NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.326 - ตอนที่ 326 เพลงของผู้พิทักษ์สุสาน


น้องสาวคนเล็กของผมมีร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิดแล้ว

 

เธอไม่มีพ่อตั้งแต่เล็ก แถมแม่เพียงคนเดียวของเธอก็ยังมาด่วนจากไปตอนที่เธอพึ่งรู้ความอีก

 

สุดท้ายก็มีเพียงแค่ผมที่เป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเธอเท่านั้น

 

เด็กหนุ่ม “อย่าได้เป็นห่วงเลย เดียวพี่ชายจะทำให้เธอดีขึ้นเอง !”

 

หนุ่มน้อยที่เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอได้พูดเช่นนั้นต่อหน้าน้องสาวสุดที่รักของตัวเอง

 

เธอรู้ว่าพี่ชายของเธอคนนี้จะไม่มีวันทอดทิ้งไปเด็ดขาด

 

แต่ด้วยความยากจนของเด็กกำพร้า ทำให้เขาไม่มีทางที่จะหายามารักษาอาการป่วยไข้ของน้องสาวได้

 

ถึงแม้ว่าเขาจะยังเด็กและตัวเล็กแต่เขาก็พยายามอย่างหนักในการทำงาน แต่เงินทุกบานทุกสตางค์ที่ได้มานั้นก็ช่างน้อยนิดจนน่าเศร้า แถมบางครั้งก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนกลับมาอีกต่างหาก

 

ทั้งงานสกปรก งานยากลำบาก

 

แต่เขาก็ไม่เคยล้ำเส้นทำงานผิดกฏหมายเลยสักครั้ง

 

ถ้าหากเขาถูกจับแล้วใครจะมาดูแลน้องสาวตัวน้อยของเขากันละ ? ดังนั้นแล้วเด็กหนุ่มจึงไม่เคยรับงานผิดกฏหมายเลยสักครั้ง

 

อีกอย่างเขาเองก็เป็นหนุ่มที่เปี่ยมด้วยหัวใจแห่งคุณธรรมอีกด้วย

 

เวลาได้ผ่านพ้นไป เงินได้ถูกสะสมทีละนิด ทีละนิด

 

อีกเพียงแค่นิดเดียว อีกเพียงแค่ไม่กี่สตางค์ เขาก็จะสามารถได้เงินมากพอไปซื้อยามารักษาน้องสาวของเขาแล้ว

 

แล้วในช่วงก่อนวันครบรอบวันเกิดที่ 13 ของน้องสาวในตอนนั้นเอง

 

เด็กสาว “ขอโทษ...พี่ชายค่ะหนูขอโทษ...หนู หนูเป็นได้แค่ภาระให้กับพี่ชาย...หนู..ขอโทษ…”

 

ในวันก่อนหน้าวันเกิดของเธอเพียงวันเดียว วันนั้นกลับกลายเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเธอ

 

เธอได้พูดคำสั่งเสียสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นลมหายใจไป

 

ไม่มีใครมาช่วยชีวิตเธอ เธอมีชีวิตทนทุกข์ทรมานกับอาการป่วยไข้ แล้วก็ตายจากไปทั้ง ๆ แบบนั้น

 

“ดังนั้นแล้ว ผมก็จะตายตามเธอไปด้วย”

 

ต่อหน้าร่างของน้องสาวที่เย็นเฉียบไปแล้วนั้น เขาไม่มีความลังเลใจแม้แต่นิดเดียวกับการตัดสินใจเช่นนั้น

 

… “ที่พื้นที่พิธีกรรมแถบชานเมือง ที่แห่งนั้นมีผู้ดูแลสุสานอยู่ เธอคนนั้นไม่ได้รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปเลยแม้ว่าจะผ่านไป 100 ปีแล้วก็ตาม ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับเธอ ไม่มีใครที่มีความสัมพันธุ์กับเธอ เธอคนนั้นต้องเป็นแม่มดแน่นอน ! และถ้าหากมีใครเดินล้วงล้ำไปในส่วนลึกสุดของสุสานละก็คน คนนั้นก็จะไม่กลับมามีชีวิตได้อีก”

 

นั่นคือข่าวลือที่ได้เด็กหนุ่มได้ยินมา

 

และนั่นก็คือสิ่งที่เขากำลังต้องการพอดีเลย

 

ด้วยความที่ไม่มีญาติโยมโหติกาคนอื่นอีก น้องสาวของเขาจะต้องถูกส่งไปที่นั่นแน่นอน และด้วยฐานะของเขา เขาก็ไม่มีทางที่จะส่งน้องสาวไปยังโบสถ์แล้วฝั่งในสุสานดี ๆ เหมือนอย่างคนอื่นได้อยู่แล้ว

 

โลงศพของน้องสาวได้ถูกขนย้ายออกากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว

 

ส่วนทางเด็กหนุ่มนั้นก็แอบเดินตามไปกับกองคาราวานอย่างเงียบ ๆ ด้วยความปราถนาที่จะไปนอนอยู่เคียงข้างเธอในท้ายที่สุด

 

เด็กหนุ่ม “นั่นคือ--ผู้ดูแลสุสานอย่างงั้นหรือ…”

 

เด็กหนุ่มมองดูผู้ดูแลสุสานทำพิธีกรรมจากในป่า

 

แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกบางอย่างในตอนที่จ้องมองเธอ

 

มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง เป็นความรู้สึกที่นอกเหนือไปจากความเศร้า ความเสียใจที่เขาเคยรู้สึกมาตลอดชีวิตนี้

 

เธอคนนั้นมีผิวขาวดั่งหิมะ มีสีขาวสวยงาม และมีดวงตาที่ส่องสุกสว่างสีแดง

 

ผมสีชาวเงินนั้นยาวประบ่า ใบหน้าคมสวยอย่างไร้ที่ติ เธอเป็นเหมือนดั่งตุ๊กตาที่น้องสาวเคยอยากได้ เป็นคนที่งดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์ เป็นความงามที่ไม่อาจหาข้อบกพร่องได้

 

แม้ว่าเด็กหนุ่มยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อเห็นรูปร่างที่เพรียวบางได้รูป แขนขาที่ผอมบาง และร่างที่อุดมไปด้วยความเป็นเพศหญิงที่สะท้อนผ่านชุดสีดำนั้น ก็ทำให้เขาไม่อาจห้ามใจให้รู้สึกบางอย่างขึ้นมาได้

 

นอกจากนี้ ทั้งที่เธอเป็นผู้หญิง เธอกลับสามารถแบกโลงศพได้เพียงแค่แขนข้างเดียวอีกด้วย

 

ส่วนในมือขวาของเธอนั้น ก็มีง้าวยาวที่คมกริบถอืเอาไว้อยู่

 

ด้วยความที่เห็นเรื่องแปลกผิดมนุษย์เช่นนี้ เขาจึงคิดว่าเธอคนนี้ต้องสามารถส่งเขาไปอยู่กับน้องสาวตามอย่างที่ต้องการได้แน่นอน

 

ถ้าหากเขาตายข้าง ๆ น้องสาวของเขา เธอจะต้องเผาศพของเขาไปพร้อมกับน้องสาวแน่นอน

 

เด็กหนุ่มซ๋อนตัวด้วยความคาดหวังนั้นอย่างเงียบ ๆ จนกว่าพิธีกรรมนี้จะเสร็จสิ้นลง

 

แล้วโลงศพก็จมหายลงไปในดิน

 

เมื่อได้เห็นร่างของน้องสาววางอยู่บนผิวของพื้นโลก ความโศกเศร้าก็ได้เข้าจู่โจมเขาอีกครั้ง

 

และในเวลาเดียวกัน เขาก็รู้ว่าความตายของตนกำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว

 

ความกลัวได้ก่อตัวขึ้นมาภายในหน้าอกของเขา

 

เขาเช็ดเหงื่อที่เย็นเฉียบซึ่งไหลออกมาจากร่าง และเริ่มกังวลว่าผู้ดูแลสุสานจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเพราะความหวาดกลัวนี้

 

ผู้ดูแลสุสาน “「ضوء أبيض الله يعطي الراحة الأبدية لجميع الاموات، وعلى ضوء」(โอ้ ด้วยการนำแสงขาวจากเทพเจ้า จงมอบความสบายอันเป็นิรันดร์ให้แด่เหล่าคนตายด้วยเถิด)”

 

แล้วเด็กหนุ่มก็ได้ยินบทแพลงของผู้ดูแลสุสาน

 

เป็นบทเพลงที่ไร้ซึ่งดนตรีบรรเลงประกอบ จะมีก็เพียงแค่เสียงขับขานของเธอเท่านั้น

 

มันเป็นภาษาที่เขาไม่เข้าใจ บางทีคงเป็นภาษาต่างประเทศ หรือไม่ก็ภาษาโบราณที่สาบสูญ

 

แต่แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจภาษานั้น--

 

เด็กหนุ่ม “อึ๊ก อ้าา…”

 

บทเพลงบรรเลงนั้น มันกลับสะเทือนลึกไปถึงขั้วหัวใจของเขา

 

มันราวกับเป็นบทเพลงกล่มเด็กที่มารดาได้ขับขานให้กับลูกน้อยด้วยความอ่อนโยน

 

เป็นบทเพลงที่เขารู้สึกว่ามันช่างอบอุ่นราวกับแม่ของที่เคยร้องเพลงให้ฟังเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเช่นนั้น

 

น้องสาว “อึก..อ้า...ขอบคุณ..ค่ะ…”

 

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าดวงวิญญาณของน้องสาวได้รับการช่วยเหลือให้ไปสู่สุคติแล้ว

 

บทเพลงที่ที่งดงามนั้นได้ส่งน้องสาวของเขาไปยังสรวงสวรรค์แล้ว

 

เธอได้รับความสุข ไม่มีทางที่เธอจะเสียใจ ดวงวิญญาณของเธอได้รับการปกป้องแล้ว

 

ใบหน้าของเด็กสาวได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาให้ได้

 

ใช่แล้ว น้องสาวของเขาได้จากไปและขึ้นสู่สรวงสวรรค์ด้วยรอยยิ้มจริง ๆ

 

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าได้เห็นภาพเช่นนั้นปรากฏขึ้นภายในใจของเขาจริง ๆ

 

และเขาก็เชื่อมั่นเช่นนั้นจากหัวใจของเขาว่ามันเป็นความจริง

 

ชีวิตของเธอนั้นยากจนข้นแค้น เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและป่วยไข้ เป็นชีวิตที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง

 

แต่อย่างน้อยในท้ายที่สุด น้องสาวของเขาก็สามารถได้รับความสุขได้ในที่สุด

 

และนั่นทำให้เขารู้สึกมีความสุขเช่นกัน เป็นความสุขเหนื่อกว่าสิ่งอื่นใดที่เคยรู้สึกมาในชีวิต

 

ราวกับว่าชีวิตตลอดมานี้ของเขาได้รับรางวัลตอบแทนของความยากลำบากในที่สุดแล้ว

 

เด็กหนุ่ม “วะ ...แว้กกกกก !!”

 

และเขาก็ไม่กลัวอีกต่อไป

 

ผู้ดูแลสุสาน “...ใครนะ ?”

 

เขาไม่กลัวอีกต่อไปที่จะให้ผู้ดูแลสุสานจบชีวิตของเขาลง ณ ตอนนี้แล้ว

 

……………

 

ผู้ดูแลสุสาน “ในเมื่อไม่ใช่หัวขโมย แล้วใยฉันต้องจบชีวิตเข้าด้วยละ ?”

 

ผู้ดูแลสุสานรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในชีวิตกับเธอเช่นนี้

 

ทั้งเรื่องที่เด็กหนุ่มจากเมืองมาปรากฏตัวที่นี่ และเรื่องข่าวลือบ้า ๆ ที่ว่าเธอจะฆ่าทุกคนที่เข้ามาแทรกในช่วงพิธีกรรมของเธอ

 

หลังจากใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพื่ออธิบาย ในที่สุกก็แก้ไขความเข้าใจผิดได้ในที่สุด

 

เด็กหนุ่ม “ผม..ขอโทษครับ”

 

เด็กหนุ่มที่เป็นพี่ชายของศพเด็กผู้หญิงซึ่งถูกเผาไปในวันนี้ได้ตอบอย่างขลาดเขลา

 

ใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นแทบไม่ต่างไปจากน้องสาวของเขา

 

แถมยังเป็นเด็กหนุ่มน่ารักน่าชังยิ่งกว่าเด็กสาวที่ตายไปแล้วเสียอีก

 

แต่ด้วยความที่น้องสาวของเธอได้ตายจากไป เด็กหนุ่มจึงเกิดความคิดบ้า ๆ อย่างการตายตามเธอไปด้วย

 

ผู้ดูแล “นี่ก็ดึกมาหแล้ว คงสายเกินไปที่จะกลับหมู่บ้านแล้วละ… งั้นคืนนี้ก็พักที่นี่เสียเถอะนะ”

 

หลังจากที่ปรับความเข้าใจให้อยู่ในสามัญ​สำนึกปกติแล้ว เธอก็ตัดสินใจที่จะมอบอาหารและที่พักรวมถึงการดูแลเด็กหนุ่มให้หนึ่งคืน

 

เขาคือแขกตัวน้อยคนแรกที่มาเยือนหยั่งวิหารเก่า ๆ ของเธอเลยละ

 

เด็กหนุ่ม “ขอบคุณที่เลี้ยงอาหารผมนะครับ”

 

ผู้ดูแล “ก็ไม่ได้อะไรมากมายหรอก”

 

เด็กหนุ่ม “เออ...คือว่าพี่เองก็กินอาหารปกติเหมือนกับทุกคนใช่ไหมครับ ?”

 

ผู้ดูแล “นี่ชาวบ้านคิดว่าฉันอิ่มทิพย์ได้กันหรอกหรือเนี่ย…. ?”

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สนทนากับใครบางคน

 

เอาจริง ๆ แล้วผู้ดูแลสุสานอย่างเธอนั้นสมควรที่จะได้รับความสุขจากการพูดคุยกับคนอื่นด้วยอย่างงั้นหรือ ?

 

นี่เป็นคำถามที่เธอไม่เคยตั้งให้ตัวเองมาก่อนในชีวิต แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจที่จะพูดคุยกับหนุ่มน้อยเช่นกัน

 

ผู้ดูแล “อุณหภูมิ​เป็นเช่นไรบ้าง ?”

 

เด็กหนุ่ม “กำลังดีเลยครับ… อืมมมมม ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนถึงขนาดมาใช้ห้องอาบน้ำด้วยแบบนี้”

 

ผู้ดูแล “ไม่เป็นไรหรอก แถมเธอยังสกปรกมอมแมมน่าดู… มามะมะ มาให้ฉันทำความสะอาดให้ดีกว่า”

 

เด็กหนุ่ม  “เออ เดียวก่อนครับ---”

 

แล้วเธอก็ได้รับประสบการอาบน้ำร่วมกันในสภาพเปล่าเปลือยกับคนอื่นเป็นครั้งแรก

 

เธอจัดการขัดทุกซอกทุกมุมของเด็กหนุ่มจนสะอาดหมดจด

 

แล้วด้วยเหตุผลบางประการ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็เริ่มแดงขึ้นมา

 

ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกใจอย่างมาก

 

เด็กหนุ่ม “ราตรีสวัสดิ์​ครับ”

 

ผู้ดูแล “อ้า… ราตรีสวัสดิ์​”

 

นอกจากอาบน้ำให้ เธอยังให้เขานอนร่วมเตียวเดียวกันกับเธออีกด้วย

 

เพราะแบบนั้นมันจึงทำให้เธอรู้สึกว่าเตียงแคบกว่าเคย แต่มันก็มีความรู้สึก​ที่กดดันแปลก ๆ กลับมาทดแทน

 

เด็กหนุ่ม “ขอบคุณ​มากครับ”

 

เป็นกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ที่เด็กหนุ่มได้เอยคำขอบคุณ​

 

เด็กหนุ่ม “เพลงนั้น… เป็นเพลงที่ไพรเราะ สวยงาม และอบอุ่น ผมมั่นว่าน้องสาวต้องมีความสุขแน่ ๆ ขอบคุณ​มากเลยครับ !”

 

ผู้ดูแล “ฉะ--ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง---มะ---ไม่ต้องพิธีการอะไรขนาดนั้นกะ---ก็ได้”

 

หัวใจของผู้ดูแลรู้สึกบีบรัดแน่นขึ้นมาต่อคำขอบคุณของเด็กน้อย แล้วเธอก็พบว่าคืนนั้นเป็นคืนที่หลับได้ยากยิ่งกว่าที่เคย

 

ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ได้นะ? แล้วก่อนที่เธอจะหลับลึกลงไป เธอก็ได้ค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง

 

ผู้ดูแล “นั่นสินะ ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่มีใครเคยชมบทเพลงของฉันเลยสักครั้งนี่น่า”

 

แล้วพอถึงวันรุ่งขึ้น วันที่เด็กหนุ่มจะต้องกลับหมู่บ้านนั้น

 

เด็กหนุ่ม  “ขอบคุณที่ให้ที่พักหนึ่งคืนนะครับ !”

 

ผู้ดูแล  “อ้า… เออ…”

 

ผู้ดูแลก็ได้ค้นพบความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นมาภายในหัวใจ

 

เนื่องจากเธออยู่เพียงคนเดียวมานับร้อยปี ความรู้สึกโดดเดี่ยว​จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอไปแล้ว

 

ดังนั้น “ความโดดเดี่ยว” จึงเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยพบมาก่อน

 

จะกระทั้งถึงตอนที่เธอต้องลาจากกับเด็กหนุ่ม

 

เธอต้องการหาคำพูดมาหยุดเขาเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจหาคำพูดดี ๆ ออกมาได้

 

เธอคือผู้ดูแลสุสาน และนั่นคือหน้าที่อันเป็นนิรันดร์​ที่เธอได้รับมาตั้งแต่อดีตกาล ปัจุบัน และต่อจากนี้

 

แต่เด็กน้อยตรงหน้า เขาต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่​ มีเส้นทางชีวิตของตัวเอง แล้วก็แก่ตัวลงตายอย่างคนอื่น ๆ เข้าสักวันหนึ่ง

 

เหตุการณ์​นี้มันก็แค่หนึ่งในเหตุการณ์ผิดปกติ​ที่เกิดขึ้นในช่วงร้อยปีนี้เท่านั้น

 

และเธอก็คงไม่มีโอกาศได้พบกับเด็กคนนี้อีกแล้ว

 

ใช่แล้ว มันไม่มีเหตุผล​ใด ๆ ให้เขามาเจอเธออีกครั้งเลยสักนิดเดียว

 

ไม่มีความความจำเป็นเลยสักนิดเดียว…

 

เด็กหนุ่ม  “อืมมม ถ้าผมจะมาที่นี่อีกครั้งจะได้หรือเปล่าครับ ?”

 

...เพราะเช่นนั้นเธอถึงคิดอยู่ภายในใจทีแรกว่าคำพูดนั้นคือคำโปปด

 

เด็กหนุ่ม “ผมเลิกคิดที่จะตามน้องสาวไปแล้วครับ และก็ไม่อยากจะลืมน้องสาวอีกด้วย”

 

...เพราะว่าไม่เห็นจะมีเหตุจำเป็นใด ๆ ที่เขาจะต้องมาคุยกับเธอ

 

เด็กหนุ่ม “อีกอย่าง ผมอยากฟังเสียงเพลงขอคุณอีกครั้งหนึ่งด้วยครับ”

 

...เพราะงั้น ถ้าหากคำโปปดของเด็กหนุ่มหาใช่คำโปปดไม่ สิ่งนั้นก็จะฉับพลันกลายเป็นดั่งความฝันที่หอมหวานสำหรับเธอแทน

 

เพราะฉะนั้น คำพูดของเด็กหนุ่มจึงทำให้เธอยิ้มออกมาราวกับท้องฟ้าที่เบิกบานเช่นนี้ได้

 

ผู้ดูแล “อือ มาได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการเลย แล้วฉันจะรอนะ”

 

………….

 

แล้วเด็กหนุ่มก็มาตามสัญญา

 

เขามา 3 วันครั้งเป็นประจำ ณ สุสานที่ไม่มีอะไรแห่งนี้

 

เด็กหนุ่ม “สวัสดีครับ”

 

ผู้ดูแล “อ้า รออยู่เลยละ”

 

แล้วกว่าจะได้ทันรู้ตัว การมีเด็กหนุ่มอยู่ข้างกายก็คือหนึ่งในเรื่องปกติของชีวิตเธอไปแล้ว

 

ไม่เกี่ยวกับความต่างของอายุ ไม่เกี่ยวกับกำแพงทางวัยวุฒิ ไม่มีสิ่งใดจะมาขวางกั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองได้

 

เวลาได้ผ่านไป ฤดูได้ผันเปลี่ยน ผู้ดูแลสุสานก็เริ่มใกล้ชิดเด็กหนุ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ผู้ดูแล “「ضوء أبيض الله يعطي الراحة الأبدية لجميع الاموات، وعلى ضوء (โอ้เทพเจ้าแสงขาว โอ้ท่านเทพผู้เมตตา โปรดได้นำทางเหล่าดวงวิญญาณไปสู้แดนสุขาวดี จงนำพาเหล่าดวงวิญญาณไปสู่ความสงบด้วยแสงนำทางของท่านอันไร้ซึ่งที่สิ้นสุดด้วยเถิด)”

 

เสียงขับขานแห่งบทเพลงได้ดังก้องตรงหน้าหลุมศพของน้องสาวของเขา

 

แล้วพอเวลาผ่านไป จากหนึ่งเสียงขันขานก็ได้พลิกพลันกลายเป็นสองเสียงประสานไปแล้ว

 

ผู้ดูแล “ดูเหมือนว่าเธอจะจำเนื้อเพลงได้แล้วสินะ ฮิ ฮิ ฮิ”

 

เด็กหนุ่ม “แต่ผมก็ยังไม่รู้ความหมายของเนื้อเพลงอยู่เลยนะครับ”

 

พอเห็นหนุ่มน้อยหัวเราะอย่างเขินอาย หัวใจของผู้ดูแลก็เต็มไปด้วยความสุขในทันที

 

ผู้ดูแล “การออกเสียงของเธอนั้นสมบูรณ์แบบมาก แถมเสียงของเธอก็ยังไพรเราะยอดเยี่ยมด้วยนะ”

 

เด็กหนุ่ม “ขะ-ขอบคุณครับ”

 

เธอพูดชมเขาแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่หูไม่ค่อยดีจนแทบจะเป็นคนหูหนวกไปแล้วก็ตาม

 

แต่เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในการขับร้อง และคำพูดของผู้ดูแลก็ห่าใช่คำเยินย่อไม่ มันเป็นคำชมจากความสามารถของเขาอย่างแท้จริง

 

แล้วเวลาก็ได้ไหลผ่านไปอีกครั้ง

 

เวลา ได้หไหลผ่านไปจนกระทั้งครบปีที่พวกเขาได้พบกัน

 

เด็กหนุ่ม “เออ คือว่าก่อนหน้านี้ผมเผลอไปร้องเพลงในร้านที่ทำงานอยู่นะครับ ต้องขอโทษด้วย...ที่ไม่ได้อนุญาติคุณก่อนนะครับ…”

 

แล้ววันหนึ่งเขาก็มาพูดขอโทษเธอ

 

ผู้ดูแล “มันไม่ใช่บทเพลงของฉันหรอก เธออยากร้องเมื่อไหรก็ร้องได้ตามที่ใจอยากได้เลย”

 

บทเพลงนี้มันไม่ใช่บทเพลงที่ไม่ควรให้ใครได้ยินเสียหน่อย อีกอย่างมันก็แค่บทเพลงโบราณเท่านั้นเอง

 

ผู้ดูแลสุสานกลับรู้สึกดีใจเสียอีกที่หนุ่มน้อยมีความสุขเพราะเพลงที่เธอได้สอนไปให้

 

เขาเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยร้านเหล้าแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่บทเพลงของเขาเป็นที่ต้องตาของลูกค้ามาก และนั่นก็ทำให้เขาสามารถหาเงินจากการขับร้องได้โดยเหล่าลูกค้าที่ชื่นชมบทเพลงนั้น

 

จนถึงตอนนี้ ผู้ดูแลสุสานมักคอยเสนอให้ความช่วยเหลือชีวิตที่ยากจนของหนุ่มน้อยมาตลอด แต่เขาก็มักปฏเสธิตลอดเวลาเช่นกัน

 

เธอไม่มีพลังเทเลพาธี เธอจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเขานั้นระวังไม่ให้ขอความช่วยเหลือมากจนเกินไป หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นทิฐิของผู้ชายก็ว่าได้

 

ผู้ดูแลสุสานรู้ว่าการใช้ชีวิตในเมืองอย่างมีความสุขได้นั้น มันจำเป็นต้องใช้เงิน

 

แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ได้รับเงินค่าจ้างขั้นต่ำอย่างยุติธรรมหรือเปล่า แต่ทว่าความเป็นห่วงนั้นก็ดูท่าจะไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว

 

ผู้ดูแล “ถ้าหากการร้องเปลงทำให้เธอมีความสุขได้ งั้นก็ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกนะ ฉันเองก็อยากให้เธอมีความสุขด้วยนั่นละ”

 

เด็กหนุ่ม “ขอบคุณมากครับ !”

 

ราวกับว่าคำภาวนาของผู้ดูแลได้ยินไปถึงเหล่าเทพเจ้า ชีวิตของเด็กหนุ่มที่เคยยากจนก็กลับมามีฐานะได้

 

แล้วเสียงขันขานแห่งบทเพลงที่น่าอัศจรรย์ของเด็กหนุ่มก็ได้มีชื่อเสียงภายในชั่วข้ามคืนเดียว

 

พรสวรรค์ของเขานั้นไม่เป็นที่กังขาอีกต่อไป เขาคืออัจฉริยะ และยังเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าที่ผู้ดูแลสุสานคาดคิดเอาไว้เสียอีก

 

แล้วเสียงเพลงของเขาก็ได้ถูกจดจำลงไปในความทรงจำของผู้คนทั้งชายและหญิง

 

พอรู้ตัวอีกที เด็กหนุ่มก็ได้เปลี่ยนจากผู้ช่วยร้านเหล้า ไปเป็นนักร้องที่มีรายได้นับร้อยเท่าจากเดิม

 

แล้วพอผ่านไปได้อีกเดือนหนึ่ง เขาก็กลายเป็นไอดอลของเมืองไปแล้ว

 

เด็กหนุ่ม “สวัสดีครับ”

 

และถึงแม้จะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เขาก็ยังกลับมาหาผู้ดูแลสุสานอยู่

 

รูปร่างของเขาไม่ใช่เด็กกำพร้ายากจนที่น่าสงสารอีกต่อไป แต่เป็นหนุ่มหล่อที่สวมชุดดูดีราวกับเป็นลูกขุนนางคนหนึ่งไปแล้ว

 

และถ้าจ้องมองที่ใบหน้าของเขาให้ดี ก็จะพบว่าเขานั้นได้กลายเป็นหนุ่มหล่อที่พร้อมจะจับคู่หาหญิงออกเรือนได้แล้วอีกด้วย

 

ผู้ดูแล “อ้า...ฉันรอ---”

 

ไม่ว่าเขาจะรวยล้นฟ้า งดงามหล่อเหล่าขึ้นแค่ไหน เขาก็ยังกลับมาหาเธออยู่เสมอ

 

หัวใจของเขายังคงบริสุทธิ์ดั่งเช่นวันที่เขาได้พบกับเธอ

 

ผู้ดูแล “---รอเธออยู่เลยนะ”

 

และนั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอเริ่มเป็นกังวล

 

ใช่ ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะมีชื่อเสียงเป็นไอดอลไปแล้ว เขาก็ยังมาหาเธออยู่

 

แต่ความถี่ของการมาเยี่ยมเยือนนั้นกลับเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แล้ว

 

จาก ทุกสามวันกลายเป็นทุกห้าวัน จากทุกห้าวันกลายเป็นทุกอาทิตย์

 

ความถี่ในการมาเยี่ยมเยือนเธอนั้นเริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ

 

ความปราถนาที่อยากจะพบกันนั้นเพิ่มพูนขึ้น แต่โอกาศในการพบกันกลับลดน้อยลง

 

ความปราถนาจากหัวใจที่อยากพบเขาทำให้เธอเริ่มนอนไม่หลับ

 

ความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อ [เมือง] ได้ก่อตัวขึ้นภายในใจของเธอ

 

ผู้ดูแลสุสานเริ่มหลอกตัวเอง

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันไม่เป็นไรหรอก ขอแค่เขามีความสุขก็พอแล้ว…”

 

อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากให้เขาจบชีวิตลงอย่างเดียวกับน้องสาวของเขา

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันจะทำให้เขาไม่มีความสุขได้นะ”

 

เธอคือผู้ดูแลสุสาน ภารกิจของเธอคือการดูแลสุสานแห่งนี้ และเธอก็ไม่อาจละทิ้งสถานที่แห่งนี้ออกไปได้

 

ผู้ดูแลสุสาน “เขา...อาศัยในสุสานแห่งนี้ไม่ได้หรอก”

 

เพราะว่าเขาคือมนุษย์ เขาควรจะมีชีวิตที่สนุกอยู่ข้างนอกนั้นไม่ใช่หรือไง

 

ผู้ดูแลสุสาน “มันช่วยไม่ได้หรอกนะ ก็ฉันนะเป็น…”

 

ใช่แล้ว เธอคือ [โฮมูนครุส] เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งเกิดมาจากเวทมนต์โบราณ และไม่อาจแต่งงานกับมนุษย์ได้

 

เป็นเวลานับร้อยปีแล้วนับจากที่เธอเริ่มทำงาน ทำงาน และทำงาน เธอไม่อาจหนีออกจากวิหารแห่งนี้ เพราะว่าเธอถูกตั้งค่าให้เป็นเช่นนั้น

 

มันไม่มีทางที่มนุษย์จะใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในสุสานได้ เพราะฉะนั้นกับเด็กหนุ่มที่มีอนาคตสดใส เขาก็ควรจะอยู่ข้างนอกนั้นมากกว่า

 

……….แล้วเวลาก็ได้ผ่านพ้นไป……………

 

ผู้ดูแลสุสาน “...เธอว่า ยังไงนะ ?”

 

แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องลาจากกันในที่สุด

 

เด็กหนุ่ม “เห็นเขาบอกว่าคือพ่อของผมนะครับ...”

 

เด็กหนุ่มที่หายหน้าไปเป็นเดือน ในที่สุดก็ได้กลับมาหาเธออีกครั้งในรอบเดือน

 

เขาได้บอกเธอว่ามีคนมาอ้างตัวว่าเป็นบิดาของเขา

 

บิดาที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนในชีวิตของเขาเลยสักครั้งเดียว

 

เด็กหนุ่ม “ชื่อของเขาคือ...เอออ… ยาวจนจำยากมากครับ แต่เห็นว่าเป็นคนสำคัญมาก ๆ ครับ เห็นว่าเป็นขุนนางนะครับ”

 

เป็นข่าวที่น่าตกใจมาก

 

เมื่อ 14 ปีที่แล้วนั้น มีขุนนางคนหนึ่งมาที่เมืองแห่งนี้และได้มีร่วมสุขกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งภายในคืนนั้น

 

แล้วหญิงสาวคนนั้นก็ได้ให้กำเนิดบุตรแฝดออกมาคู่หนึ่ง

 

ผู้ดูแลสุสาน “ขุนนางอย่างงั้นหรือ…”

 

ขุนนางไม่ได้กลับมาเพราะเพียงแค่รับตัวเขา แต่ได้รับมาเพื่อให้กลับไปสืบทอดตำแหน่งด้วย

 

เด็กหนุ่ม “ใช่ครับ เห็นเขาบอกว่าไม่สามารถมาเมืองนี้ได้เพราะสถานการณ์บังคับบางอย่าง แต่เขาอยากมาที่นี่เพื่อพบกับแม่และพวกผมจริง ๆ ครับ”

 

นั่นมันเรื่องจริงอย่างงั้นหรือ ?

 

ผู้ดูแลสุสานไม่รู้สถานการณ์ภายในเมืองดีเท่าไหรนัก เธอไม่รู้เลยว่าสภาพสังคมข้างนอกนั้นเขามีระบบทำงานกันอย่างไร

 

แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าขุนนางนั้นมีฐานะที่แตกต่างจากปกติมาก

 

จากที่เธอได้ยินมานั้น

 

ขุนนางคือผู้ที่มีบ้านคฤหาสห์หลังใหญ่ มีอาหารอร่อย ๆ กิน มีเสื้อผ้าสวย ๆ สวมใส่ มีคนรับใช้ เป็นความสุดยอกของความหรูหราฟุ่มเฟือย ถ้าหากถามว่าใครคือผู้มีความสุขที่สุดในโลกแล้วละก็ พวกเขาก็มักจะตอบกลับมาว่าเป็นพวกขุนนางไม่ผิดแน่นอน

 

เด็กหนุ่ม “แต่ถ้าหากผมตอบรับเขา ผมก็จะกลับมาที่นี่ไม่ได้อีกแล้วครับ…”

 

ผู้ดูแลสุสาน “เธอควรไปนะ”

 

เด็กหนุ่ม “เอ้ ?”

 

ผู้ดูแลสุสาน “คน คนนั้นคือบิดาของเธอไม่ใช่หรือไง ? การที่ได้อยู่กับครอบครัวนั้น มันจะทำให้เธอมีความสุขได้อยู่แล้วละ”

 

เธอไม่มีทางรั้งเขาเอาไว้อยู่แล้ว

 

เขากำลังจะได้เดินไปในเส้นทางที่ส่องสว่างอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง

 

ให้เขาไปสิ จะให้เธอไปรั้งเขา ไปขังเขาให้ยึดติดกับสุสานมืดๆ แห่งนี้ทำไมกัน

 

จะให้เขามาใช้ชีวิตอยู่กับตุ๊กตาที่น่าเศร้าอย่างเธอทำไมกันละ ?

 

สำหรับผู้ดูแลสุสานที่อยากให้เด็กหนุ่มมีความสุข มันก็มีเพียงแค่คำตอบเดียวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

เด็กหนุ่ม “ผม...ผมจะหาทางกลับมาที่นี่ให้ได้เลยครับ สักวันหนึ่ง ผมจะกลับมาให้ได้เลยครับ…”

 

ผู้ดูแลสุสาน “อือ”

 

เด็กหนุ่ม “ผม..ผมจะพยายาม จะพยายามร้องเพลงให้กับน้องสาวผม จะพยายาม...ร้องเพลงให้เก่งขึ้นกว่านี้ครับ”

 

ผู้ดูแลสุสาน “อือ”

 

เด็กหนุ่ม “แล้วถ้าถึงวันนั้น...วันที่พวกเราได้พบกันอีก ...เอาไว้...มาร้องเพลงร่วมกันอีกนะครับ…”

 

ผู้ดูแลสุสาน “อือ ฉันสัญญา ฉันจะรอวันที่เธอกลับมานะ”

 

แล้วทั้งสองคนก็ได้ร่ำลาจากกันไปในที่สุด

 

และแล้วผู้ดูแลสุสานก็กลับไปสู่สภาพเดิมอีกครั้งหนึ่ง

 

เป็นชีวิตตามอย่างที่เคยเป็นเหมือนกับเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้

 

แต่คราวนี้เธอกลับเต็มไปด้วยความสุข ความสุขที่จะได้รอวันที่เขาจะกลับมาหาอีกครั้ง วันที่จะได้ร้องเพลงร่วมกันอีกครั้ง

 

ดังนั้นแล้วเธอจึงเฝ้ารอ และฝึกฝน ฝึกฝนในการเป็น [มนุษย์] ฝึกฝนการแสดงอารมณ์ของ [มนุษย์] ในปรากฏบนใบหน้าให้ได้มากกว่านี้

 

เพื่อวันที่พวกเธอจะได้พบกับเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง….

 

….

..

.

เวลาได้ผ่านล่วงเลยไปถึงสามเดือน

 

… “ท่านผู้ดูแลสุสานครับ ได้โปรดช่วยรับศพนี้ไปดูแลอย่างเคยทีครับ”

 

วันนี้ก็ยังคงมีศพส่งมาที่สุสานของเธออีกเช่นเคย

 

แต่ในตอนที่เธอกำลังจะยื่นมือไปแบกโลงศพตอนนั้นเอง---

 

… “เดียวครับ คือว่าคนผู้นี้เป็นผู้กล้าที่ช่วยเมืองของเราเอาไว้ แต่เพราะเขาถูกทำร้ายอย่างหนักจนไม่อาจทนพิษบาดแผลไหว และรูปร่างตอนนี้ของเขาก็อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เลยด้วย อย่างน้อย...ได้โปรดช่วยลงมือส่งเขาอย่างมีเกียรติ์ให้ทีด้วยนะครับ อย่าได้ทำอะไรที่เป็นการทำลายศักดิ์ศรีบนร่างกายของเขาด้วยนะครับ”

 

เป็นชายที่ตายเพราะต่อสู้กับมอนสเตอร์เช่นนั้นหรือ ? พอเห็นว่าเป็นผู้กล้าของหมู่บ้านแล้วมันก็ตีความออกไปได้แค่ทิศทางนั้นเท่านั้น

 

เธอตอบรับคำร้องขอของชาวบ้านและคิดที่จะทำการรักษาสภาพให้กับศพก่อนนำไปทำพิธี

 

บนร่างของศพนั้นมีรอยแผลจำนวนมาก เป็นศพที่ถูกทำร้ายอย่างทารุน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องเป็นความตายที่เจ็บปวดอย่างมากแน่นอน

 

ด้วยสภาพเช่นนี้จะทำให้ศพกลายเป็นอันเดดได้ง่ายมาก

 

เธอคิดเช่นนั้นในตอนที่ดูสภาพของร่างส่วนหนึ่ง เลยคิดว่าจะใช้เวทมนต์เพื่อชำระล้างให้กับศพเสียก่อน

 

แล้วในตอนที่เธอเปิดโลงศพออกมาตอนนั้นเอง---

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฮะ….”

 

---เธอก็ได้กลับมาพบกับเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง...

 

ผู้ดูแลสุสาน “นะ---นี่มัน..ทำไม ทำไม ทำไม ! ไม่จริง นี่มันไม่จริง ! เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดดดดดดดดดด !!”

 

จากคำบอกเล่าของผู้ที่แบกเขามา เห็นว่าเขาต้องพบกับสภาพที่ช่วนน่าสังเวชอีกด้วย

 

มีเพียงแค่ใบหน้าที่งดงามของเขา ใบหน้าที่น่ารักนั้นของเขาเท่านั้นที่ยังคงสภาพอยู่ดี

 

เธอไม่มีทางลืมใบหน้านั้นได้แน่นอน เธอไม่มีทางจำผิดเป็นคนอื่นได้แน่นอน

 

ผู้ดูแลสุสาน “ อ้าาา ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ไม่จริง ! ฉันก็แค่อยากให้เธอมีความสุข … ทำไม ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเธอด้วย ท่าไม---”

 

ทำไมเขาถึงต้องตายด้วย ?

 

แล้วบาดแผลพวกนี้ไปได้มาอย่างไรกัน ?

 

แล้วทำไมร่างของเขาถึงเปล่าเปลือยกันละ ? มันเหมือนกับว่าพวกเขาพึ่งจะโยนเขาลงโลงในสภาพที่สดใหม่มาเลยไม่ใช่หรือยังไง ?

 

ต่อให้เป็นศพต้องโทษประหาร พวกเขาก็ยังปฏิบัติกับศพดีกว่านี้เลยไม่ใช่หรือยังไง ? แล้วเขาไปทำอะไรผิดถึงต้องมีสภาพที่นาสังเวชขนาดนี้ด้วยกันละ ?

 

ทำไมคนที่เธอรักต้องพบกับโชคชะตาที่โหดร้ายกันด้วยละ ?

 

เธอก็แค่อยากให้เขามีชีวิตที่มีความสุขเท่านั้น

 

เธอถึงขนาดยอมละทิ้งความต้องการที่จะทำให้เขามาเป็นของเธอเลยนะ

 

แล้วทำไม แล้วทำไม….

 

และสุดท้ายเธอได้ตระหนัก

 

ได้ตระหนักว่าบางทีเขาคงไปเจอกับเจ้านายที่โหดร้ายทารุณมากกว่า

 

บางทีเข้าขุนนางนั้นอาจต้องการเก็บเสียงและใบหน้าที่สวยงามนั้นของเขาไปเป็นของตนเองเพียงคนเดียว

 

บางทีขุนนางคนนั้นอาจแอบบอ้างเรื่องของครอบครัว

 

บางทีเมืองอาจถูกกดดันจากอำนาจของขุนนางอยู่

 

แล้วขุนนางนั้นอาจเรียกร้องอะไรบางอย่างจากเมือง

 

แล้วเด็กคนนี้ก็เลยกลายเป็นสิ่งของที่ถูกส่งมอบให้กับขุนนางคนนั้น

 

ครอบครัวคือคำกล่าวอ้าง หรือต่อให้เป็นความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว

 

ทุกคนล้วนแต่ถีบส่งเขา ไม่ยอมบอกความจริงกับเด็กหนุ่มของเธอ

 

สุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มจึงกลายเป็นผู้ที่เสียสละของเมืองนี้ไป

 

เป็นผู้กล้าที่เสียสละชีพให้กับเมืองนี้ไปในท้ายที่สุด….

 

ผู้ดูแลสุสาน “พวก...แก…”

 

เขาถึงจากไปได้แค่สามเดือน และสามเดือนนั้นเขาก็ต้องไปเป็นของเล่นของขุนนางคนนั้น

 

และสามเดือนนั้นผู้ดูแลสุสานก็นั่งเฝ้ารอการกลับมาของเด็กหนุ่มราวกับคนโง่เขล่า

 

เธอไม่ได้ทำอะไรเลย

 

เธอทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

 

แม้ว่าเขาจะพบกับความยากลำบากขนาดไหน แม้ว่าเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด

 

เธอก็ไม่อาจอยู่เคียงข้างเขาได้

 

ผู้ดูแลสุสาน “...ฉันจะ ฆ่าพวกแก…”

 

เธอไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน !!!“

 

เธอไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เด็ดขาด

 

เธอที่ภาวนาอยากให้เขามีความสุข เธอที่โง่เขล่าเลือกเส้นทางให้กับเด็กหนุ่ม

 

เธอที่โง่เขล่าซึ่งยอมแพ้ให้กับหนทางความสุขของตัวเองไปในตอนแรก….

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก !!!”

 

และคนที่เธอไม่อาจให้แภัยได้มากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดนั้นก็คือ---

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแก พวกแกทุกคนไม่ให้เหลือ !!”

 

---ก็คือทุกคนที่นำเขาไปสู่ความตายนั่นเอง

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันจะเชือดพวกแกทุกตัวเลย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด !!”

 

เสียงกรีดร้องที่โหยหวนได้ดังสะท้อนก้องขึ้นมา

 

เป็นเสียงกรีดร้องที่อาลัยอาวรจนเป็นพลังเชิงลบที่ปกคลุมไปทั่วทั้งสุสาน

 

แล้วนั่นก็ได้เกิดปรากฏการที่มีเพียงแค่เธอ ผู้ซึ่งอาศัยในสุสานนานนับร้อยปีพร้อมกับส่งดวงวิญญาณจึงจะทำให้บังเกิดขึ้นมาได้

 

…. “โอ้วววว”...”อ้าาา…”

 

ราวกับเป็นการตอบรับเสียงขับร้องของผู้ดูแลสุสาน

 

คนที่ตายตรงหน้าเธอก็ได้ลุกขึ้นมา

 

ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล ใบหน้าที่ซีดเซียว และดวงตาที่ไร้แสงและกลวงโบ๋

 

ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ดูแลสุสานก็ได้หันไปทางเขาอย่างใจเย็น

 

ใบหน้าขาว ๆ ของเธอได้กลับมายิ้มอีกครั้งต่อหน้าใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ซีดจางไปแล้ว

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฉันรอวันที่จะได้เจอเธออีกครั้ง แล้วเธอก็กลับมาหาฉันทั้งที่พึ่งผ่านมาแค่สามเดือนเท่านั้น ดูท่าเธอจะเหง่ามากกว่าฉันเสียอีกนะเนี่ย แต่ฉันไม่โทษเธอหรอกนะ… ฉัน ฉันดีใจมากเลยละ”

 

คนที่ตื่นขึ้นจากความตายนั้นไม่อาจเป็นคนเดิมได้อีกต่อไป

 

เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ต่างอะไรไปจากมอนสเตอร์ประเภทซอมบี้ตัวหนึ่งไปเสียแล้ว

 

แน่นอนว่าเธอย่อมรู้ถึงความจริงนี้ดี

 

แถมหน้าที่สำคัญของเธอก็คือการสวดส่งไม่ให้เหล่าคนตายเกิดใหม่เป็นอันเดทอีกด้วย

 

ดังนั้นแล้วเธอจึงได้---

 

ผู้ดูแลสุสาน “อ้า..จริงสินะ พวกเราสัญญาว่าจะร้องเพลงร่วมกันนี่น่า ? มาเริ่มขับขานเสียงเพลงกันเถอะ !”

 

---เธอจึงเข้าโผกอดเด็กหนุ่มอย่างมีความสุข

 

แม้ว่าเขาจะถูกดับเข้าปะทะหน้าอกของเธอ แต่เด็กหนุ่มก็ไม่มีวันที่จะรู้สึกเขินอายได้อีกต่อไป

 

และแน่นอนว่าเสียงที่เคยไพรเราะของคนเป็นนั้น ก็ย่อมที่จะไม่มีวันดังลอดออกมาได้เช่นกัน

 

ผู้ดูแลสุสาน “「ض وء أب يض ا لله ي  عط ي الر احة الأ بدي ة لجمي  ع ا لاموات، وعل ى ضوء」(โอ้ ขอให้การส่องแสงนำทางของพระบิดา จงมอบกายเนื้อให้เหล่าคนตายทุกคน)

 

เสียงได้สอดประสานกันดังขึ้นมา ซึ่งมันควรจะเป็นเสียงเพลงที่บริสุทธิ์ดั่งเช่นทุกครั้ง

 

แต่มันไม่ใช่กับในครั้งนี้

 

เสียงที่กรีดร้องนั้นได้เจือปนบางอย่าง และไม่อาจทำหน้าที่ของมันได้

 

แล้วผลลัพธ์ของมันก็ได้แปรเปลี่ยนไป

 

กลายเป็นเสียงที่กระตุ้นเหล่าคนตาย ทำให้เหล่าดวงวิญญาณถูกปลุกขึ้นมา ปิดกั้นสู่แดนสุขาวดีอันสงบเป็นนิจนิรันดร์

 

แล้วกลับกลายเป็นท่วงทำนองแห่งการคืนชีพแทน

 

คนที่ตื่นขึ้นมาเป็นรายต่อไปก็คือน้องสาวของเขา

 

มันไม่ใช่การคืนชีพ แต่เป็นคำสาป เป็นคำสาปที่ทำให้กายเนื้อเคลื่อนไหวอีกคร่าหนึ่ง

 

ร่างนั้นได้ปีนขึ้นมาจากโลงศพขึ้นสู่ผิวพื้นดินอีกคร่า

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฮิ ฮิ ฮิ ฉันน่าจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกนะเนี่ย ดูสิ น้องสาวของเธอเองก็ตื่นขึ้นมาด้วยแล้วละ แบบนี้ก็ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้วละนะ”

 

เมื่อเห็นร่างของน้องสาวของเขาเคลื่อนไหว เธอก็มีใบหน้าที่เปี่ยมสุขขึ้นมา

 

แต่เนื่องจากร่างของเธอถูกฝังมานานนับปีแล้ว เลยทำให้ร่างของเธอไม่ต่างอะไรไปจากซากศพอันเดด

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฟุ ฟุ ฟุ วันนี้คอไม่ดีหรือไงจ๊ะ ? ทำไมเธอไม่ร้องเพลงเลยละ ? อ้า...คงเพราะไม่พอใจอยู่ละสิท่า ก็เป็นถึงไอดอลของเมืองไปแล้วนี่น่า งั้น...เดียวฉันจะเตรียมเวทีและผู้ชมให้กับเธอเอง”

 

พร้อมกับที่ผู้ดูแลสุสานกรีดร้องอีกครั้ง มือของเหล่าโครงกระดูกก็ได้ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน

 

หลุมศพที่ไม่เคยถูกใครล่วงล้ำเข้ามาขโมยไปเลยสักครั้งนานนับร้อยปี ณบันนี้พวกมันกำลังลุกขึ้นมาต่อหน้าการเฝ้ามองของผู้แลสุสานแล้ว

 

ทั้งศพที่ผ่านมาร้อยปีทั้งศพที่พึงผ่านมาได้สิบปี หรือแม่แต่ศพของเมื่อวาน ทุกตัวล้วนแต่ลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

ผู้ดูแลสุสาน “ฮืมมม บางทีอาจจะยังไม่พอนะเนี่ย งั้น..พวกเรามาหา “คน” เพิม่กันดีกว่า เอาเป็นเริ่มจากชาวบ้านจากเมืองข้างๆ นี้ก่อนเลยเป็นยังไง”

 

พร้อมกับมือที่กอดเด็กหนุ่มที่นิ่งเงียบเอาไว้ เธอก็ถือง้าวตัวโปรดเอาไว้ที่มือขวา แล้วเดินนำหน้าเหล่าฝูงคนตายไป

 

ผู้ดูแลสุสาน “ภารกิจของผู้ดูแลสุสานอย่างงั้นหรือ ? อืมมม ฉันเสร็จสิ้นมันไปแล้วละ ก็เมืองนี้คงไม่ต้องการคนทำพิธีอีกต่อไปแล้วนี่น่า  งั้นฉันขอสละตำแหน่งนี้ไปเลยละกัน”

 

พอกล่าวเช่นนั้นเสร็จ เธอก็ได้ก้าวเท้าออกจากสุสานแห่งนี้ไปสู่โลกภายนอก

 

เธอสับ เธอฟาดฟันทุกคนที่เธอเห็น แล้วเพิ่มมันเข้าไปอยู่ในหนึ่งของผู้ติดตามของเธอ

 

ผู้ดูแลสุสาน “「آلهة من كوروكي، أرواح الأموات جميع (โอ้ ท่านเทพเจ้าสีดำ ได้โปรดช่วยรวบรวมเหล่าดวงวิญญาณคนตายเหล่านี้...)」

 

และเธอก็ยังคงขับขานเสียงเพลงต่อไป

 

เธอจะไม่มีวันยอกให้เหล่าคนตายได้หลับพักผ่อนอีกแล้ว

 

เธอปลุกชีพเหล่าคนตาย ปลุกความเจ็บปวด ปลุกความเกลียดชัง

 

ผู้ดูแลสุสาน “「「إعطاء التعذيب الأبدية (...ชัวนิจนิรันดร์)」

 

คนตายยังคงเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

ชีวิตได้สาบสูญไปจากเมืองแล้วถูกเติมเต็มด้วยเหล่าอันเดดแทน

 

ผู้ดูแลสุสาน “「يرجى غارقة في الظلام لا نهاية لها (จมอยู่ในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด)]

 

วันเวลาแห่งความตายยังคงดำเนินต่อไป

 

จากจุดศูนย์กลางของเมือง เหล่าคนตายได้ขยาบขอบเขตออกไป พวกมันเพิ่มจำนวน พวกมันเพิ่มประชากร จนกระทั้งพวกมันได้พบกับดวงวิญญาณของขุนนางชั้นสูงคนนั้น

 

เหล่าคนตายมิหวาดหวั่นความตาย พวกมันไม่มีวันเหนื่อย ต่อให้ต้องเผชิญกับทหารและกำแพงสูงพวกมันก็ไม่มีความกลัวและลังเล

 

ผู้ดูแลสุสาน “「نهاية العالم (โอ้ว...จงนำพาสู่โลกแห่งกาลอวสานด้วยเถิด)”

 

และแล้วในที่สุด เมือง เมืองหนึ่งก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอีกโลกหนึ่งไปในที่สุด

 

ใช่แล้ว มันได้กลายเป็นโลกของคนตายไปในที่สุดนั่นเอง เป็นสวนสวรรค์ของเหล่าคนตายไปในที่สุด…

 

และบทเพลงที่ขับขานนั้นก็---

 

ผู้ดูแลสุสาน “อ้า ในที่สุด...เธอก็...ขับร้องร่วมกับชั้น...แล้ว…”

 

---เป็นเสียงของผู้ดูแลสุสานกับเด็กหนุ่มคนนั้น….

 

…..

….

..

.

แมรี่ลุกขึ้นมาแล้ว

 

เสียงขับขานแห่งคำสาปได้ทำให้เธอลุกขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยพลังเวทของเจ้านายของเธอ หรือก็คือโครโน่ผู้นี้

 

เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวยตาของเธอส่องประกายสีแดงราวกับเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงดั่งเปลวเพลิง

 

บาดแผลทั่วทั้งร่างได้ถูกย้อมด้วยความมืดสีดำราวกับจะถูกจมลงหายไปในบ่อที่มืดมิดไร้ก้น

 

แมรี่ไม่ใช่ม้าธรรมดาอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นม้าซอมบี้ระดับต่ำไปเสียแล้ว

 

ร่างของเธอนั้นงดงามและเปล่งออร่าสีแดง-ดำออกมา ออร่านั้นช่วงน่าขนลุกและทรงพลัง

 

เส้นขนของมันชูตั้งชันขึ้นมาอย่างน่ากลัวอีกทั้งแลดูเหี้ยมโหด

 

เธอไม่ใช่แค่เกิดใหม่ แต่เธอนั้นกลับมามีพลังยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก

 

ด้วยรูปลักษณ์นี้ มันไม่ใช่ม้าซอมบี้ระดับต่ำหรอก เพราะความจริงแล้วนั้น แม่รี่ได้กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ทรงพลัง

 

เป็นม้าที่มีชื่อเดียวกับฉายาของเจ้านายของเธอ

 

ใช่แล้ว เธอได้พัฒนากลายร่างเป็นมอนสเตอร์อันเดดระดับสูง [ม้าปีศาจแห่งฝันร้าย-ไนท์แมร์] ไปแล้วนั่นเอง




NEKOPOST.NET