[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 28 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.28 - เล่มที่ 1 บทที่ 28 ภัตตาคารทิงเฟิง


        ปีใหม่ใกล้จะมาถึงแล้ว ทำให้ในตัวเมืองหยางโจวมีชีวิตชีวาและดูคึกคักขึ้น ในนิกายมีศิษย์จำนวนมากพากันกลับบ้านเพื่อไปอยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

        ปีใหม่ในแต่ละปี จะมีการจัดงานชุมนุมระดับตระกูลไปจนถึงระดับอาณาจักร ซึ่งงานชุมนุมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในโลกของผู้บ่มเพาะ

        ตระกูลใหญ่ ๆ ในเมืองหยางโจว จะจัดงานชุมนุมภายในตระกูลทุกปี เพื่อดูว่า การบ่มเพาะของคนรุ่นหลังเป็นอย่างไรบ้าง และบางครั้งตระกูลใหญ่ๆบางส่วนในเมืองหยางโจว จะร่วมมือกันจัดงานชุมนุมขึ้นมา เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของคนรุ่นเยาว์

        ภัตตาคารทิงเฟิง เป็นสถานที่รวมตัวของเหล่ารุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมในเมืองหยางโจว พวกเขาจะคุยไปพลางดื่มสุราไปพลาง

         “ได้ยินมาว่าจิตวิญญาณแห่งนักรบของหลินเชียน ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้วนี่ ตอนนี้ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเต็มตัวแล้ว และได้กลายเป็นศิษย์สายในของนิกายเฮ่าเยว่ พี่หลินยู่ เรื่องนี้ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเท็จ” ชายหนุ่มที่โบกพัดไปมา ได้หันมาถามหลินยู่แห่งตระกูลหลิน ทำให้สายตาของทุกคนพร้อมใจกันมองไปที่หลินยู่ ดูเหมือนว่าทุกคนก็อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

         “มันเป็นเรื่องจริง หลังจากที่หลินเชียนแห่งตระกูลหลิน ได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ความแข็งแกร่งของนางก็เพิ่มมากขึ้น ไม่แน่ว่างานชุมนุมปีนี้ ตระกูลหลินของข้าอาจจะโดดเด่นขึ้นมาก็ได้”

        หลินยู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาเป็นบุตรชายของผู้อาวุโสแห่งตระกูลหลิน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องอวยตระกูลของตัวเอง

         “ฮ่าๆ เพียงแค่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ก็ทำมาโอ้อวด กู่เหยียนของตระกูลข้า ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณมาได้ตั้งครึ่งปีแล้ว ตระกูลหลินของเจ้าคงไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้”เด็กหนุ่มในชุดสีเหลืองที่นั่งตรงข้ามกับหลินยู่ กล่าวเยาะเย้ยออกมา ในเมืองหยางโจวตระกูลกู่กับตระกูลหลินเป็นปรปักษ์กัน ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มคนนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะพูดหักหน้าตระกูลหลิน

         “บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ นับเป็นอะไรได้? เหวินเจียงจากตระกูลเหวิน บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แล้ว เกรงว่านอกจากองค์หญิงน่าหลันเฟิงแห่งคฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง คงไม่มีใครสามารถต้านทานได้”

        คนตระกูลเหวินพูดอวยตระกูลของตนขึ้นมาบ้าง

        เมื่อชายหนุ่มที่ถือพัดขนนก ได้ยินอีกฝ่ายก็ไม่ลืมยกหางคฤหาสน์ของตน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบนใบหน้าออกมา “พี่เหวินเจียงบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แล้วหรือ ช่างมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาจริงๆ”

         “นี่พวกเจ้าเชิญข้ามานั่งฟังเรื่องไร้สาระเหล่านี้เหรอ”เสียงหวานใสเย็นชาเอ่ยแทรกบทสนทนาของพวกเขา นั่นเป็นเสียงของหญิงงามนางหนึ่ง

         “แน่นอนว่าไม่ใช่ ครั้งนี้ที่ข้าเชิญทุกคนมา เพื่อจะบอกข่าวกับทุกคนว่า หลังจากปีใหม่ปีนี้หนึ่งวัน คฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองจะจัดงานชุมนุมขึ้น นอกจากลูกหลานของท่านเจ้าเมืองและตระกูลใหญ่ทั้งสามแล้ว คนอื่นๆก็สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมนี้ได้ ชิวหลัน เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”

        น่าหลันไห่ยิ้มอย่างอบอุ่น ทุกคนล้วนเข้าใจดี เพราะเมื่อก่อนทุกครั้งที่เมืองหยางโจวจัดงานชุมนุมขึ้นมา พวกเขาจะให้เด็กรุ่นหลังของสี่ตระกูลใหญ่เข้าร่วมเท่านั้น คาดไม่ถึงเลยว่า ครั้งนี้คนอื่นๆก็สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมได้ ดูเหมือนว่าท่านเจ้าเมืองต้องการดึงดูดความสนใจของรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ในเมืองหยางโจว

        เล่ากันว่า ชิวหลันเป็นเด็กกำพร้า แต่ชื่อเสียงของนางในเมืองหยางโจวกลับเป็นที่เลื่องลือมาก นอกจากที่นางจะมีหน้าตาสะสวย และท่าทางที่เยือกเย็นแล้ว พรสวรรค์ของนางก็ยังโดดเด่นอีกด้วย

        ชิวหลันพยักหน้าเล็กน้อย ตัวนางเองก็อยากจะเห็นว่ารุ่นเยาว์ที่เก่งกาจของสี่ตระกูลใหญ่ จะมีพลังแค่ไหนกัน

         “ฮ่าๆ งานชุมนุมในครั้งนี้จะต้องยอดเยี่ยมมากอย่างแน่นอน ข้าได้ยินมาว่าไอ้ขยะตระกูลหลิน ดูเหมือนจะก้าวหน้าไปมาก ถึงขนาดทุบตีหลินหยุนจนบาดเจ็บเลยนี่?! ข้าคิดว่าไอ้ขยะตระกูลหลินจะต้องเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้แน่ๆ” เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเหลืองแห่งตระกูลกู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม และจงใจเอ่ยวาจาเสียดสีออกมา

         “กู่ซง เจ้าหมายความว่ายังไง ตระกูลหลินของข้ามีลูกหลานที่ดีเยี่ยมตั้งหลายคน ไม่จำเป็นต้องให้ ขยะอย่างมันเข้าร่วมงานชุมนุมหรอก” หลินยู่เข้าใจดีว่ากำลังพูดอยู่กับใคร และการที่อีกฝ่ายจงใจพูดว่า หลินเฟิงสามารถเข้าร่วมงานชุมนุมได้ แสดงว่าอีกฝ่ายกำลังเยาะเย้ยว่า รุ่นเยาว์ตระกูลหลินไร้ซึ่งคนมีฝีมือ จนต้องให้ไอ้ขยะหลินเฟิงเข้าร่วม

         “ฮ่าๆ การที่เจ้าเรียกนายน้อยของตัวเองแบบนั้น ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ ” กู่ซงกล่าวอย่างขำขัน

        “ขยะก็คือขยะ ไม่ค่าคู่ควร ที่จะเรียกว่านายน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ช้าก็เร็วตำแหน่งผู้นำตระกูลหลินจะต้อง…”หลินยู่กล่าวอย่างเย็นชา และจู่ๆหลินยู่ก็หยุดพูด และก็ไม่พูดอะไรต่อ

        ในขณะนั้นเอง เจ้าขยะที่พวกเขาพูดถึงก็กำลังควบม้าเข้าสู่เมืองหยางโจว

        การเดินทางที่ต้องใช้เวลาถึงสิบวัน ทำให้ใบหน้าของหลินเฟิงมีแต่ฝุ่น กระทั่งม้าพันลี้ก็ดูเหนื่อยล้า แต่ทว่าสายตาของหลินเฟิงยังคงเป็นประกาย ไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด

        กลับมาที่เมืองหยางโจวคราวนี้ หลินเฟิงดูดีกว่าแต่ก่อนมาก ใบหน้าของหลินเฟิงดูสดใส อีกทั้งโครงร่างก็ดูแข็งแรงกำยำ สายตาแจ่มใสและสงบนิ่ง

        ฝักดาบด้านหลังและเข็มขัดสีเงินที่พันรอบเอวของหลินเฟิง ทำให้เขาเป็นที่สนใจของทุกคน เมื่อเห็นว่าชุดที่หลินเฟิงสวมใส่รวมทั้งท่าทางองอาจ ทำให้ทุกคนคาดเดาได้ว่า จะต้องเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่ที่เพิ่งกลับมาจากการบ่มเพาะแน่ๆ

        “ไป”หลินเฟิงใช้เท้ากระตุ้นสีข้างของม้าให้เดินทางต่อ เมื่อม้าพันลี้เดินมาถึงถนนสายหลักของเมืองหยางโจว หลินเฟิงจึงควบม้าให้ช้าลง

         “เอ๋” เมื่อหลินเฟิงควบม้าผ่านหน้าภัตตาคาร ก็มีเสียงเล็กๆดังมาจากด้านบน แม้ว่าเสียงจะเบามาก แต่ตอนนี้ประสาทสัมผัสของหลินเฟิงเฉียบแหลมขึ้น ดังนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง และสบสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมาที่ตน

         “ฮ่าๆ ข้ารู้ว่าเจ้าคือใคร นี่ไม่ใช่นายน้อยหลินเฟิงจากตระกูลหลินหรอกหรือ ช่างบังเอิญจริงๆ”

        ในสายตาของคนๆนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม หลังจากนั้นไม่นานหน้าต่างอีกบานของชั้นที่สอง ก็ปรากฎใบหน้าของผู้คนมากมาย และหนึ่งในนั้นก็เป็นใบหน้าที่หลินเฟิงคุ้นเคยดี เพียงแต่ตอนนี้ใบหน้านี้กลับดูอึมครึมเป็นอย่างมาก

         “หลินยู่”หลินเฟิงกล่าวเสียงต่ำ หลินยู่เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสท่านหนึ่งในตระกูลหลิน ระดับการบ่มเพาะของมัน อยู่ที่ขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่8 พรสวรรค์ก็ไม่เท่าไหร่

         “หึ!”หลินยู่ไม่ให้เกียรติหลินเฟิงผู้เป็นนายน้อยเลยสักนิด  เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เพราะคาดไม่ถึงว่า จะเจอหลินเฟิงที่นี่ เกรงว่าคนเหล่านี้ต้องหัวเราะเยาะตัวเองแน่ๆ

        “หลินเฟิง พวกข้าได้นัดรวมตัวกันที่นี่ ในเมื่อได้พบกันแล้วก็ขึ้นมาข้างบนสิ”เป็นอย่างที่คิดไว้ กู่ซงได้ส่งคำเชิญไปให้หลินเฟิงอย่างฉับพลัน เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาที่ไม่ดี

         “หลินเฟิง เจ้ารีบเดินทางมาไกลขนาดนี้ กลับไปพักผ่อนที่ตระกูลก่อนเถอะ” หลินยู่กล่าวอย่างไม่เต็มใจ

        หลินเฟิงหัวเราะอยู่ในใจ สถานะของเขาคือนายน้อยจากตระกูลหลิน แต่ทว่าเมื่อพบหน้ากัน แทนที่หลินยู่จะใช้น้ำเสียงดีๆพูดกับเขาสักหน่อย แต่นี่กลับไม่มี มิหนำซ้ำยังส่งสายตาเย็นชาปนดูถูกมาให้อีก คาดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากให้เขา เข้าไปยุ่งเกี่ยว

         “หากข้าจะทำอะไร จำเป็นต้องมองสีหน้าของเจ้าด้วยหรือ?”หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา จากนั้นก็เหลือบตามองกู่ซงแล้วกล่าวว่า “ข้าจะขึ้นไป”

         “ช้าก่อน” น้ำเสียงของหลินยู่พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมา “หลินเฟิง ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าควรจะมา  รีบกลับไปไร้เดียงอยู่ที่บ้านไป๊”

         “บังอาจ!”หลินเฟิงตวาดอย่างเย็นชา และเงยหน้ามองหลินยู่ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบนิ่งว่า “ สถานะของเจ้าคืออะไร แล้วสถานะของข้าคืออะไร เจ้ามีสิทธิอะไรมาพูดกับข้าแบบนี้?!”

        หลินเฟิงในวันนี้ไม่ใช่ ‘หลินเฟิง’ ที่ขี้ขลาดเหมือนแต่ก่อน พ่อของเขาเป็นถึงผู้นำของตระกูลหลิน ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดกลั้นต่อนิสัยอันหยาบช้าของหลินยู่ ถ้าหากยอมเก็บงำความโกรธแค้นนี่ไว้ จากนี้ไป ไม่ว่าใครก็สามารถข่มเหงนายน้อยอย่างเขาได้

        เมื่อหลินยู่ถูกหลินเฟิงตวาดขึ้นมา ก็สะดุ้งตกใจ เห็นได้ชัดว่า ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง ว่าหลินเฟิงจะเปลี่ยนเป็นคนละคนขนาดนี้ ทั้งยังดุดันเช่นนี้อีกด้วย

        สีหน้าของหลินยู่เปลี่ยนเป็นแดงก่ำขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าควรจะขับไล่หลินเฟิงต่อดีไหม? เพราะอีกฝ่าย ก็มีสถานะเป็นถึงนายน้อยของตระกูลหลิน และถึงแม้ว่า เขาจะเป็นบุตรชายของผู้อาวุโส แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะก้าวร้าวใส่หลินเฟิงได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากหลินเฟิงดุด่าเขา เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งอีกฝ่ายได้

         “ฮ่าๆ นี่หรือคือนายน้อยของตระกูลหลิน” กู่ซงกลัวว่าเรื่องจะไม่วุ่นวาย เขาหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง ทำให้สีหน้าของหลินเฟิงดูอึมครึมมากขึ้น

        ตอนนี้หลินเฟิงได้ลงจากหลังม้า และผูกม้าพันลี้ไว้ข้างๆภัตตาคาร จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองของภัตตาคารที่หรูหรา

        ตรงโต๊ะมีร่างเงาเจ็ดถึงแปดคน และทุกคนล้วนเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่ง

        เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงเข้ามา ไม่มีแม้แต่เสียงคนคุยกัน ทุกคนล้วนนั่งอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง แล้วยกแก้วขึ้นมาดื่มเบาๆ ทำเป็นมองไม่เห็นหลินเฟิง แม้แต่กู่ซงที่เป็นคนเชิญชวนหลินเฟิงขึ้นมา ก็ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ ที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ยขึ้นมา

         “หึ ไอ้ขยะนี่กล้าทำให้ข้าต้องอับอาย คิดว่าตัวเองเป็นนายน้อย แล้วจะมีสถานะที่ดีขึ้นมารึไง?” หลินยู่ไม่มองหน้าหลินเฟิง พลางพึมพำออกมา

         “สถานะนายน้อยของตระกูลหลิน เจ้าไม่ควรลืมมันไปง่ายๆนะ หลินยู่ เพราะถึงยังไงเจ้าขยะนี่ ก็เป็นนายน้อยของตระกูลเจ้า”กู่ซงกล่าวเตือน ที่เขาอยากเห็นที่สุดก็คือ สถานการณ์เช่นนี้ล่ะ ทำให้ตระกูลหลินต้องอับอายขายขี้หน้า

        หลินเฟิงยิ้มอย่างเย็นชา แล้วกวาดสายตามองไปที่ฝูงชน จากนั้นก็ไปหยุดที่ร่างของกู่ซง เดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็มาถึงที่ที่กู่ซงนั่งอยู่

         “ข้านั่งด้วยได้ไหม?”

         “เจ้าพูดอะไรห๊ะ? อย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะนั่งนี่” เหวินซานแห่งตระกูลเหวินกล่าวอย่างไม่เกรงใจ  ในเมืองหยางโจวมีสี่ตระกูลใหญ่ และตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ตระกูลท่านเจ้าเมือง ส่วนอีกสามตระกูลก็ไม่ค่อยปรองดองกันเท่าไหร่ โดยเฉพาะตระกูลกู่และตระกูลหลิน แต่ถ้ามีโอกาสได้เหยียบย่ำตระกูลหลิน คนตระกูลเหวินก็ไม่ยอมพลาดโอกาสนี้แน่

         “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลินเฟิงไม่มองเหวินซาน แต่กลับถามกู่ซง

         “เจ้าไม่เข้าใจรึ? ไอ้ขยะ! หากไม่มีคุณสมบัติก็ไม่สิทธิที่จะนั่งกับพวกเรา” กู่ซงปรายมองไปที่หลินเฟิง อย่างดูแคลน ไอ้หมอนี่ช่างไม่รู้จักประมาณตนซะจริง

         “พูดแบบนี้คือ เจ้าต้องการยั่วยุข้า?” หลินเฟิงไม่โกรธ และยังคงถามอย่างสงบนิ่ง

         “ถ้าใช่แล้วทำไม ไสหัวไปซะ” กู่ซงกล่าวด้วยความเดือดดาล เขาคิดไม่ถึงเลยว่า หลินเฟิงจะไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้

 

         




NEKOPOST.NET