ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย

Ch.3 - แกซวยแล้วเจ้าทึ่มเอ้ย!!!


ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย  ตอนที่ 3 - แกซวยแล้วเจ้าทึ่มเอ้ย!!!

 

"พี่ไม่ไปซื้อขนมปังให้หรอก เอามาม่าไปกินแล้วจิตนาการว่ามันคือขนมปังไส้เนื้อแทนก็แล้วกันนะ" ลู่ชูบอกปัดด้วยความขี้เกียจ เพราะถ้าออกไปซื้อขนมปังให้เสียวหยู  เขาจะต้องฝ่าอากาศหนาวเพื่อไปเซเว่นที่อยู่ห่างออกไปถึงสองซอย

 

"ไม่เอา! มาม่ามันไม่อร่อย! หนูไม่กิน! ไปซื้อขนมปังให้หนูเดี๋ยวนี้!" เสี่ยวหยูพูดอย่างไม่พอใจ

 

"ไม่ -ไป" ลู่ชูพูดพลางเปลี่ยนมาสวมรองเท้าที่ใช้ใส่ในบ้าน

 

"ถ้างั้นก็เอาถั่ววอลนัตที่พี่ห้อยไว้ที่คอมาให้เสี่ยวหยูกินเดี๋ยวนี้เลย" เสี่ยวหยูพูดด้วยตาเป็นประกาย

 

"พี่บอกหลายรอบแล้วนะ ว่ามันกินไม่ได้!" ลู่ชูเริ่มขุ่นเคือง เมื่อน้องสาวยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แน่นอนว่าสิ่งที่ใส่กรอบห้อยคอของเขาอยู่นั้นไม่ใช่วอลนัต มันแค่ดูคล้ายๆ เพราะ กรอบที่หุ้มมันอยู่ เป็นกรอบสีค่อนข้างดำ และมีรูปทรงกลม

 

สร้อยคอนี้ถูกทิ้งไว้พร้อมกับลู่ชูที่หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถึงแม้เจ้าหน้านี้ของสถานเลี้ยงเด็กนั้นจะเป็นพวกไร้ความรับผิดชอบ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็พอมีจริยะธรรมอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นสร้อยคอนี่ก็คงถูกเอาไปขายแล้ว

 

ถึงมันจะดูเหมือนของไร้ค่า แต่สำหรับลู่ชูแล้ว มันเป็นเหมือนความหวังที่สำคัญที่สุดของเขาเลย

 

ถ้าเกิดว่า ... ถ้าเกิดว่า ... พ่อแม่แท้ๆของเขามาตามหาเขาโดยใช้สร้อยคอเส้นนี้เป็นตัวบ่งบอก การที่เขามีมันอยู่กับตัวจะเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด!

 

แม้เขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของการมีพ่อแม่ เขาก็เอาตัวรอดด้วยตัวคนเดียวมาได้ตลอดหลายปีมานี้

 

เมื่อก่อนตอนที่มีคู่รักมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็ก ลู่ชูมักจะเฝ้ารอคอย ที่จะได้สัมผัสถึงความรู้ของการมีพ่อแม่ด้วยความหวัง ในตอนนที่เจ้าหน้าที่ของสถานเลี้ยงเด็กพาเขาไปพบกับชายหญิงแต่ละคู่

 

แต่ความหวังนั้นก็ต้องวลายไปเพราะรูปร่างที่ดูอ่อนแอ และขี้โรคของเขา

 

ลู่ชูมักจะคิดเสมอว่าคนเราไม่ต้องมีผู้ปกครองก็ได้!

 

แต่ทุกครั้งที่เขาคิดจะโยนสร้อยคอเส้นนี้ทิ้งไป เขามักจะลังเลใจแและทำมันไม่ลงเสมอ

 

"พี่จะพูดอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ ... สร้อยคอเส้นนี้ไม่ใช่ของกิน ... " ลู่ชูพูดอย่างหัวเสีย

 

"ในสร้อยก็เป็นแค่วอลนัต คงเทียบกับยาที่คุณป้ากำลังต้มอยู่ไม่ได้หรอก"ลู่ เสี่ยวหยู เถียงฉอดๆ

 

ได้ยินแบบนั้นลู่ชูชะงักไป น้องสาวโลลิของเขานี่เถียงเก่งเป็นบ้าเลย

 

"ลู่ชู ... พี่เปลี่ยนไปนะ เมื่อก่อนพี่ไม่ได้เป็นแบบนี้" เสี่ยวหยูกล่าว "เมื่อก่อนพี่ออกจะใจดี..."

 

ความไม่พอใจปรากฏอยู่เต็มใบหน้าของลู่ชู "เสี่ยวหยู พอได้แล้ว! ถ้ายังจะเลียนแบบบทพูดจากละครน้ำเน่าอีกล่ะก็ พี่จะทุบทีวีทิ้งจริงๆด้วย" "

 

"ทุบเสร็จแล้วก็เตรียมเงิน 800 เหรียญ ไว้จ่ายค่าทีวีให้ป้าเจ้าของหอด้วยล่ะ" เสี่ยวหยู ตอบอย่างเย็นชา

 

"เออ เออ ไปก็ได้ว้อย เดี่ยวไปซื้อให้!" ลู่ชูหันหลังกลับ และออกจากห้องเช่าไป

 

ฤดูหนาวในเมืองลั่วเชงนั้นมีสภาพอากาศค่อนข้างโหดร้าย เมื่อออกจากประตูห้องเช่า ลู่ชูก็รีบเอามือซุกในเสื้อทันที

 

ในตอนนั้นเอง ลู่ชูสัมผัสได้ถึงอะไรเย็นๆมาแปะที่เปลือกตาของเขา เขามองขึ้นไปบนฟ้า

 

‘หิมะตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ตอนขากลับยังไม่เห็นตกลงมาเลย ..’

เกล็ดน้ำแข็งที่สวยงาม และเปราะบางตกลงไปบนพื้นราวกับปุยนุ่น  มันเริ่มปกคลุมพื้นดิน และหลังคา  และมันจะปกคลุมตัวของลู่ชูด้วยถ้าเขายังคงยืนจ้องมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้

 

ทำไมกันนะ? ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสี่ยวหยูถึงแน่นแฟ้นแบบนี้? ลู่ชูคิด ขณะที่เขายืนมองดูหิมะที่กำลังตก ... แน่นอนว่าเขาไม่ได้รู้คำตอบของคำถามนี้หรอก

 

อาจเป็นเพราะในตอนที่เขาอายุสิบสี่และกำลังเจ็บป่วย เสี่ยวหยูเป็นคนคอยเอาน้ำอุ่นมาให้เขากิน หรืออาจเป็นเพราะลู่เสี่ยวหยูเป็นคนที่คอยร้องเรียกเจ้าหน้าที่ ทุกครั้งที่เขาโดนคนอื่นแกล้ง

 

หรืออาจเป็นเพราะทั้งคู่ต่างก็ไม่มีคนอื่นนอกจากกันและกันให้พึ่งพาอีกแล้ว

 

หรืออาจเป็นเพราะความเชื่อใจอันแสนบริสุทธิ์ที่เสี่ยวหยูนั้นมีต่อเขา ทำให้ลู่ชูเกิดความรู้สึกว่าเขาจะต้องดูแลเด็กคนนี้ให้ดี

 

"เฮอะ ช่างเถอะ" ลู่ชูหัวเราะออกมา ในเมื่อเขาไม่มีครอบครัว การได้มีน้องตัวน้อยก็เป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้ยัยน้องสาวโลลิตัวดีจะชอบยั่วโมโหเขาอยู่บ่อยๆก็ตาม

 

ในช่วงฤดูหนาว เวลากลางวันนั้นจะสั้นลง เพราะเป็นวันที่สามของเทศกาลตรุษจีน ถนนจึงโล่งไปหมด ถ้าไม่นับรวมรถส่งของที่ผ่านไปมาเป็นระยะๆ

 

"ชีวิตคนส่งของนี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ ที่ต้องมาทำงานในช่วงปีใหม่แบบนี้"

 

อยู่ๆลู่ชูก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น นึกถึงคนนักแสดงที่ใช้ไฟที่ถูกจับตัวไป

 

"คนๆนั้นจะเป็นผู้มีพลังพิเศษที่สามารถทำเรื่องเหนือธรรมชาติได้ อย่างที่คนเขาคุยกันหรือเปล่านะ? คนพวกนั้นจะมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า ..."

 

"ทำไมเรื่องพวกนี้ถึงอยู่ๆก็เกิดขึ้นในช่วงนี้? เข้ามาก่อกวนชีวิตผู้คนให้ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด"

 

และก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่คอยกวนใจลู่ชู นั่นก็คือ ชีเว่ย ที่เขาพบตอนออกมาจากหลังเวที

 

ลู่ชูอดคิดไม่ได้ว่าถ้าคนพวกนี้มีตัวตนอยู่จริง โลกในปัจจุบันนี้จะน่าตื่นเต้นขนาดไหน

 

ในตอนนั้นเอง ได้มีลมแรงก็พุ่งเข้ามาทางลู่ชู! ด้วยแสงจากไฟถนน ทำให้ใครๆก็สามารถมองเห็นหิมะที่พุ่งกระจัดกระจายอย่างผิดธรรมชาติ ลู่ชูหันไปมองที่แสงไฟที่กำลังพุ่งตรงมาที่เขาตามสัญชาติญาณ!

 

แม้ตอนนี้เขาจะกำลังสับสน เขาก็แยกออกว่าแสงไฟนั่นมาจากรถขนของขนาดใหญ่! มันพุ่งตรงมาทางเขาเหมือนดั่งคชสารที่พุ่งเข้าหาศัตรู!

 

เสียงเบรคจากล้อยางที่เสียดสีกับถนนดังก้องไปทั่ว

 

แต่ก็ไม่มีใครสามารถหยุดเจ้าสัตว์ร้ายที่ทำจากเหล็กและขับเคลื่อนด้วยน้ำมันตัวนี้ได้!

 

ลู่ชูรู้สึกราวกับว่าภาพตรงหน้าหยุดนิ่งไปชั่วขณะ รถคันนั้นไถลมาตามพื้นถนน! ความรู้สึกกดดันแผ่ขยายไปทั่ว ท่ามกลางความมืดและเงียบสงบ ลู่ชูถูกชนอย่างแรง! โดยเจ้า "สัตว์ร้าย" ตัวนี้

 

ร่างกายที่บิดเบี้ยวและฉีกขาด นอนอยู่ท่ามกลางหิมะ ... ลู่ชูจำได้ว่าก่อนที่คนเราจะตาย เราจะได้หวนระลึกถึงความทรงจำตลอดชีวิตที่ผ่านมา

 

ลู่ชูค่อยๆหลับตาลง เขาพยายามจะใช้โอกาสนี้เพื่อที่จะนึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ที่ทอดทิ้งเขา แต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ เขาก็นึกไม่ออก

 

เขารู้สึกได้ว่าชีวิตของเขากำลังจะจบลง ... เหมือนกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้

 

ในตอนนั้นเอง! สร้อยคอบนหน้าอกของเขาก็มลายหายไป ไม่สิ...สิ่งที่มลายหายไปนั้นเป็นเพียงกรอบนอกที่ห่อหุ้มมันอยู่เท่านั้น!

 

เมื่อกรอบนอกหายไป ก็เผยสิ่งที่อยู่ภายในออกมา มันคือวัตถุลึกลับขนาดเล็ก ที่ถึงจะดูเหมือนอัลมอนต์ แต่ถ้าดูดีๆจะเป็นรูปดาวเสียมากกว่า

 

วัตถุรูปร่างคล้ายดวงดาวนี้ มุดเข้าไปในอกเขา และจุดประกายบางอย่างให้ลุกโชนขึ้นมา! ลู่ชูรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลผ่านไปตามเส้นเลือดของเขา การะจายไปทั่วร่างกาย และแผ่ความอบอุ่นออกมา และก่อนที่จะเลือนหายไป

 

พลังที่ไหลผ่านร่างกายของลู่ชูนั้นแข็งแกร่งพอๆกับกระแสลมกรรโชกที่ไหลผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก!

 

ตูม---!

 

ตูม---!

 

ตูม---!

 

แสงสีขาวบริสุทธิ์กำลังแผดเผาหัวใจของเขา หัวใจเขาเปล่งแสงออกมาและเต้นอย่างรุนแรง

 

แสงแห่งชีวิตได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้งในร่างกายที่แตกดับ ความปลื้มปิติถาโถมเข้ามาในจิตใจของลู่ชูอย่างที่ไม่ได้เคยเป็นมาก่อน มันทำให้เขามีความสุขและรู้สึกผ่อนคลาย

 

ดวงไฟที่ไม่มีวันดับกำลังแผดเผาอย่างงดงาม ราวกับของขวัญจากสวรรค์ที่ส่งตรงมาให้กับเขา

 

ย้อนกลับไปตอนที่ร่างไร้วิญญาณของลู่ชูรถชนและนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

 

คนขับรถเปิดประตูลงมาและมองไปที่ลู่ชู ด้วยความเสียใจ ถ้าเขาขับรถให้ระมัดระวังมากกว่านี้  เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

 

คนขับรถค่อยๆเดินไปหาร่างไร้วิญญาณอย่างช้าๆ เขาไม่ห่วงรถตัวเองแม้แต่น้อยเพราะมันได้ทำประกันไว้แล้ว

 

เงินชดเชยหลายพันเหรียญจะไหลเข้าบัญชีเขา แต่เมื่อเทียบกับการที่คนๆหนึ่งต้องตายลงไป มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยแม้แต่น้อย

 

แต่ในตอนนั้นเอง! ร่างของคนที่ถูกชนก็กระตุกอย่างรุนแรง ทำให้คนขับรถที่ทั้งตกใจและสงสัย รีบวิ่งไปดู

 

แต่ก่อนที่เขาจะไปใกล้พอ ลู่ชูที่เลือดอาบไปทั่วใบหน้าก็ยืนขึ้นและตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดว่า "แกซวยแล้วเจ้าทึ่มเอ้ย!!!"




NEKOPOST.NET