Heaven Awakening Path ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.6 - นักฆ่าผู้บอบบาง


ตอนที่ 6 – นักฆ่าผู้บอบบาง

 

ม่อหลิน

หลานชายม่อเซิน เช่นเดียวกับลำดับชั้นธรรมดาของสถาบันไจเฟิง ตระกูลม่อก็เป็นเพียงตระกูลธรรมดาในบรรดาตระกูลจำนวนนับไม่ถ้วนในแผ่นดินเท่านั้น พวกเขาไม่มีทั้งสายเลือดที่พิเศษ หรือมีกิจการที่พิเศษเฉพาะ พวกเขาไม่มีกฎเกณฑ์ร่วมเพื่ออนาคตของตระกูล ที่จริงพวกเขาก็เหมือนกับครอบครัวที่ขยายใหญ่ทั่วไป ไม่มีชื่อเสียงของตระกูลที่ต้องแบกรับและทุกคนก็ใช้ชีวิตได้ตามใจชอบ พวกเขาแค่รักกันเพราะมีสายเลือดเดียวกันก็เท่านั้น

ม่อเซินเป็นคนสวนที่สถาบันไจเฟิง แต่ม่อหลินกลับเป็นนักลอบสังหาร หรือพูดอีกอย่างคือนักฆ่า

ม่อเซินกังวลเสมอว่าเขาจะทำเรื่องแบบนี้ได้ไม่ดีพอ ดังนั้น เขาจึงเรียกตัวหลานชายที่เป็นนักฆ่ามาด้วย มาคิดดูแล้ว ทุกอาชีพต่างก็มีความพิเศษ ประโยคนี้ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล

“คนที่อยากให้สังหารอยู่ที่ไหน” ดังนั้นหลังจากทักทาย ม่อหลินก็อยากเริ่มงานทันที

“เขานอนที่นั่น” ม่อเซินชี้ไปที่บ้านไม้หลังเล็กด้านหลังม่อหลิน

“แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่นี่ครับ” ม่อหลินแสดงความเป็นมืออาชีพของเขา เขาคงจะสำรวจรอบบริเวณนี้มาหมดแล้วก่อนที่จะมานั่งรอตรงนี้

“ใช่” ม่อเซินกล่าว

“เช่นนั้นก็ง่ายมาก” ม่อหลินเอ่ยพลางหันหลังแล้วก้าวยาว ๆ จากไป เขามาถึงหน้าต่างของบ้านไม้ หน้าต่างอยู่ค่อนข้างสูง เขาได้ตรวจสอบสถานการณ์ภายในบ้านมาแล้วจึงไม่ต้องตรวจสอบอีกรอบ เขาวางมือทั้งสองข้างไว้บนขอบหน้าต่างแล้วดันตัวเองขึ้น แค่เพียงอึดใจเดียว ความช่ำชองของนักลอบสังหารก็หายไปจากร่างกายของเขา

“ท่านอา มาช่วยกันหน่อย!” ม่อหลินตะโกน เขาพยายามดันตัวเองขึ้นไปสองรอบแล้วแต่ในที่สุดก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากร่วงลงมาอย่างหมดแรง สุดท้ายเขาได้แต่ตะโกนให้ญาติผู้ใหญ่มาช่วยเหลือ

ม่อเซินก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้ามีใครต้องบรรยายคุณสมบัติของสายเลือดตระกูลม่อข้อหนึ่งล่ะก็ การบรรยายว่าเป็นสายเลือดที่ขาดพลังกายอย่างที่สุดคงเป็นคำบรรยายที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่นี่เป็นจุดด้อยไม่ใช่จุดแข็งจะดีกว่าถ้าจะไม่ต้องพูดถึงมันเลย

ม่อเซินเหลือบแลไปทั่ว และหลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้เขาก็รีบเข้าไปช่วยเหลือ สุดท้ายเขาก็สามารถดันตัวม่อหลินเข้าไปทางหน้าต่างได้ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินม่อหลินตะโกนขึ้นมา “คนแบบไหนกัน ทำไมไม่ปิดประตูก่อนออกจากบ้าน”

ม่อเซินใจเสียไปเล็กน้อย เขาทราบแค่ว่าหลานชายของเขาคนนี้ทำงานด้านนี้ จะเก่งแค่ไหนเขาไม่รู้เลย ตอนแรกม่อเซินรู้สึกว่าพึ่งพาเขาได้มาก แต่ตอนนี้ม่อเซินเริ่มไม่แน่ใจแล้ว

“อย่าสนใจเรื่องหยุมหยิม เจ้าคิดจะทำอย่างไร” ม่อเซินเขย็งตัวขึ้น พยายามมองเข้าไปดูว่าม่อหลินกำลังทำอะไรอยู่

“ง่ายมาก” ม่อหลินเริ่มงานแล้ว เขามายืนข้างเตียงและดึงคีมอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าข้างขวา จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ สอดมันเข้าไปในถุงหนังที่อยู่ในปกเสื้อข้างซ้ายและดึงเข็มเล่มหนึ่งออกมา

“นี่เป็นยาพิษที่ข้าสกัดมาจากยี่โถกับลำโพงขาว ปริมาณที่มีอยู่บนเข็มนี่มากพอจะสังหารนักเรียนชั้นปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิงของท่านได้ยกชั้นเลยทีเดียว ที่นี้...” ม่อหลินพูดไปพลางสอดเข็มลงใต้ฟูก หลังจากวางเข็มพิษเขาก็ถอยกลับมาตรวจดูอีกครั้ง จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

ไม่ต้องถามม่อเซินก็รู้แล้วถึงแผนการของม่อหลิน ง่ายและมีประสิทธิภาพ ใครจะเห็นถึงเข็มพิษที่ซ่อนอยู่ใต้ฟูกนอนได้ล่ะ อย่างน้อยม่อเซินผู้มีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่หกก็ยังมองไม่เห็น

“ท่านอา ช่วยด้วย” ม่อหลินกลับมาที่หน้าต่างและขอความช่วยเหลือจากม่อเซินที่ยืนอยู่ข้างนอก

“ทำไมไม่ออกมาทางประตูล่ะ” ม่อเซินกล่าว

“ไม่ทิ้งร่องรอยไม่จำเป็นจะดีกว่า” ตอนที่ม่อหลินพูดร่างกายของเขาก็ยื่นออกมาจากหน้าต่างครึ่งตัวแล้ว

แผนการนี้มีประสิทธิภาพและละเอียดรอบคอบ แต่จากอาการปีนลงหน้าต่างอย่างสะบักสะบอมทำให้ภาพลักษณ์ของนักลอบสังหารที่เก่งกาจถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี โชคดีที่ม่อเซินเป็นสมาชิกในตระกูล เขาจึงเข้าใจความลำบากของม่อหลินเป็นอย่างดี ถ้าเป็นนายจ้างคนอื่นก็คงหมดศรัทธาในตัวนักลอบสังหารคนนี้ไปแล้ว

“หลังเที่ยงคืนข้าจะมาเก็บเข็ม แล้วก็จะรอเก็บศพเขาด้วย” ม่อหลินกล่าวพลางปัดชุดที่ยุ่งจากการปีนหน้าต่าง

“ระวังเวลาออกไปด้วยล่ะ” ม่อเซินเตือนอีกครั้ง ไจเฟิงเป็นสถาบันที่ผ่อนผันมาก แต่การสังหารนักเรียนคนหนึ่งจะไม่ถูกปล่อยปละแน่ ๆ มันจะต้องโดนสอบสวนอย่างเข้มงวด และม่อหลินที่เป็นคนนอกจะต้องถูกสงสัยแน่นอน

“ท่านอาอย่าห่วงเลย ตอนข้ามาเก็บเข็ม ข้าจะเก็บกวาดให้เรียบร้อย ไม่มีใครทราบแน่ว่าการตายของเขาผิดปกติ” เมื่อม่อหลินยิ้ม ภาพลักษณ์ของนักลอบสังหารที่หายไปตอนเขาคลานออกมาจากหน้าต่างก็กลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังเดินไปทางที่ไร้ผู้คน และจากนั้นไม่นานก็หายไปจากคลองจักษุของม่อเซิน

เรื่องจะจบลงเช่นนี้จริง ๆ หรือ หลังจากมองม่อหลินหายลับไปจากสายตา ม่อเซินก็หันไปมองบ้านไม้หลังน้อยอีกครั้ง อีกไม่นานจะไม่มีสิ่งมีชีวิตน่ารำคาญในสวนดอกไม้ที่เขารักที่สุดแห่งนี้อีกแล้ว เมื่อเขาคิดมาถึงตรงนี้ เขากลับไม่รู้สึกตั้งตารอเช่นที่รู้สึกเมื่อตอนเช้าในศาลาเลย แต่กลับรู้สึกหนักใจ

“หวังว่าซูถังจะไม่เศร้ามากนักนะ...” ม่อเซินคิดพลางก้มลงไปดูแลต้นไม้ดอกไม้ มีเพียงการทำเช่นนี้ที่ทำให้เขาสงบใจลงได้

 

หลังจากเที่ยงคืน

มีดาวเพียงไม่กี่ดวงส่องแสงสว่างอยู่กลางท้องนภา แต่จากสายตาคนที่มีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สองแล้ว แสงจากดวงดาวไม่กี่ดวงนี้ก็เพียงพอให้เขาเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านสวนดอกไม้ แม้ว่าการย่างก้าวของเขาจะมีเสียงดัง แต่โชคดีที่เสียงพวกนั้นต่างผสมผสานกับเสียงสายลมที่เคลื่อนผ่านสวนดอกไม้

ถ้าเป็นคนที่มีพลังวิญญาณแห่งเสียงขั้นสูงจะแยกแยะความแตกต่างได้อย่างง่ายดาย แต่ม่อหลินทราบว่าผู้ที่อยู่ในบ้านหลังน้อยนั้นไม่ได้มีสัมผัสของพลังวิญญาณใด ๆ เลย อย่าว่าแต่คนผู้นั้นคงเป็นคนตายไปแล้ว

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ม่อหลินก็ยังพยายามเคลื่อนไหวให้เงียบเสียงที่สุด หลังจากมาถึงใต้หน้าต่าง เขาก็วางอิฐสองก้อนลงไปเป็นฐานเหยียบ

มันช่างน่าเกลียดเสียจริง แต่กับร่างกายเช่นนี้ ม่อหลินก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน แน่นอนว่าเขาอิจฉาเหล่าคนที่มีความคล่องตัวสูง คนพวกนั้นไปมาได้ดั่งสายลม แต่ร่างกายของทายาทตระกูลม่อต่างก็ไร้ความสามารถในการสัมผัสพลังวิญญาณแห่งกายกันทั้งนั้น

ช่วยไม่ได้ เขาได้แต่ใช้ปัญญาแก้ปัญหาเท่านั้น

เขายืนบนอิฐทั้งสองก้อนและวางมือบนขอบหน้าต่าง แม้ว่าในบ้านจะค่อนข้างมืดแต่แสงดาวเพียงแสงเดียวก็เพียงพอให้คนที่มีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สองเห็นสิ่งที่อยู่ในความมืดได้อย่างไร้ปัญหาแล้ว

ม่อหลินมองดูร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ ณ ขณะนั้น สัมผัสที่แข็งแกร่งกว่าของพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หก ก็ให้ข้อมูลที่แม่นยำกับเขาอีกแบบ

ไม่ถูกต้อง

อุณหภูมิไม่ถูกต้อง

เขาไม่ได้แตะต้องร่างนั้น แต่ด้วยความห่างเพียงเท่านี้ ม่อหลินสามารถรับรู้อุณหภูมิที่แผ่ออกมาจากร่างเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้เป็นเวลายามดึกแล้ว นอกจากคนผู้นี้จะเพิ่งนอน มิฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะแผ่อุณหภูมิเช่นนี้หลังจากตายแล้ว

สภาพแวดล้อมดูแปลกไปหน่อย เขาตรวจสอบอีกหน่อยดีกว่า หรือว่า...

ม่อหลินยังคงลังเลอยู่ แต่ทันใดนั้นเอง ร่างบนเตียงก็ขยับตัว

แย่แล้ว!

ม่อหลินได้มีการเตรียมความพร้อมในใจอยู่แล้ว แม้ว่าเขากำลังลังเล แต่เขาก็ไม่ได้ลดความระมัดระวังตัวลง ร่างกายของเป้าหมายขยับเพียงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ เขาถอยหลังกลับและวิ่งหนีไปอย่างไร้ความลังเล

ทำไมเข็มพิษถึงไร้ผล หรือว่ามันถูกพบเข้าก่อน

ม่อหลินมั่นใจในพิษของเขามากไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นใครก็ตาม คำอธิบายเดียวคือเป้าหมายไม่ถูกพิษ

ม่อหลินไม่ได้หันกลับไปดูตั้งแต่ที่เริ่มวิ่งหนี แต่เพียงพยายามฟังเสียงความเคลื่อนไหวข้างหลังเท่านั้น พลังวิญญาณแห่งรสของเขาแข็งแกร่งที่สุด ณ ชั้นฟ้าที่หก ถ้าเชื่อมต่อกับพลังวิญญาณเที่ยงแท้ได้ก็จะมีความสามารถที่กล้าแข็งเพิ่มขึ้นอีก และนอกจากพลังวิญญาณแห่งกายแล้ว พลังวิญญาณอื่น ๆ ของเขาก็มีลำดับชั้นที่ไม่เลว พลังวิญญาณแห่งเสียงของเขาอยู่ในชั้นฟ้าที่สามแล้ว ในระยะห่างเพียงเท่านี้ไม่มีเสียงใดที่หลุดรอดไปจากใบหูของเขาได้

ร่างลุกขึ้น...ลงจากเตียง...มาถึงหน้าต่าง...กระโดดออกมา!

ข้างหลังม่อหลิน เสียงจากร่างมนุษย์ที่กระโดดลงมาสะท้อนไปทั่ว เป้าหมายกลับไล่ตามมาแล้ว!

ม่อหลินอดหันกลับไปมองไม่ได้ เจ้าสวะไร้ค่านี่ดูจะไม่ได้ไร้ค่าแบบที่ท่านอาม่อเซินพูดเสียแล้ว อย่างน้อยเขาก็กล้ามาก แม้ว่าความกล้านี้จะทำให้เขาดูโง่มากก็ตาม

แม้ว่าม่อหลินเป็นสมาชิกตระกูลที่ร่างกายอ่อนแอมาก แต่ก็เป็นผู้มีพลังวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงมีวิธีการมากมายในการต่อสู้ เมื่อเทียบกับคนธรรมดาวิธีการของเขาสูงส่งกว่าอีกสองขั้น คนคนนี้ไม่มีพลังวิญญาณอะไรเลยสักนิดแต่ก็ยังกล้าไล่ตามมาอีก นี่ล่ะที่มาของคำกล่าวที่ว่า ลูกโคไม่กลัวพยัคฆ์ร้าย

เนื่องจากเขาไม่มีพลังวิญญาณอะไรเลย เขาจึงไม่รู้ว่าเป้าหมายของเขาน่ากลัวแค่ไหน

ข้าควรจะสังหารเขาเลยไหม

ทำไม่ได้

แม้ว่าม่อหลินจะสามารถทำได้ แต่เขาได้รับการเตือนจากม่อเซินหลายครั้งว่าการตายนั้นต้องเป็นอุบัติเหตุที่จะไม่มีผู้ใดสงสัย

“ไม่คิดเลยว่าต้องใช้แผนนั้นจัดการกับคนธรรมดาคนหนึ่ง” ม่อหลินรู้สึกอ่อนใจ

………………………………………..

แผนนั้นจะสำเร็จหรือไม่

สำเร็จกด 0 ไม่สำเร็จกด 1




NEKOPOST.NET