[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 222 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.222 - 03 เรือนกระจกเปรียบปานกรงแก้ว


ถึงจะรู้สึกขอบคุณที่ได้รับการบอกทางไปยังเรือนกระจกที่ว่า แต่เส้นทางที่ยิ่งลึกและลึกเข้าไปในพระตำหนัก ทำให้ฉันเริ่มเป็นกังวล

อย่างน้อยที่สุดในเวลานี้ไม่มีใครผ่านเส้นทางนี้เลย ถึงกระนั้นการกระทำดังกล่าวก็ทำให้เหล่าทหารรักษาการณ์ที่อยู่ตามชานเรือนและทางเดินห่างออกไปต้องเบิกตากว้าง แม้ฉันจะเป็นคนริเริ่มเอง แต่ชักจะสำนึกเสียแล้วสิ

 

"มัน.....อีกนิดหน่อยน่ะ ขอโทษจริง ๆ คาลเดีย"

 

อย่างน้อยพระอาการของรัชทายาทก็เริ่มดูจะทุเลาลงแล้ว พระโลหิตกลับคืนบนพระพักตร์ไร้สี คงเหลือเป็นเพียงสีซีดจางและพระเสโทเย็นเยียบก็เริ่มลดน้อยลง

 

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงปลายลานกว้างในส่วนที่ลึกที่สุดของพระตำหนัก​ กำแพงแก้วก่อเป็นโครงสร้างไม่แตกต่างไปจากกรงนกยักษ์ สิ่งปลูกสร้างนี้ดูจะคุ้นขึ้นมาสำหรับฉัน

มันเป็นเรื่องที่เคยได้ยินผ่านหูในสภาขุนนางมาก่อน สวนเรือนกระจกที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อครั้งการประสูติของเจ้าชายอัลเฟรดอันพระราชทานให้เป็นส่วนพระองค์ สิ่งนี้หมายความว่าฉันไม่ได้อยู่บริเวณพระตำหนักฟัลดาร์ลอีกแล้ว แต่เป็นเขตพระราชรโหฐานซึ่งอยู่ติดกัน .....นี่คือพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามาได้ นอกเหนือไปจากพระราชวงศ์​ นั่นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่บรรดาข้าราชเสวกหรือทหารรักษาการณ์น้อยนักจะผ่านมาละแวกนี้

 

รัชทายาทซึ่งยังคงอยู่ในแขนของฉันตรัส '.......เชิญเข้าไปเถอะ คาลเดีย' อย่างอักอ่วนพระทัยในน้ำเสียง และทรงชี้ไปยังทางเข้า

มาถึงขั้นนี้แล้วฉันก็ไม่สามารถหันย้อนกลับไปทางเดิมได้อีก ฉันย่างเท้าเข้าไปในเรือนกระจกตามพระราชกระแส และจากนั้นวางพระองค์ประทับบนเก้าอี้นวมในจุดที่ถูกจัดสรรให้เป็นเหมือนห้องรับรอง

 

"ขอบใจนะ ช่วยเหลือได้มากจริง ๆ......"

"มิได้ ฝ่าบาท​ ข้าพระองค์​จะไปตามแพทย์หลวงมา"

".......ไม่ ไม่ต้อง นี่เป็นเรื่องที่เกิดเสมออยู่แล้วล่ะ ข้ามักจะรู้สึกดีขึ้นเมื่ออยู่ที่นี่ ข้าไม่เป็นไร ขอโทษสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ด้วย ให้ข้าพักสักประเดี๋ยว แล้วข้าจะจัดน้ำชาเพื่อที่พวกเรา​จะได้พูดคุยกันหลังจากนั้นเถอะ"

 

อย่าทำหน้าตาแบบนั้นซิ่ เจ้าชายรัชทายาทแย้มพระสรวลและทรงชี้ที่หว่างคิ้วของฉันซึ่งดูเหมือนจะขมวดมุ่นอย่างเห็นได้ชัด

การที่รัชทายาททรงทรุดลง ไม่ใช่บางสิ่งที่ฉันจะเพียงเพิกเฉยไปเมื่อพระองค์ตรัสว่าไม่เป็นไรได้เลย อย่างน้อยฉันก็ไม่คิดแบบนั้น แต่ในเมื่อพระองค์ปฏิเสธแพทย์หลวงให้มาตรวจพระอาการและขอให้ฉันผ่อนผันอยู่ร่วมในพระราชปฏิสันถารด้วย ฉันก็ทำได้แค่ทำตาม

หากสีพระพักตร์กลับเป็นเช่นตอนที่ทรงทรุดลง เช่นนั้นฉันก็จะสามารถหันกลับไปตามแพทย์หลวงโดยไม่ยี่หระพระหฤทัยได้ในทันควัน แต่ดูจะเป็นจริงดังกระแสพระราชดำรัสที่พระวรกายค่อยฟื้นขึ้นทีละน้อย

 

"เป็นเช่นนี้เสมออยู่แล้วน่ะ มันไม่ใช่โรคเรื้อรังหรืออะไรจำพวกนั้น แต่.... สามวันดีสี่วันไข้ กลิ่นของพืชพรรณที่นี่ช่วยบรรเทาได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง นั่นแหละจึงเป็นเหตุที่ห้องนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับข้าโดยเฉพาะ"

 

......ในกรงนกยักษ์นี่สินะ

เป็นที่ประจักษ์ด้วยภายในมีทุกสิ่งที่ต้องการสำหรับพื้นที่ส่วนบุคคลแล้ว​ ไม่ว่าจะเป็นเตียงม่านบังตา, เก้าอี้นวมยาว, โต๊ะหนังสือ, อ่างล้างหน้าและแม้แต่หีบเสื้อผ้าล้วนมีอยู่ที่นี่

 

"บางครา เมื่อฤดูใบไม้ผลิ, ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวมาถึง ข้าเพียงพำนักอาศัยที่นี่ ไม่มีใครเข้ามาได้นอกเสียแต่ข้าจะเรียกหา..... ข้ามาที่นี่เมื่อใดก็ตามที่ต้องการอยู่คนเดียว​ อันที่จริงก็เหมาะสมสำหรับเรื่องนั้นแล้วแหละนะ"

 

ฉันเข้าใจได้ในสิ่งที่ทรงหมายถึงและผงกศีรษะ การเป็นมกุฎราชกุมารแห่งแผ่นดินย่อมเท่ากับการไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัว พระองค์คงใช้ชีวิตที่ถูกเฝ้ายามจับตามองแม้กระทั่งยามบรรทม เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งแล้วที่จะทรงปรารถนาสักช่วงเวลาตามพระราชอัธยาศัยเพียงลำพังได้เป็นครั้งคราว แม้แต่ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ยังประสบกับเรื่องนี้

ดังนั้นการประทับภายในกรงนกยักษ์ที่ผู้คนสามารถมองเข้ามาได้จากภายนอก อย่างน้อยที่สุดนี่ก็นับเป็นการยินยอมให้อยู่อย่างสันโดษแล้ว

 

"นั่นแหละ แม้แต่เกรซยังไม่เคยมาที่นี่สักครั้งเชียว"

"อา.... เช่นนั้นหรือคะ"

 

ก็นะ หากที่นี่ถูกใช้เป็นที่ประทับรโหฐานจริง ๆ แบบนั้นบุคคลเช่นเกรซหรือแม้แต่เอริคก็ไม่ห้าวหาญพอที่จะเข้ามาโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตหรอก

ฉันพยักหน้าให้กับพระราชดำรัส และด้วยเหตุผลใดก็ตามเจ้าชายทรงพระสรวลเล็กน้อย

อา สีพระพักตร์กลับมาเป็นปกติแล้ว ดูท่าว่าฉันจะมีโอกาสรับฟังพระราชประสงค์ได้แล้วในที่สุด

 

"อันที่จริงคาลเดียเป็นคนแรกเลยล่ะที่เข้ามาในนี้"

"อา ค่ะ ....คะ ?"

 

ฉันชักจะตามประเด็นของบทสนทนาไม่ทัน ถ้าหากแม้แต่เกรซซึ่งเป็นคนสนิทที่สุดยังไม่เคยมาที่นี่ มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหงอยู่แล้วสิ นี่ทรงพยายามตรัสอะไรกันเนี่ย​ ?

 

"อื———อ........ เอาเถอะ ช่างมัน​เถอะ"

 

เจ้าชายรัชทายาททรงพระสรวลเล็กน้อยอย่างลำบากพระทัย ทั้งที่ควรเป็นฉันสิที่กังวลใจเสียยิ่งกว่า

 

 

 

ราวสิบห้านาทีต่อมา เจ้าชายรัชทายาท​จัดเตรียมน้ำชาให้พวกเราทั้งคู่ด้วยตัวพระองค์เอง นับเป็นเกียรติอย่างสูง แม้จะหวั่นเกรง แต่เพราะไม่มีสายตาคนอื่นที่นี่ ฉันจึงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธและรับมาด้วยความเต็มใจ

 

"เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยเถอะ ท่านพ่อให้ข้าเตรียมสิ่งนี้น่ะ"

 

เจ้าชายทรงยื่นกระดาษพับขนาดเล็กจากพระกระเป๋าฉลองพระองค์ มันเป็นเพียงฉบับสำเนา พระองค์ตรัสขณะที่ฉันแก้พับออกและเริ่มอ่าน สนเท่ห์ว่าสิ่งนี้อาจเป็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับฉัน

 

".............เรื่องการโอนย้ายหอพัก.....?"

 

ฉันจำไม่ยักได้ว่าเคยยื่นคำร้องประเภทนี้มาก่อน แต่หนังสืออนุญาตระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอนุมัติให้เอลิซ่า คาลเดีย ไอน์สบาร์คโอนย้ายหอพักในสถานศึกษาได้

 

"ใช่ ขอโทษด้วยที่ข้าบอกปุบปับเกินไป แต่ดูเหมือนว่ามีความจำเป็นสำหรับเจ้าในการโยกย้ายหอพัก ขั้นตอนทางกฎหมายเพิ่งได้รับการดูแลเมื่อเช้านี้ และพอได้รับหนังสือ ข้าจึงรีบรุดกลับมาให้เร็วที่สุดเพื่อมอบให้เจ้า โชคไม่ดีที่ข้าออกจะรีบร้อนไปสักหน่อยจนอาการกำเริบขึ้นมา ข้าเพียงคิดว่าคงแบ่งเบาภาระของเจ้าลงได้บ้าง หากข้ามาเร็วพอน่ะ"

"เป็น​พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม"

 

แน่นอนว่าการแจ้งฉันให้รับทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการย้ายหอพักโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ว่าแต่.....สถานการณ์ไหนกันนะที่ทำให้ราชสำนักมีส่วนเกี่ยวข้องในการโอนย้ายหอพักน่ะ

ฉันมองกลับไปยังเจ้าชาย คิดว่าพระองค์คงทรงทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พระองค์เพียงแย้มพระโอษฐ์ขื่นให้ฉัน

 

".....คาลเดีย ที่นี่ไม่มีใคร.......ไม่สิ ยกเว้นแต่ผู้ติดตามของเจ้าเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องพิธีรีตองนักหรอกน่ะ ยศถาศักดิ์ไม่ได้เป็นสิ่งอันใดเลยในสถานที่แห่งนี้ ไม่คิดเช่นนั้นหรือ ?"

 

อ้อ นี่สินะที่ทรงหมายถึง ฉันนึกถึงเรื่องคล้ายคลึงกันตอนที่ฉันเพิ่งเข้าโรงเรียน พระองค์ตรัสไว้อย่างเดียวกัน เพราะไม่มีผู้ใดจับตามองพวกเราที่นี่ พวกเราทั้งคู่จึงสามารถอะลุ่มอล่วยในเรื่องนี้ไปได้

 

"........ขอบคุณสำหรับความกรุณาเป็นอย่างสูง​ค่ะ ฝ่าบาท เช่นนี้ได้หรือไม่คะ ?"

"ข้าก็ยังคิดว่านั่นออกจะขึงขังอยู่ดีนะ แต่..... เอาเถอะ ขอโทษที นี่ข้าเอาแต่ใจเกินไปเลยสิน่ะ ?"

"หามิได้"

 

ฉันส่ายศีรษะ ขณะที่เรื่องของเจ้าชายรัชทายาทเริ่มประดังเข้ามาในความคิดทีละน้อย

สำหรับเรื่องหนึ่ง....... พระองค์ทรงประสูติในฐานะเจ้าชายของประเทศ และทรงเจริญวัยในฐานะมกุฎราชกุมาร แต่เหตุใดพระองค์จึงมักเป็นฝ่ายเอ่ยพระโอษฐ์ขอโทษขอโพยทุกโอกาสเลยกันนะ ?




NEKOPOST.NET