[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 312 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.312 - ตอนที่ 312 วันที่ 21 เดือนพระจัทร์สีคราม [สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของโบสถ์แสงขาว] (4)


นักบวชหนุ่มได้พบสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญนับแต่ในอดีต

 

สวนด้านหลังแห่งนี้ไม่เคยถูกดูแลรักษาอย่างที่ควร จึงทำให้มันมีหญ้าขึ้นรกชัน

 

และในสถานที่แห่งนี้ ตรงมุมหนึ่งของสวน ก็มึกำแพงเก่า ๆ อยู่

 

กำแพงที่มีอายุและทรุดโทรมนี้ คือเส้นทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์​ของเขาเอง

 

นักบวชหนุ่ม “ทั้งที่รวบรวมผู้ศรัทธา​มาเพื่อการนี้แท้ ๆ… แต่ช่างเถอะ ตราบเท่าที่มีผู้พิทักษ์​อยู่ ทุกอย่างก็ยังไม่เป็นไร…”

 

นักบวชหนุ่มได้พึมพำเช่นนั้นไปพร้อมกับเดินลงบันไดที่ซ่อนอยู่ตรงฐานของบันไดนั้น

 

ในอดีตมันเคยเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยทรายและน้ำท่วมขังตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเกิดมา แต่ ณ ปัจจุบัน ในเส้นทางลับนี้กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยความชื้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

แสงไฟจากตะเกียงในมือได้สะท้อนอยู่ในกำแพงที่ทอดตัวลึกลงไปตามบันไดที่มืดมิด

 

เขาเคลื่อนตัวลงไปโดยไม่กังวลว่าชุดคลุมสีขาวจะเปรอะเปื้อน​เพราะการเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบไปตามทางเดิน

 

ตามผนังมีรอยแยกเล็ก ๆ อันเกิดจากช่องว่างของหินธรรมชาติ​ที่เรียงตัวเป็นกำแพงอยู่สองฟากฝั่ง

 

แล้วพอลงมาได้อีกสักพัก เขาก็เข้าสู่ช่วงที่เป็นโพรงธรรมชาติอันไม่ได้เกิดจากฝีมือของมนุษย​์

 

มันมีสภาพคล้ายกับทางน้ำใต้ดิน

 

นักบวชหนุ่มได้เดินผ่านไปในโพรงถ้ำอย่างไม่มีลังเล

 

แล้วเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง

 

มันเป็นประตูที่สามารถเข้าใจได้ง่ายดายว่ามันคือประตูโบราณที่นำไปสู่ดันเจี้ยนโบราณใต้ดิน

 

ประตูที่อายุยืนนี้มีสภาพผุพังตามอายุและกาลเวลาบานนี้ มีตรากางเขนปรากฏอยู่ที่ตรงกลางของบานประตู

 

ไม่มีการลงกลอน เพียงแค่ออกแรงพลักเบา ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกแล้ว

 

ทันทีที่เขาเปิดเข้าไป ผ้าเพดานก็เรืองแสงสว่างออกมาเองโดยอัตโนมัติ​

 

ดูท่าทางอุปกรณ์​ยุโบราณของห้องจะยังคงใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานับหลายร้อยปีก็ตาม

 

ห้องสีขาวที่สะอาดบริสุทธิ์​ได้ปรากฏ​สู่วายตาของเขา

 

เป็นที่ใหญ่โตและมีผ้าเพดานสูงยิ่งกว่าห้องพิธีกรรมในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และยังมีความรู้สึก​ของแรงกดดันจากพลังเวทมนต์ที่อยู่ภายในห้องนี้อีกด้วย

 

เครื่องเรือนที่มีภายในห้องนี้ มีเพียงแค่เตียงนอนที่รูปร่างคล้ายโลงศพเท่านั้น

 

ซึ่งมันถูกใช้สำหรับในการจำศีลของเหล่าผู้พิทักษ์​ร่างสูงใหญ่กว่า 2 เมตรนั่นเอง

 

ภายในห้องมีโลงศพด้วยกันทั้งหมด 12 โลง

 

ฝั่งหนึ่งของห้อง 6 โลง และอีกฝั่งหนึ่ง 6 โลง วางเรียงขนานคู่กันไปตามความยาวของห้อง

 

มีผู้พิทักษ์​ที่ทำงานแล้ว 2 คน และที่นอนอยู่ในโลงสีขาวนั้นอีก 9 คน

 

ใช่แล้ว มันควรจะมีทั้งหมด 12 คน แต่ที่อยู่ภายในโลง ณ ตอนนี้มีแค่ 9 คนเท่านั้น

 

พวกมันควรจะนอนหลับอยู่อย่างงั้นตลอดกาลแต่กลับไม่ใช่เช่นนั้น

 

นักบวชหนุ่มไม่รู้ว่าพวกมันคืออะไร แต่เขารู้อย่างหนึ่งว่าพวกมันแข็งแกร่ง และเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างไม่บิดพริ้ว

 

ซึ่งมีคุณสมบัติ​สองข้อนี้มันก็เพียงพอแล้ว

 

นักบวชหนุ่ม  “อ้า… ต้องรีบแล้ว.. อย่างแรกชั้นต้องรีระบบพวกมัน แล้วทำการอัญเชิญ​เพื่อให้มันเชื่อฟัง… วุ่นวายชะมัด”

 

เด็กหนุ่มนักบวชได้เดินผ่านร่างของผู้พิทักษ์​ที่วางเรียงราย ไปสู่ประตูอีกฟากของห้อง

 

ข้างในห้องนี้คับแคบกว่าห้องแรก และมีเครื่องใช้กับชั้นหนังสือจำนวนมาก

 

มันช่างคล้ายกับห้องของนักจิวัยเวทมนต์หรือนักเล่นแร่แปรธาตุแบบนั้น

 

หนังสือโบราณ เอกสารเก่าแก่ที่ทำจากทองคำล้วนแต่ทีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามวันเวลาที่ผ่านมา

 

สิ่งของเหล่านั้นมีวางเกลื่อนไปทั่วห้องแห่งนี้

 

และดูท่าบางเล่มจะถูกนักบวชหนุ่มเปิดอ่านใช้งานไปแล้วด้วย

 

แต่ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจหนังสือเหล่านั้นที่วางกองเรียงราย แต่มุ่งไปที่จุดศูนย์กลาง​ของห้องแทน

 

ที่ตรงนั้นมีแท่นบูชาหินตั้งอยู่

 

เป็นแท่นหินเรียบที่มีลักษณะ​คล้ายคลึงกับแท่นหิน [บันทึกประวัติศาสตร์ที่ศูนย์] หรือแท่นหินโบราณที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองอวาลอนหรือสปาด้า

 

บนนั้นมีอักษรโบราณที่เริ่ทเลือนลางเกาะสลักเอาไว้อยู่

 

เขาอ่านมันไม่ออก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าสิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่กำลังนอนอยู่บนแท่นหินต่างหาก

 

นักบวชหนุ่ม “จงเชื่อฟังข้า [เพชรแห่งสรวสรรค์]​”

 

ตอนที่เขาค้นพบสถานที่แห่งนี้ เขาก็ได้พบ [เพชรแห่งสรวสรรค์]​ ที่วางอยู่บนแท่นบูชานี้

 

มันเป็นไอเท็มเวทมนต์โบราณ​ซึ่งมีพลังทำให้ผู้อื่นติดสภาวะ [ควบคุม]​ ได้

 

และไอเท็มนี้ก็คือกุญแจสำหรับเปิดใช้งานอาวุธ​โบราณที่หลับไหลให้ตื่นขึ้นมาได้

 

แน่นอนว่านักบวชหนุ่มไม่รู้วิธีใช้งานที่ถูกต้อง ที่เขาทำก็คือการใช้พลังเทเลพาธีสั่งการเพชรก้อนนี้เท่านั้น

 

และมันก็จริงดั่งคาดว่าวิธีการของเขาไม่ใช่วิธีเปิดใช้งานที่ถูกต้อง

 

การที่จะใช้งานผู้พิทักษ์​ได้นั้น เขาต้องทำผ่านพิธีบวงสรวง และยังต้องใช้พลังเวทเป็นจำนวนมากในการอัญเชิญ​ขึ้นมาใช้งาน

 

เพราะหากไม่ใช่วิธีอ้อมค้อมผ่านทางวงแหวนเวทอัญเิญ เขาก็ไม่อาจที่จะพาเหล่าผู้พิทักษ์​ออกมาจากนอกเขตศักดิ์สิทธิ์​แห่งนี้ได้

 

ตามแผนเดิมของเขานั้น เขาตั้งใจว่าจะทำพิธีอัญเชิญ​ผู้พิทักษ์​ในพิธีบวงสรวงที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในคืนนี้

(จากผู้แปล : เพื่อใครงง ในห้องบวงสรวงตอนแรกที่ว่ามีผู้พิทักษ์​ 6 คนนั้น ดูเหมือนจะเป็นร่างปลอมสี่คนครับ ที่ถูกปลุกใช้งานจริงมีแค่ 2 คน และอีก 1 คนไม่รู้หายไปไหน)​

 

แต่ด้วยสถานการณ์​เช่นนี้ จึงทำให้ทุกอย่างที่เขาเตรียมการมาต้องพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า

 

กับศัตรูที่บุกมาถึงหน้าประตูบ้าน การอัญเชิญต่อหน้าต่อตาจะทำให้ตัวเขาเองได้รับอันตราย

 

แต่การเปลี่ยนสถานที่อัญเชิญก็ต้องใช้เวลาเตรียมการใหม่เช่นกัน

 

เขาพบว่าหากไม่วาดภาพสถานที่อัญเชิญและระยะห่างของผู้อัญเชิญ​กับผู้ถูกอัญเชิญ​ให้จัดเจนแล้วละก็ เวทมนต์​ก็จะไม่อาจทำงานสำเร็จได้

 

ดังนั้นแล้ว นักบวชหนุ่มจึงถือเพชรแห่งสรวงสวรรค์​เอาไว้ในมือแล้วเริ่มตั้งสมาธิสวดภาวนาอย่างเงียบงัน

 

ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกันนะ ?

 

และในช่วงที่เขาเริ่มรู้สึกว่ามีการตอบสนองกลับมาแล้วตอนนั้น---

 

ลิลี่ “สวัสดียามดึก---”

 

ก็ได้มีเสียงที่สง่างามดังจากทางด้านหลังของเขา

 

เป็นเสียงที่เคยได้ยินเพียงครั้งเดียวในชีวิต และเขาไม่อาจมีวันลืมเสียงนั้นได้

 

ใช่แล้ว เสียงของแฟรี่นักผจญภัย​ที่มีแสงห่อหุ้มร่างกายคนนั้น

 

นักบวชหนุ่ม  “ฮึ--”

 

แต่ทว่านักบวชหนุ่มก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกแปกใจออกมาแต่อย่างใด

 

หากเป็นความรู้สึกของผู้กำชัยที่ยัยนอกรีตหน้าโง่คนนี้เดินเข้ามาสู่กับดักของเขาด้วยตนเองต่างหาก

 

เขายังมีผู้พิทักษ์​เหลืออยู่ถึง 9 คน และด้วยสถานที่นี้ เขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนต์อัญเชิญ​ในการใช้งานแต่อย่างใดด้วย

 

ลิลี่ “---เป็นสถานที่ซ่อนตัวที่ดีเลยไม่ใช่หรือไงกัน”

 

ลิลี่เดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาที่อยู่ตรงกลางของห้อง เข้าไปหานักบวชหนุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของประตู

 

นักบวชหนุ่ม “ฮึ หาสถานที่แห่งนี้เจอด้วยหรือเนี่ย น่าแปลกใจจริงนะ”

 

นักบวชเองก้เดินเข้าประจันหน้ากับลิลี่

 

เขามีสีหน้าเรียบเฉยเฉกเช่นเวลาที่ยืนอยู่ต่อหน้าเหล่าผู้ศรัทธาของเขา หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกไล่ต้อนอยู่นั่นเอง

 

ส่วนลิลี่เองก็รู้ตัวดีว่าอีกฝ่ายนั้นมีวางแผนบางอย่างเอาไว้อยู่โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทเลพาธีอ่านใจให้เหนื่อย

 

และเธอก็เลือกที่จะก้าวเดินเข้าไปในแผนของนักบวชราวกับคนโง่ด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยั่น

 

ลิลี่ “แน่อยู่แล้วว่าฉันรู้จักสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วนะ”

 

ความจริงแล้วเธอหาสถานที่แห่งนี้เจอได้ ก็เพราะใช้วิธีอ่านใจจากเหล่าผู้ศรัทธาที่เธอได้ควบคุมตัวเมื่อกี้นี้ แต่ความจริงนี้เธอไม่มีหน้าที่หรือความจำเป็นที่ต้องบอกให้นักบวชหนุ่มได้รับรู้หรอก

 

ลิลี่ “ส่วนเรื่องที่รู้ได้ยังไงนั้น หุ หุ หุ เป็นความลับจ๊ะ”

 

นักบวชหนุ่ม “ไม่พาแม่มดมาด้วยจะไหวเรอะ ?”

 

ลิลี่ “เธอยุ่งอยู่กับการกำจัดยัยขยะข้างนอกนะ”

 

คิ้วตาของนักบสชหนุ่มถึงกับบิดเบี้ยวออกมาให้เห็น นี่เป็นครั้งที่สองของวันแล้วที่มีบางสิ่งบางอย่างมากระจุ้นอารมร์และความรู้สึกของเขาได้

 

เพราะแบบนั้น ลีลี่ถึงรู้ได้ว่าความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่มีต่อผู้หญิงคนนั้นคือของจริงเช่นกัน

 

นักบวชหนุ่ม “เราจะไม่แลกเปลี่ยนบทสนากับพวกนอกรีตอีกต่อไปแล้ว เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าแปดเปื้อนด้วยสิงสกปรกนะ”

 

นักบวชหนุ่มไม่อาจเก็บงำความรู้สึกได้อีกต่อไป ในตอนนี้เขาเต้มไปด้วยความรู้สึกเกลียดชัง เป็นความเกลียดชังที่มีให้กับศัตรูของเขาตรงหน้าในตอนนี้

 

และเขาก็ได้ชู [เพชรแห่งสรวงสวรรค์] ขึ้นมาอีกครั้ง

 

นักบสชหนุ่ม “จงตื่นขึ้น เหล่าผู้พิทักษ์ !”

 

ราวกับว่าเป็นการขานรับนายผุ้เรียกหา ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงกระพือของน้ำดังก้องขึ้นมาภายในห้อง

 

เหล่าผู้พิทักา์ที่เหลือซึ่งกำลังนอนอยู่ในโลงศพที่เต้มไปด้วยของเหลวบางอย่าง ได้ลุกตื่นขึ้นมาจากโลงศพนั้น

 

สารเหลวเหล่านั้นคือโพชั่นคุณภาพสูงที่มีเอาไว้เพื่อรักษาสภาพของศพให้ไม่เน่าเสียมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

 

ผู้พิทักษ์ทั้ง 9 ได้ลุกขึ้นยืนสะท้อนอยู่ในดวงตาของลิลี่

 

พวกมันเป้นชายร่างยักษ์ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แต่มีผิวสีที่ผิดปกติ และมีเส้นผมสีขาวโพล้นแปลกประหลาด ราวกับว่าเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาที่มีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างเท่านั้น

 

และสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกมันเป็น “ตุ๊กตา” นั่นก้เพราะพวกมันทั้ง 9 คน ต่างมีใบหน้าที่เหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

ไม่ใช่แค่คล้ายกัน แต่เหมือนกันทุกกระเบี้ยดนิ้วเลยต่างหาก

 

ทั้งสันจมูกที่ยาวอีกทั้งมีใบหน้าที่ราวกับถูกถอดสลักอย่างปราณีตและงดงามจนน่าแปลกประหลาด

 

ส่วนทางด้านลิลี่นั้น เธอกลับยิ้มออกมาได้ราวกับว่าคาดการเหตุการณ์เช่นนี้เอาไว้ก่อนอยู่แล้ว

 

ลิลี่ “อ้า อย่างที่คิดเลย โฮมูนครุสสินะ”

 

นักบวชหนุ่มไม่รู้สึกแปลกใจที่ลิลี่คาดเดาได้ถูต้อง

 

เพราะว่าโฮมูนครุสนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทุกคนรู้จักกันดี

 

พวกมันเป้นสิ่งมีชีวิตเทียมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของผุ้คน แต่ทว่ามันเป็นเทคโนโลยีโบราณที่ยุคสมัยปัจจุบันไม่อาจเลียนแบบสร้างขึ้นมาได้ หรือต่อให้สร้างได้ ก็มักจะมีขีดจำกัดไม่เหมือนกับการใช้เทคโนโลยีเวทมนต์ของยุคสมัยโบราณ

 

มีนักผจญภัยหลายคนที่พบเจอโอมูนครุสในโบราณสถาน และส่วนมากพวกมันก้กลายเป้นร่างไร้ชีวิตกันหมดแล้วด้วย

 

แต่เรื่องที่ว่ามีโฮมูนครุสเหลือรอดในสภาพสมบูรณ์ใช้งานมาถึงยุคปัจจุบันนั้น เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

และกรณีหายากนั้นก้ได้เกิดขึ้นตรงหน้าของลิลี่ในวันนี้แล้ว

 

ลิลี่ “ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นห้องวิจัยของจอมเวทมากกว่าโบราณสถานนะว่ามั้ย ?”

 

นักบวชหนุ่ม “ฮึ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคนที่ใกล้ตายอย่างแกสักหน่อย”

 

ลิลี่ “ไม่หรอกน้า เพราะว่าฉันกำลังจะสืบทอดใช้ห้องวิจัยแห่งนี้ต่อเองยังไงละ”

 

นักบวชหนุ่ม “อย่ามาพูดจาไร้สาระ----”

 

ไม่มีความจำเป็นต้องพุดจามากความมากไปกว่านี้ นักบวชหนุ่มได้ชูเพชรแห่งสรวงสวรรค์ไปในอากาศและเริ่มสั่งการพวกมัน

 

เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งเก้าได้เดินตีล้อมวงลิลี่เอาไว้

 

แม้ว่าพวกมันจะยังเปล่าเปลือยและไร้ซึ่งอาวุธ แต่ด้วยเพียงแค่ร่างกายกับพละกำลังของมันในระดับนักรบ มันก็เพียงพอที่จะต่อกรกับมอนสเตอรืด้วยมือเปล่าได้แล้ว

 

อีกทั้งนักบวชหนุ่ยังรู้แล้วว่าลิลี่คือผู้ใช้เวทมนต์ธาตุแสงที่ทรงพลังคนหนึ่ง

 

ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่การต่อสู้ระยะประชิดในห้องปิดเช่นนี้ พวกมันจะได้เปรียบลิลี่ที่เป็นจอมเวทซึ่งมีเพียงแค่การพลังในการโจมตีระยะไกลเท่านั้น

 

นักบวชหนุ่ม “ลุยเลยเหล่าผุ้พิทักษ์ จงฆ่าพวกนอกรีตที่โสมมนั้นซะ !”

 

เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าได้รับชัยชนะแล้ว

 

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง แทนที่เหล่าผู้พิทักษ์จะบุกโจมตีเธอ พวกมันกลับ---

 

ลิลี่ “--นั่งลง”

 

พวกมันกลับรับฟังคำสั่งของลิลี่แทน

 

ทันทีที่สิ้นเสียงของลิลี่ เหล่าผู้พิทักษ์ทั้ง 9 คน ต่างก็นั่งลงคุกเข่าอยู่ที่พื้นในทันที

 

นักบวชหนุ่ม “...เอ๊ะ !?”

 

ร่างเปล่าเปลือยของเหล่าชายบ้ากล้ามที่กลังนั่งคุกเข่าให้เด็กสาวน่ารักคนหนึ่งช่างเป้นภาพที่น่าขันนัก

 

เป็นสัญญาณที่บ้าบอยิ่งนัก เขาถึงกับอกที่จะเผลอหลุดคำอุธานที่โง่งมออกมามิได้

 

และลิลี่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางหนุ่มบ้ากล้ามเปล่าเปลื่อย ก็กำลังยืนยิ้มอย่างพึงพอใจเป็นอย่างมาก

 

บรรยากาศได้เงียบลงจนน่าอึดอัดเพราะสถานการรืที่แปลกประหลาดนี้ไปอยู่ครู่หนึ่ง

 

นักบวชหนุ่ม “กะ กะ แกทำบ้าอะไรกัน ! ทำไมผู้พิทักษ์ … พวกแก พวกแกจงฟังคำสั่งของเรา จงฆ่ายัยนอกรีตคนนั้นซะ !”

 

ชายคนนั้นกรีดร้องขึ้นมาด้วยความโมโหจงสีหน้าที่นิ่งเฉยมาตลอดได้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ

 

แต่คำสั่งนั้นก้หาได้ถ่ายทอดไปสู่เหล่าผู้พิทักษ์ไม่

 

ลิลี่ “ขอมือ”

 

และด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกมันกลับเชื่อฟังลิลี่เพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ผ่ามือขาว ๆ ที่สุกสว่างของลิลี่ได้มีผ่ามือของเหล่าผู้พิทักษ์ยื่นมาให้อย่างเชื่อฟังราวลูกสุนัขตัวน้อย

 

ส่วนเหล่าผุ้พิทักษ์ตัวอื่นที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่นั้น กลับเริ่มส่งสายตาอิจฉาริศยาไปที่ผู้พิทักษ์คนที่กำลังยื่นมือให้ลิลี่อยู่แทน

 

นักบวชหนุ่ม “ทำไม ทำไมมมมมมม !! ทำไมพวกแกถึงไม่เชื่อฟังเรา ! ทำไม ! แกทำอะไรกับผู้พิทักษ์ของเราก้านนนนนนน !?!”

 

ทั้งโกรธ โง่งม และหวาดกลัว เด็กหนุ่มคนนี้ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทรยศจากพลังที่เขาเชื่อมั่น น้ำตาของเขาได้เริ่มไหลหริ่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย

 

ลิลี่ “หุ หุ หุ ฟุ ฟุ ฟุ ฟุ….เคียก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!”

(หัวเราะแบบชั่วร้ายสุด ๆ)

 

ลิลี่ยิ้มเยาะเย้นและหัวเราะลั่นดังก้อง

 

เป็นเสียงหัวเราะที่กำลังเยาะเย้ยนักบวชหนุ่มผู้ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย

 

ลิลี่ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า...จะให้ฉันบอกจริง ๆ เรอะ ? ฟุ ฟุ ฟุ ก็แค่ว่าฉันค้นพบเท่านั้นเองนะ”

 

ความดีใจนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากว่าลิลี่ได้พบความจริงบางอย่าง

 

ลิลี่ได้เริ่มร่ายรำนิ้วมือของเธอไปในอากาศ

 

แล้วฉับพลันนั้นก็มีวงแหวนเวทมนตืปรากฏขึ้นมาพร้อมกับวงแหวนวงหนึ่ง

 

ลิลี่ “ก็แค่ว่าในที่สุดฉันก้เข้าใจวิธีใช้งานเจ้าสิ่งนี้แล้วยังไงละ”

 

สิ่งนั้นคือ [วงแหวนนางฟ้า] ที่ใช้ในการล้างสมองผู้คน แต่นักบวชหนุ่มไม่รู้จักของแบบนั้นหรอก

 

อีกอย่าง รูปร่างของมันก็เรียบง่าย เป้นแค่วงแวหนสำหรับสวมประดับหัวธรรมดาจนไม่มีทางรุ้ได้ว่ามันซ่อนพลังของปีศาจร้ายเอาไว้อยู่

 

แต่นั่นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งหากเธอคิดจะเริ่มใช้งานมันตรง ๆ

 

นักบวชหนุ่ม “ไม่จริง...กับของแบบนั้น...แล้วแกจะสามารถควบคุมผู้พิทักษของเราได้….เรื่องแบบนี้มัน…”

 

ลิลี่ “งืม……..ผิดแล้วจ๊ะ ตอนนี้พวกเขาเป็นผู้พิทักษ์ของฉันแล้วนะ”

 

ผู้พิทักษ์ที่ตื่นขึ้นมานี้ พวกมันยังคงเปล่าเปลือยไร้ซึ่งเครื่องป้องกันและอาวุธ แต่หากสังเกตุให้ดีแล้วละก็ ที่หัวของพวกมัน มันมีบางสิ่งที่เหมือนกับสิ่งที่ถืออยู่ในมือของลิลี่ซ่อนอยู่ใต้ผมสีขาวนั้นอยู่

 

สรุปคือลิลี่ได้แอบเอาวงแหวนนางฟ้าไปสวมให้กับผู้พิทักษ์ทั้ง 9 คนก่อนที่จะเข้ามาทักนักบวชหนุ่มตั้งแต่แรกแล้ว

 

และจากที่ลิลี่พูดเมื่อกี้ มันก็สามารถตีความได้ว่าลิลี่พึ่งค้นพบวิธีใช้งานวงแหวนนางฟ้าที่ถูกต้องเมื่อกี้นี้เองอีกด้วย

 

แต่นักบวชหนุ่มในตอนนี้คงไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้นหรอก

 

เขายังคงจมอยู่ในสถานการณ์ที่หมดหวัง เพราะพลังที่เขามั่นใจ กลับกลายเป็นของศัตรูไปในต่อหน้าต่อตาเสียได้

 

นักบวชหนุ่ม “อ้า...เดี่ยว เดี่ยวก่อนสิ เราขอ---”

 

ลิลี่ “จับมัน”

 

เธอไม่คิดจะปล่อยให้เด็กหนุ่มร้องขอชีวิต

 

โฮมูนครุสสามคนได้เคลื่อนไหวตามคำสั่งของลิลี่ พวกมันวิ่งไปด้วยพลังเหนือมนุษย์เหมือนอย่างที่โครโน่สามารถทำได้

 

เจ้าสิ่งมีชีวิตที่นอนอย่างสงบอยู่ในโลงศพสีขาว ณ บัดนี้ได้หันคมเขี้ยวใส่นักบวชหนุ่มแล้ว

 

เขารู้สึกจมอยู่ในความหวาดกลัวขึ้นมาทันที

 

นักบวชหนุ่ม “หยุดนะ ไม่ แงงงง แม่คราบบบ ช่วยผมด้วยคราบบบบ อึ๊ก !?”

 

สองคนเข้าไปจับเขาด้วยมือที่ใหญ่โตจนกลืนกินทั้งใบหน้าและปากของเขาจนมิด

 

เขาถูกแรงแขนจากผู้พิทักษ์ยึดเอาไว้จนไม่อาจขยับต่อต้านได้

 

เอาแค่จะพยายามขยับหัวไหลก็ยังไม่อาจทำได้เลย

 

เขาทำได้เพียงแต่กรีดร้องด้วยความรู้สึกเศร้าเสียใจและหวาดกลัวเท่านั้น

 

ลิลี่ “ฟุ ฟุ ฟุ แล้วก็แค่วางสิ่งนี้บว ทุกอย่างก้ถือเป็นอันเสร็จสิ้นแล้วละน้า”

 

ลิลี่คงวงแหวนนางฟ้าสีขาวที่อยู่ในมือ

 

ด้วยผู้พิทักษ์ทั้งหกคนที่กำลังนั่งคุกเข่า และอีกสามคนที่กำลังจับตัวนักบวชหนุ่ม ลิลี่จึงเดินเข้าไปหานักบวชได้อย่างใจเย็น

 

นักบวชหนุ่ม “มูววว มูววววววววว !!”

 

เขาพยายามที่จะพูดบางอย่างออกมา ดูเหมือนว่าเขากำลังกรีดร้องอยู่

 

เขาเห็นลิลี่ใช้นิ้วลูบไปตามผิวของวงแหวน แล้วทันใดนั้นก้มีเข็มพุ่งออกมาโดยรอบผิวของวงแหวนนั้น

 

ดูเหมือนว่าลิลี่จงใจทำให้เขาเห็นต่อหน้าตรง ๆ

 

เขาหวาดกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเขา

 

และความหวาดกลัวนั้นก็ได้รับการยืนยันด้วยตัวของเขาเอง

 

ลิลี่ “ยินดีด้วยที่เดาถูก เอาละ ตอนนี้นายได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ที่นายแสนจะรักนักรักหนาแล้วละนะ”

 

ลิลี่พูดด้วยรอยยิ้ม

 

เธอใช้นิ้วลูบไปที่แหวนอีกครั้ง แล้วเข็มทั้งหมดก็หดหายกลับไป

 

นักบวชหนุ่ม “มูววววววว มูววววววววววววววววววววววววววววว !!”

 

ราวกับว่ากำลังสวมมงกุญในพิธีอันทรงเกียรติ์ให้กับนักบวชหนุ่ม วงแหวนสีขาวก็ได้ถูกบรรจงวางลงไปบนหัวของเขาแล้ว

 

และในตอนที่วงแหวนถูกวางลงไปตอนนั้นเอง

 

ลิลี่ “ฮืมมม ในหัวของมนุษย์มันวุ่นวายซับศ้อนกว่ามากเลยนะเนี่ย พอเทียบกับโฮมูนครสแล้วถือว่าเรียบง่ายกว่าเยอะ ...ถ้าเป้นแบบนี้ละก็…”

 

ว่าแล้ว เธอจึงเริ่มต้นทำการล้างสมองเด็กหนุ่มเหมือนกับทุกครั้งที่เธอพยายามทำกับร่างทดลองที่เป็นมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

 

อาจเป็นเพราะว่าโอมูนครุสคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง เป็นเครื่องมือใช้งาน สมองของพวกมันจึงเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

 

ด้วยวงแหวนและพลังเทเลพาธี ลิลี่ที่ล้างสมองโฮมูนครุมมาได้นั้น ก้เริ่มใช้พวกมันเป็นแบบอย่างในการศึกษาโครงสร้างสมองของมนุษย์ และเริ่มใช้มันเป็นพื้นฐานล้างสมองของมนุษย์ตรงหน้าเธอ

 

จากที่ลิลี่ได้วิเคราะหืโครงสร้างสมองของพวกมัน ทำให้เธอรู้ว่าวิทยาการณ์โบราณนั้น น่าจะเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของสมองมนุษย์มากกว่าที่เป็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้  

 

นั่นก็เพราะว่าพวกคนโบราณสามารถสร้างสิ่งเลียนแบบที่ซับซ้อนอย่างสมองของมนุษย์ จนเป้นโฮมูนครุสที่สมบูรณ์แบบเหล่านี้ได้

 

และเธอยังพบว่าโครงสร้างของวงแหวนนางฟ้านั้น มีความเหมาะสมและเข้ากันได้กับสมองของโฮมูนครุสเป็นอย่างมาก

 

เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อนจนกระทั้งได้ลองนำมันมาใช้งานกับโฮมูนครุสเหล่านี้

 

ลิลี่เดาว่าบางทีพวกคนจาก [ศูนย์วิจัยสีขาว] น่าจะใช้ออกแบบแหวนวงนี้เพื่อใช้งานกับพวกโฮมูนครุสมาตั้งแต่แรก เพื่อศึกษาการทำงานของมันกับสมองของมนุษย์ก็เป็นได้

 

แต่ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ เธอก็ได้ค้นพบวิธีใช้งานวงแหวนนางฟ้าที่แท้จริงจนได้

 

เธอสามารถใช้งานมันควบคุมผู้คนได้ตามอย่างที่ต้องการแล้ว

 

ตอนนี้ก็เหลือแค่ฝึกใช้งานมันอีกสักเล็กน้อยเท่านั้น

 

แล้วหลังจากที่ผ่านไปราวชั่วโมงหลังจากเปิดใช้งานวงแหวนนางฟ้า

 

ลิลี่ก็เริ่มเช็ดหงาดเหงือบนหัวออกไป พร้อมกับพูดออกมาว่า

 

ลิลี่ “อ้า ฉันทำเละเทะหมดอีกแล้วสินะ ฮิ ฮิ ฮิ~”




NEKOPOST.NET