[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 49 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.49 - เล่มที่ 2 บทที่ 49 ไสหัวลงไป


        เป็นไปตามที่หลินเฟิงได้คาดการณ์ไว้ น่าหลันเฟิงสามารถเอาชนะเหวินเจียงได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าเหวินเจียงจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ซึ่งเหนือกว่าน่าหลันเฟิงหนึ่งขั้น แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะน่าหลันเฟิงได้

        และตั้งแต่ต้นจนจบน่าหลันเฟิงก็ใช้เพียงเคล็ดวิชากำปั้นพระเจ้า ซึ่งทรงพลังกว่าตอนที่น่าหลันเฉินใช้ไม่รู้กี่เท่า ทรงพลังราวกับสายฟ้า ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง เป็นกำปั้นที่สมกับชื่อของมัน กำปั้นพระเจ้า

        ทุกหมัดที่น่าหลันเฟิงชกออกไปสามารถกดดันให้เหวินเจียงถอยหลังทุกก้าว อวัยวะภายในของเขาได้รับบาดเจ็บมากขึ้น ไม่สามารถที่จะสู้ต่อได้จำเป็นต้องยอมแพ้

         “น่าหลันเฟิงเก่งกาจมาก บุตรสาวของท่านเจ้าเมืองนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไม่มีใครสามารถต้านทานนางได้แล้ว”

        เมื่อเห็นความสามารถที่ทรงพลังของน่าหลันเฟิง ในใจของทุกคนล้วนหดหู่และเต็มไปด้วยความปรารถนา น่าหลันเฟิงไม่เพียงแค่งดงาม แต่ความแข็งแกร่งของนางก็โดดเด่นเช่นกัน ถ้าหากโชคดีได้... มันจะดีแค่ไหนกันนะ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

        การประลองรอบที่ 2 เป็นรอบที่หลินเฟิงต้องเจอกับชิวหลัน ทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าการประลองในรอบนี้อาจจะไม่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนรอบที่แล้ว แต่ก็น่าเร้าใจพอสมควร

        อีกอย่างไม่มีใครรู้ว่าตั๋วมิ่งแข็งแกร่งขนาดไหน? เขาจะสามารถเอาชนะชิวหลันได้หรือไม่?!

        หลินเฟิงและชิวหลันสบตากัน ในดวงตาของชิวหลันเผยรอยยิ้มขึ้นมา

         “ไม่จำเป็นต้องสู้ ข้าขอยอมแพ้”

        เมื่อฝูงชนได้ยินประโยคนี้ก็พากันตกตะลึง ยอมแพ้? ชิวหลันเป็นเหมือนผู้นำของหลินเฟิงและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ นางนำพวกเขามาเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้ แต่ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับตั๋วมิ่ง นางกลับเลือกที่จะยอมแพ้?

         “หรือว่าชิวหลันกับตั๋วมิ่งจะเคยสู้กันมาก่อน ดังนั้นชิวหลันจึงรู้ตัวว่าไม่ใช่คู่มือของตั๋วมิ่ง?” ฝูงชนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการกันไปเอง ในใจของพวกเขาได้แต่คาดเดาไปต่างๆ นานา

         “เมื่อเป็นแบบนี้ก็เริ่มการประลองในรอบตัดสินกันเถอะ” ผู้อาวุโสที่เป็นผู้ตัดสินก็พูดขึ้นมา

        “การประลองในรอบสุดท้าย ขอให้ทั้งสามคนขึ้นมาบนเวทีประลองหลัก ใครที่สามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้าย คนคนนั้นคือผู้ชนะ”

         “หืม?” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววประหลาดใจขึ้นมา เขายังคิดว่าผู้อาวุโสจะเลือกให้หลินเชียนประลองกับเขา เพื่อให้น่าหลันเฟิงได้มีโอกาสพัก แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่ากฎการประลองในรอบสุดท้ายจะให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามคนตะลุมบอนกันเพื่อหาผู้ชนะ

        หลินเฟิงก้าวเท้าขึ้นไปบนเวที ในอีกสองทิศทาง น่าหลันเฟิงและหลินเชียนก็พากันเดินมาถึงเวทีประลองหลัก

         “จุ๊ๆ การประลองในรอบตัดสิน พวกเจ้าคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”

         “ก็ต้องเป็นน่าหลันเฟิงนะสิ นางแข็งแกร่งมากและยังมีจิตวิญญาณแขนเทวะสีทองอีก ไม่มีทางที่หลินเชียนกับตั๋วมิ่งจะต้านทานได้หรอก”

         “แต่ข้าไม่เห็นด้วย จนถึงตอนนี้หลินเชียนยังไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมด นางไม่ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาเลยด้วยซ้ำ เจ้ารู้ไหมว่าหลินเชียนมีจิตวิญญาณอะไร? จิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็งเชียวนะ เป็นจิตวิญญาณที่ไร้เทียมทานมาก ข้าคิดว่าผู้ที่ชนะจะต้องเป็นหลินเชียน”

        ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนคิดว่าผู้ที่ชนะอาจจะเป็นน่าหลันเฟิงหรือไม่ก็หลินเชียน แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นหลินเฟิง

        ถึงแม้ว่าความสามารถที่หลินเฟิงแสดงก่อนหน้านี้จะน่าทึ่งจนทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่สุดท้ายทุกคนก็คิดว่าตัวเอกของเวทีนี้มีแค่สองคน นั่นก็คือน่าหลันเฟิงกับหลินเชียน สองสาวผู้เย่อหยิ่งของเมืองหยางโจว ส่วนเด็กหนุ่มลึกลับที่สวมหน้ากากสีเงินเป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น

        เมื่อทั้งสามคนเดินขึ้นมาบนเวที ก็เดินไปอยู่กันคนละมุม ดวงตาของน่าหลันเฟิงจ้องมองไปที่ร่างของหลินเชียนและดวงตาของหลินเชียนจ้องไปที่น่าหลันเฟิง

        ในดวงตาของทั้งสองคนปรากฏภาพของอีกฝ่าย กระทั่งหลินเฟิงก็ดูเหมือนกับว่าจะถูกพวกนางลืมไปแล้ว

        หลินเฟิงมองไปยังหญิงสาวทั้งสองคน ในใจก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชา พวกนางทั้งคู่ล้วนต้องการชีวิตของเขา แต่ตอนนี้เขามายืนอยู่ตรงหน้าทว่าพวกนางกลับไม่รู้

         “น่าหลันเฟิง เจ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับข้าในคืนนั้น ส่วนเจ้าหลินเชียน เจ้าทำให้ข้าและบิดาถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลิน และยังคิดที่จะสังหารบิดาของข้า บัญชีแค้นนี้ จะต้องชำระ!!!” หลินเฟิงคิดในใจ บนโลกที่แสนเย็นชานี่ ความรู้สึกรักใคร่หรืออาฆาตแค้นล้วนต้องจดจำ

        ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น

        ผ่านไปได้สักพักใหญ่ๆ น่าหลันเฟิงก็ละสายตาจากหลินเชียนและหันไปมองหลินเฟิง มุมปากของนางเผยรอยยิ้มเย่อหยิ่งออกมา

         “พลังของเจ้าก็ไม่เลวเลยนี่ ถ้าหากเจ้ายอมเข้าร่วมกับตระกูลน่าหลัน สิ่งที่เจ้าทำลงไป ข้าก็จะไม่เอาเรื่อง และบางครั้งข้าอาจจะชี้แนะเรื่องการบ่มเพาะให้เจ้าด้วยตัวเอง”

        ตั้งแต่ต้นจนจบ รอยยิ้มบนใบหน้าของน่าหลันเฟิงยังคงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอย่างปิดไม่มิด และจากสิ่งที่นางพูดเห็นได้ชัดว่าจะไม่เอาผิดหลินเฟิงที่เป็นคนสังหารน่าหลันเฉิน

         “เจ้าจะชี้แนะการบ่มเพาะให้ข้า?” หลินเฟิงทวนประโยคช้าๆ นี่นางคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้เย่อหยิ่งเสียขนาดนี้ ช่างหลงตัวเองยิ่งนัก

         “ใช่ ข้าจะชี้แนะเจ้าเป็นการส่วนตัว” น่าหลันเฟิงไม่รู้ว่าหลินเฟิงกำลังคิดอะไร แต่ก็หลงนึกเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกเป็นเกียรติอยู่ นางยิ้มออกมาแล้วพูดอีกว่า “เจ้าต้องรู้นะ โอกาสดีๆ เช่นนี้มีไม่มาก ตระกูลน่าหลันของข้าไม่เคยขาดคน”

        ต้องบอกว่าสำหรับคนอื่นๆ แล้ว ข้อเสนอของน่าหลันเฟิงนั้นน่าสนใจมาก และยิ่งได้เห็นรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ด้วยแล้ว ไม่ว่าใครก็แทบจะมอบกายถวายวิญญาณให้กับนาง

         “ถ้าข้าได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้ ข้าคงหลับฝันดีแน่ๆ”

         “องค์หญิงน่าหลันเฟิงจะชี้แนะเป็นการส่วนตัว...”

        คนส่วนใหญ่ต่างมองไปที่หลินเฟิงด้วยสายตาริษยา ไอ้หมอนี่ช่างโชคดีจริงๆ

        แต่... หลินเฟิงจำเป็นต้องให้น่าหลันเฟิงมาช่วยชี้แนะการบ่มเพาะด้วยเหรอ?

         “นี่ข้าควรจะซาบซึ้งอย่างนั้นหรือ?” หลินเฟิงมองไปที่น่าหลันเฟิงด้วยสายตายั่วยุ และเนื่องจากว่าหลินเฟิงสวมหน้ากากสีเงินบดบัง ทำให้น่าหลันเฟิงไม่สามารถมองเห็นท่าทีของเขาได้ แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงแปลกๆ ของหลินเฟิง นางก็พลันรู้สึกตะหงิดใจขึ้นมา

         “หรือเจ้าคิดว่ามันไม่ใช่แบบนั้นล่ะ?” น่าหลันเฟิงย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงห้วนๆ รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มหุบลง

        หลินเฟิงพูดไม่ออก นี่จะเรียกว่ามั่นใจหรือว่าหยิ่งผยองในตัวเองดีล่ะ?

         “ฮ่าๆ น่าหลันเฟิง คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะงี่เง่าได้ขนาดนี้ ด้วยระดับการบ่มเพาะของเจ้า มีคุณสมบัติอะไรมาชี้แนะข้า”

        ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังมาจากฝูงชน

        เมื่อทุกคนหันไปมองก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งทะยานออกมาจากกลุ่มคน เงาร่างนี้ดูคล้ายกับนกยักษ์ที่กำลังสยายปีกโผบิน ไม่ช้าร่างนั้นก็ร่อนลงบนเวทีประลอง ด้วยท่าทางยโสโอหัง

        คนคนนี้เป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา ดวงตาเป็นประกายสดใส ใบหน้าผอมและทั่วทั้งร่างล้วนเปี่ยมไปด้วยความอวดดี

         “ป๋ายหยวนฮ่าว” สีหน้าของน่าหลันเฟิงแข็งทื่อไปชั่วครู่ ดวงตาพลันแข็งกร้าวขึ้นมา นางคิดไม่ถึงเลยว่าคนคนนี้จะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่

        “ใช่ ข้าเอง” เด็กหนุ่มคนนั้นจ้องมองไปที่น่าหลันเฟิงด้วยสายตาเหยียดหยาม “น่าหลันเฟิง ปกติแล้วตอนที่เจ้าอยู่ในเมืองหลวง ก็เป็นแค่คนชั้นต่ำธรรมดาเท่านั้นเอง แต่คาดไม่ถึงว่าพอมาที่เมืองหยางโจวจะวางตัวเป็นองค์หญิงขึ้นมา ท่าทางจองหองแบบนี้ คงอิ่มใจล่ะสิท่า”

         “หุบปากนะ” น่าหลันเฟิงตวาดขึ้นมา น้ำเสียงของนางดูเย็นชา

         “ทำไม หรือว่าพอเรียกว่าคนชั้นต่ำแล้วรู้สึกปวดใจจี๊ดๆ ทั้งที่คิดว่าตัวเองเป็นองค์หญิง!” เด็กหนุ่มคนนั้นพูดดูถูกออกมาอย่างไม่ไว้หน้า มิหนำซ้ำมุมปากยังยกยิ้มขึ้นมา ราวกับสะใจนักหนา

         “เหอะ ตัวเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขเช่นกัน” น่าหลันเฟิงกล่าวดูแคลนออกมา ด้วยสีหน้าอึมครึม

         “พูดแบบนี้แสดงว่าเจ้ายอมรับที่ตัวเองเป็นแค่คนชั้นต่ำอย่างนั้นสิ?” เด็กหนุ่มคนนั้นฉีกยิ้มกว้างขณะที่กล่าวออกมา ทำให้สีหน้าของน่าหลันเฟิงบิดเบี้ยวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

         “หุบปากนะ!” น่าหลันเฟิงรู้สึกอับอายจนกลายเป็นโมโห นางตวาดเสียงสูงทันที

        เมื่อได้ฟังบทสนทนาของทั้งสองคน ทุกคนก็พลันทำสีหน้าโง่เขลาขึ้นมา องค์หญิงผู้สูงส่งของเมืองหยางโจวถูกเรียกว่าคนชั้นต่ำ?

        เด็กหนุ่มที่ปรากฏตัวออกมากะทันหันเป็นใครกัน? ทำไมถึงได้กล้าพูดจาไม่กลัวตายเช่นนี้?

         “บังอาจ! เจ้ากล้าดียังไงมาดูถูกตระกูลน่าหลันของข้า ช่างรนหาที่ตาย!” น่าหลันซยงจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นอย่างเย็นชา

         “ใครให้เจ้าพูด” เด็กหนุ่มคนนั้นหมุนตัวไปมองน่าหลันซยง แล้วตะคอกออกมาอย่างโมโหว่า “เป็นแค่เจ้าเมืองหยางโจวกล้าดียังไงมาพูดแทรกข้า แค่ข้าพูดคำเดียวก็สามารถบดขยี้คฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองของเจ้าจนย่อยยับได้”

         “เจ้า...” ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วร่าง น่าหลันซยงคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนี่จะอวดดีถึงขนาดนี้

        ในใจของทุกคนล้วนเกิดความสงสัยขึ้นมา เด็กหนุ่มที่โผล่ขึ้นมากะทันหันคนนี้ เป็นใครกันแน่? ดูเหมือนจะหยิ่งผยองยิ่งกว่าน่าหลันเฟิงและหลินเชียนหลายเท่า แม้กระทั่งท่านเจ้าเมืองก็ยังกล้าด่า

         “ดี ดี ข้าน่าหลันซยง อยากจะเห็นนักว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้า จะทำลายคฤหาสน์ของข้าอย่างไร!” น่าหลันซยงหัวเราะออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดเช่นนี้กับเขาในเมืองหยางโจว ช่างจองหองยิ่งนัก

         “ท่านพ่อ เรื่องนี้โปรดยกให้บุตรเป็นคนจัดการเองเจ้าค่ะ”

        ทันใดนั้นน่าหลันเฟิงก็พูดขึ้นมา ทำให้น่าหลันซยงชะงักไปชั่วครู่ ในใจของเขาอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก ความหมายของน่าหลันเฟิงก็คือ...

         “ป๋ายหยวนฮ่าว เจ้ามาทำอะไรที่เมืองหยางโจว ทำไมไม่อยู่ที่เมืองหลวง?”

         “ข้ามาชำระแค้นไง” ป๋ายหยวนฮ่าวตอบพลางหันไปมองรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของหลินเฟิง แล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ลงไปซะ”

         “หือ?” หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ป๋ายหยวนฮ่าวใช้น้ำเสียงสั่งเขาราวกับว่าเป็นขี้ข้าของมัน

        หลินเฟิงมองป๋ายหยวนฮ่าวนิ่งๆ โดยไม่ขยับ

        ป๋ายหยวนฮ่าวคิ้วกระตุกเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าบอกให้เจ้าไสหัวลงไป!!!”




NEKOPOST.NET