[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร ตอนที่ 12 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] บันทึกราชันย์เทพอสูร

Ch.12 - เล่มที่ 1 โลกเยาหลิง โลกแห่งจิตอสูร บทที่ 12 อาณาเขตวิญญาณ


เนี่ยหลีพูดเช่นนี้ หากตระกูลเสินเซิ่งมาหาเรื่องเนี่ยหลี จะมิใช่หมายความว่าตระกูลเสินเซิ่งทั้งบ้านล้วนเป็นพวกต่ำช้าหรอกหรือ

        ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นซิ่วหรือเสิ่นเยวี่ย ล้วนถูกเนี่ยหลียั่วโมโหจนแทบกระอักเลือดแล้ว

        เยี่ยจื่ออวิ๋นอดที่จะหันไปมองเนี่ยหลีอีกรอบมิได้ นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าเนี่ยหลีจะกล้าปานนี้ ถึงกับกล้ากล่าวโทษตระกูลเสินเซิ่งซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกวงฮุย ช่วงที่ผ่านมา การกระทำของเนี่ยหลีทำให้ผู้คนไม่อาจเมินเฉยต่อความคงอยู่ของเขาได้ ในใจเยี่ยจื่ออวิ๋นค่อนข้างสงสัย ที่แท้เนี่ยหลีเป็นคนเช่นไรกันแน่?

        ส่วนเซียวหนิงเอ๋อ ได้ยินวาจาเชือดเฉือนของเนี่ยหลีที่โจมตีใส่จุดอ่อนของตระกูลเสินเซิ่ง นางอดที่จะรู้สึกชอบใจมิได้ เนื่องเพราะครอบครัวของนางต้องการให้นางแต่งเข้าบ้านตระกูลเสินเซิ่งเสมอมา ในใจของนางขัดแย้งกันอย่างยิ่ง ตั้งแต่แรกนางก็มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตระกูลเสินเซิ่งอยู่แล้ว ได้ยินเนี่ยหลีรุกไล่เสิ่นซิ่วเข้าตาจน เสิ่นเยวี่ยก็ถึงขนาดตะลึงจนพูดไม่ออก ด้านหนึ่งใช้วิธีระราน นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ขณะเดียวกัน ในใจของนางก็เต็มไปด้วยความยอมรับนับถือเนี่ยหลี จะต้องมีความรู้ลึกซึ้งสักแค่ไหน เพียงชำเลืองมองคราวเดียวก็สามารถบอกที่มาของยันต์ระเบิดเพลิงสีแดงได้แล้ว? ที่แท้ในขณะที่คนเหล่านี้มัวเสียเวลาแต่ละวันไปโดยเปล่าประโยชน์ เนี่ยหลีกลับได้อ่านหนังสือมากมาย

        เวลาเดียวกัน ด้านนอกห้องเรียน หลวี๋เหยี่ยรีบรุดวิ่งเข้ามา ส่งมอบหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้เฒ่าชุดเทา

        ท่านรองอาจารย์ใหญ่เยี่ยเซิ่งเอาแต่เฝ้าสังเกตอารมณ์ของผู้เฒ่าชุดเทา

        ผู้เฒ่าชุดเทาพลิกหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไปที่ยันต์รูปแบบที่หกในหน้าสามสิบ พอเห็นยันต์อัคคีสายฟ้าชุดนี้ จากนั้นเทียบกับยันต์ระเบิดเพลิงสีแดง สีหน้าก็บึ้งตึงไม่พูดไม่จา

        เยี่ยเซิ่งก็ไม่กล้าพูดมาก นี่เป็นเรื่องอื้อฉาวของตระกูลเสินเซิ่งโดยแท้ เกี่ยวพันกับชนชั้นสูงของเมืองกวงฮุย ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าพูดอะไร

        ผู้เฒ่าชุดเทามองๆ หนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ตัวหนังสือในนั้นซับซ้อนยิ่ง แม้แต่เขาก็ยังจดจำได้เพียงไม่กี่ตัว เนี่ยหลีมีความรู้ลึกซึ้งมากมายนัก เขารู้สึกอัศจรรย์ใจและเงียบไปครู่หนึ่ง ‘เนี่ยหลี นักเรียนผู้นี้มีพรสวรรค์ถึงปานไหนหนอ?’

        เยี่ยเซิ่งเหล่มองหลวี๋เหยี่ย กับนักเรียนไร้ชื่อผู้หนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่รองอาจารย์ใหญ่เช่นเขาจะมีข้อมูลอะไร

        หลวี๋เหยี่ยรีบพูด “ข้าเพิ่งไปตรวจสอบมา เขามีอาณาเขตวิญญาณสีแดง”

        ผู้เฒ่าชุดเทาพยักหน้า “น่าเสียดาย เด็กคนนี้มีความรู้กว้างขวาง แต่พรสวรรค์ด้านนี้กลับด้อยนัก ไม่เช่นนั้นอนาคตคงไร้ขีดจำกัด เยี่ยเซิ่ง ให้เขาไปทำหน้าที่ดูแลห้องสมุด!”

        “ขอรับ!” เยี่ยเซิ่งรีบพยักหน้า เขารู้ว่าผู้เฒ่าชุดเทาชื่นชอบผู้มีพรสวรรค์ แม้พรสวรรค์แต่กำเนิดของเนี่ยหลีจะอ่อนด้อย แต่กลับมีความรู้กว้างขวาง แม้แต่หนังสืออัคคีสายฟ้าสวรรค์ก็ยังอ่านได้เข้าใจ หากได้เป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดย่อมสามารถศึกษาค้นคว้าตำหรับตำราต่างๆ ได้อีกมากมาย ทุกคนในเมืองกวงฮุยให้ความสำคัญกับการฝึกยุทธ์ มีน้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาค้นคว้าหนังสือโบราณเหล่านี้ ผู้เฒ่าชุดเทาจัดการเช่นนี้อีกส่วนก็เพื่อปกป้องเนี่ยหลี เพราะการเป็นบรรณารักษ์ของโรงเรียนกวงฮุยเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเสินเซิ่งก็ไม่กล้าคุกคามเนี่ยหลี

        ทว่าเนี่ยหลีมีหรือจะหวั่นเกรงการคุกคามจากตระกูลเสินเซิ่ง? หากเป็นชาติก่อน เนี่ยหลีคงต้องกลัวจนหัวหด หนีตระกูลเสินเซิ่งแทบไม่ทัน แต่สำหรับชาตินี้ เนี่ยหลีจะไม่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนอีก

        หนี้แค้นในชาติที่แล้ว เนี่ยหลียังจดใส่บัญชีไว้และจะต้องตอบแทนตระกูลเสินเซิ่งให้ครบถ้วน!

        เสิ่นซิ่วจ้องมองเนี่ยหลีอย่างเคืองแค้น นางเกลียดเนี่ยหลีเข้ากระดูกดำ จึงพูดขึ้นด้วยเสียงเย็นชา “เรื่องราวในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้!” เสิ่นซิ่วเป็นคนอาฆาตมาดร้าย ในเมื่อมีฐานะเป็นอาจารย์ของเนี่ยหลี นางย่อมมีวิธีการมากมายที่จะจัดการเนี่ยหลี

        หึหึ เนี่ยหลียิ้มเย็น ในฐานะที่เป็นอาจารย์ นางกลับกล้าข่มขู่นักเรียนคนหนึ่งในชั้นเรียน นี่เรียกว่าไม่รู้จักอาย! ต่อให้ตระกูลเสินเซิ่งไม่มาหาเรื่องเขา เขาก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มไปหาเรื่องตระกูลเสินเซิ่งอยู่ดี!

        นี่เป็นเพียงการเผชิญหน้ากันครั้งแรกเท่านั้น เนี่ยหลียังมีลูกเล่นอีกมาก เพียงแต่ยังไม่อยากเปิดเผยออกมาเสียทั้งหมด เวลานี้กำลังของเนี่ยหลียังไม่เพียงพอ เขาไม่ควรต่อต้านตระกูลเสินเซิ่งมากเกินไป ไม่ว่าอย่างไรพวกมันก็เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกวงอยู่ เนี่ยหลีเข้าใจดีว่าเขาต้องรีบเพิ่มพูนกำลังของตนโดยด่วน

        หลังจากนั้นเสิ่นซิ่วก็ไม่มีอารมณ์จะสอนต่อไปอีกแล้ว นางรีบจบการบรรยาย

        สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนแพร่สะพัดออกไปในหมู่นักเรียนอย่างรวดเร็ว เล่าต่อกันไปเป็นทอดๆ ตระกูลเสินเซิ่งที่มักทำตัวสูงส่ง ไม่ว่าจะพยายามปกปิดอย่างไร ความผิดครั้งนี้ฝ่าฝืนจรรยาบรรณของผู้ควบคุมจิตอสูรอย่างแรง ดังนั้นผู้ควบคุมจิตอสูรทุกคนจึงดูแคลนนัก ตระกูลเสินเซิ่งได้แต่เห็นเนี่ยหลีเป็นดังหอกข้างแคร่ ทว่าไม่อาจทำอันตรายเนี่ยหลีได้ ตรงกันข้าม หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเนี่ยหลี ทุกคนคงต้องสงสัยตระกูลเสินเซิ่งเป็นอันดับแรก เรื่องโจ่งแจ้งเช่นนี้ ตระกูลเสินเซิ่งยังไม่กล้ากระทำ ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเสินเซิ่งก็ไม่อาจปิดบังความจริงได้

        หลังจากเหตุการณ์นี้ เกียรติและชื่อเสียงของตระกูลเสินเซิ่งถูกกระทบใหญ่หลวง พูดกันว่าท่านประมุขของตระกูลเสินเซิ่งพยายามขอเข้าเยี่ยมบิดาของเยี่ยจื่ออวิ๋น ทว่าท่านเจ้าเมืองกลับปฏิเสธ

        ส่วนเนี่ยหลี เรื่องครั้งนี้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี

        แม้เขายังไม่รู้ว่าจะเข้าไปใกล้ชิดเยี่ยจื่ออวิ๋นได้อย่างไร ทว่าหากเขาสามารถทำลายการหมั้นหมายระหว่างเสิ่นเยวี่ยและเยี่ยจื่ออวิ๋นลงได้ นี่ก็เพียงพอให้ดีใจแล้ว

        ผลจากเหตุการณ์ในวันนี้ มุมมองอันดีของเยี่ยจื่ออวิ๋นต่อเสิ่นเยวี่ยก็ตกฮวบลงไปเป็นอันมาก

        ที่ห้องทำงานท่านรองอาจารย์ใหญ่

        เสียงแหลมๆ ของเสิ่นซิ่วดังลอดออกมา

        “ท่านรองอาจารย์ใหญ่เยี่ยเซิ่ง นักเรียนเนี่ยหลีผู้นี้ไม่เคารพยำเกรงผู้อาวุโส เขากล้าขัดแย้งกับอาจารย์ของตนในชั้นเรียน น่ารังเกียจเป็นที่สุด ข้าขอให้ท่านรองอาจารย์ใหญ่อนุมัติ ให้ขับไล่มันออกไปจากโรงเรียน!” เสิ่นซิ่วกล่าวอย่างมีอารมณ์

        ต่อให้ไม่มีคำพูดจากใต้เท้าท่านนั้น ความรู้ของเนี่ยหลีกว้างขวางลึกซึ้งนัก แม้อนาคตข้างหน้าไม่อาจกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็ยังอาจจะเป็นแขกคนสำคัญของท่านผู้เฒ่า เยี่ยเซิ่งจะขับไล่เขาออกไปได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น เนี่ยหลีก็เป็นที่ถูกใจผู้เฒ่าท่านนั้น อย่างไรก็ตาม เสิ่นซิ่วก็เป็นคนจากตระกูลเสินเซิ่ง ยังควรไว้หน้าให้บ้าง เยี่ยเซิ่งยิ้มแย้มและพูด “เรื่องนี้ ข้าจะลองพิจารณาดูอีกที การขับไล่นักเรียนออกจากโรงเรียนมีผลกระทบใหญ่หลวง”

        “ท่านรองอาจารย์ใหญ่เยี่ยเซิ่ง ยังมีอันใดต้องพิจารณาอีก ข้าขอให้ท่านขับไล่เนี่ยหลีออกไปทันที ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่สอนชั้นนั้นอีก!” เสิ่นซิ่วพูดอย่างโกรธเคือง

        ดวงตาเยี่ยเซิ่งเป็นประกาย แม่นางเสิ่นซิ่วผู้นี้โอหังจนไม่รู้จักว่าเมื่อใดควรถอย เขายิ้มและพูด “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะย้ายเจ้าไปสอนที่ชั้นอื่นดีหรือไม่?”

        เสิ่นซิ่วลังเลเล็กน้อย นางคิดว่าเยี่ยเซิ่งคงจะยอมไว้หน้าตระกูลเสินเซิ่งอยู่บ้าง แต่ฟังจากคำพูดของเขา เสิ่นซิ่วเข้าใจความหมายบางอย่างในคำพูดนั้น เยี่ยเซิ่งยืนยันที่จะปกป้องเนี่ยหลี หากนางถูกย้ายไปสอนห้องอื่น นางก็ไม่มีหนทางจะสร้างปัญหาให้แก่เนี่ยหลีแล้ว เสิ่นซิ่วก่นด่าเยี่ยเซิ่งในใจและกล้ำกลืนความรู้สึกต่างๆ ลงไปค่อยกล่าว “เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นแล้ว เรื่องราวในวันนี้ก็ช่างเถอะ อีกสองเดือนข้างหน้าจะมีการทดสอบเลื่อนชั้นเป็นนักสู้ หากถูกจัดอยู่ในสามลำดับท้าย เช่นนั้นท่านรองอาจารย์ใหญ่เยี่ยเซิ่งก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่หรือไม่? ตามกฎของโรงเรียนเซิ่งหลัน สามลำดับท้ายจะต้องถูกขับออกจากโรงเรียน!”

        “ย่อมไม่มีปัญหา!” เยี่ยเซิ่งหัวเราะหึหึ

        เสิ่นซิ่วส่งเสียงฮึและหมุนกายกระแทกประตูจากไป

        เห็นเสิ่นซิ่วจากไปแล้ว ดวงตาของเยี่ยเซิ่งฉายแววเย็นเยือก เสิ่นซิ่วอาศัยความเป็นคนของตระกูลเสินเซิ่งจึงเย่อหยิ่งและเผด็จการเกินไป เยี่ยเซิ่งคิดๆ ดู ระดับของเนี่ยหลีต่ำเกินไป แต่ด้วยความรู้ลึกซึ้งของเนี่ยหลี คงไม่อยู่ในสามลำดับรั้งท้าย แต่ต่อให้เขาอยู่ในสามลำดับรั้งท้ายและต้องถูกขับออกจากโรงเรียน ใต้เท้าท่านนั้นก็คงยินดีจ้างเนี่ยหลีทำงาน

        เวลานี้ ชั้นสามของห้องสมุดประจำโรงเรียนมีห้องเล็กๆ มากมายแบ่งย่อยสำหรับให้นักเรียนของโรงเรียนเซิ่งหลันใช้อ่านหนังสือ แต่เวลานี้กลับกลายเป็นฐานทัพของเนี่ยหลีและคณะ เพราะเนี่ยหลีเพิ่งได้รับการว่าจ้างจากทางโรงเรียนให้เป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุด การเป็นบรรณารักษ์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรและยังได้รับเงินเดือนกว่าสามร้อยเหรียญจิตอสูรทุกๆ เดือน เรื่องดีๆ เช่นนี้ผู้ใดจะไม่ยินยอม?

        การกระทำของโรงเรียนเซิ่งหลันที่ว่าจ้างเนี่ยหลีดูค่อนข้างแปลก แต่เมื่อเนี่ยหลีลองคิดดูก็เข้าใจ ระดับสูงของโรงเรียนเซิ่งหลันคงตั้งใจปกป้องเขาจากตระกูลเสินเซิ่ง! แม้ตำแหน่งบรรณารักษ์ประจำโรงเรียนไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โตอันใด แต่ก็ยังเป็นบรรณารักษ์แห่งโรงเรียนเซิ่งหลัน ต่อให้เป็นตระกูลเสินเซิ่งก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบ

        กับเรื่องนี้ เนี่ยหลีรู้สึกชื่นชมต่อระดับสูงของโรงเรียนเซิ่งหลัน

        รองอาจารย์ใหญ่เยี่ยเซิ่งยังไม่รู้ เพราะคำพูดของผู้เฒ่าท่านนั้น เขาจึงจัดการว่าจ้างให้เนี่ยหลีเป็นบรรณารักษ์ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ใหญ่หลวงต่อโรงเรียนเซิ่งหลันในอนาคตข้างหน้า

        “เนี่ยหลี เจ้าต่อต้านตระกูลเสินเซิ่งเช่นนี้จะไม่แย่เอาหรือ?” ตู้เจ๋อนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น เขาเป็นคนระมัดระวังตัว

        “ใครจะสนว่าดีหรือไม่ดี เจ๋งก็พอแล้ว” ลู่เพียวเบ้ปาก เห็นสีหน้าของเสิ่นซิ่วเต็มไปด้วยควันโมโห เขาชอบใจยิ่ง ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ชอบสตรีผู้นี้เอาเสียเลย

        เนี่ยหลีมองตู้เจ๋อแล้วก็พยักหน้า “ข้ามีความคิดหลายอย่าง! สองสามวันนี้พวกเราจะไม่เข้าเรียน เดาว่าเสิ่นซิ่วจะกังวล”

        ในเมื่อเนี่ยหลีตัดสินใจเช่นนี้ ตู้เจ๋อก็ไม่พูดอะไรแล้ว

        ขณะนี้เนี่ยหลีอยู่กับตู้เจ๋อและลู่เพียว ยังมีนักเรียนสามัญชนอีกสามคน พวกเขาคือนักเรียนที่ยืนอยู่หลังชั้นกับเนี่ยหลี พรสวรรค์ของพวกเขาก็ไม่ดีเช่นกัน มีเพียงอาณาเขตวิญญาณสีแดง นักเรียนสามัญชนทั้งสามนี้มีชื่อว่าเว่ยหนัน จูเสียงจวิ้น จางหมิง และเนี่ยหลียังค่อนข้างเชื่อใจพวกเขา ในอดีต พวกเขาเป็นมือขวาของตู้เจ๋อ ความสัมพันธ์กับเนี่ยหลีไม่นับว่าดีอะไร ทว่าพวกเขาซื่อสัตย์ยิ่ง ต่อตู้เจ๋อมีความจงรักภักดียิ่ง เมื่อครั้งที่เมืองกวงฮุยถูกทำลาย พวกเขาร่วมสู้ตายกับตู้เจ๋อ ล้วนเป็นพี่น้องที่กล้าหาญ!

        และในชีวิตหนนี้ กลุ่มเล็กๆ ของพวกเขามีเนี่ยหลีเป็นผู้นำแล้ว

        “ข้าเพิ่งใช้เงินกว่าหกพันเหรียญจิตอสูรไปซื้อผลึกวิญญาณเบื้องต้นมาหกอัน ต่อไปข้าจะทดสอบความเหมาะสมของพวกเจ้า!” เนี่ยหลีจ้องมองพวกเขาและพูด

        “ทดสอบความเหมาะสม? มิใช่พวกเราได้รับการทดสอบความเหมาะสมไปตั้งแต่ตอนที่เข้ามาเรียนหนังสือแล้วหรอกหรือ?” ตู้เจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย

        เนี่ยหลียิ้มอย่างมีลับลมคมในและพูด “การทดสอบของข้าไม่เหมือนกับของพวกเขา!”

        ทุกคนในห้องพากันสงสัย เมืองกวงฮุยใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง พลังวิญญาณของพวกเขาถูกทดสอบมาแล้ว เนี่ยหลียังต้องการทดสอบอะไร? ผลึกวิญญาณเบื้องต้นอันหนึ่งมีราคากว่าพันเหรียญจิตอสูร! และเนี่ยหลียังซื้อมาในคราวเดียว! อย่างไรก็ตาม ความรู้ลึกซึ้งที่เนี่ยหลีได้แสดงออกมาทำให้พวกเขายอมรับ พวกเขาฟังคำตอบของเนี่ยหลีอย่างไม่มีข้อสงสัย

        “ผลึกวิญญาณเบื้องต้นที่ยังไม่เคยถูกใช้มาก่อนจึงจะตอบสนองได้ดีที่สุด หากมันถูกใช้ทดสอบอาณาเขตวิญญาณกับคนๆ เดียว จะมีความแม่นยำที่สุด แต่หากมีคนสองคนใช้ผลึกวิญญาณเบื้องต้นซ้ำกัน ผลึกวิญญาณเบื้องต้นจะถูกรบกวน และมันจะสามารถใช้ตรวจสอบระดับของอาณาเขตวิญญาณกับพลังวิญญาณได้เท่านั้น” เนี่ยหลียิ้มแย้มกล่าว

        “นอกจากชนิดของอาณาเขตวิญญาณกับพลังวิญญาณแล้ว ยังตรวจสอบอะไรได้อีก?” ลู่เพียวถามด้วยความสงสัย

        “คุณลักษณะและรูปร่างของอาณาเขตวิญญาณ!” เนี่ยหลียิ้มแย้มตอบ

        ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกที่เหลือต่างมองหน้ากันไปมา สิ่งที่เนี่ยหลีเพิ่งอธิบายออกมา ฟังแล้วลึกซึ้งเต็มสิบทีเดียว

----------------------




NEKOPOST.NET