[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 68 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.68 - เล่มที่ 3 บทที่ 68 นักดาบ


        การทดสอบของนิกายในรอบแรก ศิษย์สายในและศิษย์หลักจำเป็นต้องเข้าร่วมด้วย เพราะจะได้ถูกท้าประลองจากศิษย์คนอื่นๆ

        แม้แต่หลี่หลินก็ไม่มีข้อยกเว้น

        ตอนที่เห็นหลินเฟิงเดินไปยังลานประลองเป็นตาย หัวใจของหลี่หลินก็เต้นตึกตักๆ ประหนึ่งตีกลอง เจ้าเด็กนี่กล้าท้าประลองกับเขา เห็นได้ชัดว่าจะต้องทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้แล้ว

        อย่างไรก็ตามหลี่หลินก็ยังรู้สึกผ่อนคลายอยู่ดี เพราะชื่อที่หลินเฟิงตะโกนท้า ไม่ได้มีแค่เขา แต่ยังมียู่ฮ่าวอีกด้วย

        ยู่ฮ่าวแข็งแกร่งกว่าเขาหลายเท่า นอกจากนี้พลังโจมตีของจิตวิญญาณแห่งดาบก็ยังทรงพลังมากอีกด้วย การที่หลินเฟิงท้าทายเขาก็เท่ากับรนหาที่ตายด้วยตัวเอง

        เมื่อก้าวเข้าสู่ลานประลองเป็นตาย หลี่หลินก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะได้รับความสนใจจากผู้คน

        “เจ้าให้เขาขึ้นมาทำไม?” ยู่ฮ่าวปรายตามองหลี่หลินอย่างดูถูก แน่นอนว่าเขาไม่เห็นหลี่หลินอยู่ในสายตา

        “พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันสิ”

        หลินเฟิงไม่ตอบยู่ฮ่าว แต่กลับพูดอีกประโยคด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ทำให้รูม่านตาของยู่ฮ่าวหดลงเล็กน้อย

        บ้า บ้าไปแล้ว!!!

        ในประวัติศาสตร์นับพันปีของของนิกายหยุนไห่ ไม่เคยมีใครกล้าท้าศิษย์ถึงสองคนในระหว่างการทดสอบของนิกาย

        หลินเฟิงเป็นแค่ศิษย์สายนอก แต่กลับกล้าท้าทายศิษย์สายในถึงสองคน และหนึ่งในนั้นยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีจิตวิญญาณแห่งดาบอันทรงพลังอีกด้วย ตอนนี้หลินเฟิงได้ทำลายหน้าประวัติศาสตร์ของนิกายหยุนไห่ไปแล้ว

        “ขนาดตอนเป็นศิษย์สายนอกก็ยังไม่เห็นหัวใครอยู่ในสายตา ถ้าในอนาคตแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ คงไม่เห็นนิกายอยู่ในสายตาแน่ๆ”

        เหนือลานประลองเป็นตาย จู่ๆ ม่อเสียก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ม่อเสียไม่เพียงแค่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งที่สูงส่งอีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีม่อชั่งหลันยังคอยหนุนหลังอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าพูดหักหน้าม่อเสีย

        หนานกงหลิงมองม่อเสียด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ ไม่มีใครดูออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

        ส่วนผู้อาวุโสเป่ยที่อยู่ในห้องเล็กๆ แห่งหนึ่งก็พลันหัวเราะออกมา ขณะส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าเด็กนี่ ช่างไม่รู้ขอบเขตเลยจริงๆ”

        “เข้าไปพร้อมกัน?! นี่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร คงไม่ลืมหรอกนะว่าตัวเองเป็นแค่สวะคนหนึ่ง!!!”

        สีหน้าของยู่ฮ่าวแทบดูไม่ได้ เขาเป็นใคร? เขาเป็นถึงศิษย์สายในที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบอันทรงพลังเชียวนะ แล้วไอ้หมอนี่มันกล้าดีอย่างไร ถึงได้กล่าววาจาโอ้อวดเช่นนี้?!

        ในสายตาของยู่ฮ่าว หลินเฟิงเป็นเพียงขยะที่รอวันถูกเหยียบย่ำเท่านั้น แค่การที่มันกล้าตะโกนเรียกชื่อเขาเพื่อท้าประลอง ก็เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของเขามากพออยู่แล้ว

        หลินเฟิงไม่เพียงท้าทายศักดิ์ศรีของเขา แต่ยังต้องการเหยียบย่ำมันอีกด้วย ไม่อย่างนั้นจะท้าประลองถึงสองคนในเวลาเดียวกันทำไม? นี่เขาเห็นยู่ฮ่าวเป็นตัวอะไร?

        “นั่นสิ! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ถึงได้กล้าท้าทายพวกข้า ศิษย์พี่ยู่ฮ่าวเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่มีจิตวิญญาณแห่งดาบ ความแข็งแกร่งของเขาไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็สามารถบดขยี้เจ้าได้แล้ว เจ้ายังมีหน้ามาหยิ่งผยองอีกเหรอ?”

        หลี่หลินประจบประแจงยู่ฮ่าวสุดฤทธิ์ หากทำให้ยู่ฮ่าวจัดการกับหลินเฟิงในตอนนี้ได้ มันจะดีที่สุด

        ยู่ฮ่าวรู้สึกชอบใจที่ได้ยินหลี่หลินพูดชมตัวเอง ทันใดนั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเขา “ฮ่าๆ หลี่หลิน เจ้าพูดถูก มันก็แค่ศิษย์สายนอกที่ไม่มีคุณสมบัติคู่ควรให้ข้าลงมือ ดังนั้นเจ้าช่วยกำจัดมันแทนข้าซะ”

         “อ่า ใช่ๆ มันเป็นแค่ศิษย์สายนอก ไม่มีคุณสมบัติคู่ควรที่จะให้ศิษย์พี่ยู่ฮ่าวลงมือ แต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของศิษย์พี่ยู่ฮ่าว ข้าคิดว่าศิษย์พี่ควรจะแสดงพลังให้เห็นไปเลยว่าท่านนั้นร้ายกาจเพียงใด”

        หลี่หลินตกใจเมื่อได้ยินที่ยู่ฮ่าวกล่าวออกมา สิ่งที่เขาต้องการก็คือให้อีกฝ่ายจัดการกับหลินเฟิงเสีย เพราะเขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถจัดการหลินเฟิงได้หรือเปล่า

         “เจ้าเด็กนี่ช่างหน้าด้านยิ่งนัก พฤติกรรมของมันทำให้นิกายหยุนไห่ต้องพลอยเสียหน้าไปหมดแล้ว!!!” เมื่อทุกคนเห็นพฤติกรรมของหลี่หลินก็รู้สึกพูดไม่ออก มิหนำซ้ำยังขายขี้หน้าเป็นอย่างมาก นี่มันคือจุดด่างพร้อยของนิกายชัดๆ ทำไมคนอย่างมันถึงได้ขึ้นมาเป็นศิษย์สายในได้?!

        “ช่างน่าขำยิ่งนัก” หลินเฟิงกล่าวเสียดสีขึ้นมา “หลี่หลิน ตอนที่ข้ากำลังเลือกเคล็ดวิชาอยู่ที่หอซิงเฉิน เจ้ากับเสิ่นเฉินมีเรื่องขัดแย้งกัน แต่เจ้าที่ถูกอีกฝ่ายกดหัวและถูกคนอื่นหัวเราะเยาะใส่ ข้าเพียงแค่บังเอิญเป็นศิษย์สายนอกอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดังนั้นเจ้าจึงนำอารมณ์โมโหของเจ้ามาลงที่ข้า ด่าทอว่าข้าเป็นไอ้สวะ แต่ตอนนี้สวะอย่างข้ากำลังขอท้าประลองเจ้าอยู่ แล้วทำไมเจ้าถึงต้องม้วนหางหนีด้วยล่ะ?”

        “ยังมียู่ฮ่าวอีก เจ้าครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบและมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง แล้วมันยังไง??? ในวันนั้นเจ้าโจมตีข้าอย่างไร้เหตุผล แถมยังพูดอีกว่าจะฆ่าข้าได้ทุกเมื่อ เจ้าข่มเหงรังแกข้าผู้เป็นศิษย์สายนอก ในเมื่อป่าวประกาศว่าจะสังหารข้า ตอนนี้ข้าก็ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วไง ทำไมไม่ชักดาบของเจ้าออกมาล่ะ?”

        หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา ฝูงชนต่างพากันผงกหัวเข้าใจ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ศิษย์สายในสองคนนี้เป็นฝ่ายข่มเหงรังแกหลินเฟิงที่เป็นศิษย์สายนอกก่อน ตอนนี้หลินเฟิงได้แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงต้องการจะแก้แค้นคืน

        ดวงตาของยู่ฮ่าววาวโรจน์ขึ้นมา ก่อนจะหันไปหาหลี่หลินและกล่าวว่า “ภายในสามลมหายใจ หากเจ้ายังไม่ลงมืออีกล่ะก็ ข้าจะจัดการกับเจ้าก่อน”

        หัวใจของหลี่หลินแทบหยุดเต้น เขาลอบกัดฟันด้วยความเกลียดชังยู่ฮ่าว

        ยู่ฮ่าวถูกหลินเฟิงยั่วโมโหและหันมาระบายใส่เขา ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เหมือนกับวันนั้น ที่เขาระบายอารมณ์ใส่หลินเฟิง

        “ได้ งั้นข้าจะจัดการมันแทนท่านเอง”

        หลี่หลินได้แต่พยักหน้าด้วยความจำยอมและพุ่งไปหาหลินเฟิง

        หลินเฟิงลอบส่ายหน้าอย่างเอือมระอา จนถึงตอนนี้เขาก็ยังแปลกใจอยู่ดีว่าทำไมคนแบบนี้ถึงได้กลายเป็นศิษย์สายในไปได้

        “หายไปซะ”

        หลินเฟิงสะบัดมืออย่างรวดเร็ว และใช้เคล็ดวิชาแปดฝ่ามือพิฆาตโจมตีไปที่อีกฝ่าย ลมปราณที่อัดแน่นเป็นรูปฝ่ามือทั้งสี่ได้พุ่งทะยานเข้าไปหาหลี่หลิน

         “ตูม!”

        หลี่หลินเป็นหนึ่งในศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุด ความแข็งแกร่งใดๆ ล้วนไม่มี แค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ร่างกายของเขากระเด็นออกจากลานประลองเป็นตายทันที

        หลินเฟิงไม่แม้แต่จะปลายตามองไปที่หลี่หลิน เขาหันมากล่าวกับยู่ฮ่าวว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการจะสังหารข้าหรอกหรือ? มัวรออะไรอยู่ล่ะ”

        “ก็แค่สี่ฝ่ามือเท่านั้น ยังจะกล้ามาเผยอหน้าโอ้อวดอีกนะ”

        ยู่ฮ่าวรู้ว่าหลินเฟิงใช้เคล็ดวิชาแปดฝ่ามือพิฆาต ซึ่งในนิกายหยุนไห่นั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ฝึกเคล็ดวิชานี้ และส่วนใหญ่จะฝึกฝนถึงขั้นที่ 4 และ 5 เท่านั้น มันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ที่จะฝึกถึงขั้นที่สูงกว่านี้

        เมื่อครู่หลินเฟิงใช้เพียงแค่สี่ฝ่ามือเท่านั้น และต่อให้เขาใช้ได้ถึงห้าฝ่ามือ มันก็ยังไม่คณนามือยู่ฮ่าวอยู่ดี

        “ถึงแม้ข้าพูดว่า ‘จะสังหารเจ้า’ แต่เนื่องจากวันนี้เป็นการทดสอบของนิกาย ต่อให้อยู่บนลานประลองเป็นตาย ข้าก็ไม่สามารถสังหารเจ้าได้ ดังนั้นข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้า และตัดแขนกับขาของเจ้าซะ ให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย!!!”

        ยู่ฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม แน่นอนว่าเขาเกลียดหลินเฟิงเข้ากระดูกดำ!!!

        ขณะที่กล่าวยู่ฮ่าวก็เอื้อมมือไปที่ด้านหลังเพื่อดึงดาบออกมา ประกายแสงดาบส่องประกายแวววาว พร้อมกับกลิ่นอายฆ่าฟันที่มองไม่เห็นแผ่กระจายอยู่ในอากาศ

        แค่นี้ยังไม่พอ ยู่ฮ่าวได้เรียกจิตวิญญาณแห่งดาบออกมา ดาบอันคมกริบเล่มหนึ่งตั้งตระหง่านชี้ฟ้าอยู่ด้านหลังของเขา

        “ผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบ ไม่ใช่คนที่อ่อนแอจริงๆ ด้วย หลินเฟิงจบเห่แน่”

        เหล่าฝูงชนที่อยู่ใกล้ๆ ลานประลองต่างรู้สึกได้ถึงคลื่นดาบอันรุนแรง ที่กำลังกดทับร่างของพวกเขาจนหายใจไม่ออก

        “ในเมื่อเจ้ารักดาบขนาดนี้ ก็แสดงให้ข้าดูหน่อยสิว่าอะไรคือ ‘นักดาบ’”

        หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางดึงดาบออกจากฝักที่อยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นคลื่นดาบไร้ลักษณ์ก็ถูกปลดปล่อยออกมา ต้านทานคลื่นดาบของยู่ฮ่าวที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ

         “อะไรกัน หรือว่าเขาจะเป็นนักดาบที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบเหมือนกัน?”

        เมื่อรู้สึกได้ถึงคลื่นดาบที่แผ่ออกมาจากตัวของหลินเฟิง ฝูงชนก็ตื่นตกใจขึ้นมา กระทั่งดวงตาของยู่ฮ่าวก็ดูจะสั่นไหวเล็กน้อย แต่เมื่อไม่เห็นหลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งดาบออกมาก็ยกยิ้มดูแคลนไปให้

         “แม้แต่จิตวิญญาณแห่งดาบก็ไม่มี แล้วจะพูดถึงนักดาบทำไม?”

        ยู่ฮ่าวก้าวเท้าไปข้างหน้า ทันใดนั้นอากาศก็ส่งเสียงคำรามขึ้นมา คลื่นดาบที่เจือไปด้วยจิตสังหารเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งจิตวิญญาณแห่งดาบที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ยังต้องสั่นไหว

        ยู่ฮ่าวปลดปล่อยคลื่นดาบมากขึ้น ทำให้แรงกดดันได้ขยายตัวออกไปกดทับร่างของหลินเฟิง

        “นักดาบ เพียงแค่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบ ก็เรียกได้ว่าเป็นนักดาบแล้วหรือ?” หลินเฟิงถามด้วยสีหน้าอันราบเรียบ ขณะที่ก้าวเท้าไปข้างหน้า “แม้แต่ตัวเจ้าเอง ก็ยังไม่รู้จักดาบดีพอแท้ๆ”

        ทันใดนั้นคลื่นดาบไร้ลักษณ์ของหลินเฟิงก็ทวีความรุนแรงขึ้นมา ก่อนจะพุ่งไปหายู่ฮ่าว ในเมื่อยู่ฮ่าวใช้คลื่นดาบของตัวเองมากดดันเขา แล้วทำไมเขาจะทำแบบเดียวกันไม่ได้?!

        ตอนนี้เองหลินเฟิงได้ปลดปล่อยอำนาจดาบออกมา ซึ่งมันเหนือกว่าคลื่นดาบเสียอีก!!!

        ฝูงชนที่มีประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวาง โดยเฉพาะศิษย์สายในและศิษย์หลัก ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก

        หรือว่านี่จะเป็นอำนาจของดาบ ช่างทรงพลังยิ่งนัก มันสามารถควบคุมและเพิ่มพลังให้กับคลื่นดาบของหลินเฟิงได้ ทำให้คลื่นดาบของหลินเฟิงสามารถทำลายคลื่นดาบของยู่ฮ่าวอย่างง่ายดาย

        “สวรรค์!!! เขาเป็นศิษย์สายนอกที่เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแท้ๆ แต่กลับสามารถควบคุมอำนาจของดาบได้ นี่มันร้ายกาจ... พรสวรรค์ของเขาร้ายกาจเกินไปแล้ว!!!”

        บางคนรู้ดีว่าอำนาจของดาบมันควบคุมยากขนาดไหน โดยเฉพาะการที่หลินเฟิง สามารถควบคุมอำนาจของดาบได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่หลินเฟิงที่เป็นเพียงศิษย์สายนอก กลับสามารถเข้าใจอำนาจของดาบได้ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

        แน่นอนว่า ศิษย์สายนอกล้วนไม่เข้าใจหรอกว่าอำนาจของดาบคืออะไร

        “สมแล้วที่เป็นคนตีกลองจงกู่ทั้ง 8 ใบได้ ที่แท้ความเข้าใจของเขาก็ยอดเยี่ยมเช่นนี้นี่เอง เขาแข็งแกร่งกว่าข้าในสมัยหนุ่มๆ หลายเท่า คนคนนี้คู่ควรที่จะเป็นเสาหลักของนิกายหยุนไห่ เราจะต้องฝึกฝนเขาให้ดี”

        ทันใดนั้นหนานกงหลิงพลันเข้าใจสิ่งที่ผู้อาวุโสเป่ยเคยพูดถึงหลินเฟิงก่อนหน้านี้ ม่อเสียสมควรตายจริงๆ ด้วย ชายที่มีพรสวรรค์เช่นนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร!!!




NEKOPOST.NET