[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 54 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.54 - เล่มที่ 2 บทที่ 54 อาชาโลหิต


ควบคุม นี่สินะคือความรู้สึกของการถูกควบคุม หลินเฟิงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์

ตั้งแต่ที่หลินเฟิงได้เรียกจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในความควบคุมของเขา

นอกจากนี้ในขณะที่เขาเรียกจิตวิญญาณออกมา สมองของเขาสามารถประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น แทบไม่มีข้อผิดพลาดเลย ตอนนี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสมองของเขาทั้งนั้น

หลินเฟิงใช้คำพูดโอหังเพื่อดึงดูดความสนใจของทุกคน นอกจากนี้ยังกล่าววาจายั่วยุหลินป้าต้าวกับน่าหลันซยง และยังแสดงท่าทีที่อยากจะสังหารหลินเชียน แต่ในตอนที่ทุกคนกำลังคิดว่าเขาต้องการจะฆ่าหลินเชียนนั้น หลินเฟิงกลับมุ่งหน้าไปที่น่าหลันเฟิงแทน จากนั้นก็จับน่าหลันเฟิงมาเป็นตัวประกัน

สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ถึงแม้ว่าเขาจะใช้ความแข็งแกร่งและความสามารถประมวลผลพร้อมๆ กัน แต่สมองของเขากลับยังดูแจ่มใสและยังคงสงวนท่าทีสุขุมเยือกเย็นไว้ได้  

หลินเฟิงลอบถอนหายใจออกมา จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ช่างน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว จิตวิญญาณแห่งนักรบประเภทนี้กลับมอบความสามารถทุกชนิดให้แก่ผู้ครอบครอง และนี่เป็นแค่การปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ขั้นที่ 1 เท่านั้น หากปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ขั้นที่ 2 ก็จะมีคัมภีร์แห่งสวรรค์ออกมา

“ปล่อยนางซะ” น่าหลันซยงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ปล่อยนาง? มันจะเป็นไปได้หรือ?” หลินเฟิงตอบกลับอย่างเยือกเย็น เขายังคงแสดงสีหน้าสุขุมเหมือนเดิม ในขณะที่สายตาก็ฉายแววเฉยเมยออกมา

“ถ้ามีใครพยายามเข้าใกล้ข้าหรือคิดจะโจมตีข้า ข้ารับรองได้ว่าคนแรกที่จะตาย ย่อมไม่ใช่ข้าแน่นอน”

น้ำเสียงเยือกเย็นที่ออกมาจากปากของหลินเฟิง ทำให้น่าหลันซยงแข็งทื่อ สีหน้าของเขาดูน่าเกลียดขึ้นมา

“เดิน!” ดาบในมือของหลินเฟิงสั่นเล็กน้อย ตอนที่ดาบจ่อคอของนางได้ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวขึ้นมา เมื่อคมดาบทาบทับบนผิวอันบอบบาง น่าหลันเฟิงพลันรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง โดยเฉพาะยามที่ได้สบตากับหลินเฟิง นางก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีหวังเลยสักนิดที่หลินเฟิงจะปล่อยนางไป นัยน์ตาคู่นั้นดูเย็นชาและไร้อารมณ์ราวกับไม่ใช่มนุษย์

น่าหลันเฟิงก้าวเท้าเดินไปที่ประตูทางออกอย่างเชื่อฟัง

“จำไว้ว่าห้ามให้ใครตามข้ามา ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ ข้าจะเชือดคอนางให้พวกเจ้าดู!” หลินเฟิงเหลือบมองไปที่หลินป้าต้าวซึ่งพยายามเขยิบมาใกล้ๆ เขา หลินเฟิงกระชับดาบในมือแน่น ทำให้มีหยดเลือดไหลซึมออกมาจากลำคอของน่าหลันเฟิง

“ไสหัวออกมาซะหลินป้าต้าว!!!” น่าหลันซยงตะคอกใส่หลินป้าต้าว ตอนนี้น่าหลันเฟิงกำลังตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นเขาก็ไม่คิดจะมารักษาหน้าตาหรือชื่อเสียงให้กับหลินป้าต้าว

เมื่อรู้สึกได้ถึงจิตสังหารอ่อนๆ ที่แผ่พุ่งออกมาจากดวงตาของน่าหลันซยง หลินป้าต้าวจึงชะงักเท้าที่กำลังจะเดินเข้าไปทันที ในใจของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชัง ไม่คิดเลยว่าหลินเฟิงจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ที่เลือกน่าหลันเฟิงเป็นตัวประกัน เมื่อเขาพูดแบบนี้ออกมาแล้วจะมีใครกล้าแตะต้องเขากัน?

“หลินเฟิง ในเมื่อข้าปล่อยเจ้าไปแล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่ปล่อยบุตรสาวของข้าล่ะ?” น่าหลันซยงถามหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เจ้าอยากให้นางตายต่อหน้าเจ้าตอนนี้ไหม?” ดวงตาที่ไร้อารมณ์ของหลินเฟิงเหลือบไปมองน่าหลันซยงช้าๆ ทำให้น่าหลันซยงรู้สึกอ่อนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินเฟิง ตอนนี้เขาไม่กล้าต่อรองกับหลินเฟิงอีก เพราะนัยน์ตาของหลินเฟิงมันเย็นชาและไร้ความรู้สึกเกินไป เขากลัวว่าหากพูดอะไรออกไปแล้วทำให้หลินเฟิงโกรธขึ้นมา บางทีมันอาจสังหารบุตรสาวของเขาก็ได้

เงาร่างหลินเฟิงและน่าหลันเฟิงค่อยๆ จางหายไป เพราะคำสั่งของน่าหลันซยง ทำให้ไม่มีใครกล้าไล่ตามพวกเขาไป แม้กระทั่งตัวของน่าหลันซยงเองก็ยังไม่กล้า เขาทำได้เพียงแต่สวดภาวนาในใจ ขอให้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับน่าหลันเฟิงเท่านั้น

ไม่นานฝูงชนก็เห็นเงาของหลินเฟิงหายไปที่นอกประตูเมือง ก่อนจะถอนหายใจออกมา ราวกับว่าความรู้สึกที่กักเก็บไว้มานานกำลังถูกปลดปล่อย เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งน่าตื่นเต้นและเร้าใจอย่างยิ่ง เพราะหลินเฟิงได้สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

“หลินเฟิง หลินเฟิง หลินเฟิง”

คนตระกูลกู่ ตระกูลน่าหลัน และชิวหยวนฮ่าวต่างก็ตะโกนชื่อนี้อยู่ในใจราวกับว่าจะสลักชื่อนี้เข้าไปในกระดูก

แต่ดวงตาของคนในตระกูลหลินกลับฉายแววซับซ้อนออกมา นั่นเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูล แต่เมื่อเขามีชื่อเสียงในเมืองหยางโจว ความรุ่งโรจน์และเกียรติยศกลับไม่ได้เป็นของตระกูลหลิน กลับกันตระกูลหลินของพวกเขายังได้รับการเสียดสีและเยาะเย้ยจากผู้คน อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ พวกเจ้ากลับขับไล่เขาออกจากตระกูล? ในใต้หล้านี้ยังมีเรื่องตลกเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?

อย่างไรก็ตามการต่อสู้ในวันนี้ ก็ทำให้ชื่อเสียงของหลินเฟิงโด่งดังที่สุดในเมืองหยางโจว

ในไม่ช้าผู้คนในเมืองหยางโจวทั้งหมดก็จะรู้จัก ‘หลินเฟิง’ ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่ไอ้ขยะตระกูลหลิน และไม่ได้เป็นคนของตระกูลหลินอีกต่อไป

แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเขาออกมาจากเมืองหยางโจว เขาก็หันกลับไปมองเมืองหยางโจวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขี่ม้าจากไป เขาไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไร แต่เขารู้แค่ว่า เมื่อเขากลับมาอีกครั้งผู้คนจะต้องเคารพเขา เมื่อถึงตอนนั้นหลินเฟิงจะล้างความอัปยศทั้งหมดที่ได้รับ และจะไม่มีใครมาขวางเขาได้ นอกจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งตัวประกันเพื่อหลบหนีเหมือนคราวนี้

10 วันต่อมา หลินเฟิงได้ขี่ม้าพันลี้มาถึงนิกายหยุนไห่ เขาเงยหน้ามองหุบเขาที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

เส้นทางแห่งนักรบก็เหมือนกับการปีนขึ้นภูเขา แต่ละย่างก้าวจะต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แล้วสักวันหนึ่งพวกเขาก็จะไปถึงยอดเขา และกลายเป็นผู้เฝ้ามองใต้หล้า

ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะกลายเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะที่สุดในเมืองหยางโจว แต่เขากลับไม่รู้สึกภาคภูมิใจแต่อย่างใด เขารู้ตัวว่าในตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกเลยสักนิด

ทวีปเก้าสวรรค์ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหนก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ แล้วจะมาเย่อหยิ่งเพราะความสำเร็จเล็กๆ แค่นี้ มันไม่น่าขำไปหน่อยเหรอ?! แผ่นดินอันกว้างใหญ่ ย่อมมีอัจฉริยะอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น คุณชายต้าเผิง เขาอายุมากกว่าหลินเฟิงไม่กี่ปี แต่กลับมีคุณสมบัติมากพอที่จะพูดคุยกับผู้อาวุโสของนิกาย ทั้งยังกล้าเอ่ยปากขอคนของนิกายอย่างตรงไปตรงมาได้

“เมื่อกลับมาถึงนิกาย อย่างแรกที่ข้าต้องทำก็คือ เลือกเคล็ดวิชาการต่อสู้ที่ทรงพลัง และเข้าร่วมการทดสอบเป็นศิษย์สายในและศิษย์หลัก เพื่อที่จะเลื่อนขั้นไปเป็นศิษย์สายใน เช่นนี้ข้าก็จะได้เป็นศิษย์ที่แท้จริงของนิกายหยุนไห่แล้ว อย่างไรเสียศิษย์สายนอกก็ไม่ถือว่าเกี่ยวข้องกับนิกายเท่าไร”

หลินเฟิงขบคิดอยู่ในใจ ตอนนี้เขาชัดเจนในเส้นทางที่ต้องไปต่อแล้ว

“กุบกับๆๆๆ…”

ตอนนั้นเองมีเสียงเกือกม้าดังขึ้นมาจากที่ไกลๆ ทำให้พื้นธรณีสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว

ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววตกใจเล็กน้อย เมื่อหันไปมองก็พบฝุ่นละอองกำลังลอยขึ้นไปในอากาศ ท่ามกลางควันฝุนเหล่านั้นได้ปรากฏเงาร่างของม้าที่กำลังห้อตะบึงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

“โลหิต!” ดวงตาของหลินเฟิงทอประกายประหลาดใจอยู่ชั่วครู่ ม้าเหล่านี้มีสีแดงเหมือนโลหิต และยังเป็นม้าระดับกลางอีกด้วย เมื่อเทียบกับม้าพันลี้แล้ว มันเร็วกว่าถึงสามเท่าหรืออาจจะมากกว่านั้น แน่นอนว่าราคาของมันย่อมแพงตามไปด้วย

ว่ากันว่าราคาของม้าโลหิตมีมูลค่าถึงสองพันเหรียญทอง และกองกำลังนี้มีแต่ม้าโลหิต แสดงว่าสถานะของพวกเขาย่อมไม่ธรรมดาเลย

ว่าแต่ ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นิกายหยุนไห่ล่ะ

ม้าโลหิตค่อยๆ เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางฝุ่นควันนั้นกลุ่มคนที่ขี่ม้าโลหิตดูหาญกล้าและโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งอีกด้วย

“แค่สุ่มเลือกคนจากคนเหล่านั้นมาคนหนึ่ง ก็สามารถเอาชนะท่านเจ้าเมืองได้แล้ว” ในใจของหลินเฟิงพลันสั่นไหว คนเหล่านี้แข็งแกร่งยิ่งกว่านักฆ่าของท่านเจ้าเมืองหรือแม้แต่ตัวของท่านเจ้าเมืองหลายเท่า แค่พวกเขาคนใดคนหนึ่งก็สามารถทำให้หลายๆ ตระกูล ต่างพากันทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะดึงมาเป็นพวก พูดเลยว่าขนาดคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม การบ่มเพาะของเขาก็อยู่ขอบเขตนักรบลมปราณที่ 9 แล้ว ส่วนคนที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณก็มีกันอยู่หลายคน

พวกเขาเป็นกองกำลังที่ยอดเยี่ยมจริงๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม

พวกเขามีประมาณสามสิบคน เมื่อเข้ามาใกล้ๆ หลินเฟิงก็ชะลอความเร็วลง และมองไปยังหุบเขาด้านหน้า ที่แท้จุดหมายปลายทางของพวกเขาก็คือนิกายหยุนไห่นั่นเอง

ทันใดนั้นหลินเฟิงก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เมื่อหันหน้าไปมองก็พบใครคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารม้าโลหิต รูม่านตาของเขาพลันหดลง

“เป็นนาง!”

ตรงกลางฝูงทหารม้าโลหิต มีคนคนหนึ่งที่สวมเสื้อเกราะสีแดง ท่าทางดูสง่างามมาก และคนคนนั้นก็ยังเป็นหญิงงามอีกด้วย ที่สำคัญคือนางเป็นคนที่หลินเฟิงรู้จัก

“แย่แล้ว” หลินเฟิงสบถในใจและเริ่มระมัดระวังตัวขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอนางที่นี่ เห็นได้ชัดว่านางมาพร้อมกับคนกลุ่มนี้ ที่แท้สาวงามคนนั้นก็คือศิษย์ที่มีชื่อเสียงของนิกายหยุนไห่ หลิ่วเฟย

“เป็นเจ้า?” สีหน้าของหลิ่วเฟยดูเย็นยะเยือกขึ้นมา นางจ้องหลินเฟิงอย่างโกรธเคือง ไอ้หมอนี่ขโมยสถานที่บ่มเพาะพลังของนางไป ทั้งยังกล้าพูดจาหยาบคายใส่นางอีก แค้นนี้ต้องชำระ!!!

หลินเฟิงก่นด่าในความโชคร้ายของตัวเอง ทหารกลุ่มนี้แข็งแกร่งกว่านักฆ่าที่ท่านเจ้าเมืองส่งมาลอบสังหารเขาตั้งหลายเท่า ต่อให้เขาชิงโอกาสเปิดฉากโจมตีก่อนเพื่อไม่ให้พวกเขาตั้งตัว แต่เชื่อเลยว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ คงไม่สามารถทำอะไรพวกนั้นได้เลย

“เฟยเฟย เจ้ามีความแค้นกับเขาหรือ?” ชายหนุ่มรุ่นเยาว์ที่อยู่ข้างๆ หลิ่วเฟย กวาดสายตามองมาที่หลินเฟิงอย่างสงสัย เขารู้สึกได้ว่าหลิ่วเฟยมีท่าทางเย็นชามากขึ้น หลังจากที่เห็นชายคนนี้ ในดวงตาของเขาฉายแววไม่เป็นมิตรขึ้นมา

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ศิษย์ร่วมนิกายเดียวกันและรู้จักกันเล็กน้อย” หลิ่วเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ โดยไม่หันมามองหน้าหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาจนต้องส่ายหน้า

“ไปกันเถอะ” หลิ่วเฟยกล่าวและขี่ม้าโลหิตเพื่อมุ่งหน้าไปยังนิกายหยุนไห่ ส่วนชายหนุ่มรุ่นเยาว์คนนั้นได้ชำเลืองตามองหลินเฟิงเล็กน้อย ก่อนจะกระทุ้งม้าให้วิ่งตามหลังหลิ่วเฟยไปติดๆ

หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในความทรงจำของเขา หลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงที่ทั้งอวดดีและก้าวร้าว แต่ทำไมครั้งนี้นางถึงปล่อยเขาไปล่ะ?

……………………………………………………………………………….………………………………

        หมายเหตุ: จากตอนนี้เห็นได้ว่า จิตวิญญาณแห่งความมืดถูกหลินเฟิงเปลี่ยนเป็นจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ ซึ่งตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้น




NEKOPOST.NET