึมอยู่ในกลุ่มพวกเราเพื่อค้นหา[มูชิทสึกิ]ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในเมืองน่ะ”

 

ในบรรดาเด็กสาวที่พูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อนี้ค่อย ๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง มีเพียงรินะเท่านั้นที่ยังคงเงียบเฉย บางทีสำหรับเธอแล้ว หัวข้อนี้อาจเป็นเรื่องไม่น่าสนใจ เธอจึงเบื่อหน่ายกับสถานการณ์เช่นนี้

 

ไดสึเกะถอนหายใจ

 

ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็มีข่าวลือแบบนี้วนเวียนอยู่เสมอ แน่นอนว่ามันทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจเมื่อได้รับฟัง

มันกล่าวถึงแมลงลึกลับที่จะกลืนกินความฝันและความหวังของผู้คน ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากไหนหรือหน้าตาเป็นยังไง อย่างไรก็ตาม[มูชิ]จะปรากฏในเด็กวัยรุ่นเพื่อจะกัดกินความฝันของพวกเขา และขณะเดียวกันก็เติบโตขึ้นด้วย

 

นอกจากนี้แล้ว [มูชิ]ไม่ได้กลืนกินแค่ความฝันเท่านั้น

 

บางทีในฐานะของการตอบแทนโฮสต์ที่มอบความฝันของพวกเขาให้มันทาน หรือบางทีเป็นแค่การเล่นสนุกกับพวกเขา --- [มูชิ]จะมอบพลังของมันให้กับโฮสต์และทำตามคำสั่งของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ไดสึเกะเชื่อว่าเหตุผลนั้นคือข้อหลังแน่นอน

 

และถ้าโฮสต์ปล่อยให้ความฝันของพวกเขาถูกกลืนกินจนหมดสิ้น พวกเขาก็จะตาย เมื่อคน ๆ หนึ่งกลายเป็น[มูชิทสึกิ]ไปครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขาต้องยอมรับโชคชะตาที่ชีวิตของพวกเขาจะต้องถูก[มูชิ]รายล้อมเป็นศูนย์กลาง

ข้างต้นนี้เป็นข่าวลือยอดนิยมอันล่าสุดที่แพร่กระจายในแถบข้างเคียงเกี่ยวกับ[มูชิ] แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไปไกลเกินกว่าข่าวลือแล้ว

ในช่วงเวลาสั้น ๆ 10 ปีมานี้ ประชาชนชาวญี่ปุ่นประสบกับความน่ากลัวของ[มูชิ] ปฏิบัติกับ[มูชิทสึกิ]ด้วยความรังเกียจและชิงชังเข้ากระดูกดำ แม้รัฐบาลจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของ[มูชิ]อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังคงหละหลวมในการควบคุมสถานการณ์อยู่

 

“ทำไมของพรรค์นี้ถึงมีอยู่ในโลกนี้ด้วย? แค่ฆ่าพวกมันให้หมดแก้ปัญหาได้แล้วนี่!?” ไดสึเกะฝืนให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเมื่อได้ยินเด็กสาวพูดอย่างนั้น

 

“ถึงเราจะไม่รู้ว่ามีของแบบนั้นอยู่จริงรึเปล่า มันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวพอรู้เรื่องพวกนี้อยู่ดีนี่นา”

“มีสิ! ฉันเห็นพวกมันกับตาตัวเองเลยนะ!”“ไร้สาระน่า…….”

รินะพึมพำกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ

 

นักเรียนคนอื่นดูเหมือนจะไม่ได้ยินเธอสิ่งที่พูดเลย แม้เขาจะมองไปที่ใบหน้า เธอก็เพียงแค่หันหน้าหนีไปขณะที่ริมฝีปากปิดแน่นเท่านั้น

 

จากนั้นไม่นาน รถไฟก็ถึงสถานี

 

ไดสึเกะรอให้ผู้โดยสารเดินผ่านประตูรถไฟก่อนที่จะเดินไปที่หน้าต่างอีกด้าน

 

“ * เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างรถไฟและชานชาลา โปรดก้าวอย่างระมัดระวังเมื่อขึ้นหรือลงสถานี รถไฟจะเดินทางต่อในไม่ช้าค่ะ * ”

 

ประกาศจากรถไฟดังขึ้นขณะที่ผู้โดยสารคนอื่น ๆ เริ่มขึ้นรถไฟ

 

“พวกเรามาคุยเรื่องก่อนหน้านี้ต่อกันเถอะ เธอชอบคุสึริยะคุงเหรอ?”

“โธ่ ก็บอกไปแล้วนี่ว่าฉันไม่ได้ชอบน่ะ! ช่วยหยุดพูดอย่างนั้นทีเถอะ!”

 

“เราไม่พูดถึงเรื่องนั้นก็ได้ แต่เด็กผู้ชายอย่างเขาที่มีชีวิตไม่ลำบากและว่าง่ายเป็นประเภทที่คุมได้ยากที่สุดเลยนะ  อ๊ะ ระวังล่ะ! ถ้าเธอเข้าใกล้เขาแล้ว --- เธออาจจะท้องก็ได้นะ!”

รินะพูดล้อเล่นด้วยท่าทางปกติของเธอราวกับว่าสีหน้าที่เธอมีอยู่เมื่อครู่เป็นการแสดง นอกจากไดสึเกะแล้วดูเหมือนจะไม่มีนักเรียนคนไหนสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของรินะ

“หมอนี่เป็นคนมืดมนชัวร์อยู่แล้ว ---- เพราะตั้งใจไปที่ตู้รถข้างหลังทุกวันเพื่อไม่ให้พวกเราสังเกตเห็นไงล่ะ!”

“เอ๋? รินะรู้ได้ยังไงว่าคุสึริยะคุงขึ้นรถไฟขบวนนี้น่ะ” “อ่า ก็…ฉันแค่เห็นเขาบางครั้งตอนขึ้นรถไฟน่ะ ฮะฮะ”

ไดสึเกะเมินกลุ่มเด็กสาวผู้สอดรู้สอดเห็นที่กำลังพูดคุยกัน และใช้แขนเสื้อของเขาเช็ดหมอกซึ่งก่อตัวขึ้นที่หน้าต่างรถไฟ

เขาไม่ได้ไม่ชอบการพูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้น และการกระทำของเขาไม่ได้มีความหมายอะไรซ่อนไว้ แต่เพราะหน้าต่างมีหมอกเต็มไปหมด เขาจึงรู้สึกอยากทำความสะอาดมันสักหน่อย

 

“ *ประตูรถไฟกำลังจะปิด โปรดระมัดระวังด้วยค่ะ ----*”

 

ประกาศถูกเล่นเหนือศีรษะของเขาขณะที่เขาได้ยินเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมชั้นของเขาอย่างชัดเจน

 

บานหน้าต่างนั้นใสจนไดสึเกะมองออกหน้าต่างไปได้ไกล ในตอนนั้นเอง ----

ไดสึเกะที่กำลังมองออกนอกหน้าต่างเบิกตากว้าง เด็กสาวคนหนึ่งกำลังมองมายังทิศของเขา

ภายในรถไฟที่มุ่งตรงไปคนละด้าน มีเด็กสาวคนหนึ่งเพ่งมองมาที่ไดสึเกะด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน เธอเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักเข้ากับผมสั้นที่มี ซึ่งดูอายุรุ่นราวเดียวกันกับเขา

 

ในตอนนั้น เวลาหยุดลงทันทีสำหรับไดสึเกะ

เด็กสาวมีดวงตาสองข้างสีแดงเข้มแวววาว ใบหน้าขาวราวเกล็ดหิมะและผมสั้นสีอ่อน -- ทุกอย่างถูกแผดเผาลงในดวงตาและความทรงจำของเขา ทำให้หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงและร่างกายของเขาร้อนขึ้น

 

เด็กสาวที่หน้าต่างของรถไฟอีกขบวนมองมาที่ฟากของเขา เบิกตาของเธอออกกว้างอย่างช้าๆ ...

 

--- ลึกข้างในหัวใจของไดสึเกะ ความรู้สึกเริ่มปั่นป่วนอย่างกะทันหัน

“ * ประตูรถไฟจะปิดแล้วค่ะ * ”

ด้วยเสียง “ฟุบ” ประตูปิดลง จากนั้นสติของไดสึเกะก็กลับคืนมา

หลังจากเสียง “แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง” และการสั่นไหวเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างไดสึเกะกับเด็กสาวก็เพิ่มมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นเด็กสาวก็ยังคงจับจ้องมาที่เขาอยู่

 

ในตอนนั้นเอง ไดสึเกะลงมือ

 

เขาผลักผู้โดยสารคนอื่น ๆ ภายในรถไฟไปอีกด้าน และพุ่งตรงไปที่ประตูรถไฟ

“เอ๊ะ…นี่ เดี๋ยวสิ! คุสึริยะคุง!”

ไดสึเกะเมินเพื่อนร่วมชั้นที่ถูกการกระทำของเขาทำให้ตกใจไปจนหมดสิ้นและกดปุ่มหยุดฉุกเฉินทันทีโดยไม่ลังเล

 

ทันใดนั้น เสียงเตือนเริ่มดังระงมขึ้นขณะที่รถไฟหยุดลงอย่างกะทันหัน

 

ไดสึเกะเมินเสียงตะโกนและเสียงกรีดร้องจากผู้โดยสาร พยายามออกแรงให้ประตูรถไฟเปิดออก เขาไม่แม้แต่จะรอให้ประตูเปิดได้เต็มที่และบีบตัวผ่านช่องว่างของประตูก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปบนชานชาลา

 

“คุสึริยะ! นายพยายามทำบ้าอะไรน่ะ!

 

ไดสึเกะทิ้งรินะที่งงงวยแล้ววิ่งตรงไปยังบันได เขามุ่งผ่านทางเดินและพุ่งหน้าตรงไปยังบันไดอีกชั้นซึ่งนำไปสู่ชานชาลาอื่น

แต่เมื่อเขามาถึง รถไฟที่ควรจะอยู่ที่นั่นก็หายไปแล้ว เหลือเพียงด้านหลังของรถไฟที่กำลังออกจากสถานีเท่านั้น

ความรู้สึกสิ้นหวังผุดขึ้นในใจของไดสึเกะ แต่ในตอนนั้นเอง...

“เอ่อ คือว่า.....”

 

เสียงที่ฟังดูลังเลเล็กน้อยดังขึ้นข้างหลังของเขา

 

เขามองกลับและเบิกตาด้วยความไม่อยากเชื่อ

 

เด็กสาวผู้ที่ไดสึเกะเห็นอยู่ข้างในรถไฟขบวนก่อนหน้า ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาแล้วในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม สีหน้าว่างเปล่าที่เธอมีเมื่อก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เธอในตอนนี้แสดงสีหน้ากระดากอายเล็กน้อยอย่างชัดเจน

 

“เอ่อ… ไม่ใช่ว่าคุณอยู่บนรถไฟขบวนเมื่อครู่เหรอคะ?... ”

 

เด็กสาวก้มศีรษะลงในท่าทีลำบากใจขณะที่กำลังมองดูไดสึเกะซึ่งอึ้งงันอยู่

“อ่า…..คือ… ผม... ”

ในตอนนั้นเอง ไดสึเกะเห็นผู้ดูแลรถไฟวิ่งเข้ามาหาพวกเขาจากด้านหลังของเด็กสาว

“แย่แล้ว! ขอโทษนะ มากับผมหน่อยได้รึเปล่า!”

“เอ๋? อ๊า...”

 

ไดสึเกะบังคับจับมือของเด็กสาวที่กำลังลำบากใจและรีบมุ่งไปยังทางออก




NEKOPOST.NET