[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 25 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.25 - เล่มที่ 1 บทที่ 25 ต่อสู้กับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ


        10 วันต่อมา กลิ่นอายของหลินเฟิงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ  มีแสงสีขาวนวลเข้าออกขณะที่สูดลมหายใจ

        ตอนนี้เองด้านนอกถ้ำจงกู่ มีเงาร่าง 2 ร่างกำลังใกล้เข้ามา

         “ ที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ เงียบสงบ และเหมาะแก่การบ่มเพาะเป็นอย่างมาก” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวออกมาเมื่อมองเห็นถ้ำ และอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางๆ

         “ เสวี่ยเอ๋อ เรามาทำที่นี่ให้กลายเป็นสถานที่บ่มเพาะกันดีไหม เจ้าว่ายังไง? “

         “ ข้าคิดว่าในใจของเจ้าไม่น่าจะคิดถึงเรื่องการบ่มเพาะอยู่นะ” หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ สวมชุดรัดรูปสีแดงเพลิง และมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงาม น่าดึงดูดใจมาก

         “ ฮ่าๆๆ ก็ยามว่างจากการฝึก ข้าจะได้พาสาวงามเช่นเจ้าไปท่องสวรรค์ไง แบบนี้ดีหรือไม่? ” ชายหนุ่มคนนั้นมีร่างกายผอมแห้งและผิวที่ขาวซีด ดูไม่เหมือนผู้ฝึกยุทธ์เท่าไหร่

        หญิงสาวที่สวมเสื้อสีแดงมองไปที่ชายหนุ่มคนนั้นอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่กล่าวปฏิเสธ เนื่องจากว่าการบ่มเพาะพลังนั้นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วเม็ดยาคุณภาพสูงๆหรืออาวุธดีๆจะค่อนข้างแพง ถ้าเป็นคนที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆและไม่กล้าเสี่ยงอันตรายเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์อสูรปีศาจ ก็เป็นไปได้ยากที่จะมีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ครอบครัวและพรสวรรค์ของหญิงสาวที่สวมชุดสีแดงล้วนมีพื้นเพที่ธรรมดามาก ดังนั้นเพื่อให้การบ่มเพาะรวดเร็วขึ้น นางจึงคิดที่จะใช้ทางลัดด้วยการเข้าหาผู้ชายคนนี้

        ลู่เฟย อายุ 18 ปีและบรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่9 พรสวรรค์ของเขานั้นธรรมดามาก แต่เพราะได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก ทำให้เขาสามารถมาถึงจุดนี้ได้ อีกทั้งพี่ชายของเขา ลู่เหลียง ก็ยังเป็นศิษย์สายใน  ดังนั้นหญิงสาวนาม เสวี่ยฮวน จึงได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลู่เฟย เพื่อที่จะได้รับเม็ดยาคุณภาพสูงและอาวุธดีๆ ในเวลาเดียวกันยังได้เพลิดเพลินกับความสุขทางกายอีกด้วย

        เมื่อเข้าไปในถ้ำ ทั้งสองคนก็ได้เห็นหลินเฟิงนั่งสมาธิบ่มเพาะอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง ไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกครอบครองไปแล้ว

         “ ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องไปเปลี่ยนที่เสียแล้ว ” เสวี่ยฮวนกล่าวด้วยความเสียดาย

         “ เปลี่ยนที่อะไร?  ดูจากกลิ่นอายก็รู้แล้ว ว่าเขาอยู่แค่ระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 ข้าจะเป็นคนทำให้มันไปเอง ” ลู่เฟยกล่าวขณะส่ายหน้า

         “ มันคงจะไม่ดีนะ” เสวี่ยฮวนหัวเราะคิกคัก

         “อะไรกัน มันก็แค่คนอ่อนแอ รอข้าตรงนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปไล่มันออก” ลู่เฟยแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้ที่แข็งแกร่งจะใช้กำลังยื้อแย่งถ้ำฝึกฝนจากผู้ที่อ่อนแอกว่า และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ที่อ่อนแอถึงได้เกลียดชังผู้ที่แข็งแกร่งนัก ในวันข้างหน้าหากมีพลังที่แข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจะกลับมาแก้แค้น ดังนั้นผู้ที่แข็งแกร่งจึงต้องจบเรื่องภายในครั้งเดียว ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายอาจจะกลับมาแก้แค้นก็ได้

         “ ฮิฮิ ” การที่เสวี่ยฮวนหัวเราะคิกคัก นั่นก็แสดงว่ายอมรับวิธีการของลู่เฟย

        ถ้ำจงกู่แห่งนี้น้อยคนนักที่จะมา จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การค้นหาความสุขและบ่มเพาะพลังเป็นอย่างมาก

         “ไอ้หนู เลิกเสแสร้งได้แล้ว ตื่น!” ลู่เฟยรู้สึกถึงคลื่นหยวนชี่ฟ้าดินที่อยู่รอบๆตัวของหลินเฟิง

        หลินเฟิงลืมตาขึ้นพร้อมจิตสังหารที่หนาวเหน็บ ตอนที่ทั้งสองคนเดินเข้ามาในถ้ำ เขาก็ตื่นแล้ว แต่เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะจากไปด้วยตัวเอง ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะคิดง่ายไปอยู่ฝ่ายเดียว ความคิดของคนเหล่านี้เลวร้ายกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก

         “ เจ้าต้องการไล่ข้าออกไป หรือว่าต้องการทำลายการบ่มเพาะของข้า?”หลินเฟิงถามอย่างเย็นชา

         “ในเมื่อเจ้าได้ยินทั้งหมดแล้วก็ลงมือด้วยตัวเองเถอะ ทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง จากนั้นค่อยไสหัวไป” ลู่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับว่าที่กล่าวไปนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย

         “ เยี่ยม ” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหาลู่เฟยอย่างช้าๆ

         “เจ้ายังไม่ได้ทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง แล้วคิดจะจากไปง่ายๆอย่างนี้เหรอ? ” ลู่เฟยยิ้มอย่างเย็นชา เมื่อคิดว่าหลินเฟิงจะจากไปแบบนี้

         “ข้าบอกตอนไหนว่าข้าจะไป ? ” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเยาะเย้ย ทันทีที่กระแทกเท้าลงบนพื้นดิน ทั่วทั้งถ้ำก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง และร่างของหลินเฟิงก็พุ่งเข้ามา

         “ หืม? ” ลู่เฟยขมวดคิ้ว และถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เพราะมีหมัดกำลังพุ่งตรงมาหาเขา

         “ตู้มมมมมมมม! “

         “ อ๊ากกกกกก “

        กระดูกแขนของลู่เฟยถูกบดขยี้จนแตกหัก และห้อยลงมา ซึ่งในเวลาเดียวกัน ตรงลำคอของเขาได้มีมือของปีศาจจับไว้ แล้วยกร่างของเขาขึ้นมา

         “ ข้าอยากถามเจ้านัก ว่าเจ้าจะใช้วิธีอะไรมาทำลายการบ่มเพาะของข้า? ” หลินเฟิงมองลู่เฟยที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักด้วยสายตาเย็นชา ส่วนสีหน้าของเสวี่ยฮวนที่ยืนอยู่อีกด้านก็ดูซีดขาว พวกเขาต่างคาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะแข็งแกร่งขนาดนี้

         “ข้ารู้ว่าผิดไปแล้ว ปล่อยข้าเถิด ข้าจะไปจากที่นี่” ลู่เฟยจับแขนของหลินเฟิงที่คว้าคอของเขาไว้ และพยายามที่จะดึงออก ขณะที่เปล่งน้ำเสียงแหบแห้งออกมาจากปากอย่างยากลำบาก

         “รู้ว่าผิดไปแล้ว ก็พอเถิด?”ในตอนแรกคิดว่าเขาเป็นเพียงลูกพลับนิ่ม จึงต้องการทำลายการบ่มเพาะและไล่หลินเฟิงออกไป แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่สามารถทำได้ จึงยอมรับผิด แล้วจากไป ในใต้หล้านี้มีเรื่องที่สะดวกสบายขนาดนี้ด้วยหรือ? หากศักยภาพของเขาไม่ดีเท่ากับอีกฝ่าย ตอนนี้เขาคงถูกทำลายการบ่มเพาะไปแล้ว

         “เมื่อเจ้าต้องการทำลายการบ่มเพาะของผู้อื่น ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าจะถูกผู้อื่นทำลายการบ่มเพาะ”จบประโยคนี้ หลินเฟิงก็ปล่อยหมัดโจมตีไปที่จุดชี่ไห่ของลู่เฟย ส่งผลให้ลู่เฟยกระเด็นออกไป

        หลินเฟิงเหลือบมองไปที่เสวี่ยฮวนที่ยืนตะลึงอยู่ข้างๆ พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไสหัวไป!”

        ร่างกายของเสวี่ยฮวนสั่นสะท้าน นางรีบวิ่งไปหาลู่เฟยและพยุงเขาออกจากถ้ำ

         “เจ้าทำลายการบ่มเพาะของข้า เจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่…” เสียงตะโกนลอยมาจากนอกถ้ำ แต่หลินเฟิงไม่ได้เอ่ยตอบโต้ และกลับไปฝึกฝนต่อ

        หลังจากหลินเฟิงฝึกต่อได้ไม่นาน ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ลู่เฟยและเสวี่ยฮวนได้ย้อนกลับมา ทั้งยังนำคนอื่นมาด้วย

        คนๆนี้อายุราวๆ 19 ปี ดูคล้ายคลึงกับลู่เฟยนิดหน่อย แต่ใบหน้าเหมือนกับนกอินทรี และมีดวงตาที่คมดุจเหยี่ยว ทว่าดูเคร่งขรึมกว่าลู่เฟยมาก

         “พี่ใหญ่ ไอ้สารเลวนี่มันหักแขนของข้า และยังทำลายการบ่มเพาะของข้าด้วย ข้าต้องการให้มันตาย ไม่ดีกว่า ข้าต้องการให้มันตายทั้งเป็น!” ลู่เฟยกล่าวด้วยใบหน้าที่ดูอึมครึมและน่ากลัว ราวกับผีร้าย

         “วางใจเถอะ ข้าจะทำลายการบ่มเพาะของมันก่อน แล้วค่อยบดขยี้แขนมัน จากนั้นจะส่งให้เจ้าจัดการ” ลู่เหลียงกล่าวขณะที่จ้องมองไปยังหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อที่กำลังจะถูกนกล่า

         “ เยี่ยม ” ลู่เฟยพยักหน้าอย่างพอใจ

        หลินเฟิงขมวดคิ้ว แม้ว่าลู่เหลียงจะยังไม่แสดงพลังออกมา แต่ด้วยดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้น เขาก็สามารถรู้ได้ว่า คนๆนี้แข็งแกร่งกว่าลู่เฟยเยอะมาก เมื่อเทียบกับศิษย์สายนอกที่อยู่อันดับที่ 6 อย่างจิ่งห้าว ล้วนแข็งแกร่งกว่ามากโข

         “กล้าดียังไงมาทำร้ายน้องชายข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าผลลัพธ์นั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน” ลู่เหลียงกล่าวขณะที่เดินไปหาหลินเฟิง

        เมื่อหลินเฟิงก้าวไปไม่กี่ก้าว จู่ๆพลังทั้งหมดในตัวของเขาก็เปลี่ยนไป ทั้งแข็งแกร่งและทรงพลัง

        ระลอกคลื่นที่รุนแรงในอากาศได้แผ่พุ่งออกมา คลื่นสวรรค์เก้ากระแทกทำให้อากาศทั้งหมดเกิดการสั่นสะเทือน ภายในถ้ำได้มีเสียงแผดร้องขึ้นมา ถึงแม้ว่าการบ่มเพาะของหลินเฟิง จะอยู่ในระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 แต่พลังของคลื่นสวรรค์เก้ากระแทกที่ปล่อยออกไป กลับมีพลังมากถึง9,000 จินหรืออาจจะถึง 9,500 จิน แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

         “ที่แท้เจ้าก็จงใจปิดบังระดับการบ่มเพาะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม น้องชายของข้าถึงถูกทำลายการบ่มเพาะได้ แต่พลังแค่นี้ไม่สามารถเอาชนะข้าได้หรอก ”

        เมื่อลู่เหลียงได้เห็นพละกำลังของหลินเฟิง ทำให้คิดว่าหลินเฟิงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9  เขาลอบก่นด่าความโง่เขลาของน้องชายตัวเอง ที่วันๆรู้จักแต่จะหาความสุขกับผู้หญิง จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายแบบนี้

        ลู่เหลียงเปล่งเสียงร้องที่แหลมสูงออกมา เสียงนี้ไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ แต่เหมือนเสียงร้องของเหล่านักล่าเสียมากกว่า

        ลู่เหลียงเปลี่ยนฝ่ามือเป็นกรงเล็บ โดยที่กรงเล็บทั้งห้าล้วนเคลือบไปด้วยลมปราณที่คมกริบ

        เมื่อคลื่นสวรรค์เก้ากระแทกปะทะเข้ากับกรงเล็บ หลินเฟิงก็ถอยฉากออกมา พลางมองที่มือของตัวเอง ซึ่งถูกข่วนจนเลือดไหลออกมาไม่หยุด

        ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง

         “ ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ!” หลินเฟิงจ้องมองไปที่ลู่เหลียง การที่กรงเล็บนั่น สามารถทำลายคลื่นสวรรค์เก้ากระแทกที่มีพลังกว่า9500จินอย่างง่ายดาย ทั้งยังฝากรอยข่วนไว้ที่มือของเขาได้ แสดงว่าการบ่มเพาะของอีกฝ่าย มากกว่าขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9

         “ ตอนนี้เจ้ารู้สึกเสียใจหรือไม่ แต่น่าเสียดายที่มันสายไปแล้ว ” ลู่เหลียงไม่ปฏิเสธ เขาเพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่เพียงแต่ร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น กระทั่งลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็ยังทรงพลังอีกด้วย หากผู้บ่มเพาะในขอบเขตนักรบลมปราณเผชิญหน้ากับผู้บ่มเพาะในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ยังไงก็สู้ไม่ได้

         “ต้องเสียใจสิ เสียใจที่ไม่ได้ฆ่ามันตั้งแต่แรก” หลินเฟิงกล่าว ขณะชักดาบที่อยู่ด้านหลัง ร่างของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ด้วยเคล็ดวิชาเคลื่อนไหวดั่งเงา

        ถ้าจะมัวมานั่งเสียใจ มิสู้งัดทุกอย่างที่มี เพื่อต่อสู้เอาตัวรอดดีกว่าเหรอ

        เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่มไปทั่วถ้ำ ดาบยาวของหลินเฟิงกลายเป็นลำแสง แทงไปที่ลู่เหลียง

        ลู่เหลียงไม่สามารถหลบการโจมตีได้ กรงเล็บของเขางอเป็นตะขอและพุ่งทะยานไปทางดาบ ด้วยลมปราณอันแข็งแกร่งที่ปลดปล่อยออกมา ทำให้ปลายดาบบิ่นเล็กน้อย เขาใช้กรงเล็บจับไปที่ดาบโดยตรง

         “อัสนีกัมปนาท” หลินเฟิงตะโกน ทันใดนั้นดาบก็ส่งเสียงร้องคำรามดุจฟ้าผ่าออกมา ลู่เหลียงที่ใช้กรงเล็บสัมผัสกับปลายดาบของหลินเฟิง ก็รู้สึกได้ถึง คลื่นพลังที่รุนแรงราวกับสายฟ้า

        ดาบที่ว่องไวราวกับสายลม หมุนเป็นพายุผสานไปกับเสียงคำรามของสายฟ้า บังเกิดเป็นพลังที่ทรงอำนาจขึ้นมา

         “ ตู้ม!”

        ด้วยพลังโจมตีที่ทรงอำนาจ ลู่เหลียงจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบของตัวเองออกมา มันคือจิตวิญญาณแห่งอสูร จิตวิญญาณนกอินทรี

         ด้านหลังของลู่เหลียงปรากฏเงาร่างของนกอินทรีขึ้นมา แต่ทว่ายังห่างไกลจากจิตวิญญาณปักษาของฉู่จ่านเผิง ที่ดูน่าเกรงขามกว่ามาก

        เมื่อนกอินทรีแผดเสียงร้องออกมา ทันใดนั้นกรงเล็บของลู่เหลียงก็เรืองแสงสีทอง ก่อนจะไหลไปรวมตัวกันที่ตรงกลาง และทำลายคลื่นดาบที่พุ่งทะยานเข้ามาจนแตกกระจาย ดาบของหลินเฟิงยังคงถูกกรงเล็บของลู่เหลียงจับไว้

         “ความน่าเกรงขามของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ เจ้าคิดว่า สามารถต่อสู้กับมันได้หรือ?” ดวงตาดุจเหยี่ยวของลู่เหลียง เผยร่องรอยความป่าเถื่อนขึ้นมา เมื่อครู่นี้เขาได้ปะทะกับท่าดาบของหลินเฟิง และรับรู้ถึงพลังโจมตีที่แข็งแกร่งของอีกฝ่าย จึงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบออกมา

        ด้วยประสบการณ์จากการทดสอบที่หน้าผาจงกู่ ทำให้เคล็ดวิชาอัสนีกัมปนาทของหลินเฟิงแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะอยู่เพียงระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 แต่พลังโจมตีกลับ ไม่ด้อยไปกว่าระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 เผลอๆอาจจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาอีกด้วย

        อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลู่เหลียงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบออกมา ไม่ว่าการมองเห็นหรือพละกำลังล้วนแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงสามารถจับดาบของหลินเฟิงตรงๆได้

        แต่ทว่า ผู้ที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณไม่สามารถต้านทานผู้ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้ จริงๆเหรอ?

 

        หลินเฟิงไม่เชื่อ!




NEKOPOST.NET