NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.294 - ตอนที่ 294 วันที่ 13 เดือนพระจันทร์สีคราม [ชานเมืองอวาลอน]


ณ ที่ชานเมืองอวาลอน สถานที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าประเทศชาติอื่น ๆ โดยรอบนี้ ณ ที่บริเวณนั้นมีคฤหาสน์หลังหนึ่งถูกสร้างเอาไว้อยู่

 

เช่นเดียวกับที่ประเทศสปาด้า ประเทศแห่งนี้มีเมืองอวาลอนเป็นจุดศูนย์รวมของประเทศ และโครงสร้างของเมืองก็ถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ เช่นเดียวกัน

 

เขตของชนชั้นสูงซึ่งเต็มไปด้วยคฤหาสน์หลังโต แหล่งรวมของชนชั้นผู้มีอำนาจ

 

ดังนั้นแล้ว การที่คฤหาสน์หลังหนึ่งมาปรากฏอยู่ในเขตชานเมืองของอวาลอนได้นั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ครอบครองคฤหาสน์หลังนี้อาจจะไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะขึ้นไปอยู่ในเขตชนชั้นสูงได้

 

และก็เป็นไปตามดั่งที่คาดการเอาไว้ ผู้ครองคฤหาสน์หลังนี้ไม่ใช่ขุนนางหรือชนชั้นสูงแต่อย่างใด หากเป็นเพียงแค่พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งภายในเมืองอวาลอนแห่งนี้เท่านั้น

 

คู่สองสามีภรรยาเผ่าเอลฟ์คู่นี้ต่างเป็นคู่รักคู่สมที่ใช้ชิวีตอย่างมีความสุขและพอเพียงเช่นนี้เรื่อยมา

 

แต่แล้วในปีนี้ พวกเขากลับต้องตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ เป็นความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจจะให้กำเนิดลูกขึ้นมาได้

 

วันเวลาผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็สามารถขจัดความทุกข์นั้นทิ้งไปได้ในที่สุด

 

ภรรยาของเขาได้เริ่มตั้งครรภ์แล้ว

 

ท้องของภรรยาสุดที่รักได้โป่งพองออกมา รอยยิ้มแห่งความสุขได้กลับสู่มารดาผู้อุ้มบุตรและบิดาที่เฝ้ามองในอีกครั้งหนึ่ง

 

แล้วในตอนนั้นเองที่ได้มีบุคคลคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขา

 

… “อาตมามาจากโบสถ์แสงขาว อาตมามาเพื่อถามหาผู้ใจบุตรบริจาคทรัพย์ให้แด่เด็กกำพร้านะ ไม่ทราบว่าโยมสนใจหรือเปล่า ?”

 

สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่อวาลอนเท่านั้น

 

ขนาดยุคปัจจุบันของโลกเรานี้ก็ยังมีการประกาศหารับผู้เลี้ยงดูเด็กกำพร้าอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้นแล้ว ทำไมในโลกนี้จะมีบ้างไม่ได้หรือ

 

โบสถ์ที่ยึดถือเทพเจ้าสีดำของทวีปแพนโดร่าแห่งนี้เอง ก็ยังคอยเฝ้ารับเลี้ยงและคอยดูแลเหล่าเด็กกำพร้าผู้น่าสงสารทั้งหลายนับแต่ยุคโบราณจวบจนทุกวันนี้

 

แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมีพลังพอที่จะช่วยเหลือดูแลเด็ก ๆ ได้ทุกคน

 

อย่างเช่นศาสนาใหม่ที่กำลังเคาะประตูหน้าของคฤหาสน์หลังนี้อยู่เป็นต้น

 

เอลฟ์ “โบสถ์​แสงขาว ? ถ้าจำไม่ผิดเห็นว่าเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่ในเขตสลัมไม่ใช่หรือ ? ข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับพวกเขาก็มีเยอะเสียด้วยสิ ปฏิเสธ​ไล่กลับไปจะดีกว่านะ”

 

ถ้าหากยอมรับเพียงครั้งเดียว เดี่ยวก็จะมีครั้งต่อ ๆ ไปตามมาไม่จบไม่สิ้นอีก

 

ดังนั้นแล้วพ่อค้าเอลฟ์ผู้นี้จึงได้สั่งให้ลูกน้องของเขาไล่นักบวชผู้นั้นให้กลับไปเสีย

 

ด้วยเหตุนี้​คนจากโบสถ์​แสงขาวจึงยอมล่าถอยไป

 

นักบวช “อาตมามาจากโบสถ์แสงขาว อาตมามาเพื่อถามหาผู้ใจบุตรบริจาคทรัพย์ให้แด่เด็กกำพร้านะ ไม่ทราบว่าโยมสนใจหรือเปล่า ?”

 

แต่ทว่าในไม่กี่วันถัดมา นักบวชคนนั้นก็ได้กลับมาอีกครั้ง

 

แน่นอนว่าพ่อค้าเอลฟ์ก็ได้ไล่กลับไปอีกเช่นเคย

 

จนกระทั้งนักบวชได้มาเยือนอีกครั้งเป็นรอบที่สาม

 

ในวันนั้นคือช่วงเวลาเลยเที่ยงคืนซึ่งได้เปลี่ยนผ่านเป็นวันที่ 13 ของเดือนพระจันทร์​สีครามพอดี

 

และในครั้งนี้ พ่อค้าเอลฟ์ก็ไม่ได้ไล่เขากลับไป

 

ไม่สิ ต้องบอกว่าอยู่ในสถานการณ์​ที่ไม่อาจปฏิเสธ​ได้ต่างหาก

 

พ่อค้าเอลฟ์ “พะ พวกแกเป็นบ้าอะไรกัน ? แบบนี้ไม่ตลกเลยนะเฟ้ย !!”

 

พ่อค้าเอลฟ์กำลังถูกขึงอยู่ในห้องนั่งเล่นพร้อมกับภรรยาของเขาที่ถูกขึงอยู่บนพื้นห้อง

 

และกลุ่มคนที่ทำการอุกอาจเช่นนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคณะผู้ศรัทธา​ในพระเจ้าแสงขาวนั่นเอง

 

เด็กหนุ่ม “พวกโง่เขลาที่ต่อต้านเทพเจ้าแห่งแสงขาว ไม่อาจจะได้รับการให้อภัยได้”

 

เด็กหนุ่มหน้าซีดคนหนึ่งได้เอยเช่นนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

 

เขามีผิวขาวซีดและมีผมสีเงินแวววาว

 

ชุดคลุมนักบวชสีขาวของเขาประดับประดาเต็มไปด้วยเครืองทองจำนวนมาก

 

ความงามของเขานั้นทำให้ยากที่จะแยกเพศของเขาได้ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

 

เขาเป็นหนุ่มรูปงามเช่นนั้น

 

แต่ทว่าดวงตาสีน้ำเงินของเขากลับไร้ความรู้สึกและประกายแสงของคนหนุ่งอย่างที่ควรเป็น

 

เด็กสาว “สรุปก็คือเจ้าผิดในฐานะที่ไม่ยอมบริจาคเงินให้แด่ผู้ศรัทธา​ของพวกเรา ! จงยอมรับผิดบาปนั้นเสียเถิด !!”

 

คนที่เปร่งเสียงสูงขึ้นมานั้นคือเด็กสาววัยรุ่นที่ยืนอยู่ข้างนักบวชหนุ่ม  เธอมีใบหน้าสวยงามมีเสน่ห์ผมสีแดงและดวงตาสีแดงเพลิง

 

เธอสวมชุดคลุมสีดำที่มีเส้นขลิบสีทองอันเป็นชุดนักเรียนประจำโรงเรียนหลวงในประเทศอวาลอนแห่งนี้

 

แต่ทว่าชุดของเธอนั้นถูกตัดสั้นที่สุดเท่าที่ทางโรงเรียนจะยอมให้ได้

 

เธอคนนี้คงไม่ใช่นักเรียกที่ดีเด่เท่าไหรนัก

 

เท่านั้นไม่พอ เธอยังจงใสสวมชุดเปิดอกอย่างชัดเจนราวกับเป็นพวกอีตัวโสเภณี​ตามตรอกซอยเสื่อมโทรมเช่นนั้น

 

เด็กหนุ่ม (2) “ด้วยนามของพระเจ้า พวกเราขอมอบบทลงโทษให้แก่พวกเจ้าด้วยการยึดทรัพย์​เสีย เคีย เคีย เคีย”

 

คนที่หัวเราะร่วนตอบออกไปนั้น ก็คือคนหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

 

เด็กสลัม “ใครดีใครได้เฟ้ย !”

 

เด็กสลัม (2) “ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานของสิ่งนี้มาให้นะครับ !”

 

เหล่าเด็กวัยรุ่นที่เหลือ ที่เป็นเด็กจากสลัมผู้ยากจนได้เอยเช่นนั้น

 

แต่ทว่าพวกเขาในตอนนี้มีพฤติกรรมที่ไม่ได้ต่างไปจากหัวขโมยเลยสักนิด

 

แม้ว่าพ่อค้าคนนี้จะไม่ได้รำรวยอะไรมากมาย แต่ก็ยังถือว่าพอมีพอกินมากกว่ามาตรฐาน​ชาวบ้านทั่วไปอยู่

 

ด้วยเหตุนี้ เหล่าเด็กยากจนจึงไม่รอช้ารีบวิ่งไปค้นหาขอมีค่าภายในบ้านหลังนี้

 

แต่น่าเศร้าที่พวกเขาไร้การศึกษา​มากเท่าไหรนัก ดังนั้นพวกเขาจึงสนใจแต่เงิน ทอง สินแร่เพชร หาได้สนใจในงานศิลปะไม่

 

ผลงานศิลปะมีมูลค่าสูงหลายชิ้นได้ถูกทำลายทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

 

พวกเขาไม่หยุดเพียงแค่ห้องนั่งเล่น แต่ยังรวมไปถึงห้องนอนและส่วนต่าง ๆ ของคฤหาสน์ด้วย

 

ราวกับมีพายุพัดผ่านทั่วทั้งคฤหาสน์ พ่อค้าเอลฟ์ต้องทนดูบ้านของตนเองถูกทำลายทั้งหลังรวมไปถึงชั้นใต้ดินต่อหน้าต่อตาของตนเอง

 

ทั้งหมดนี้เขาหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงอย่างยากลำบาก ทุกสิ่งที่เขาเหนื่อยยากหามา กลับถูงแย่งชิงทำลายลงไปต่อหน้าต่อตาเขา

 

เขาทำได้แค่ขอร้องให้หยุดการกระทำที่โหดร้ายนี้เท่านั้น

 

พ่อค้าเอลฟ์ “ขอร้อง ได้โปรด… ​หยุดเถิด ชั้นจะบริจาค จะบริจาคให้ทุกอย่างเลย ! ดังนั้นหยุดทำลายบ้านเถิด…”

 

นักบวชหนุ่ม “หูของพวกเราไม่สดับรับฟังคนนอกรีตหรอก”

 

นักบวชหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมอย่างสบายใจนั้นได้เอยเช่นนั้น

 

เด็กสาว “รู้มั้ย ? มาพูดเรื่องแบบนั้นตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์​แล้วละ เพราะว่าพวกเราฆ่าคนข้างนอกทิ้งไปหมดแล้วยังไงละ ฮะ ฮะ ฮะ”

 

เด็กสาวเข้าไปนั่งใกล้นักบวชหนุ่มรูปงามคนนั้น

 

เธอเข้าไปกอดรัดนักบวชหนุ่มอย่างน่าไม่อาย

 

พ่อค้าเอลฟ์ “อึก…”

 

เด็กสาวแสดงสีหน้าออกมาราวกับว่าได้คาดการปฏิกิริยาตอบรับของพ่อค้าเอลฟ์เอาไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

แม้กระทั้งภรรยาของเขาเองก็เช่นกัน เธอแสดงอาการหวั่นวิตกเมื่อรู้ว่าคนข้างนอกนั้นต่างถูกฆาตกรรม​ทิ้งไปหมดแล้ว

 

เด็กสาว  “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ต่อให้เป็นนักผจญภัย​แรงค์ แต่ทุกอย่างก็ง่ายราวปอกกล้วยเลย ต้องขอบคุณท่านผู้พิทักษ์​ของพวกเราจริง ๆ”

ในมือของเธอมีคฑาเวทที่ประดับอัญมณี​สึแดง

 

เมื่อเห็นสิ่งนั้น แม้แต่พ่อค้าเอลฟ์ที่ไม่มีความรู้เรื่องเวทมนต์ ก็ยังสามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเธอคือจอมเวทมนต์ธาตุไฟ

 

เขาไม่อาจรู้ว่าเธอเก่งกาจแค่ไหนจากชุดนักเรียนที่เธอสวมใส่ แต่เธอคนนี้ต้องมีความอันตรายมากกว่ารูปลักษณ์​ที่เห็นแน่นอน

 

เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พูดโกหก เพราะพวกเขาได้บุกรุกเข้ามาข้างในคฤหาสน์​หลังนี้ได้ อีกทั้งผู้พิทักษ์​ที่ว่าก็กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาในตอนนี้เช่นกัน

 

เขามีร่างกายสูงใหญ่ถึงสองเมตร และดูเหมือนจะเป็นผู้คุ้มกับของเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้

 

เขาสวมชุดเกราะเหล็กที่มีผ้าคลุมสีขาวติดไว้ที่ข้างหลัง และมีอุปกรณ์​สำหรับทหารถือเอาไว้ครบมือ

 

ราวกับเป็นทหารอันเดดที่น่ากลัวที่มักปรากฏให้เห็นตามดันเจี้ยนเช่นนั้น

 

เขายังคงยืนนิ่งเงียบมาตลอดนับแต่ได้บุกเข้ามายังคฤหาสน์ราวกับว่าเป็นเผ่าอันเดดจริง ๆ

 

แต่เนื่องจากเขาซ่อนใบหน้าภายใต้ฮูทสีขาว และยังมีหน้ากากเหล็กปิดบังเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้ยากที่จะคาดเดาได้ถึงเผ่าที่แท้จริงของเขา

 

เขาหวาดกลัว เขารู้ดีว่าการที่คนกลุ่มนี้กล้ากระทำการอุกอาจเช่นนี้กับเขาได้ ก็เพราะว่ามีผู้พิทักษ์​เช่นนี้ยืนอยู่เคียงข้าง

 

แต่ทว่าความจริงที่ได้รับรู้ข้อนี้ มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น

 

นักบวช “รู้มั้ยว่าพระมารดาอาเรียมิจักมอบพรคุ้มครองแด่บุตรนอกรีตอันบาปหนาได้หรอก”

 

พ่อค้าเอลฟ์ “มะ หมายความว่ายังไง ?”

 

พ่อค้าเอลฟ์ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอะไร แต่ดวงตาของนักบวชหนุ่มที่จับจ้องไปยังร่างกายของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์​อยู่นั้น ทำให้เขาเริ่มคาดการได้ถึงเหตุการณ์​ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเขา

 

นักบวชหนุ่ม “เจ้าต้องถูกพิพากษา​”

 

หลังกล่าวคำนั้น นักบวชหนุ่มก็หยยิบเอาคฑาเวทที่มีเพชรสีขาวประดับเอาไว้ที่ปลายคฑาออกมา

 

มันมีขนาดเล็กพอเหมาะกับมือของเขา

 

แต่ทว่าขนาดของเพชรนั้นถือว่ามีความใหญ่โตที่ไม่ธรรมดา

 

ด้วยความที่เป็นพ่อค้า เขาสามารถดูออกได้ในทันทีว่าเพชรเม็ดนั้นไม่ใช่ของปลอม แถมยังเป็นไอเท็มเวทมนต์ที่มีพลังเวทอาบอยู่อีกด้วย

 

เขาถูกเพชรเม็ดนั้นดึงดูดความสนใจไปชั่วขณะหนึ่ง

 

นักบวชหนุ่ม  “เพชรศักดิ์​สิทธิ์​เอย จงสดับรับฟังข้าเถิด”

 

ราวกับเป็นการขานรับ เพชรเม็ดนั้นได้เริ่มเรืองแสงออกมา

 

แสงสว่างได้เจิดจ้าสะท้อนเข้ามาจนทำให้เขารู้สึกมึนงง

 

แล้วพอเขากลับมาได้สติอีกครั้ง เขาก็พบว่าชีวิตของตนกำลังอยู่ในอันตรายไปเสียแล้ว

 

มีดเล่มหนึ่งกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของเขาโดยฝีมือของผู้พิทักษ์​ของพวกนักบวชหนุ่ม

 

“ว้ากกกก!!”

 

ไม่ทันได้แม้แต่จะร้องขอชีวิต ความเจ็บปวดก็ได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขาแล้ว

 

แต่ทว่าในเวลาต่อมาเขากลับ---

 

“ว้ากกกก… เอเอ้ !?”

 

ในเวลาต่อมาไม่นานนัก ราวสองวินาทีหลังจากความเจ็บปวดผ่านพ้นไป พ่อค้าเอลฟ์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

เขาดูสภาพโดยรอบตัวเองเพื่อยืนยันสถานการณ์​ของตน

 

เขาก้มมองดู ก็พบว่าที่ร่างกายของเขาได้ถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว

 

เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร และในเวลาต่อมา ในตอนที่เขามีอิสระในตอนนั้นเอง

 

พ่อค้าเอลฟ์ “ทำไมถึง---”

 

อยู่ ๆ ร่างกายของเขาก็เดินเข้าไปหาภรรยาของเขาด้วยตัวเอง

 

พ่อค้าเอลฟ์ “เฮ้ย---”

 

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายของเขาได้กระทำบางสิ่ง บางสิ่งที่ทำให้ภรรยาของเขาต้องกรีดร้องดังออกมา

 

ขาของเขากำลังเหยียบย่ำ เหยียบย่ำชีวิตราวกับเหยียบย่ำลงในสวนหญ้า

 

เขากำลังขยี้ภรรยาสุดที่รักด้วยฝีมือของเขาเองอยู่

 

ภรรยาของเขาเป็นเพียงแค่เอลฟ์ธรรมดาทั่วไปที่มีร่างกายอ่อนแอ และด้วยการทุ่มแรงทั้งหมดเหยียบลงไปที่ช่องท้องนั้น แน่นอนว่ามีหรือที่ชีวิตน้อย ๆ ที่ยังไม่ลืมตาดูโลกที่อยู่ข้างในนั้นจะรอดชีวิตออกมาได้

 

ใบหน้าของภรรยาได้ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก เธอไม่คิดว่าจะถูกสามีของตนเองทำร้ายเช่นนี้

 

เธอกรีดร้อง ตอนนี้เธอห่วงชีวิตลูกตัวน้อยที่อยู่ในร่างของเธอ เธออยากที่จะปกป้องลูกน้อยของเธอด้วยพลังทั้งหมดที่เธอมี

 

พ่อค้าเอลฟ์ “ว้ากกก หยุด หยูดดดดด ได้โปรดดเถอะ  ฮือออ ได้โปรด ขอร้องละ…”

 

ด้วยสภาพที่หัวใจแตกสลายไปแล้ว พ่อค้าเอลฟ์ยังคงกระทีบลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และอีกนับครั้งไม่ถ้วน

 

เขาไม่อาจควบคุมร่างกายของตัวเองได้

 

แต่ต่อให้รู้ความจริงนี้ เขาก็ยังไม่อาจจะหยุดมันได้… ไม่สิ ต่อให้หยุดได้ ตอนนึ้ภรรยาของเขาก็อยู่ในสภาพที่จมกองเลือด ของเหลวสีแดงที่ไหลทะลักออกมาทางปาก และดวงตาที่ปูดโปนออกมา

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภรรยาของเขาได้รับความเสียหายเกินกว่าที่จะรับได้ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

เด็กหญิง  “อ้าาา ช่างโหดร้ายเสียจริง”

 

นักบวชหนุ่ม  “บาปของพวกนอกรีตต้องชำระล้างด้วยความตายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

 

นักบวชหนุ่มกับเด็กหญิงต่างนั่งบนเก้าอี้นวมมองดูพ่อค้าเอลฟ์เหยียบย่ำภรรยาราวกับเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเชือดไก่ให้ลิงดูเท่านั้น

 

เด็กสาวหัวเราะร่าสนุกในขณะที่นักบวชหนุ่มยังคงสีหน้าเรียบเฉยต่อไปได้

 

เด็กสาว “แล้วเขาจะหยุดเมื่อไหรละ ?”

 

นักบวชหนุ่ม  “เราไม่ได้ลงคำสั่งให้หยุด มันก็คงจะกระทืบต่อไปจนกว่าตัวมันเองจะตายนั่นละ”

 

เด็กสาว  “ฮ่า ฮ่า ฮ่า แบบนี้ก็จนกว่าฉันจะเผาคฤหาสน์​หลังนี้ทิ้งสินะ ช่างน่าสนุกจริง ๆ”

 

สรุปคือพ่อค้าเอลฟ์ต้องรอจนกว่าพวกเด็ก ๆ จากเขตเสื่อมโทรมจะขนของออกไปหมดบ้านเสียก่อน เขาถึงจะหลุดพ้นจากนรกแห่งนี้ไปได้

 

และจากประสบการณ์​ของพวกเขาทั้งสอง มันก็ต้องกินเวลาอีกาักพัก กว่าที่เหล่าเด็ก ๆ จะขนของทุกสิ่งออกไปหมดได้สำเร็จ

 

เด็กหญิง “แล้วจะให้ฉันทำอะไรต่อจากนี้ดีละ ?”

 

นักบวชหนุ่ม  “ตามใจอยากเลย”

 

เด็กหญิง “ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฉันรักคุณที่สุดเลยละ !!”

 

แล้วพวกเขาทั้งคู่ก็เริ่มเล่นสนุกในเรื่อนร่างของกันและกันเป็นการฆ่าเวลาไป

 

พ่อค้าเอลฟ์ที่ได้มอบความรักให้กับภรรยาและหากินอย่างสุจริต​นั้นต้องพบกับความตาย ในขณะที่คนหนุ่มสาวทั้งสองซึ่งลุ่มหลงไปด้วยตัณหากลับพบกับความสุข

 

ที่นี่แทบไม่ได้ต่างไปจากขุมนรกเลยสักนิดเดียว

 



NEKOPOST.NET