[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร ตอนที่ 53 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร

Ch.53 - เล่มที่ 2 บทที่ 53 กลับบ้าน


  เนี่ยหลีรับรู้ได้ถึงสายตาของเสิ่นซิ่ว มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย การขับไล่เสิ่นซิ่วออกไปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เขาไม่เคยเห็นเสิ่นซิ่วเป็นคู่ต่อสู้ เป้าหมายแต่แรกของเขาก็คือตระกูลเสินเซิ่งทั้งตระกูล!

        แม้เนี่ยหลีได้ล่วงเกินตระกูลเสินเซิ่งเอาไว้ ทว่าตระกูลเสินเซิ่งกลับมิได้ใส่ใจกับเขามากนัก เพราะว่าในมุมมองของตระกูลเสินเซิ่ง เนี่ยหลีก็เป็นเพียงเด็กหน้าขนคนหนึ่งเท่านั้น จะสามารถข่มขู่พวกตนได้อย่างไร? ทว่าอีกไม่นานพวกเขาก็คงได้รู้ความจริงว่าในที่สุดคนที่จะทำให้พวกเขาต้องล่มสลาย ที่แท้ก็คือคนที่พวกเขาละเลยในเวลานี้นั่นเอง

        หลังการฝึกยุทธ์เมื่อเร็วๆ นี้ พลังวิญญาณของเนี่ยหลีก็ล่วงขึ้นถึงห้าร้อยแปดสิบเก้าจุดแล้ว หากเขาสามารถทะลวงผ่านหกร้อยจุดไปได้ เขาก็จะก้าวขึ้นเป็นระดับเงิน

        ครั้นเมื่อก้าวขึ้นถึงระดับเงินได้แล้ว เขาก็จะสามารถหลอมรวมกับจิตอสูรได้ตนหนึ่ง

        เนี่ยหลีเลือกจิตอสูรตนแรกเอาไว้แล้ว นอกจากนี้เขายังเตรียมตัวไปสำนักประมูลเพื่อหาจิตอสูรที่เหมาะสมให้แก่จื่ออวิ๋น หนิงเอ๋อ ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวก ด้วยวิธีนี้ กลุ่มของพวกเขาจึงจะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

        ทว่าเวลานี้เนี่ยหลีต้องแกล้งทำตนเป็นเพียงผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวผู้หนึ่งก่อน!

        ผ่านไปครู่อีกหนึ่ง การทดสอบของชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นก็สิ้นสุดลง อนาคตของเด็กนักเรียนทุกคนได้รับการตัดสินแล้ว

        ไม่นาน ข่าวการลาออกของอาจารย์เสิ่นซิ่วและการออกจากโรงเรียนก็แพร่สะพัดไปในหมู่นักเรียนทั่วโรงเรียนเซิ่งหลัน ทุกคนมองเนี่ยหลีด้วยสายตาที่แปลกประหลาด ไม่ว่าอย่างไร นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครบางคนสามารถขับไล่อาจารย์คนหนึ่งออกไปได้

        ยังมีนักเรียนบางคนคิดหาวิธีการสารพัดแบบเพื่อใกล้ชิดเนี่ยหลี คิดขอติดตามเนี่ยหลี แม้เนี่ยหลีจะเป็นเพียงผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวผู้หนึ่ง ทว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวแก่จิตอสูรกลับมีมากมายเหนือชั้นกว่าอาจารย์บางคนเสียอีก ส่วนผู้คนที่ติดตามเนี่ยหลีเล่า แต่ละคนก็เก่งกาจขึ้นอย่างปุบปับ ความอิจฉาของพวกเขาถือเป็นเรื่องปกติยิ่ง

        เนี่ยหลีให้ตู้เจ๋อกับลู่เพียวคอยสกัดกั้นคนเหล่านี้ ต่อเรื่องนี้เนี่ยหลีมีความระมัดระวังตัวยิ่ง คนที่เขายอมรับก็คือคนที่เขาเคยมีความประทับใจในชีวิตหนก่อนว่าสามารถเชื่อใจได้ ส่วนเรื่องพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ถือเป็นเพียงเรื่องรอง กุญแจสำคัญก็คือความเชื่อใจ

        แต่กระนั้นก็ตาม นักเรียนที่ติดตามเนี่ยหลี เวลานี้มีจำนวนกว่ายี่สิบหกคนแล้ว

        หลังการสอบ จดหมายการเข้าสู่ชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ก็ถูกส่งมาถึง เนี่ยหลีสูดลมหายใจลึกเข้าปากคำหนึ่ง ได้เวลาที่เขาจะกลับบ้านแล้ว เขาหวนนึกถึงความทรงจำในชีวิตหนก่อน ขณะอพยพ ครอบครัวของเขาค่อยๆ ล้มลงต่อหน้าเขาทีละคนๆ คิดแล้วเนี่ยหลีก็อดที่จะรู้สึกปวดใจขึ้นมามิได้ บังเกิดความรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาทันที

        ในที่สุดวันปิดเทอมของโรงเรียนเซิ่งหลันที่รอคอยก็มาถึงแล้ว!

        สายตาของเนี่ยหลีทอดยาวออกไป ความทรงจำในชีวิตหนก่อนผุดลอยขึ้นมา

        ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เนี่ยหลีหัวเราะฮาๆ ออกมาดังลั่น ในเมื่อเขากลับมาแล้ว ครอบครัวของเขาย่อมไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างอกสั่นขวัญหายอีกต่อไป พวกที่เคยเป็นศัตรูทั้งหลาย เตรียมคุกเข่าตัวสั่นกันได้เลย!

        วันปิดเทอมของโรงเรียนเซิ่งหลันถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่อย่างหนึ่งของเมืองกวงฮุยเช่นกัน เนื่องเพราะนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนเซิ่งหลันมีจำนวนมาก นักเรียนมากมายหลายคนสามารถกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวได้ในที่สุด

        นักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินออกจากโรงเรียน

        “เนี่ยหลี นี่ข้ามอบให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะคิดถึงข้ายามเมื่อเห็นมัน! พวกเราค่อยพบกันใหม่ในภาคเรียนหน้า!” เซียวหนิงเอ๋อยื่นหยกแดงซึ่งมีลวดลายประณีตงดงามแกะสลักอยู่บนชิ้นหยกให้เนี่ยหลี เมื่อเนี่ยหลีเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเซียวหนิงเอ๋อสองแก้มแดงเรื่อวิ่งหนีไปไกลแล้ว

        ในโรงเรียนเซิ่งหลัน หยกแดงเป็นสัญลักษณ์แทนความรักของเด็กสาว

        จ้องมองแผ่นหลังอ้อนแอ้นของเซียวหนิงเอ๋อ เนี่ยหลีอดยิ้มขื่นออกมาไม่ได้ ทำไมเขาจะไม่รู้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่เซียวหนิงเอ๋อมีต่อตน ทว่าใครจะคิดถึงได้ โฉมงามผู้แสนเย็นชาในอดีตกลับสามารถอ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้

        เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เพียงเห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังยิ้มฮึมฮัมชำเลืองมองเนี่ยหลี และก็หันไปมองเซียวหนิงเอ๋อที่อยู่ไกลออกไป นางพูดขึ้น “ในเมื่อเซียวหนิงเอ๋อชอบเจ้ามาก เหตุใดเจ้าไม่ตอบตกลงกับนาง?”

        เนี่ยหลีเก็บหยกแดงชิ้นนั้น หันมองเยี่ยจื่ออวิ๋นและพูด “น่าเสียดาย คนที่ข้าชอบคือเจ้า!” ความรักจากสองโลก หัวใจของเนี่ยหลีไม่แปรผัน เนี่ยหลีเคยบอกความในใจให้หนิงเอ๋อรู้แล้ว ทว่าหนิงเอ๋อกลับไม่ยอมแพ้

        ใบหน้าของเยี่ยจื่ออวิ๋นแดงเรื่อและทอดถอนใจพูด “เนี่ยหลี หากเจ้ายังพูดเช่นนี้อีก ข้าจะ... อย่าคิดว่าข้าจะยอมถูกรังแกง่ายๆ เชียว!” เวลานี้เยี่ยจื่ออวิ๋นอดที่จะคิดถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในซากเมืองโบราณกู่หลันมิได้ ในใจรู้สึกร้อนวาบขึ้นมา ชกหมัดออกไป

        “แน่นอน ข้าจริงจังนะ!” เนี่ยหลียิ้มบาง จ้องมองเยี่ยจื่ออวิ๋นด้วยสายตาลึกซึ้ง

        “เจ้า ข้าไม่สนใจเจ้าแล้ว!” เยี่ยจื่ออวิ๋นกระทืบเท้าเร่าๆ ขณะหมุนตัวเตรียมจากไปก็พลันหยุดเท้า ยิ้มกว้างและพูด “เช่นนั้นเจ้าลองบอกออกมา ข้ามีดีกว่าเซียวหนิงเอ๋อที่ตรงไหน?”

        เนี่ยหลียักไหล่พูด “เรื่องนี้ไม่อาจเปรียบเทียบ พูดได้เพียงว่า มีบางคนเกิดมาก็ถูกชะตาฟ้ากำหนด ไม่อาจแทนกันได้!”

        จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเนี่ยหลี เยี่ยจื่ออวิ๋นตะลึงงันเล็กน้อย นางรู้สึกได้เลาๆ ว่าเนี่ยหลีมีเรื่องมากมายไม่ได้บอกนาง ภายในดวงตาของเนี่ยหลีดูเหมือนจะมีเรื่องราวมากมายซุกซ่อนอยู่

        หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เยี่ยจื่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสดใสและพูด “ข้าปรารถนาจะให้สามีของข้าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่านปู่ของข้า เขาจะต้องมีพลังพอที่จะสามารถเขย่าโลกใบนี้ได้ ปกป้องเมืองกวงฮุยด้วยชีวิต!” นางชำเลืองมองเนี่ยหลี ยิ้มๆ พูด “หากเจ้าก้าวขึ้นถึงระดับตำนานเมื่อใด ไม่แน่ว่าข้าอาจจะยอมพิจารณา!”

        “เดี๋ยว เจ้าเหตุใดพูดจาไม่เป็นคำ เจ้ามิใช่บอกไว้ว่าหากข้าก้าวถึงระดับทองเมื่อไหร่ก็จะยอมรับข้าหรอกหรือ?” เนี่ยหลีพูดหน้าเศร้า

        “เมื่อครู่ข้าแค่พูดเล่น! ที่พูดไปไม่นับ! เจ้าไม่รู้หรือ พวกเราเด็กผู้หญิงไม่เคยพูดความจริง?” ครั้นกล่าวจบ แม่นางน้อยก็ส่งเสียงหัวเราะราวเสียงระฆังเงินออกมา วิ่งหนีไปราวกับนกนางแอ่นตัวหนึ่ง พริบตาเดียวก็จากไปไกลแล้ว

        จ้องมองแผ่นหลังของเยี่ยจื่ออวิ๋น เนี่ยหลียิ้มบางและพึมพำกับตนเอง “หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดชาติที่แล้วเจ้าจึงเลือกข้า?” เนี่ยหลีในชาติที่แล้ว กระทั่งระดับเงินก็ยังไปไม่ถึง ทว่ากลับได้อยู่กับเยี่ยจื่ออวิ๋น “แต่อย่างไรก็แค่ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนาน ดูเหมือนก็ไม่ยากเท่าไหร่!”

        เว่ยหนัน จูเสียงจวิ้น และจางหมิงต่างร่ำลาเนี่ยหลี ออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านแล้ว

        ตู้เจ๋อและลู่เพียวเดินเข้ามา

        “พวกเราก็ต้องไปแล้ว!” ตู้เจ๋อพูดยิ้มๆ

        “อืม!” เนี่ยหลีพยักหน้าหงึกๆ “อีกหนึ่งเดือนพวกเราค่อยกลับมาพบกันใหม่!”

        “อีกหนึ่งเดือนพบกัน!” ตู้เจ๋อพยักหน้า เมื่อคิดว่าตนกำลังจะได้กลับบ้าน ตู้เจ๋อก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ กลับบ้านครั้งนี้ นอกจากวรยุทธ์ที่ดีขึ้นแล้ว เนี่ยหลียังมอบเงินเหรียญจิตอสูรให้เขาไว้เป็นจำนวนมาก อย่างน้อยที่สุดก็เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวของเขาพ้นจากความทุกข์ยาก ในใจเขาเต็มไปด้วยความสำนึกขอบคุณเนี่ยหลี เพราะเนี่ยหลีได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง!

        ลู่เพียวสองมือเท้าเอวและหัวเราะร่าขึ้นฟ้า “ในที่สุดข้าก็จะได้กลับบ้านแล้ว กลับบ้านครั้งนี้ไม่ต้องถูกตาแก่ตีก้นแล้ว ฮ่าๆๆ”

        เห็นท่าทางในตอนนี้ของลู่เพียว เนี่ยหลีและตู้เจ๋อมองหน้ากัน อดยิ้มเจื่อนออกมาไม่ได้ ขยับตัวหนีห่างจากลู่เพียว เพราะนักเรียนรอบด้านพากันหันสายตาประหลาดมองมาทางนี้แล้ว

        ลู่เพียวกอดใส่เนี่ยหลีอย่างแรงคราหนึ่ง หอมใส่เนี่ยหลีจนน้ำลายเต็มหน้าฟอดหนึ่ง “พี่ชาย ข้ารักเจ้าแทบตายแล้ว!”

        เห็นท่าทางของลู่เพียว เนื้อตัวเนี่ยหลีสั่นเฮือก ผลักลู่เพียวถอยไปด้านข้างและพูด “ไปไปไป ถอยไปไกลๆ ข้าไม่ชอบผู้ชาย!”

        “ข้าก็ไม่ชอบผู้ชาย ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า พื้นดินเป็นสีเขียว! ข้าไปก่อนแล้ว ฮ่าๆ อีกหนึ่งเดือนค่อยพบกันใหม่!” ลู่เพียวเวลานี้ท่าทางมีความสุขคล้ายคนเมาเล็กน้อย ก้าวเท้ายาวๆ จากไป

        ตู้เจ๋อโบกมืออำลาเนี่ยหลีและก็จากไปเช่นกัน

        เห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของคู่หูทั้งสอง เนี่ยหลีอดยิ้มบางมิได้ เขาเดินตรงไปยังทิศที่ตั้งของครอบครัว

        ทางภาคเหนือของเมืองกวงฮุย เมืองกวงฮุยกินอาณาเขตกว้างไกล นอกจากบริเวณตัวเมืองที่มีความรุ่งเรืองสองแห่งแล้ว ยังมีเมืองย่อยอีกหกแห่ง จากโรงเรียนเซิ่งหลันไปถึงบ้านของเนี่ยหลี ต่อให้มีรถเทียมม้าก็ยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองวันจึงจะถึง

        ครอบครัวของเนี่ยหลีเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเทียนเหิน ตระกูลเทียนเหินมีพื้นที่ในครอบครองกว้างใหญ่อยู่ในหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ทว่าทรัพย์สินที่นี่นับว่าอัตคัดยิ่ง ครอบครัวอาศัยการเพาะปลูกและเก็บสมุนไพรบนภูเขายังชีพ โชคดีมีกำแพงเมืองและกองกำลังป้องกันของเมืองกวงฮุยประจำการอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงนับเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยยิ่ง ปกติไม่มีสัตว์อสูรใดๆ เข้ามาโจมตี แม้จะเรียกว่าเป็นครอบครัวชนชั้นสูงตระกูลหนึ่ง ทว่าก็มีเพียงท่านประมุขคนเดียวเท่านั้นที่มียศตำแหน่ง และตำแหน่งนี้มิได้สืบทอดต่อให้ลูกหลาน นั่นหมายความว่าหากท่านประมุขเสียชีวิตลง ก็จะไม่มีเด็กรุ่นใหม่คนไหนสามารถรับช่วงสืบทอดตำแหน่งนี้ได้ ตระกูลเทียนเหินก็จะมิใช่ครอบครัวชนชั้นสูงอีกต่อไป

        ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางที่ตกต่ำมากที่สุด คฤหาสน์บ้านเรือนในตระกูลเทียนเหินจึงเก่าแก่และทรุดโทรมมาก กำแพงล้อมหมู่บ้านก็อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมถึงขีดสุดจากการโจมตีของสัตว์อสูรที่ผ่านมา ทว่าทางตระกูลไม่มีเงินที่จะซ่อมแซมดูแล

        บริเวณนอกกำแพง มองเห็นทิวทัศน์อันสงบเรียบง่ายของพื้นที่เพาะปลูกผืนใหญ่ คนกลุ่มหนึ่งกำลังปลูกพืชหลายอย่าง เมื่อพวกเขาเห็นเนี่ยหลีที่อยู่ไกลๆ กำลังเดินใกล้เข้ามา ผู้คนต่างส่งเสียงทักทายเนี่ยหลี

        “เนี่ยหลี เจ้ากลับมาแล้ว?” ผู้คนที่รับผิดชอบการเพาะปลูกมักไม่มีฐานะสูงส่งอยู่ในตระกูล และบิดาของเนี่ยหลีก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

        แม้ตระกูลเทียนเหินจะตกต่ำลง พวกเขายังมีจำนวนประชากรค่อนข้างสูงอยู่ เฉพาะพื้นที่บริเวณนี้แห่งเดียวก็มีครอบครัวอยู่ร่วมพันครอบครัวแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าจะมีจำนวนประชากรทั้งหมดอยู่ราวห้า-หกพันคน

        ภายในตระกูลเทียนเหินมีเด็กที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเซิ่งหลันอยู่ทั้งสิ้นยี่สิบหกคน เนี่ยหลีก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม นิสัยของเนี่ยหลีค่อนข้างสันโดษ อีกประการหนึ่ง เด็กคนอื่นล้วนอยู่ในชั้นเรียนระดับกลางและระดับสูงแล้ว ดังนั้นวันหยุดของพวกเขาจึงช้ากว่าเล็กน้อย บางทีอาจจะอีกหนึ่งวันหรือสองวัน พวกเขาจึงกลับถึงบ้าน

        “พี่เนี่ยหลี ท่านกลับมาแล้ว!” เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งเท้าเปล่าร่าเริงเข้ามาหาเนี่ยหลี นางผูกหางเปียเส้นหนึ่ง ใบหน้าเนียนราวหยก แลดูน่ารักยิ่ง

        นางชื่อเนี่ยอวี่ เป็นลูกสาวของท่านอา

        บิดาของเนี่ยหลีชื่อเนี่ยหมิง เขามีน้องชายคนเดียว พวกเขามีฐานะต่ำต้อยอยู่ในตระกูลเทียนเหิน ปกติอาศัยการเพาะปลูกเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ยังดีว่าผลผลิตจากการเพาะปลูกต้องจ่ายเข้าส่วนกลางเพียงหนึ่งในสามส่วนเท่านั้น ที่เหลือสามารถเก็บไว้เลี้ยงตนได้ โชคดีว่าทางตระกูลเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียนของเนี่ยหลีแก่โรงเรียนเซิ่งหลันให้ ดังนั้นจึงพอจะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าอาหารค่าเครื่องนุ่งห่มมากนัก

        ตระกูลเทียนเหินมีประชากรอยู่ราวห้า-หกพันคน มีจำนวนนักสู้ระดับทองแดงหกสิบคน นักสู้ระดับเงินหกคน ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินสองคนและระดับทองหนึ่งคน นี่คือขุมกำลังของตระกูลเทียนเหิน

        คนที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเทียนเหินคือท่านประมุขเนี่ยไห่ ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทอง เขามีฐานะสูงสุดในตระกูล ถัดมาเป็นนักสู้ระดับทองหนึ่งดาวสองคน และนักสู้ระดับทองสามดาวหนึ่งคน

        ปกติแล้วเนี่ยหลีไม่ค่อยได้เห็นท่านประมุข เขามักปรากฏตัวในงานฉลองต่างๆ เท่านั้น

        เนี่ยหลีลูบไล้ศีรษะของเนี่ยอวี่ เขารักและเอ็นดูเนี่ยอวี่อย่างยิ่ง จึงยิ้มจนตาหยีและเอ่ยถาม “เสี่ยวอวี่ อยู่บ้านเชื่อฟังหรือไม่?”

        “อืม เสี่ยวอวี่เชื่อฟังมาก!” เนี่ยอวี่พูด พยักหน้าหงึกๆ “ข้าจะเป็นแบบพี่ชาย ไปเรียนที่โรงเรียนเซิ่งหลัน และเป็นนักสู้!”

        เนี่ยอวี่มักเห็นเนี่ยหลีเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ เนี่ยหลีจึงอดรู้สึกละอายใจมิได้ ก่อนเมืองกวงฮุยจะล่มสลาย วรยุทธ์ของเนี่ยอวี่สูงกว่าเขามากแล้ว เนี่ยอวี่มักเป็นห่วงเขา ทว่าในฐานะที่เป็นพี่ชาย กลับต้องคอยยืนหลบอยู่หลังน้องสาว ทำให้เนี่ยหลีหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง ภายหลังเนี่ยอวี่ต่อสู้จนตัวตาย ช่างกล้าหาญนัก

        แม้จมูกจะรู้สึกแสบรื้นขึ้นมาเล็กน้อย เนี่ยหลียังคงฝืนกลั้นไว้ กลับมาบ้านแล้ว ช่างดีเสียจริง

        เนี่ยหลีพาเสี่ยวอวี่เดินไป มองเห็นเนี่ยหมิงและเนี่ยไคสองคนหยุดมือจากงาน ส่งยิ้มให้กันและเดินเข้ามาหา

 




NEKOPOST.NET