[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 62 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.62 - เล่มที่ 3 บทที่ 62 การเปลี่ยนแปลง


        “บังอาจนัก!” เสียงตะโกนดังสนั่นจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ลมปราณอันเกรี้ยวกราดได้ระเบิดออกมา ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลกำลังพวยพุ่งลงมากดทับพวกเขา คนคนนั้นเป็นใครกัน??? ทำไมถึงมีลมปราณที่แข็งแกร่งเช่นนี้

        เมื่อเห็นหลินเฟิงถูกโยนเข้าไปในหมอกสีดำ นกกระเรียนก็ได้กลายเป็นลำแสงพุ่งลงมา ประกายแสงเจิดจ้าไปทั่วท้องฟ้าประหนึ่งดาวตกพุ่งไปยังฝูงสัตว์อสูร

        ดูเหมือนว่าพวกสัตว์อสูรจะรู้สึกได้ถึงพลังอันน่าเกรงขามที่กำลังเข้ามาใกล้ ทำให้สัตว์อสูรปีศาจเหล่านั้นเริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง แต่ทว่าหมอกมายาที่อยู่ตรงกลางฝูงสัตว์อสูรกลับยืดหนวดออกมา มันพุ่งไปรับร่างของหลินเฟิงที่ลอยมาจากทางด้านหน้า เพื่อดึงเข้ามาในหมอก จากนั้นก็รีบม้วนตัวเตรียมหนีออกไป

        สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณไม่เพียงแค่สามารถดูดซับหยวนชี่ฟ้าดินได้เท่านั้น แต่ยังมีไหวพริบด้วยเช่นกัน เมื่อมันรู้สึกได้ถึงพลังอันน่าเกรงขามของนกกระเรียนที่กำลังพุ่งเข้ามา มันก็รีบถอยทันที

        เมื่อปีกของนกกระเรียนสะบัดครั้งหนึ่งก็กลายเป็นใบมีดสีเงินอันคมกริบ จากนั้นก็ฟันไปทางฝูงสัตว์อสูรปีศาจด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่าสัตว์อสูรปีศาจพากันหนีตายกันจ้าละหวั่น

        ฝูงสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ไม่สามารถต้านทานมนุษย์ที่มาใหม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นเจ้าของจิตวิญญาณนกกระเรียนมีพลังแข็งแกร่งเกินจินตนาการ

        ในขณะเดียวกันฝูงสัตว์อสูรก็ได้ถูกทำลาย ส่วนหมอกสีดำกระจายตัวกลายเป็นกลุ่มหมอกสีเทาเล็กๆ ลอยไปตามสายลม เช่นเดียวกับร่างของหลินเฟิงที่หายสาบสูญไป

        “สัตว์อสูรลึกลับนั่น มันจะต้องเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์แน่ๆ”

        เมื่อฝูงชนเห็นฉากที่สัตว์อสูรปีศาจลึกลับได้กลายเป็นหมอกควันน้อยใหญ่ ก็รู้เลยว่ามันไม่มีร่างกายที่แท้จริง แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ทรงพลังก็ยากจะจับมันได้

        นกกระเรียนกระพือปีกอย่างรวดเร็วจนสร้างพายุขนาดย่อมขึ้นมา พัดร่างของศิษย์สายนอกระดับต่ำหลายคนกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น พวกเขาเห็นเพียงเงาร่างของนกกระเรียนที่พุ่งผ่านหน้า เพื่อไล่ตามหมอกสีดำเข้าไปในหุบเขาเฮยเฟิง ทุกๆ ที่ที่นกกระเรียนบินผ่านได้ก่อให้เกิดซากศพสัตว์อสูรปีศาจเป็นจำนวนมาก

        แข็งแกร่ง เป็นพลังที่แข็งแกร่งจนทำให้ผู้คนหายใจไม่ทั่วท้อง!

        ตอนที่คุณชายต้าเผิงมาหาเรื่องถึงนิกาย ถึงแม้ว่าคุณชายต้าเผิงจะครอบครองจิตวิญญาณนกเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับนกกระเรียนเมื่อครู่นี้ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวมาก

        หลายคนล้วนรู้สึกตื่นเต้น เพราะพวกเขาได้เห็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้ลงมือเป็นครั้งแรก ซึ่งในใจก็แอบสงสัยอยู่ว่าคนคนนี้เป็นใครกัน และทำไมถึงแข็งแกร่งเช่นนี้ ไม่มีสัตว์อสูรปีศาจตัวไหนกล้าต่อกรกับเขาเลย

        “นิกายหยุนไห่ของพวกเราดำรงอยู่มาตั้งพันๆ ปี ในสมัยที่รุ่งเรืองนั้น ย่อมมีผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจหลบซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก”

        ในดวงตาของทุกคนล้วนมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมา พวกเขาต่างหวังว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเช่นนั้น

        ในตอนนั้นเองได้มีบุคคลอีกสองคนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ และพุ่งทะยานเข้ามา สองคนนั้นก็คือประมุขหนานกงหลิงและม่อชั่งหลัน

        “มันเกิดอะไรขึ้น?” เมื่อร่างของหนานกงหลิงตกลงมาถึงพื้น ก็เอ่ยปากถามม่อเสียที่อยู่ด้านหน้าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

        “ผู้อาวุโสม่อเสียจงใจทำร้ายศิษย์สายนอกของนิกาย และโยนเขาเข้าไปในปากของสัตว์อสูร” ม่อเสียยังไม่ทันได้เปิดปากพูด หลิ่วเฟยก็แย่งพูดขึ้นมาแทน ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังรุนแรง

        ถึงแม้ว่าหลิ่วเฟยจะเกลียดหลินเฟิง แต่นางก็หวังว่าตัวเองจะกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ด้วยพลังของนางเอง และนางก็ไม่อยากให้หลินเฟิงต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ พรสวรรค์ของหลินเฟิงนั้นแข็งแกร่งกว่านางมาก ซึ่งเขาอาจจะกลายเป็นเสาหลักของนิกายในอนาคตก็ได้ หลิ่วเฟยรู้สึกเสียใจที่เห็นผู้อาวุโสของนิกายตัวเองจงใจสังหารหลินเฟิงเช่นนี้

        “เรียนท่านประมุข มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งไม่ยอมล่าสัตว์อสูรปีศาจด้วยตัวเอง มิหนำซ้ำยังหน้าด้านมาขโมยแกนอสูรที่ศิษย์คนอื่นๆ ล่ามาได้ ทั้งยังหนีจากการต่อสู้ในยามคับขันอีก ศิษย์คนนี้สมควรตายแล้ว” ม่อเสียไม่ยอมรับความผิด ทั้งยังยัดข้อกล่าวหาให้กับหลินเฟิงอีกต่างหาก ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมรับว่าใครกันแน่ที่หน้าด้าน!!!

        “ศิษย์คนนี้สมควรตาย?! ดี วันนี้เจ้าก็ตายตามเขาไปซะ!!!”

        น้ำเสียงอันเย็นยะเยือกตะคอกออกมาอย่างเกรี้ยวกราด พายุที่รุนแรงพลันปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้ฝูงชนถอยหนีกันจ้าละหวั่น และไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง

        สีหน้าของม่อเสียพลันเปลี่ยนไป เขารีบปลดปล่อยลมปราณออกมาปกคลุมร่างอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นลำแสงอันทรงพลังพุ่งเข้ามาปะทะร่างกายของตัวเอง

        “ตูม!!!”

        ร่างของม่อเสียกระเด็นไปชนกับภูเขาทางด้านหลังอย่างจังจนหินด้านบนถล่มลงมา ม่อเสียกระอักเลือดออกมา เห็นได้ชัดว่าพลังโจมตีนี้รุนแรงมากขนาดไหน

        ผู้อาวุโสสายในม่อเสียถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวก็กระอักเลือดออกมาราวกับปางตาย และเมื่อบิดาของม่อเสียเห็นเหตุการณ์นี้ก็รีบถลันตัวเข้ามาขวางไว้

        ฝูงชนรู้สึกว่าฉากนี้เป็นเหมือนละคร และยังเป็นละครที่หลายๆ คนยากจะเชื่ออีกด้วย

        เมื่อลองมองชายชราคนนี้อย่างละเอียด หลายคนก็สามารถจำชายชราคนนี้ได้ทันที

         “เป็นเขา ยามแก่ของหอซิงเฉินคนนั้น”

        ในใจของทุกคนต่างสั่นไหวขึ้นมา ในฐานะศิษย์ของนิกาย ถ้าจะบอกว่าสถานที่ที่ทุกคนล้วนไปบ่อยที่สุดรองจากที่พัก ก็คงจะเป็นหอซิงเฉิน ดังนั้นจึงไม่มีใครที่ไม่รู้จักผู้อาวุโสเป่ย

        เมื่อก่อนมักจะเห็นผู้อาวุโสเป่ยนั่งแกร่วอยู่กับที่ด้วยท่าทางเกียจคร้าน แต่ใครจะรู้ว่าความแข็งแกร่งของเขากลับทรงพลังเป็นอย่างมาก

        นัยน์ตาของผู้อาวุโสเป่ยตอนนี้เต็มไปด้วยจิตสังหาร เขาก้าวไปหาม่อเสียอย่างช้าๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “เจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสของนิกาย แต่กลับฝ่าฝืนกฎ ทำร้ายศิษย์รุ่นน้องในนิกายของตัวเอง หากไม่ฆ่าเจ้าตรงนี้ เรื่องบัดซบนี้จะต้องแพร่กระจายไปทั่วนิกายอย่างแน่นอน”

        สีหน้าของม่อเสียพลันซีดขาวขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่สังหารศิษย์สายนอกคนหนึ่งจะทำให้ชะตาชีวิตของตัวเองถึงฆาตแบบนี้

        ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่ด้านหน้าของม่อเสีย เป็นม่อชั่งหลันนั่นเอง

        “ผู้อาวุโสเป่ย ท่านทำเกินไปแล้ว”

        “เกินไป? ม่อชั่งหลัน เจ้าสั่งสอนบุตรชายของตัวเองออกมาได้เลวจริงๆ” ผู้อาวุโสเป่ยกล่าวอย่างเย็นชา ก่อนจะตะคอกใส่ม่อชั่งหลันอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ไสหัวไปซะ!”

        “ผู้อาวุโสเป่ย เหตุใดท่านถึงโมโหเช่นนี้?” หนานกงหลิงถลาเข้ามาขวางหน้า พลางกล่าวเกลี้ยกล่อมผู้อาวุโสเป่ย

        แน่นอนว่าหนานกงหลิงย่อมรู้ดีว่า ม่อเสียเป็นคนแบบไหน แต่ม่อเสียมีค่ามาก สำหรับนิกายหยุนไห่ และยังมีม่อชั่งหลันอีก ความแข็งแกร่งของเขายอดเยี่ยมที่สุดในนิกายหยุนไห่ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้คุมกฎของนิกายอีกด้วย ซึ่งม่อชั่งหลันทุ่มเทเพื่อนิกายหยุนไห่มาโดยตลอด หากม่อเสียเป็นอะไรขึ้นมา ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในนิกายขึ้น

        “ท่านประมุขกรุณาหลีกไป วันนี้ข้าจะทำให้นิกายมันน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ผู้อาวุโสเป่ยหาได้ฟังไม่ หลินเฟิงคือคนที่ถูกเลือกมาเป็นผู้ฟื้นฟูนิกายให้กลับมารุ่งเรือง แต่บุคคลที่ถูกเลือกคนนั้นกลับถูกผู้อาวุโสม่อเสียจับโยนเข้าไปในปากของสัตว์อสูรปีศาจ?!

        “ผู้อาวุโสเป่ย!!!” หนานกงหลิงตะโกนออกมา เพื่อดึงสติของผู้อาวุโสเป่ย

         “ม่อเสียเคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว เขาเป็นคนสำคัญของนิกาย ข้าหวังว่าผู้อาวุโสเป่ยจะเข้าใจ” หนานกงหลิงกล่าวกับผู้อาวุโสเป่ย

        “คนสำคัญของนิกายหรือ?” บนใบหน้าของผู้อาวุโสเป่ยเผยรอยยิ้มคลุมเครือออกมา เหอะ!!! คนสำคัญของนิกาย ถูกไอ้สารเลวม่อเสียฆ่าตายไปแล้ว!!!

        “หนานกง เจ้ารู้ไหมว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใคร?”

        ผู้อาวุโสเป่ยไม่ได้เรียกเขาว่าท่านประมุขอีกต่อไป แต่เป็นหนานกงแทน อีกทั้งน้ำเสียงก็ยังเปลี่ยนไปจากเดิม

        หนานกงหลิงรู้สึกมึนงง เห็นได้ชัดว่าเขาจำหลินเฟิงไม่ได้

        “หากวันนี้ไอ้เฒ่ายังอยู่ที่นี่ ป่านนี้ม่อเสียได้ตายไปแล้ว” ผู้อาวุโสเป่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “คนสำคัญของนิกายหรือ หึ! หนานกง หลังจากที่เจ้าได้ขึ้นเป็นประมุขแล้ว สติปัญญาของเจ้าก็ลดน้อยลงไปจริงๆ”

        เมื่อพูดจบ ทันใดนั้นก็มีปีกนกกระเรียนปรากฏขึ้นมาด้านหลังของผู้อาวุโสเป่ย จากนั้นร่างของผู้อาวุโสเป่ยก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และหายลับเข้าไปในกลุ่มเมฆ

        “ผู้อาวุโสคง” หนานกงหลิงพลันนึกถึงชายชราที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดขึ้นมา ทันใดนั้นร่างของเขาก็สั่นเทา ก่อนหน้านี้ที่จิตวิญญาณแห่งเงาได้ปรากฏตัวขึ้นก็คือตอนที่เด็กที่ชื่อว่าหลินเฟิงได้พบเจอกับอันตราย และก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อยก็มีเสียงกลองจงกู่ดังขึ้นมา

        “ตูม!!!” สมองของหนานกงหลิงพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาปรากฏจิตสังหารขึ้นมา เขากู่ร้องอย่างเกี้ยวกราดว่า

        “ไอ้ม่อเสีย!!!”

        ร่างกายของม่อชั่งหลันสั่นไหวขึ้นมา เขารู้สึกถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่มาจากตัวของท่านประมุข เมื่อครู่นี้ผู้อาวุโสเป่ยได้กล่าวอะไรกับท่านประมุขกันนะ?

        ม่อชั่งหลันกวาดสายตามองไปที่ม่อเสียอย่างเย็นชา ช่างเป็นบุตรชายที่โง่เขลานัก นับวันสมองยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ มีเพียงแค่ความหยาบคายและความไร้ยางอายเท่านั้นที่พัฒนาขึ้น นอกจากนี้ยังชอบทำตามใจตัวเองอีกด้วย

        …

        ร่างกายของหลินเฟิงถูกหมอกสีดำล้อมรอบ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังลอยอยู่ในอากาศ ไม่รู้ว่ามันจะพาเขาลอยไปที่ไหน

        กลิ่นอายอันเย็นเยือกกำลังกัดกร่อนร่างกายของหลินเฟิง และค่อยๆ ซึมเข้าไปในร่างของเขาช้าๆ ถึงแม้ว่าหลินเฟิงต้องการจะตอบโต้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้อย่างไรดี?!

        หลินเฟิงตระหนักว่า ความแข็งแกร่งของเขานั้นมันอ่อนแอสิ้นดี

        หลินเฟิงก็ไม่คิดจะนอนรอความตายอยู่เฉยๆ ตอนนี้เขาได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณทั้งหมดของตัวเองออกมา ทันใดนั้นรูม่านตาของเขาก็ดูลึกล้ำราวกับก้นเหวที่ไร้ก้นบึ้ง แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด

        “สวรรค์?!”

        หลินเฟิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นมา เมื่อเห็นนัยน์ตาอันเย็นยะเยือกของสัตว์อสูรปีศาจ และดวงตาคู่นั้นได้จ้องมองมาที่เขาราวกับสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ

        “หรือว่านี่คือ? ร่างกายที่แท้จริงของสัตว์อสูรปีศาจ” หลินเฟิงไม่เพียงแค่เห็นดวงตาคู่นั้น แต่ยังเห็นใบหน้าขนาดยักษ์ที่ดำมืด ซึ่งดูดุร้ายและน่ากลัวของมันอีกด้วย

        ทันใดนั้นก็มีหนวดจำนวนมากมาย ผุดออกมาจากเงามืดและยืดมาทางเขาราวกับจะกลืนกินหลินเฟิงเข้าไปทั้งตัว ซึ่งในขณะเดียวกันมันก็ยื่นหนวดไปทางจิตวิญญาณของหลินเฟิง เพื่อที่จะกลืนกินจิตวิญญาณแห่งสวรรค์และจิตวิญญาณงูน้อยเช่นกัน

        หลินเฟิงไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และรับรู้ชะตากรรมของตัวเองว่ากำลังถูกมันกลืนกินอย่างช้าๆ

        และในตอนนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น

        แต่ไหนแต่ไรมา จิตวิญญาณงูน้อยนั่นก็ไม่เคยเคลื่อนไหวแม้แต่ครั้งเดียว แต่จู่ๆ ตอนนี้มันก็เคลื่อนไหวขึ้นมา!




NEKOPOST.NET