(นิยายแปล)My Master Disconnected Yet Again ยอดนักดาบจืดจาง ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST

(นิยายแปล)My Master Disconnected Yet Again ยอดนักดาบจืดจาง

Ch.7 - ปิดผนึก


ตอนที่7 ปิดผนึก

พอเจอปัญหาแบบนี้แล้ว เฉินหยิงก็เลยต้องกลับเข้าสู่วิถีการทำอาหารดั่งเดิมที่เธอเคยทำมาตลอด .. คือการหย่อนเนื้อลงน้ำต้มให้เดือดทิ้งไว้จนมันสุกแล้วเอาเนื้อขึ้นมากิน หลังจากที่กัดคำแรกไปแล้ว เธอก็เคี้ยวตุ้ยๆไม่หยุดทันที ไม่ใช่เพราะมันอร่อย แต่เพราะมันเหนียว ไม่มีรสชาติ จืด ฝืดคอ ทำเอาปากเธอเมื่อยไปหมด ยิ่งคาดหวังไว้มากเท่าไรความเป็นจริงก็ยิ่งเหนียวมากเท่านั้น

เธออ้าปากแล้วคายมันออกมา แอะ แหวะๆ ไม่อร่อยสุดๆเลย ก่อนหน้านี้เธอยังไม่บ่นอะไรมากเพราะเธอคิดว่าเธอกินๆไปเพื่อความอยู่รอด แต่นี้เจ้ากระต่ายอุส่าห์หาของดีๆมาให้ แก้ปัญหาปากท้องเธอได้แล้ว แต่ทำไมเธอยังรู้สึกว่ามันยังพอเลย

ชัดเจนเลยว่าการทำอาหารนั้น มันเป็นศิลปะชั้นสูง สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง

เธอหันหน้าไปทางราชินีกระต่ายที่ยืนข้างเธอด้วยสีหน้าคาดหวังสุดๆ “เธอ...ทำอาหารเป็นไหม ?”

ราชินีกระต่ายรีบส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธ “ข้ากินแค่หญ้านะ…แล้วข้าไม่เคยทำอาหารอะไรมาก่อนด้วย…อีกอย่าง..ข..ข้ากลัวไฟอีกตั่งหาก!”

โอเค ยอมแพ้ก็ได้.. ดูเหมือนว่าเธอไม่น่าจะได้มีวาสนากินของดีๆแบบคนปรกติเขากินกัน นี่แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าการมีทักษะในการทำอาหารนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ในมหาวิทยาลัยของเธอเองควรมีการสอนทำอาหารด้วย ซึ่งตอนที่เธอเรียนอยู่มันก็น่าจะมีสอนแหล่ะ แต่เธอไม่สนใจเองมากกว่า เฉินหยิงยักไหล่ของตัวเองด้วยความสิ้นหวัง อาหารดีๆก็กลายเป็นเสียของซะได้

ทันใดนั้นจู่ๆในหัวของเธอก็มีความคิดแปลกๆขึ้นมา เธอหันหลังกลับไปแล้ววิ่งไปที่ประตูบ้าน ก่อนจะเปิดมันแล้วเดินออกไปที่ชายที่อยู่หน้าบ้าน  “เฮ้ ....ชื่ออะไรนะ…”

คนที่นั่งคุกเข่าอยู่ถึงกับผงะ แต่พอเห็นว่าเป็นเฉินหยิง เขาก็แสดงความเคารพแล้วพูด “ข้ายี่หลิง”

“เอ่อ นายทำอาหารเป็นไหม ?”

แม้ว่าเขาจะงงๆกับคำถามของเธอ แต่เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าพอจะทำเป็นนิดหน่อย ข้าเคยลองฝึกทำอยู่ก่อนที่จะมาฝึกกำลังภายใน”

“นั้นหมายความว่านายทำเป็นซินะ” เฉินหยิงตบมือด้วยความดีใจ

“ใช่ ข้าทำเป็น...นิดหน่อยนะ”

“เยี่ยมเลย” เธอตบไหล่ของเขาอย่างหนัก ก่อนจะพูดว่า “ฉันยอมรับนายแล้ว”

“ฮะ ?”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนายจะมาเป็นพ่อครั… อ่า! ไม่ใช่ซิ เป็นลูกศิษย์ฉัน!”

“…” ยี่หลิงตกตะลึงกับคำพูดเธอไปซักพัก ก่อนที่ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาด้วยความดีใจ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเขาจะหันหน้ามาหาเธอแล้วโค้งคำนับสามครั้ง “ขอบพระคุณท่าน ที่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ของท่าน ท่านอาจารย์ ข้าน้อย ยี่หลิง ขอคารวะ!”

“โอเค โอเค ลุกขึ้นได้แล้วหน่า ไม่เห็นจะต้องทำมาเป็นพิธีรีตองเลย เราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันแหล่ะน่ะ” เธอหัวเราะร่า ก่อนจะดึงเขาขึ้น “ แต่ก่อนอื่นเลย ตอนนี้ฉันหิวแล้ว นายช่วยทำอาหารให้ฉันกินหน่อยได้ไหม ?”

“ได้เลยครับ ท่านอาจารย์!”

สีหน้าของยี่หลิงตอนนี้เต็มไปด้วยความสุขก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในห้องครัว

…….

หนึ่งชั่วโมงต่อมา..

อาหารจานแล้วจานเล่าถูกยกมาเตรียมไว้บนโต๊ะ

“ท่านอาจารย์ นี่เป็นการทำอาหารครั้งแรกของข้า ข้าหวังว่ามันจะถูกปากท่านนะ” นี่หลิงพูดเขาดูประหม่าเล็กน้อย

เฉินหยิงกำลังง่วนอยู่กับการหั่นอาหารตรงหน้าเธอ แล้วค่อยเอาเข้าไป เธอได้แต่พยักหน้าขณะที่เธอกิน ก่อนที่เธอจะพึมพำออกมาแบบไม่เป็นภาษา “หยาหยาหยาหยา.........”

เหยดดด! อร่อยสุดๆเลยนี้หว่า!! ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่การปรุงอาหารแบบบ้านธรรมดาๆ แต่สำหรับคนที่กากเดนอาหารหมูกับแครทมาครึ่งปีแล้วแม้แต่เต้าหู้หมักตอนนี้สำหรับเธอมันคือสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นอาหารตรงหน้าเธอนั้นมันยังถูกเตรียมมาอย่างดีด้วย

เฉินหยิงกวาดอาหารตรงหน้าลงท้องเหมือนพายุโหมเข้าฟาร์มหมู เธอกินจนกระเพาะร้องขอความเมตตาแล้ว จากนั้นเธอก็นั่งลงพร้อมกับสะอึกออกมาด้วยความอิ่ม

นี้ซินะ ที่เขาเรียกว่าความสุข! ท้องของเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนว่าชีวิตเธอมีสันขึ้นมา

เธอหันไปมองชายผู้ทำอาหารให้เธอกินแล้วทำหน้าพอใจสุดๆ แล้วเธอก็พบว่าเขาคนนั้นนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าโต๊ะอาหารแล้วมองเธอกินอย่างเงียบๆ

“ทำไมนายไม่กินละ ? ไม่หิวเหรอ ?” เธอพึ่งนึกออกว่าชายตรงหน้า พึ่งผ่านจากการนั่งคุกเข่านานกว่าสามวันแล้วและยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเขาเลย เพราะเขาปฎิเสธทั้งแครทและกะหล่ำปลีที่เธอเอาไปให้เขา เธอคิดว่าเขาคงหิวมาก แต่นี้เธอก็รับเขาเป็นศิษย์แล้วนะทำไมเขายังไม่ยอมกินอีกละ

“ท่านอาจารย์ในระหว่างที่ข้าได้เริ่มฝึกวิชา ข้าได้ฝึกวิชาการอิ่มทิพย์มาด้วย ยิ่งกว่านั้น อาหารมนุษย์นั้นมันก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อการฝึกตนด้วย เพราะงั้นข้าก็เลย...” และจู่ๆเขาก็หยุดพูดกลางทางก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วถามด้วยสายตาส่องประกาย “หรือว่า ท่านกำลังจะบอกว่าการกินอาหารมนุษย์พวกนี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเหรอครับ ?”

หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็หยิบตะเกียบเตรียมจะคีบอาหารขึ้นมากิน

“เปล่า!” เฉินหลิงตีตะเกียบของเขาทันที จะไปรู้ได้ไงว่าว่านายไม่ต้องกินอะไรก็ได้อะ! “ฉันไม่ได้เหมือนนายนะ ฉันกินเพราะว่าฉันหิว ฉันจำเป็นต้องกิน ถ้านายไม่จำเป็นต้องกินอาหาร ก็ไม่ต้องกินก็ได้”อีกอย่างเธอไม่รู้ด้วยว่าเขาแพ้อะไรอีกบ้างนอกจากแครอท

ก็อย่างว่าแหล่ะน้า เธอถึงไม่อยากรับเขาเป็นศิษย์ เพราะทั้งคู่ไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลย อยู่ๆกันไปก็มีแต่จะวินาศสันตโร

 “ขอรับ” เขาวางตะเกียบลงอย่างไม่ลังเล

“ได้กินของดีๆซักทีน้า” เฉินหยิงรู้สึกชีวิตค่อยเป็นชีวิตขึ้นมาหน่อย หลังจากที่เธอกินจนอิ่มหนำแล้ว เธอก็เริ่มรู้สึกง่วงและ ขี้เกียจ เธอไหลไปกับโต๊ะเหมือนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง หนังตาของเธอเริ่มหย่อนคล้อยเหมือนพุงที่เริ่มย้อยเพราะเนื้อหมูน้อยที่พึ่งกินไป

เมื่อยี่หลิงเห็นสภาพของเธอในตอนนี้ แล้ว เขาก็เริ่มเก็บโต๊ะเก็บจาน เฉินหยิงมองเขาด้วยตาที่ใกล้จะปิด เอาจริงๆเธออยากช่วยนะ เพราะยังไง เขาเองก็เป็นคนทำอาหารให้เธอกินแล้ว แต่ประเด็นคือตอนนี้เธอขี้เกียจเป็นผักเปียก เธอเลยได้แต่มองเขาเก็บจานเดินเข้าห้องครัวไป แล้วจู่ๆความคิดที่ว่า “เอาจริงๆการมีลูกศิษย์มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”ก็โผล่ขึ้นมาในใจของเธอ

“ท่านอาจารย์” ยี่หลิงเดินออกมาจากห้องครัวหลังจากล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ว่าไง ?” เธอพลิกหน้ามามองเขาทั้งๆที่หัวยังติดอยู่กับโต๊ะอยู่

ยี่หลิงลังเลก่อนจะถามขึ้น “ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่าน”

“ว่ามา ?”

“ท่านอาจารย์ ช่วยบอกข้าทีได้ไหมว่าปีศาจรุยมิที่ข้าเคยต่อสู้ด้วยไปอยู่ที่ไหนแล้ว?” เขาขมวดคิ้วก่อนพูดต่อว่า “เขาใช้วิญญาณของมนุษย์เป็นเครื่องบูชาให้กับแท่นกลืนวิญญาณของเขา บาปกรรมของเขามันชั่งใหญ่หลวง แถมทั้งร่างกายเขายังเคลือบไปด้วยพิษจากศาสตร์ลับของปีศาจด้วย”

“อ้อ ไอ้หมอนั่นอะนะ … เขาโดนพวกกระต่ายลากตัวไปแล้วละ” เฉินหยิงตอบ “พวกนั่นมันบอกว่าชอบหมอนั่น พวกกระต่ายยังบอกอีกว่ามันอยากจะพาเขากลับไปทำสตูว์แครท ฉันจึงปล่อยให้พวกกระต่ายจัดการ” ยังไงซะเธอก็ปล่อยให้เขานอนเน่าหน้าบ้านไม่ได้อยู่แล้ว

“ถ้าเป็นแบบนั้น….. ก็คงไม่เป็นไรแล้วมั่ง” ยี่หลิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะถึงแม้ว่ารุยมิจะรอดมาได้ แต่ยังไงซะสภาพของเขาในตอนนี้ก็คงไม่พร้อมไปปะทะกับกองทัพของราชินีปีศาจหรอก อีกอย่างพิษที่เคลือบตัวของเขาอยู่ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับปีศาจด้วย

“อ้อ มีอีกอย่างนึง” เธอเอียงคอถามด้วยความอยากรู้ “ดูเหมือนว่าหมอนั่นจะทิ้งอะไรไว้นะ....”

เฉินหลิงคิดครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วเอามือยันลุกขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วเดินตรงไปเปิดผ้าม่านในบ้าน แล้วคลานขึ้นเตียงไปหยิบอะไรบางอย่างออกมา

“ท่านอาจารย์?”

“เจอละ!” เธอดึงแท่นเหมือนธงสีดำออกมา  “ไอ้นี้แหล่ะ พวกกระต่ายเหมือนจะเอาไปแต่ตัวคน แล้วทิ้งนี้เอาไว้ นายจะเอาไหม?”เธอยื่นให้เขา

“นี้มัน...แท่นกลืนวิญญาณนี้”  ยี่หลิงตกใจก่อนจะดึงแท่นนั้นจากมือของเธอแล้วมองดูใกล้ๆ แท่นนั้นถูกปกคลุมไปด้วยพลังลมปราณสีดำที่ไหลเวียนอย่างหนาแน่น ใบหน้าของเขาซีดขึ้นมาทันที “แย่ละ แท่นนี้มันยังอยู่ใต้บัญชาของรุยมิอยู่ ผนึกวิญญาณกำลังจะแตกแล้วด้วย ข้างในผนึกนั้นคือวิญญาณแค้นที่ถูกรุยมิฆ่า…” สีหน้าของเขาจริงจังมากขึ้นก่อนที่เขาจะตัดสินใจออกมาแล้วนั่งขัดสมาธิ “เราต้องรีบผนึกมันโดยเร็ว”

เขารีดเค้นพลังลมปราณออกมา ก่อนที่จะยื่นมือออกมาถ่ายพลังลมปราณเพื่อปิดผนึกรอยร้าว พลังงานปีศาจเริ่มไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเขาอีกครั้งนึงแล้วเริ่มกลืนกินและเล่นงานเส้นลมปราณของเขา เลือดของเขากระอักออกจากปากแล้วพุ่งออกมาเต็มเสื้อผ้าของเขา  

“เฮ้ เฮ้  นายเป็นอะไรมากไหมเนี่ย เกิดอะไรขึ้น ?” เฉินหยิงตกใจมาก ทำไมเขาเป็นแบบนี้ ?

ยี่หลิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ในขณะที่เขากำลังอดทนรับความเจ็บปวดอันหนักหนา ภายในร่างกายของเขาที่กำลังถูกปีศาจทำลายอย่างช้าๆ เขาฝืนตัวเองปิดผนึกพลังงานปีศาจที่ทะลักผนึกออกมาได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะหมดสติและร่วงลงไปกับพื้นอีกครั้งนึง




NEKOPOST.NET