[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.7 - เล่มที่ 1 บทที่ 7 หุบเขาเฮยเฟิง


        หลินเฟิงหนีมาจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง เขารู้สึกหนาวเหน็บที่หัวใจเล็กน้อย นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งได้รับความเคารพ พวกเขาจะมองชีวิตคนอื่นเหมือนผักเหมือนปลา ถ้าบอกว่าฆ่าก็จะฆ่าทันที

         

         มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะทำให้อยู่รอด

         

        เขาไม่ได้ตั้งใจเข้าไปในช่องผา ในตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากจะเข้าไปดูข้างในแล้วกลับออกมาเท่านั้นเอง แต่หลิ่วเฟยกลับต้องการจะฆ่าเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นศิษย์ร่วมนิกายเดียวกันก็ตาม

         

         “ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีจิตวิญญาณแห่งลูกศรมีความสามารถในการติดตามและฆ่า พลังโจมตีก็แข็งแกร่งมาก แต่ถ้าเป็นการต่อสู้ในระยะประชิด เพียงแค่กระบวนท่าเดียวข้าก็สังหารนางได้แล้ว” หลินเฟิงพอใจกระบวนท่าชักดาบที่ตัวเองใช้มาก ด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าแลบ และทรงพลังดุจสายฟ้าผ่า เพียงพริบตาเดียว ก็สามารถฟันลูกศรดอกนั้นขาดเป็นสองท่อน แสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนของเขานั้นไม่สูญเปล่า

         

        ตลอดเจ็ดวันที่หลินเฟิงฝึกเคล็ดวิชาชักดาบที่หน้าผา ได้ใช้จิตวิญญาณแห่งความมืดช่วยยกระดับความสามารถในการเข้าใจของตัวเอง เมื่อพลังวิญญาณของเขาหมดลง หลินเฟิงจึงเก็บจิตวิญาณแห่งนักรบเข้าร่าง จากนั้นก็เปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาตัวเบาเคลื่อนไหวดั่งเงาต่อ  

         

         “หลิ่วเฟย” หลินเฟิงแอบจดจำใบหน้านวลนั่น ก่อนจะนำไม้บางส่วนมากองรวมๆกัน จากนั้นก็ใช้ดาบอ่อนถูก้อนหินจนเกิดประกายไฟขึ้นมา เมื่อเปลวไฟลุกโชนขึ้น หลินเฟิงก็นำชุดที่เปียกออกมาตาก

         

        ไม่ไกลจากที่หลินเฟิงอยู่ ได้ปรากฏเงาคนสี่คนขึ้นมา พวกเขาต่างก็เป็นศิษย์ในนิกายหยุนไห่

         

         “ มีคนอยู่ตรงนั้น พวกเราชวนเขาเดินทางไปด้วยกันเถอะ ยิ่งคนมากยิ่งแข็งแกร่งมาก”ผู้เยาว์หนึ่งในนั้นที่สวมชุดสีเขียวกล่าวขึ้น

         

         “ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีพลังแค่ไหน?”ผู้เยาว์ที่มีร่างกายกำยำแสยะยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีคัดค้านอะไร  

         

        ทั้งสี่คนเดินไปหาหลินเฟิง เมื่อผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในกลุ่มเห็นหลินเฟิงกำลังเปลือยท่อนบนอยู่ ก็อดหน้าแดงด้วยความเขินอายไม่ได้ นางพูดเสียงเบาว่า“สวัสดี เจ้าช่วยสวมเสื้อของเจ้าก่อนได้หรือไม่?”

         

        หลินเฟิงมองเด็กสาวคนนั้น ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้งดงามเท่าหลิ่วเฟย แต่เครื่องหน้าของนางก็สวยงามน่ารัก ผิวขาวเนียนละเอียด นับได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับสาวงามในโลกก่อนของเขาแล้ว หญิงสาวที่อยู่ในโลกนี้ล้วนงดงามกว่ามาก บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าพวกนางล้วนบ่มเพาะพลังก็ได้

         

        “ได้สิ”หลินเฟิงไม่ใช่คนที่พูดยาก ตรงกันข้ามด้วยชีวิตที่ลำบากมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขากลายเป็นคนที่เรียบง่าย และนี่เป็นข้อดีของเขา

         

        “มีธุระอะไรกับข้า?”หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จ หลินเฟิงก็หันไปถามทั้งสี่คนที่เดินมาหา

         

         “คือแบบนี้ พวกข้ากำลังจะไปที่หุบเขาเฮยเฟิงเพื่อล่าสัตว์อสูรปีศาจ ดังนั้นจึงอยากชวนเจ้าไปด้วย แกนอสูรที่ได้มาจะแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ไม่รู้ว่าเจ้าสนใจจะเข้าร่วมไหม?” เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวอธิบาย

         

        หุบเขาเฮยเฟิง’ก็คือป่าอสูรที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของภูเขาหยุนไห่ มันมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ศิษย์บางคนยังคิดว่า หุบเขาเฮยเฟิงใหญ่กว่าภูเขาหยุนไห่เสียอีก หลังจากที่นิกายหยุนไห่เลือกก่อตั้งนิกายที่ภูเขาหยุนไห่ พวกเขาก็เพิ่งจะทราบว่าในหุบเขาเฮยเฟิงมีป่าอสูรอยู่ด้วย ความจริงแล้วป่าอสูรก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการขัดเกลาพลังของผู้ฝึกยุทธ์ นอกจากนี้ พวกเขาสามารถนำหนังหรือแกนอสูรที่ได้จากการสังหารสัตว์อสูรปีศาจมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ได้

         

        “ดี ข้าเห็นด้วย  ” แทบจะไม่ต้องคิด หลินเฟิงตอบกลับทันที ตัวเขาเองก็อยากจะไปดูหุบเขาที่ว่า

         

         “เยี่ยม แบบนี้พวกเราก็มีกัน5คนแล้ว ถ้าไม่บังเอิญไปเจอสัตว์อสูรปีศาจระดับ 9 ก็ไม่มีปัญหาอะไร” เมื่อหญิงสาวเห็นหลินเฟิงตอบตกลงก็ดีใจขึ้นมา ในบรรดาพวกเขาทั้งสี่คนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเด็กหนุ่มในชุดสีขาวที่ไม่ค่อยชอบพูด ซึ่งเด็กหนุ่มคนนี้ได้บรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 และอีกสามคนที่เหลืออยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่7 ส่วนหลินเฟิงก็เป็นศิษย์ในนิกายหยุนไห่เหมือนกันและยังอายุเท่ากันอีก ดังนั้นเขาก็น่าจะอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่7  หรือไม่ก็ขั้นที่6

        โดยปกติแล้วสัตว์อสูรปีศาจจะแบ่งออกเป็น9 ระดับ ซึ่งเทียบเท่าได้กับขอบเขตนักรบลมปราณทั้ง 9 ดังนั้นถ้าไม่บังเอิญไปเจอสัตว์อสูรปีศาจระดับ 9 หรือสัตว์อสูรปีศาจขั้นจิตวิญญาณที่ทรงพลัง ก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย

         

         “น้องชาย ข้ามีนามว่า ชิงอี นี่คือศิษย์พี่หานหมาน ศิษย์น้องจิ้งหยุน และจิ่งเฟิงผู้แข็งแกร่ง” เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวแนะนำกลุ่มของตัวเองให้หลินเฟิงรู้จัก

         

        หานหมานที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำและจิ้งหยุนส่งยิ้มให้หลินเฟิงเล็กน้อย ส่วนเด็กหนุ่มในชุดสีขาวกลับทำสีหน้าหยิ่งผยอง แสดงท่าทางไม่แยแสหลินเฟิง

         

        “ข้ามีนามว่าหลินเฟิง” หลินเฟิงกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม

         

        “ไอ้ขยะหลินเฟิง”นี่คือคำแรกที่จิ่งเฟิงกล่าวออกมา ก่อนจะแสยะยิ้มดูถูกไปให้หลินเฟิงแล้วพูดว่า “ศิษย์น้องจิ้งหยุน ดูเหมือนว่าพวกเราจะเสียเวลาเปล่า ถ้าพามันไปด้วยจะกลายเป็นภาระเสียเปล่าๆ”

         

        สามคนที่เหลือก็เคยได้ยินชื่อเสียงของหลินเฟิงมาก่อน ถึงแม้ว่าศิษย์สายนอกส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็นหน้าของหลินเฟิง แต่พวกเขาก็รู้จักชื่อของหลินเฟิง

         

        หลินเฟิงขมวดคิ้ว ส่วนอีกสามคนก็รู้สึกอึดอัดและวางตัวไม่ถูก

         

         “ ศิษย์น้องหลินเฟิง จิ่งเฟิงเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูง เขาบรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 เลยอาจจะเย่อหยิ่งไปบ้าง ดังนั้นไม่ต้องไปใส่ใจ คิดซะว่าไม่เคยได้ยินอะไรก็แล้วกัน ในเมื่อรู้จักกันแล้ว ก็แสดงว่ามีชะตาต้องกัน”เด็กหนุ่มร่างกำยำที่ชื่อหานหมานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

         

         “ใช่ ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้อง” ทั้งชิงอีและจิ้งหยุนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น ส่วนจิ่งเฟิงกลับร้อง หึ! ออกมาอย่างเย็นชา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก

         

        หลินเฟิงเห็นสายตาที่จริงใจของคนทั้งสาม ก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทั้งห้าคนเดินข้ามภูเขาไม่กี่ลูก ก็มาถึงหุบเขาเฮยเฟิง

         

         “หลินเฟิง หุบเขาเฮยเฟิงมีพื้นที่กว้างขวางมาก เกรงว่าคงมีแค่ผู้อาวุโสและศิษย์หลักของนิกายเท่านั้นที่รู้ว่ามันกว้างใหญ่ขนาดไหน พวกเราอยู่ได้แค่บริเวณรอบนอก ไม่สามารถเข้าไปลึกกว่านี้ได้ นั่นก็เป็นเพราะพวกเราอ่อนแอเกินไป ดังนั้นเจ้าอย่าอยู่ห่างจากกลุ่มของพวกเราเชียวนะ”หานหมานเตือนด้วยความหวังดี

         

        หลินเฟิงพยักหน้า ตลอดเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน ทำให้เขารู้ว่า หานหมานมีนิสัยตรงไปตรงมา ดังนั้นประโยคที่อีกฝ่ายพูดจึงไม่ได้มีความหมายเสียดสีแต่อย่างใด

         

        ลักษณะภูมิประเทศของหุบเขาเฮยเฟิงค่อนข้างซับซ้อน เต็มไปพันธุ์ไม้ที่มีหนามแหลมคม ต้นไม้และพืชพันธุ์ล้วนอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การหลบซ่อนตัว ที่นี่เป็นสรวงสวรรค์สำหรับสัตว์อสูรก็ว่าได้

         

         “นั่นหมาป่าวายุระดับ5 นี่ รีบจับมันเร็วเข้า”ทันใดนั้นเองหานหมานก็ตะโกนขึ้นมา เมื่อเห็นสายตาที่เย็นชาจ้องมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป

         

        เมื่อชิงอีก้าวเท้าออกไป ก็มีดาบยาวปรากฏขึ้นมาที่ด้านหลัง ดาบเล่มนั้นมีสีเหมือนพระจันทร์ และดูคล้ายกับปรอทสีเงินที่กำลังเทลงมาที่พื้น

         

         “สวบ!” ดาบยาวที่อยู่ในมือของชิงอีแทงเข้าไปในหัวของหมาป่าวายุ เพียงแค่ดาบเดียว ก็สามารถปลิดชีพหมาป่าวายุระดับ 5 ได้อย่างง่ายดาย

         

         “เคล็ดวิชาดาบแห่งสายลมสามารถจัดการกับหมาป่าวายุได้จริงๆด้วย”หานหมานหัวเราะอย่างสะใจ ก่อนจะเข้าไปช่วยชิงอีเก็บซากของสัตว์อสูรปีศาจ นี่มันสัตว์อสูรปีศาจระดับ5เชียวนะ

         

         “ก็แค่สัตว์อสูรปีศาจระดับ5เท่านั้นเอง”จิ่งเฟิงกล่าวออกมาอย่างดูแคลนนิดๆ

         

        หลินเฟิงส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ถึงแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 จะโดดเด่นกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะ ไอ้ท่าทางอวดดีและมองไม่เห็นหัวใครแบบนี้ คงประสบความสำเร็จได้ยาก

         

        พวกเขาเก็บเกี่ยวแกนอสูรตลอดการเดินทาง และสัตว์อสูรปีศาจที่พวกเขาพบล้วนไม่เกินระดับ 7 ดังนั้นจึงสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย

         “ฮ่าๆ ถุงนี่ชักจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ น่าจะมีแกนอสูรประมาณ30-40ชิ้นแน่ๆ นับว่าการเก็บเกี่ยวที่ดี”หานหมานมีร่างกายแข็งแรงกำยำ ดังนั้นหน้าที่แบกถุงจึงตกเป็นของเขา เมื่อรับรู้ถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของถุง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

         

         “แต่ว่าพวกเราเดินลึกเข้ามาในหุบเขาเฮยเฟิงกว่าหมื่นเมตรแล้วนะ ถ้าเดินไปไกลกว่านี้ อาจจะเจอกับสัตว์อสูรปีศาจระดับสูงก็ได้ ต้องระวังตัวกันหน่อยแล้ว ถ้าเห็นท่าไม่ดีให้รีบถอยทันที”ชิงอีกล่าวเตือน

         

         “เข้าใจแล้ว” หานหมานตอบกลับ ทว่าสิ้นเสียงของเขาเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาของหานหมานก็ต้องชะงักค้าง

         

        “นั่นมัน วานรคลั่งระดับ8นี่”หานหมานอุทานออกมา เมื่อเห็นร่างกายอันใหญ่โตตรงหน้า

         

        วานรคลั่งเป็นสัตว์อสูรปีศาจที่โหดร้าย และขึ้นชื่อในเรื่องของพละกำลัง มันสามารถฉีกเสือด้วยมือเปล่า นับได้ว่าเป็นสัตว์อสูรปีศาจระดับกลางที่แข็งแกร่ง

         

        “จิ่งเฟิง คราวนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ ”จิ้งหยุนหันไปมองจิ่งเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ สัตว์อสูรปีศาจระดับ8 ไม่น่าจะคณนามือของเขา อีกทั้งจิ่งเฟิงก็แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มแล้ว

         

         “ฮ่าฮ่า จิ้งหยุน เจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน ที่นี่ยังมีคนที่นั่งรอรับผลประโยชน์อยู่เฉยๆ ไม่เคยออกไปสู้เลย เหอะ คิดจะกินแรงคนอื่นล่ะสิท่า”จิ่งเฟิงปรายตามองหลินเฟิงด้วยหางตา ก่อนจะกล่าวถากถางออกมา

         

        หลินเฟิงแสยะยิ้ม เขาเนี่ยนะคิดจะกินแรงคนอื่น?ที่เขาไม่ได้ออกไปสู้ นั่นก็เป็นเพราะว่า หานหมานและชิงอีชิงลงมือก่อนทุกครั้ง ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ลงมือ และถ้าพบอันตรายเข้าจริงๆ เขาก็ไม่คิดที่จะนิ่งดูดายแน่ๆ ในยามที่เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรปีศาจระดับ 8 คนๆนี้กลับไม่ลังเลที่จะผลักให้เขาออกไปสู้ ช่างชั่วช้าจริงๆ

         

        ความจริงแล้วในสายตาของจิ่งเฟิง หลินเฟิงเป็นเพียงขยะ ถ้าขยะออกไปสู้กับสัตว์อสูรปีศาจระดับ 8 สิ่งที่รออยู่มีเพียงแค่ความตาย ซึ่งมันก็คู่ควรกับไอ้ขยะอย่างหลินเฟิงแล้วไม่ใช่เหรอ?

         “จิ่งเฟิง นี่เจ้าหมายความว่ายังไง นอกจากเจ้าแล้วจะมีใครที่สามารถรับมือกับสัตว์อสูรปีศาจระดับ8ได้ ถ้าเจ้าปล่อยให้หลินเฟิงออกไปสู้ มันก็เหมือนส่งเขาไปตายไม่ใช่เหรอ?”ชิงอีได้ยินสิ่งที่จิ่งเฟิงพูด ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

         

         “ไม่ได้ทำอะไร แล้วยังคิดที่จะมาขอส่วนแบ่งจากพวกเราอีก มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ?หากมันตายก็ลดส่วนแบ่งไปได้ตั้งหนึ่งคน ดีจะตาย”จิ่งเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส

         

         “จิ่งเฟิง ในเมื่อพวกเรามาด้วยกันก็ต้องกลับไปด้วยกันสิ หลินเฟิงเชื่อใจพวกเรา ถึงได้ยอมมาด้วยกันนะ”หานหมานพูดออกมาอย่างไม่สบายใจ

         

        “หึ!ถ้าพวกเจ้าอยากจะปกป้องมัน ก็ทำเองซะสิ แต่ข้าจะไม่ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อขยะคนหนึ่งหรอกนะ”จิ่งเฟิงร้องหึอย่างเย็นชา ในขณะที่ก้าวถอยหลังออกมา และตอนนั้นเองวานรคลั่งก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขา

         

        “ข้าจะลองดู”หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สัตว์อสูรปีศาจระดับ8 เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 เขาอยากจะลองดูว่ามันจะร้ายกาจขนาดไหน

         

        “ไม่ได้ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์อสูรปีศาจระดับ8”จิ้งหยุนร้อนใจมาก“จิ่งเฟิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ”

         

        เมื่อได้ยินประโยคนี้สีหน้าของจิ่งเฟิงพลันเย็นชาขึ้นมา เขามองไปที่ร่างบอบบางของจิ้งหยุนด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย ถ้าหากเจ้าไม่ได้เป็นสาวงามล่ะก็ ข้าก็คงไม่ต้องทนอยู่กับไอ้ขยะนี่หรอก

         

        “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”หานหมานโยนถุงลงพื้น และเดินไปหยุดอยู่ข้างๆหลินเฟิง

         

        “นับรวมข้าอีกคน”ชิงอีก้าวเท้าตามมาติดๆ

         

         “ข้าด้วย พวกเรามีกันตั้งสี่คนน่าจะหยุดสัตว์อสูรระดับ 8 ได้ จริงไหม?”จิ้งหยุนแอบสวดภาวนาอยู่ในใจ

         

        “ไม่รู้จักประมาณตน”จิ่งเฟิงที่อยู่ด้านหลังกล่าวเย้ยหยันออกมา วานรคลั่งดูฉุนเฉียวมากและยังดูทรงพลังอีกด้วย เกรงว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่7เพียงไม่กี่คน ก็คงไม่สามารถรับมือกับมันได้

         

        หลินเฟิงมองไปยังเหล่าคนที่ยืนเคียงข้างเขา ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ดวงตาเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนเล็กน้อย

         

 

        หลินเฟิงถูจมูกและกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบาว่า“ไม่แน่ว่า บางทีข้าอาจจะสามารถจัดการกับสัตว์อสูรปีศาจตนนี้ได้”




NEKOPOST.NET