[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร ตอนที่ 50 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร

Ch.50 - เล่มที่ 2 บทที่ 50 พลังหมัด


        เสิ่นเยวี่ยขันอาสา ดึงดูดสายตาผู้คนมากมายทันที

        ในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น เสิ่นเยวี่ย เยี่ยจื่ออวิ๋น และเซียวหนิงเอ๋อน่าจะเป็นนักเรียนที่มีโอกาสทะลวงขึ้นสู่ระดับทองแดงหนึ่งดาวได้มากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือเรื่องที่เนี่ยหลีท้าพนันกับอาจารย์เสิ่นซิ่วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่คิดว่าเนี่ยหลีจะสามารถทะลวงถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในระยะเวลาอันแสนสั้นปานนี้

        หากสามารถทะลวงถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวได้อย่างง่ายดาย ก็คงไม่มีคนมากมายที่ไม่สามารถทะลวงฝ่ากำแพงขวางกั้นนั้น และไม่สามารถกลายเป็นนักสู้หรือผู้ควบคุมจิตอสูรในตลอดชีวิตของพวกเขาแล้ว

        เสาหินทดสอบพละกำลังเป็นหินขนาดยักษ์ก้อนหนึ่ง ทั่วทั้งต้นเป็นมันเงาราวกับโลหะ นักสู้สามารถทุ่มเทพลังชกใส่เสาหินสำหรับทดสอบพละกำลังนี้เต็มที่ เสาหินจะบังเกิดความเสื่อมจนถึงระดับหนึ่งจากหมัดนั้น จากความเสื่อมนี้ ผู้คนจะบอกได้ถึงพละกำลังของคนผู้นั้น

        “ตูม!” เสิ่นเยวี่ยกระแทกหมัดของตนลงบนเสาหินทดสอบพละกำลัง

        อาจารย์หลายท่านผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเดินเข้ามา

        “ระดับทองแดงหนึ่งดาว ผลการทดสอบหนึ่งร้อยยี่สิบแต้ม!”

        พูดง่ายๆ ก็คือการทดสอบพละกำลังของเสิ่นเยวี่ยได้ร้อยยี่สิบแต้ม

        นักเรียนทุกคนจากชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นพากันอุทานออกมา พวกเขาไม่เคยคิดว่าร่างกายของเสิ่นเยวี่ยจะแข็งแรงถึงเพียงนี้ กระทั่งก้าวถึงระดับทองแดงแล้ว โดยทั่วไปนักเรียนที่ฝึกพลังจิตอสูรเป็นหลัก เริ่มแรกจะมีพลังกายแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อเลื่อนขึ้นถึงระดับเงินแล้วการพัฒนาของพลังกายจึงค่อยๆ ช้าลง กระนั้นก็ตาม พลังกายที่พัฒนาขึ้นของเสิ่นเยวี่ยมีความรวดเร็วกว่านักเรียนคนอื่นๆ มาก เลื่อนถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวแล้ว

        ทุกคนมีโอกาสทดสอบพลังกายได้สามครั้ง เสิ่นเยวี่ยยังไม่ค่อยพอใจกับผลการทดสอบครั้งนี้ เขาจึงตั้งท่าใหม่ โคจรพลังเต็มที่และระเบิดหมัดออกไป

        ตูม!

        เสิ่นเยวี่ยกระแทกหมัดใส่เสาหินทดสอบพละกำลังอีกครั้งหนึ่ง

        “ระดับทองแดงหนึ่งดาว ผลการทดสอบคือหนึ่งร้อยสามสิบแต้ม!”

        “ระดับทองแดงหนึ่งดาว ผลการทดสอบคือหนึ่งร้อยสามสิบห้าแต้ม!”

        เมื่อเห็นผลลัพธ์ เสิ่นเยวี่ยจึงทำสีหน้าพอใจและขยับไปทดสอบพลังวิญญาณเป็นอันดับต่อไป ไม่นานผลการทดสอบพลังวิญญาณของเสิ่นเยวี่ยก็ปรากฏออกมาเช่นกัน หนึ่งร้อยสิบห้าแต้ม โดยทั่วไป ผู้ที่มีพรสวรรค์ทั้งการต่อสู้และการควบคุมจิตอสูรมักเลือกที่จะเป็นผู้ควบคุมจิตอสูร พลังวิญญาณถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด พรสวรรค์ทางพลังกายจึงถูกมองเป็นเพียงเครื่องประดับอย่างหนึ่ง

        “พลังวิญญาณของเสิ่นเยวี่ยผ่านระดับร้อยแต้มไปแล้ว เขากลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวแล้วจริงๆ!”

        “การฝึกยุทธ์ก้าวหน้ารวดเร็วปานนี้ ช่างสมกับเป็นคนของตระกูลเสินเซิ่งโดยแท้!”

        “ร้ายกาจนัก เขาสามารถเลื่อนขึ้นเรียนในระดับผู้ควบคุมจิตอสูรได้แล้ว!”

        “หากผู้ควบคุมจิตอสูรหนึ่งดาวคนหนึ่งยังไม่มีคุณสมบัติ เช่นนั้นใครยังจะมีคุณสมบัติได้อีก?”

        ได้ยินข้อสนทนาของคนรอบด้าน มุมปากของเสิ่นเยวี่ยก็ยกสูง จ้องมองไปทางเนี่ยหลีและพวกอย่างภาคภูมิใจ

        บนระเบียงห่างออกไป ผู้บริหารระดับสูงหลายคนของโรงเรียนเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ไม่ง่ายนักที่ชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นจะสามารถสร้างผู้ควบคุมจิตอสูรออกมาได้สักคนหนึ่ง!

        เสิ่นเยวี่ยยืนกอดอกอยู่ไกลออกไป ล้อมรอบด้วยพวกลูกน้อง เขากวาดตามองพวกนักเรียนในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นด้วยความภาคภูมิใจ

        “ใครจะเป็นคนถัดไป?” อาจารย์ผู้ควบคุมการสอบมองๆ ผู้คนด้านข้างและเอ่ยถามขึ้น

        “ให้ข้าเป็นคนต่อไปเอง!” ลู่เพียวสาวเท้าออกมา เดินตรงไปที่เสาหินทดสอบพละกำลัง

        พวกนักเรียนเริ่มแสดงความเห็น

        “เป็นลู่เพียวนั่นเอง!”

        “ลู่เพียวไม่ได้เข้าชั้นเรียนมาพักหนึ่งแล้ว!”

        “ฟังว่าเขามักขลุกอยู่กับเนี่ยหลีเสมอ!”

        “ลู่เพียวคงไม่มีปัญญาทะลวงขึ้นถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวหรอกกระมัง? นอกจากนั้นเขายังไม่มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้ควบคุมจิตอสูร”

        ได้ยินเสียงนักเรียนรอบด้านวิพากษ์วิจารณ์ ลู่เพียวหันไปยิ้มกับเนี่ยหลี ตู้เจ๋อและเพื่อนๆ คนที่ดูแคลนพวกเขาเหล่านี้ผิดมหันต์แล้ว! หลังจากฝึกเคล็ดวิชาที่เนี่ยหลีมอบให้ ความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ของลู่เพียวก็ล้ำหน้าเกินเพื่อนวัยเดียวกันไปมากมาย

        ลู่เพียวหันไปมองพวกเสิ่นเยวี่ยที่ยืนอยู่ห่างออกไป รอยยิ้มดูแคลนผุดขึ้นมาบนมุมปาก สองคิ้วก็ยักแล้วยักอีก

        “เจ้าหนูนี่โอหังเกินไปแล้ว! ไม่ช้าก็เร็วพวกเราต้องสั่งสอนมันสักบทเรียนหนึ่ง!” ลูกน้องหลายคนข้างกายเสิ่นเยวี่ยพูดขึ้น

        เสิ่นเยวี่ยหรี่ตาเล็กน้อย เผยให้เห็นแววเย็นชา เดี๋ยวนี้แม้แต่ลูกน้องของเนี่ยหลีก็กล้าตอแยเขาหรือ? ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย!

        ต่อหน้าสายตาของทุกผู้คน ลู่เพียวเดินตรงไปหยุดยืนนิ่งหน้าเสาหินทดสอบพละกำลัง มือขวาเหวี่ยงหมัดออกไปเบาๆ

        “หมัดเบาขนาดนี้จะมีกำลังอย่างไรได้?” นักเรียนหลายคนด้านข้างพากันหัวเราะเย็น

        เสียงตูมคราหนึ่งดังสนั่นลั่นไปทั่วตึก เสาหินทั้งแท่งพลันสั่นสะเทือน

        “เกิดอะไรขึ้น?”

        “เสียงทรงพลังยิ่ง!”

        อาจารย์ผู้ควบคุมการสอบที่อยู่ด้านข้างก็ตะลึงงัน หมุนตัวเดินตรงมาทางลู่เพียว หันมองเสาหินทดสอบพลังคราหนึ่ง นิ่งเงียบไปครู่และจึงพูด “ผลการทดสอบ ระดับทองแดงสองดาว สองร้อยหกสิบห้าแต้ม!”

        ผู้คนที่ชมดูเหตุการณ์อยู่รอบด้านพากันตะลึงงัน

        “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

        “ผลการทดสอบผิดพลาดหรือไม่?”

        ต้องรู้ว่าหมัดที่ลู่เพียวเพิ่งชกออกไปนั้นดูเบายิ่ง ที่แท้กลับมีพลังถึงปานนี้ ที่แท้ก้าวถึงระดับทองแดงสองดาวแล้ว ไม่ห่างจากระดับทองแดงสามดาวอีกเท่าไหร่ ลู่เพียวยิ้มน้อยๆ ช่วงที่ผ่านมานี้เขาฝึกยุทธ์ไม่หยุด มีเคล็ดวิชาทรงอานุภาพที่เนี่ยหลีถ่ายทอดให้ ทุกวันยังได้กินยาวิเศษมากมาย แช่น้ำสมุนไพรหญ้าจื่อหลัน ทำให้การบ่มเพาะความแข็งแกร่งของเขามิใช่เรื่องยากเย็นอันใด

        ผ่านไปเป็นนาน ทุกคนจึงได้สติคืนจากความตกตะลึงและได้แต่มองหน้ากันไปมา อายุเพียงสิบสามปีก็มีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้แล้ว ทั่วทั้งโรงเรียนเซิ่งหลัน สามารถนับเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงคนหนึ่ง เหล่าผู้บริหารของโรงเรียนเซิ่งหลันคงต้องให้การบำรุงเขาอย่างเต็มที่แล้ว

        “ไม่เลวไม่เลว คิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น นักเรียนปีนี้ยอดเยี่ยมนัก!” ผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนคนหนึ่งยิ้มแย้มพูด

        “ผลการเรียนของนักเรียนปีนี้ไม่เลวเลยทีเดียว คงเพราะทางสมาคมนักปรุงยาวิเศษได้ผลิตยาวิเศษเหล่านั้นออกมา!” ผู้บริหารของโรงเรียนอีกท่านหนึ่งพูดขึ้นเบาๆ เป็นความจริงที่ยาซึ่งทางสมาคมนักปรุงยาวิเศษปรุงขึ้นมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ช่วยให้ความสามารถเฉลี่ยของนักเรียนดีขึ้นเป็นอันมาก

        เพื่อที่จะบำรุงเหล่าคนรุ่นใหม่ ทุกครอบครัวย่อมยินดีที่จะจ่ายเงินออกไปเป็นจำนวนมาก

        ลู่เพียวมองไปทางเสิ่นเยวี่ยที่อยู่ไกลออกไปด้วยสายตายียวน ใบหน้าของเสิ่นเยวี่ยดำคล้ำยิ่ง ลู่เพียวไม่ปิดบังสายตาดูแคลน! ทว่าเมื่อคิดถึงพลังของลู่เพียว เสิ่นเยวี่ยก็อดที่จะรู้สึกหดหู่ไม่ได้ ลู่เพียวเพิ่มพลังของตนได้อย่างรวดเร็วจนถึงปานนี้ภายในเวลาสั้นๆ ได้อย่างไร? หรือเขาได้กินยาวิเศษมากมาย?

        ใบหน้าของอาจารย์เสิ่นซิ่วซึ่งยืนอยู่ไกลออกไปก็น่าเกลียดแล้ว แม้ลู่เพียวเป็นนักเรียนคนหนึ่งในชั้นของนาง แต่ลู่เพียวมักขลุกอยู่กับเนี่ยหลีเสมอ ซึ่งทำให้นางไม่ชอบลู่เพียวเช่นกัน พื้นฐานเดิมของลู่เพียวนั้นนางรู้ดี ทว่าเหตุใดพลังจึงเพิ่มขึ้นจนน่าอัศจรรย์ถึงปานนี้ เช่นนั้นเนี่ยหลีก็มิใช่จะ... ดวงตาขุ่นมัวของเสิ่นซิ่วชำเลืองมองไกลออกไปทางเนี่ยหลีที่กำลังสนทนาอยู่กับสองโฉมงาม

        การทดสอบพละกำลังรอบที่สอง

        ลู่เพียวยืนมั่นคง โคจรพลังทั้งหมดชกใส่เสาหินแห่งการทดสอบ

        ตูม! เสียงดังตูมกดใส่แก้วหู เสาหินทดสอบพลังปรากฏรอยหมัดประทับขึ้นรอยหนึ่ง

        “ผลการทดสอบ ระดับทองแดงสามดาว สามร้อยยี่สิบห้าแต้ม” อาจารย์ผู้ควบคุมการสอบตกใจเล็กน้อยและพลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอัศจรรย์ใจ พรสวรรค์ด้านพละกำลังที่ลู่เพียวแสดงออกมานี้น่าอัศจรรย์ใจยิ่งแล้ว จะต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่คุ้มต่อการบำรุงส่งเสริม

        นักเรียนด้านหลังกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ทดสอบสูดลมเย็นเข้าปากคำหนึ่ง

        “ข้าตายแน่ นี่ยังจะเหลือโอกาสให้ผู้อื่นรอดชีวิตอยู่อีกหรือ?”

        “ไม่ใช่มนุษย์แล้ว!”

        ต่างก็อายุสิบสามปีเหมือนกัน หากพลังของพวกเขาสามารถขยับถึงกว่าแปดสิบแต้มได้ก็นับว่าดีมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ลู่เพียวเวลานี้กลับสามารถทะลวงขึ้นไปถึงกว่าสามร้อยแต้ม เข้าถึงระดับทองแดงสามดาวผู้หนึ่ง นี่เป็นการเหยียบย่ำความมั่นใจของพวกเขาชัดๆ ช่างไม่อาจทนได้แล้ว!

        ลู่เพียวไม่ใส่ใจสายตาตะลึงงันของผู้อื่น เขาส่ายศีรษะน้อยๆ ทำท่าไม่พอใจอย่างยิ่ง ยืนนิ่งมั่นคงและเหวี่ยงหมัดใส่เสาหินทดสอบพลังอีกครั้งหนึ่ง

        ตูม!

        “ระดับทองแดงสามดาว ผลการทดสอบกำลัง สามร้อยเจ็ดสิบแต้ม!” อาจารย์ผู้ควบคุมการทดสอบที่สังเกตการณ์อยู่ถอนหายใจเอาอากาศเย็นออกมาคำหนึ่งและประกาศ เหลือบมองสายตาของลู่เพียวแล้ว ตนก็อดตาเป็นประกายขึ้นมามิได้ หวนคิดถึงตนเมื่อครั้งที่มีอายุเท่าลู่เพียว เขาเพิ่งเลื่อนถึงระดับทองแดง คาดว่าลู่เพียวคงสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ของโรงเรียนเซิ่งหลันได้

        นักเรียนที่สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนสำหรับอัจฉริยะของโรงเรียนเซิ่งหลันได้คงมีไม่เกินห้าสิบคน หากสามารถเป็นหนึ่งในนักเรียนของชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ได้ การเรียนการสอนที่แต่ละคนจะได้รับนั้นแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านี้นักเรียนทุกสิบคนจะมีอาจารย์หนึ่งท่านคอยดูแล และพวกเขาล้วนเป็นอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดของโรงเรียนเซิ่งหลัน! ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ยังจะได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากเมืองกวงฮุย จะไม่มีผู้ใดแตะต้องพวกเขาได้เลย เว้นแต่จะกระทำการผิดกฎหมายร้ายแรงจนไม่อาจอภัยให้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการละเลยกฎหมายของเมืองกวงฮุย!

        เมืองกวงฮุยมักอยู่ภายใต้การคุกคามของสัตว์อสูร ดังนั้นอัจฉริยะเหล่านี้จึงได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

        “ลู่เพียวไม่จริงจังกับการฝึกยุทธ์ ไม่เช่นนั้นผลการทดสอบของเขาคงไม่ต่ำเช่นนี้!” ตู้เจ๋อที่อยู่ด้านข้างยิ้มขื่น

        นักเรียนหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้เขาได้ยินคำพูดของตู้เจ๋อ พวกเขาพากันตกใจแล้ว ลู่เพียวไม่ตั้งใจฝึกยุทธ์ยังได้ผลลัพธ์ถึงปานนี้ ถ้าหากตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักเล่า ยังจะเหลือทางรอดให้พวกเขาอีกหรือ? สายตาของพวกเขาอดที่จะตกอยู่ที่ตู้เจ๋อและพวกไม่ได้ ลู่เพียวอยู่ด้วยกันกับตู้เจ๋อและเนี่ยหลีเสมอ หากพลังของเขาเพิ่มพูน หรือว่าเนี่ยหลี ตู้เจ๋อกับพวกก็จะ...

        ต่อด้วยการทดสอบพลังวิญญาณของลู่เพียว ลู่เพียวถือผลึกวิญญาณชิ้นหนึ่งและถ่ายทอดพลังวิญญาณลงไปในผลึกวิญญาณนั้น ผ่านไปครู่หนึ่ง มีจุดแสงสว่างขึ้นกลางผลึกวิญญาณ จุดแสงเหล่านั้นยิ่งมาก็ยิ่งเจิดจ้า

        “ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงสามดาว พลังวิญญาณสามร้อยหกสิบเจ็ดจุด!”

        การทดสอบพลังวิญญาณทำการทดสอบครั้งเดียวก็เพียงพอ

        เมื่อได้ยินผลลัพธ์ แม้แต่พวกผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนก็อดที่จะตกใจไม่ได้ ผู้ควบคุมจิตอสูรนั้นล้ำค่ากว่านักสู้ ผู้ควบคุมจิตอสูรอายุสิบสามปีผู้หนึ่งก็ยิ่งโดดเด่น! นี่ย่อมต้องเป็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจอย่างแน่นอน!

        “เด็กคนนี้ต้องเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งอย่างแน่นอน จัดให้เขาไปอยู่ในชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์!” ผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนเห็นพ้องต้องกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่นานชื่อของลู่เพียวก็เข้าหูของทุกคน อาจารย์ระดับสูงของโรงเรียนบางคนตระเตรียมรับเขาเป็นศิษย์แล้ว

        พรสวรรค์ของลู่เพียวไม่จำเป็นต้องหารือกันอีกแล้ว อาจารย์ระดับสูงของโรงเรียนย่อมต้องการเสาะหาศิษย์อัจฉริยะเพื่อช่วยส่งเสริมให้พวกเขามีฐานะสูงส่งขึ้น เดาว่าจะต้องมีผู้บริหารหลายคนแย่งกันชิงตัวลู่เพียวเป็นศิษย์แล้ว!

        หลังการสอบ ลู่เพียวกลับไปยืนยิ้มข้างเนี่ยหลี ตู้เจ๋อและพวก ท่าทางตื่นเต้นยิ่ง

        “เมื่อได้กลับบ้านหลังการสอบสิ้นสุดลง ข้าคงไม่ถูกตาแก่ที่บ้านก่นด่าแล้ว!” ลู่เพียวคิดอย่างสบายใจ ‘คาดว่าเมื่อได้เห็นผลการสอบของข้า กรามของตาเฒ่านั่นคงร่วงถึงพื้นเป็นแน่’

        “ผู้ใดจะเป็นคนต่อไป?” อาจารย์ผู้ควบคุมการสอบชำเลืองมองนักเรียนในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น การทดสอบนักเรียนห้องที่แล้วไม่มีนักเรียนผู้มีพรสวรรค์เตะตาสักคน คิดไม่ถึงว่าชั้นเรียนที่ไม่มีผู้ใดคาดหวังเช่นชั้นเรียนสำหรับการต่อสู้เบื้องต้นนี้จะมีอัจฉริยะที่น่าตกใจโผล่มาถึงสองคน นี่ทำให้เขาตั้งตารอคอยการทดสอบนักเรียนจากชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นที่เหลือเหล่านี้ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ




NEKOPOST.NET