[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า ตอนที่ 23 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า

Ch.23 - เล่มที่ 1 บทที่ 23 ร่างเงาที่น่าเกรงกลัว


        โหวชิ่งใช้มืออีกข้างกุมบาดแผล ขณะที่เลือดทะลักออกมาจากบาดแผลไม่หยุด สีหน้าของเขาดูอ่อนเพลีย และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

  

 

        “เจ้ามันดวงดีจริงๆ”โหวชิ่งจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างน่ากลัว แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่เชื่อว่าหลินเฟิงจะสามารถเอาชนะเขาได้ด้วยพลังของตัวเอง ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นเพราะหลินเฟิงดวงดี จังหวะที่หลินเฟิงกำลังฟันดาบ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาลดการป้องกัน และไม่ได้มีแค่โหวชิ่งที่คิดแบบนี้ เหล่าศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้เช่นกัน พวกเขาไม่เชื่อว่าขยะอย่างหลินเฟิง จะสามารถเอาชนะโหวชิ่งในกระบวนท่าเดียวได้

 

 

        “ดวงดี?”หลินเฟิงอึ้ง ก่อนจะหัวเราะออกมา ก็อาจจะเป็นได้

 

 

        “ครั้งหน้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”โหวชิ่งรีบเดินออกไปจากกลุ่มฝูงชน เพราะร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นต้องรีบกลับไปรักษา

 

 

         “หวังว่าคงจะไม่มีครั้งหน้าอีก”หลินเฟิงแอบส่ายหน้าด้วยความระอา ทั้งๆที่โหวชิ่งก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองเเพ้ให้กับหลินเฟิงได้ยังไง แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า เป็นเพราะหลินเฟิงโชคดี ถ้ายังคิดแบบนี้ต่อไป ในอนาคตข้างหน้าเขาจะแพ้หลินเฟิงอีกแน่

 

 

         “แม้แต่ผู้คุมกฎเจ้าก็ยังกล้าทำร้ายเขา ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เห็นนิกายหยุนไห่อยู่ในสายตาเลยสินะ”ม่อเสียเพิ่มข้อกล่าวหาให้หลินเฟิงอีกข้อ

  

 

        หลินเฟิงปรายตามองม่อเสีย พลางแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “ดีแต่เพิ่มข้อกล่าวหา แต่ไร้ซึ่งหลักฐาน เป็นท่านไม่ใช่หรือที่สั่งให้เขามาตัดแขนของข้า แล้วไล่ข้าออกจากนิกายหยุนไห่ ถึงแม้ว่าข้าจะเห็นนิกายหยุนไห่อยู่ในสายตา แต่ตัวท่านก็ยังคงตั้งมั่นที่จะไล่ข้าไปอยู่ดี ท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองมันน่าขำไปหน่อยเหรอ ท่านผู้อาวุโส!”

  

 

        หลินเฟิงเน้นคำว่า ผู้อาวุโส สามพยางค์นี้อย่างหนักแน่น เพราะคนคนนี้ต้องการตัดแขนของเขาและไล่เขาออกจากนิกาย ทำกันถึงขนาดนี้ แล้วยังจะให้หลินเฟิงเห็นนิกายหยุนไห่อยู่ในสายตาอีกเหรอ?ความจริงแล้วหลินเฟิงก็แอบชื่นชมในความหน้าด้านของม่อเสีย ที่ยังสามารถพูดประโยคเหล่านั้นออกมาได้

  

 

        “ท่านประมุข ข้าสามารถพูดอะไรเพื่อตัวข้าเองได้หรือไม่?”หลินเฟิงไม่สนใจม่อเสีย เพราะคนที่มีอำนาจในการตัดสิน ก็คือหนานกกงหลิงเพียงผู้เดียว

 

 

        หนานกงหลิงเผยแววตาสนใจขึ้นมา เขาค่อนข้างสนใจในตัวของหลินเฟิงเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ เด็กคนนี้วางตัวได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งท่าทางก็ยังคงสงบนิ่ง ผู้บ่มเพาะที่ดีควรจะมีลักษณะเช่นนี้

 

 

        “ว่ามา”หนานกงหลิงพยักหน้า

 

 

         “ท่านประมุข ข้าน้อยถูกเรียกตัวมา พอมาถึงที่นี่ ก็ได้ยินแต่ผู้อาวุโสยัดเยียดข้อกล่าวหาให้ บอกว่าข้าน้อยไม่มีกาลเทศะบ้างล่ะ เป็นปลาเน่าในนิกายบ้างล่ะ พอข้าน้อยเอ่ยปากเพื่อแก้ต่าง ท่านผู้อาวุโสก็ด่าทอข้าน้อย หาว่าไม่ให้ความเคารพต่อผู้อาวุโส และต้องการตัดแขนของข้าน้อย จากนั้นก็ขับไล่ข้าน้อยออกจากนิกาย ข้าน้อยอยากเรียนถามว่า การลงโทษของนิกาย หากผู้อาวุโสบอกว่าผิด ก็ต้องผิด ต่อให้ไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยันข้อกล่าวหาก็ตาม หากเป็นเช่นนี้แล้ว มิใช่ว่าคำพูดของผู้อาวุโสที่เป็นกฎของนิกายอย่างแท้จริงหรือ?”

 

 

        คำพูดของหลินเฟิงประหนึ่งหนามอันแหลมคมที่จ้วงแทงไปยังร่างของม่อเสีย หลายๆคนล้วนคิดว่าไอ้เด็กคนนี้มันบ้าไปแล้ว

 

 

         “บังอาจ” กลิ่นอายอันทรงพลังแพร่กระจายออกมากดทับร่างของหลินเฟิงไว้ ม่อเสียแทบอยากจะสังหารหลินเฟิงเดี๋ยวนี้

 

 

        “ข้าไม่ได้บังอาจ แต่ข้าถูกใส่ความและกำลังจะโดนไล่ออกจากนิกายอย่างไม่เป็นธรรม ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ข้าอยากถามท่านผู้อาวุโสว่า ความผิดของข้า มาจากไหน?”หลินเฟิงเผชิญหน้ากับม่อเสียอย่างไม่กลัวเกรง  

 

 

        “ไอ้เดรัจฉาน!!เจ้าทำร้ายลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง สบประมาทผู้อาวุโส ทั้งๆที่ทำถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอีกรึ?”หลินเชียนกล่าวอย่างเยือกเย็น

 

 

         “อ่อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” หลินเฟิงแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าความผิดที่ท่านผู้อาวุโสกล่าวหาข้า จะมาจากคำพูดของเจ้านะ”

 

 

         “ถ้าใช่แล้วจะทำไม? ”จุดประสงค์อันชั่วร้ายของม่อเสียค่อยๆเผยออกมาอย่างชัดเจน ต่อให้หลินเชียนกับฉู่จ่านเผิงไม่ฆ่ามัน เขาก็จะจัดการมันเอง

 

 

         “ฮ่าๆๆ ในเมื่อท่านผู้อาวุโสยอมรับเช่นนี้ ข้าน้อยขอถามท่านผู้อาวุโสต่อหน้าท่านประมุขว่า ในเมื่อท่านฟังคำพูดของนางแล้วมายัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับข้า แล้วทำไมถึงไม่ฟังคำอธิบายของข้าบ้าง?แท้ที่จริงแล้ว ท่านเป็นผู้อาวุโสของนิกายหยุนไห่ หรือว่าเป็นผู้อาวุโสของนิกายเฮ่าเย่วกันแน่”

  

 

        “เจ้าเด็กปากดี แม้แต่ผู้อาวุโสสายในอย่างข้า เจ้าก็กล้าดูหมิ่น ข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้า นิกายของเราจะได้สะอาดขึ้น”ม่อเสียทนไม่ไหวแล้ว หากหลินเฟิงยังพูดต่อไปอีก ชื่อเสียงและเกียรติยศในฐานะผู้อาวุโสของเขา คงถูกทำลายจนย่อยยับ

 

 

         “ผิดถูกทุกคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจ เพียงเพราะข้าเป็นศิษย์สายนอกคนหนึ่งงั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ลงมือทำลายการบ่มเพาะของข้าเถอะ จำเป็นจะต้องสร้างข้อกล่าวหามากมายทำไม”ขณะที่หลินเฟิงพูด ก็เอาแต่มองหนานกงหลิงอย่างไม่คลาดสายตา

  

 

        ถ้าหากหนานกงหลิงหยุดม่อเสีย นั่นก็หมายความว่าเขายังคงเป็นศิษย์นิกายหยุนไห่อยู่ แต่ถ้าหากว่าหนานกงหลิงเข้าข้างม่อเสีย เขาก็จะบอกเรื่องหน้าผาจงกู่ ถึงมันจะเสี่ยงมาก แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่นับว่าเป็นศิษย์ของนิกายแล้ว ในเมื่อนิกายทิ้งข้า ข้าก็ไม่ต้องการนิกาย หลินเฟิงคิดอยากแน่วแน่

 

 

        ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับหนานกงหลิงแต่เพียงผู้เดียว

 

 

        ม่อเสียค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ

 

 

        หนานกงหลิงสบสายตาของหลินเฟิง

 

 

         “จิตใจของเด็กคนนี้แน่วแน่และมั่นคง แม้จะเผชิญหน้ากับอันตรายก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า อีกทั้งพรสวรรค์ก็ถือว่าไม่เลว หลังจากนี้ไม่กี่ปี เขาคงสามารถเข้ามาเป็นศิษย์สายในได้ เผลอๆอาจได้เป็นถึงศิษย์หลักด้วยซ้ำ”

 

 

         “ม่อเสียมีฐานะเป็นถึงผู้อาวุโสสายใน พลังของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร และพรสวรรค์ก็ไม่เลว ภายภาคหน้าเขามีโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะผิด แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นผู้อาวุโสสายใน อีกทั้งยังเป็นบุตรชายของม่อชั่งหลันอีกด้วย”

 

 

        เพียงชั่วพริบตาหนานกงหลิงก็คิดอะไรมากมาย ในฐานะประมุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องตัดสินอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของนิกาย อะไรที่ดีต่อนิกายก็ต้องทำ อะไรที่เป็นภัยต่อนิกายก็ต้องกำจัด

 

 

        แน่นอน หนานกงหลิงรู้ดีว่าม่อเสียเป็นคนผิด แต่ปัญหาก็คือถ้าเข้าข้างหลินเฟิง ก็เท่ากับว่าทำให้ม่อเสียขายขี้หน้า อีกฝ่ายอาจจะเกิดความรู้สึกคับข้องใจขึ้นมาได้ และที่สำคัญ เขายังจะต้องรักษาหน้าของม่อชั่งหลันอีกด้วย เพราะม่อชั่งหลันเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ของนิกาย ทั้งยังสร้างคุณงามความดีต่อนิกายหยุนไห่อีกด้วย

 

 

        เมื่อพิจารณาแล้ว สำหรับศักยภาพที่หลินเฟิงมีนั้น มันยังไม่เพียงพอ

 

 

        การนิ่งเงียบของหนานกงหลิง ทำให้หลินเฟิงหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ หัวเราะประชดในความโง่เขลาของตัวเอง ถึงแม้เขาจะสามารถเอาชนะโหวชิ่งได้ แต่อีกฝ่ายก็เป็นแค่อันดับ 10 ของศิษย์สายนอกเท่านั้น อีกทั้งเขาก็เป็นเพียงศิษย์สายนอกคนหนึ่งของนิกาย จะมีอะไรเทียบได้กับม่อเสียที่เป็นผู้อาวุโสภายในของนิกายได้? ทำไมนะ เขาถึงได้คิดว่าหนานกงหลิงจะยอมหักหน้าม่อเสียเพื่อตัวเอง??

  

 

        มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะไม่ยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้

 

 

         “เจ้าเด็กโง่”ม่อเสียอยู่ห่างจากตัวหลินเฟิงไม่ไกล เสียงด่าทออันแผ่วเบาดังไปถึงหูของหลินเฟิง บนใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มและจิตสังหาร เป็นแค่ศิษย์สายนอกคนหนึ่ง แต่กลับกล้ามาต่อต้านข้า ชั่งไม่รู้จักที่ตายจริงๆ

 

 

         “หลินเฟิง จบแล้ว”ทุกคนต่างแอบคิดในใจว่า หลินเฟิงหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ

  

 

        “น่าเสียดาย ที่ข้าไม่ได้จัดการเขาด้วยมือของตัวเอง”หลิงเชียนยิ้มที่มุมปาก บทสรุปแบบนี้ ทำให้เธอประหลาดใจนิดหน่อย แต่ถึงอย่างไรหลินเฟิงก็จะต้องตายอยู่ดี

 

 

        ลมปราณอันแข็งแกร่งกดทับที่ร่างของหลินเฟิง จนหลินเฟิงรู้สึกขนลุกขึ้นมา ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง ตอนนั้นเอง แรงกดดันอันหนาวเหน็บก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

         “หืม?”หลินเฟิงชะงักไปชั่วครู่ มีบางอย่างผิดปกติ ทำไมแรงกดดันอันหนาวเหน็บถึงหายไป?

  

 

        ม่อเสียที่อยู่ห่างจากตัวหลินเฟิงไม่ไกล ก็หยุดเดิน ดวงตาที่ชั่วร้ายพลันเบิกกว้างขึ้น ราวกับว่าได้เห็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน ขณะเดียวกัน แรงกดดันที่ไม่อาจต้านทานได้ก็ถาโถมมาที่ร่างของเขา

  

 

        ทุกคนล้วนไม่เข้าใจว่าทำไมท่านผู้อาวุโสม่อเสียถึงได้หยุดเดิน ผิดกลับหนานกงหลิงและม่อชั่งหลันที่เผยแววตาตกใจออกมา

  

 

        “นั่นคือ.....”หลินเฟิงหรี่ตามองไปที่ม่อเสีย ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ฉายแววตกใจขึ้นมา เขาแทบไม่จะเชื่อสายตาของตัวเองเลย

 

 

         “ไม่ผิดแน่”หลินเฟิงเบิกตากว้าง ขณะที่จ้องไปยังร่างของม่อเสีย ตรงนั้นมีเงาอยู่ เป็นเงาดำๆที่มีลักษณะเหมือนคน และถึงแม้ว่าม่อเสียจะไม่ขยับ แต่เงานั่น กลับเคลื่อนไหวไม่หยุด

 

 

        นี่มันคือเงาคน เป็นเงาคนจริงๆ

 

 

        หลินเฟิงเห็นเพียงแค่เงาคนเท่านั้น แต่กลับไม่เห็นเจ้าของเงาอยู่แถวนี้เลย

  

 

        ไม่ใช่แค่หลินเฟิงคนเดียวเท่านั้นที่สังเกตเห็น แม้แต่ท่านประมุขและคนอื่นๆต่างก็สังเกตเห็นเงาดำๆบนตัวของม่อเสีย

  

 

        “ไปให้พ้น”เสียงแหบๆดังขึ้นมาในอากาศ ได้ยินแค่เสียง แต่กลับไม่เห็นตัวคนพูด

 

 

        สถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ทำให้ทุกคนพากันเหงื่อแตก การปรากฏตัวของเงากลางอากาศ ได้สลักความกลัวลงไปในจิตวิญญาณของทุกคน

 



NEKOPOST.NET