[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 293 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.293 - ตอนที่ 293 วันที่ 13 เดือนพระจันทร์สีคราม [ถนนตะวันตกเฉียงเหนือแห่งสปาด้า] (บทที่ 17 14 วัน)


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 เดือนพระจันทร์สีคราม ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าหุบเขากาลาฮอลในตอนนั้น

 

ที่ถนนตะวันตกเฉียงเหนือของสปาด้า หรือก็คือถนนที่เชื่อมระหว่างประเทศอวาลอนกับสปาด้าเข้าด้วยกันนั้นมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่  

 

หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าดาเคียร์ ซึ่งหากเดินทางออกมาจากสปาด้าได้ราวหลายชั่วโมง ก็จะสามารถมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ได้

 

และที่ถนนซึ่งเชื่มระหว่างหมู่บ้านและประเทศทั้งสองแห่งเอาไว้นั้น ได้มีร่างเงาของกลุ่มปาร์ตี้นักผจญภัยกลุ่มหนึ่ง กำลังทำการเตรียมตัวจัดตั้งแคมป์กลางแจ้งกันอยู่

 

พวกเขามีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่คน จอมเวทย์ นำธนู นักรบ และนักดาบ พวกเขาทั้งสี่คนต่างเป็นเผ่านมนุษย์ชายล้วนที่มักจะพบเห็นได้ยากในสปาด้าแห่งนี้

 

อนึ่ง พวกเขาไม่ใช่นักผจญภัยธรรมดา แต่เป็นกลุ่มโจรแอบแฝงอีกต่างหาก

 

กลุ่มโจรที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงอาชีพโจรในฐานะนักผจญภัย แต่หมายถึงพวกโจรป่าที่โหดร้าย สามารถฆ่าฟันและแย่งชิงของผู้อื่นมาได้อย่างหน้าตาเฉยต่างหาก

 

อย่างเช่นกลุ่มโจรแห่งฟูเรนที่ลักพาตัวชาวบ้าน หรือพวกที่โจมตีกลุ่มพ่อค้าเร่ได้อย่างไม่ลังเลหากมีโอกาศอะไรแบบนั้น

 

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นโจรที่ยึกถือไม่ฆ่าผู้เคราะห์ร้าย แต่พวกเขาก็ยังคงประกอบการแย่งชิ่งสิ่งของผู้อื่นได้อย่างหน้าตาเฉยอยู่ดี

 

สรุปคือคนกลุ่มนี้แม้ว่าภายนอกจะเป็นนักผจญภัย แต่ความจริงแล้วพวกเขาคืออาชญากรต่างหาก

 

ยิ่งพวกโจรถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในโลกใบนี้ อีกทั้งนักผจญภัยก็ขึ้นชื่อเสียว่าเป็นพวกหยาบคายและไร้อารยะธรรม ดังนั้นงานนี้จึงเหมาะสมกับพวกเขายิ่งนัก

 

จะยกเว้นก็แค่นักผจญภัยตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี หรือไม่ก็นักผจญภัยตามเมืองใหญ่ที่ทำงานอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะถือเป็นกรณียกเว้น

 

สรุปคือนักผจญภัยส่วนใหญ่เป็นพวกที่นิสัยหยาบช้าอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั่นเอง

 

และในเวลานี้ กลุ่มนักผจญภัยที่หยาบช้าตรงนี้ก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างไม่อายฟ้าดิน

 

นักธนู “โอ้ย นี่มันสุดยอกไปเลยพวกเรา !”

 

นักธนู คนที่หนุ่มที่สุดในกลุ่มซึ่งกำลังเฝ้ามองหาจุดตั้งแคมป์ดี ๆ อยู่นั้นได้เอยขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

 

แล้วสิ่งที่พรรคพวกของเขาได้ถามกลับนั้นไม่ใช่ว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ ?” แต่เป็น--

 

… “คราวนี้เหยื่อคืออะไร”

 

นักธนู “ผู้หญิงครับ !”

 

---เป็นคำถามที่หยาบช้าว่าเหยื่อในคืนนี้คืออะไรต่างหาก

 

จอมเวท “ยอดไปเลยเฟ้ย !”

 

นักรบ “โอ้วววว ! นี่มันยอดไปเลย”

 

นักดาบ “คืนนี้ดูท่าพระเจ้าจะยิ้มมอบพระพรให้กับพวกเราแล้วสินะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า !”

 

บรรดาพรรคพวกของเขาต่างได้ยิ้มขึ้นมาอย่างกระหายและหิวโหย

 

นักธนู “ยิ่งกว่ามอบพระพรอีกครับ เพราะคราวนี้เป็นผู้หญิงที่สวยโฮก ๆ เลยละครับ !!”

 

พวกเขาทั้งสี่คนต่างเคยผ่านมือผู้หญิงมาเป็นจำนวนมากแล้ว พวกเขาเลยรู้ดีว่าผู้หญิงแบบไหนที่เรียกว่าสวยหรือไม่สวยงาม

 

ในหัวของพวกเขาได้จินตนาการไปถึงพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ระหว่างขาของเหยื่อที่พวกเขาพบอยู่

 

จอมเวท “แล้วมีกี่คนละ ?”

 

หัวหน้ากลุ่มที่ถามเขากลับไปด้วยเสียงอันสงบนิ่งก็คือจอมเวท

 

นักธนู “คนเดียว...ไม่สิ สองคนครับ ?”

 

จอมเวท “ฮืม ? หมายความว่ายังไง มีผู้ชายติดมาด้วยเรอะ ?”

 

นักธนู “ไม่ใช่ครับ...เออ คืออีกคนเป็นเด็กครับ เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กจีดเดียวเองครับ”

 

จอมเวท “เด็กผู้หญิง อืม….”

 

จอมเวทครุ่นคิดอยู่ว่าควรทำอย่างไรดี

 

นักธนูกับนักดาบเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเขา

 

จะมีก็เพียงแค่นักรบที่แตกต่างออกไป

 

นักรบ “โอ้วว เด็กสาวตัวเล็กน่ารักมากเลยไม่ใช่หรือยังไง บางทีพวกเขาคงเป็นพี่น้องกันละมั้ง”

 

จอมเวท “ใช่แล้วละ ถึงจะเด็ก แต่ก็ยังเอาไปค้าขายทำเงินได้อยู่นี่น่า”

 

พวกเขามีเพื่อนเป็นพ่อค้าทาสอยู่

 

ถ้าหากพวกเขาจับตัวเด็กสาวไปส่งให้พ่อค้าทาสละก็ ปากท้องของพวกเขาก็จะได้รับการเติมเต็ม เพราะยังไงก็เป็นเรื่องที่โง่มากหากจะทำอาชีพนักผจญภัยอย่างซ่อตรงต่อไปเช่นนี้

 

ยิ่งเป็นทาสระดับสูงก็ยิ่งได้ราคาดีอีกด้วย

 

สรุปคือทาสนั้นถือว่าเป็นสินค้าคุณภาพสูงสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว

 

จอมเวท “งั้นลุยเลยพวกเรา !”

 

จอมเวทได้ออกคำสั่งเช่นนั้นก่อนที่จะปีนขึ้นไปบนม้าของเขา

 

ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มของจอมเวทไม่ได้มีเพียงแค่เอาไว้แค่โอ้อวดเฉย ๆ เท่านั้น

 

เขาเป็นคนมีความสามารถ ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของเขา ทำให้เขามั่นใจว่าเสน่ห์และวิธีการล่อลวงสาวของเขาไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน

 

เขาควบม้าไปตามถนนตามคำบอกเล่าของพรรคพวกเพื่อตามหาความงามที่เขาพึ่งได้พูดออกไปเมื่อกี้นี้

 

แล้วเขาก็ได้พวกกลุ่มสาวสวยที่ว่านั้น

 

พวกเธอกำลังเดินทางสวนกับพวกเขาโดยมุ่งหน้าไปยังประเทศอวาลอน เป็นเส้นทางที่พึ่งผ่านหมู่บ้านดาเคียร์ออกมา

 

ดูท่าผู้หญฺงคนนี้จะไม่ค่อยมีระวังตัวเท่าไหร หรืออาจจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหรนัก ถึงได้ออกเดินทางกับเด็กสาวตัวเล็กเพียงสองคนในเวลาที่จะเข้าใกล้ยามวิกาลเช่นนี้

 

พวกเธอกำลังนั่งอยู่บนม้าสีดำตัวใหญ่ตัวหนึ่ง

 

ในที่สุดพวกเขาทั้งสองกลุ่มก็ไดจ้องประสานตาเข้าด้วยกัน

 

จอมเวท “โอ้ววว เอาจริงดิ …”

 

จอมเวทได้ทึ่งในความงดงามของหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างมาก

 

ใบหน้าของเธอช่างงดงามและน่าหลงไหล แถมลักษณะท่าทางการควบคุมม้าของเธอก็ยังสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

 

เธอสวมชุดคลุมจอมเวทที่เป็นชุดสีดำอันเป็นลักษณะเด่นของนักเรียนโรงเรียนสปาด้า

 

แม้ว่าจะไม่ใช่เสื้อผ้าตัวสวยตามแฟชั่น แต่สิ่งนั้นก็หาได้บดบังหรือลดทอนความงดงามของเธอไม่

 

แสงตะวันที่กำลังจะคล้อยตกดินได้เผยให้เห็นถึงผมสีดำซึ่งตัดสั้นสวยงามและที่คาดผมสีขาวอันน่ารักน่าหลงไหล

 

ผิวกายของเธอขาวผ่องราวกับว่าจะมองทะลุออกไปได้ ซ฿่งมันตัดกับผมและสีชุดของเธอ

 

หน้าอกที่สวยโค้งมนได้รูป ริมฝีปากอมชมพูราวกับลูกท้อ จมูกที่สันเป็นคมสวยงามสมบูรณ์แบบ และอีกทั้งใบหน้าที่ราวกับถูกบรรจงสร้างด้วยฝีมือของเทพเจ้าขึ้นมา

 

ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงดวงตาสีน้ำเงินที่สะท้อนอยู่ภภายใต้กรอบแว่นตาสีดำนั้น ช่างทำให้เขารู้สึกว่าเธอนั้นลึกลับและน่าค้นห้าเป็นอย่างมาก

 

สำหรับจอมเวทอย่างเขาแล้ว แว่นตาที่เขาสวมอยู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากแว่นตาแฟชั่นเพื่อทำให้เขาดูฉลาดขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

ไม่เหมือนกับหญิงสาวผู้งดงามที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้

 

แว่นตากรอบสีดำของเธอนั้นเป็นแว่นสายตาอย่างแท้จริง เพราะมันถูกสร้างอย่างบรรจงให้เหมาะกับเธอคนเดียว เป็นของสั่งทำโดนตรงไม่ใช่แว่นตาที่สั่งผลิตจำนวนมากเหมือนอย่างที่เขาใส่อยู่ในตอนนี้

 

จอมเวท “สุดยอด….”

 

แล้วในที่สุดระยะห่างระหว่างทั้งสองกลุ่มก็เริ่มร่นเข้าหากันจนเขาสามารถมองเห็นเธอได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

 

หัวใจของจอมเวทได้เต่นรัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เขาไม่ได้รู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กน้อยอยู่

 

เป็นความรู้สึกรักแรกพบ เขารู้สึกเช่นนั้น

 

จอมเวท “เรา…”

 

แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาเหมือนกับตอนนั้นแล้ว

 

ตอนนี้เขาเป็นผู้ชายเต็มตัวที่ผ่านประสบการณ์กับผู้หญิงมามากมายหลายครั้งในอดีตแล้ว

 

จอมเวท “เราจะทำให้เธอมาเป็นของเราให้ได้เลย !”

 

แล้วเขาก็ได้เริ่มปฏบัติการ

 

จอมเวทผู้ลืมจุดประสงค์แรกไปแล้วนั้น ได้เข้าไปทักหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

 

……

 

... “จับเหยื่อชิ้นโตได้ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีเลย ใช่ไหม ?”

 

วันที่ 13 เดือนพระจันทร์สีคราม [ถนนตะวันตกเฉียงเหนือแห่งสปาด้า] ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว

 

ณ จุดลับสายตาตรงบริเวณพุ่มไม้แห่งหนึ่งซึ่งห่างไกลออกไปจากถนนหลัก

 

หากมีใครเดินผ่านถนนหลักในเวลานี้ ก็คงไม่มีใครอาจสังเกตุได้ถึงกลุ่มคนที่กำลังอยู่ตรงนี้ได้อย่างแน่นอน

 

ไม่ว่าจะมีใครกรีดร้องดังแค่ไหน ก็ไม่อาจดังไปถึงถนนหลักได้

 

… “เทพเจ้ามารคงกำลังอวยพรให้กับการเดินทางของเราอยู่แน่ ๆ เลยค่ะ อ้าาา ท่านเทพเจ้ามารค่ะ ขอบคุณท่านมาก ๆ เลยค่ะ !”

 

… “พวกเราต้องใช้เหยือบูชาอีกนะ การสรรเสริญเทพเจ้าตอนนี้ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ”

 

… “...จริงด้วยค่ะ”

 

ในพุ่มไม้ตรงนั้นมีคนสองคนกำลังตั้งวงสนทนากันอยู่

 

คนหนึ่งคือหญิงสาวที่สวมชุดคลุมจอมเวทสีดำ เธอรวบผมสีดำที่แสนสวยนั้นเอาไว้ข้างหลังด้วยที่คาดผมสีขาว และสวมแว่นตากรอบสีดำดูน่าหลงไหลค้นหา

 

อีกคนหนึ่งคือเด็กสาวตัวน้อยผู้น่ารักที่ไว้ผมทรงทวินเทลยาวอยู่ในชุดนักบวชสีขาว

 

ทั้งสองคนต่างมีผมสีดำและดวงตาสีน้ำเงิยด้วยกันทั้งคู่ หากใครมองเห็นผ่าน ๆ เพียงแค่แวบแรก ก็คงจะนึกว่าพวกเธอคือพี่น้องกันเป็นแน่แท้

 

แต่ทว่าความจริงแล้วนั้น ทั้งสองคนไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ในร่างกายเลยแม้แต่หยดเดียว

 

ที่สำคัญ พวกเธอไม่ได้อยู่ในเผ่าเดียวกันตั้งแต่แรกอีกด้วย

 

… “คุณลิลี่ค่ะ ฉันจะเริ่มจุดไฟแล้ว รบกวนถอยหลังไปสักนิดนะคะ”

 

ลิลี่ “อือ อย่าทำให้มันแรงมากไปละฟิโอน่า

 

ใช้แล้ว พวกเธอทั้งสองคนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างไปจากเดิมนั้น ก็คือแฟรี่ผู้น่ารักลิลี่กับแม่มดสุดคูลฟิโอน่า นักผจญภัยจากปาร์ตี้แรงค์ 3 [เอเลเมนต์มาสเตอร์] นั่นเอง

 

เนื่องจากทั้งสองคนในตอนนี้กำลังต้องการร่างกายและวิญญาณของผู้คนมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่การหาวัตถุดิบที่เรียกว่าคนนี้มันไม่ได้หามาง่าย ๆ

 

แต่ก็อย่างที่ฟิโอน่ากล่าวเอาไว้ ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีเสียจริง เพราะเพียงแค่วันแรก ฟิโอน่าก็สามารถหาร่างสังเวยได้ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางจากสปาด้าแล้ว

 

จอมเวทที่สวมแว่นตานั้น อยู่ ๆ ก็ปรากฏตัวมาทำเป็นตีสนิทกับเธอพร้อมกับหนุ่มหล่ออีกสามคนที่เหลือที่เป็นเพื่อนของเขา

 

แต่ด้วยพลังเทเลพาธีของลิลี่ เลยทำให้รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทั้งสี่คนนี้มีความชั่วซ่อนเอาไว้อยู่ในจิตใจภายใต้ใบหน้าที่หล่อเหลานั้น

 

แน่นอนว่าในสายตาของพวกจอมโจรคงเห็นฟิโอน่ากับลิลี่ไร้หนทางป้องกันตัว แถมยังมาปรากฏตัวในสถานที่ ที่ไม่อาจจะเรียกใครมาช่วยเหลือได้อีกด้วย

 

เพราะเช่นนั้น การเตรียมร่างทดลองสำหรับลิลี่และการเตรียมเครื่องสังเวยของฟิโอน่าจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่นเช่นนี้

 

เจ้าหนุ่มทั้งสี่คนกำลังถูกมัดด้วยเชือกเอาไว้อยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง

 

ศรีษะทั้งสี่คนต่างถูกลิลี่วิจัยจนดูไม่ได้ พวกเขาได้ถูกเปลี่ยนลักษณะบุคคลิกนิสัยไปแล้ว สติของพวกเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว นอกจากครวนครางออกมาพร้อมกับน้ำลายที่ยืดยาว

 

ฟิโอน่ามองดูพวกเขาด้วยดวงตาสีทองที่ง่วงนอน---ไม่สิ ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำเงินไปแล้ว เธอมองดูพวกเขาพร้อมกับกางหนังสือเล่มหนึ่งออกมา

 

หนังสือเล่มนั้นคือ [หนังสือคู่มือสู่ดินแดนแห่งหมื่นปีศาจ]

 

แล้วเธอก็เริ่มร้องเพลงต้องห้ามที่ถูกลืมเลือนออกมา

 

ฟิโอน่า “โอ้ว แด่เทพเจ้าแห่งมาร~”

 

หลังจากที่เธอบรรเลงเพลงจบ ร่างของเจ้าหนุ่มทั้งสี่คนก็จมอยู่ในกองเพลิงทันที

 

ร่างของพวกเขาลุกโชนโชกช่วงราวกับเอาไปอาบน้ำมันมา พกเขาเป็นเชื้อไฟที่ดีมาก

 

ไฟได้ลามไปยังต้อนไม้ที่อยู่รอบ ๆ จนเกิดเป็นไฟลามทุ่งขนาดใหญ่

 

และแล้ว ร่างกายและวิญญาณข้องทั้งสี่คน ร่างถวายชุดแรกตั้งแต่ที่ได้ออกเดินทางจากสปาด้าก็ได้ถูกถวายให้แด่เทพเจ้ามารของฟิโอน่าไปในที่สุด




NEKOPOST.NET