[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 201 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.201 - 52 ผลที่ไร้ดอก


 
……
 
……… ฉันไม่เห็น หรือได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น
 
ฉันไม่รู้แม้แต่ด้านไหนเป็นด้านไหน ทั้งไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในอากาศหรือบนผืนดิน
 
ในสภาพเช่นนั้น ประสาทสัมผัสก็ค่อย ๆ ฟื้นคืน และฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองล้มลงบนพื้น
 
ฉันนอนคว่ำหน้ากับพื้นด้วยความเจ็บปวด
 
ไม่ต้องกล่าวถึงความจริงที่ว่าฉันได้กลืนดินทรายไปจำนวนหนึ่ง ที่ฉันทำได้ก็เพียงอ้าปากพะงาบอย่างกับหนอนผีเสื้อ มันหายใจได้ลำบากคล้ายกับจมอยู่ในน้ำ ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย
 
ก่อนที่จะพยายามหายใจอีกครั้ง ฉันก็ขับอากาศที่คั่งค้างในปอดออกมาได้ในที่สุด จากนั้นก็เริ่มหายใจรวยริน
 
ฉันหายใจเพื่อยืนยันสถานการณ์ ถ้าฉันพยายามสูดอากาศให้มากที่สุดเท่าที่ปอดต้องการ มันก็จะผ่อนลมหายใจออกมาแทนที่
 
.....ดูเหมือนว่าฉันจะยังไม่ตาย
 
แม้ว่าร่างกายของฉันจะสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดไปทั้งหมด แต่มือและเท้าของฉันก็ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ฉันไม่สามารถยกมันขึ้นได้เลย
 
ฉันถูกสายฟ้าของมันฟาดใส่จัง ๆ อย่างนั้นหรือ ? พื้นดินที่ฉันล้มลงคล้ายกับถูกระเบิดด้วยสายฟ้าจนพืชพรรณกระจัดกระจาย
 
"นี้แลคือเหตุที่ข้าคัดค้านการปล่อยเรื่องนี้แก่คนนอก"
 
อะไร ?
 
ราวกับจมอยู่ในบาดาล เสียงนั้นช่างเลือนลางและห่างไกล หากไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นี้ บางทีฉันอาจจะพลาดมันไปก็ได้
 
เมื่อฉันรั้นหันศีรษะ ก็มองเห็นคนยืนอยู่ข้างกาย
 
คนทั้งสองในเสื้อคลุมสีขาว ฉันไม่แน่ใจตัวตนของพวกเขานัก
 
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน—?
 
"......นี่มันเรื่องอันใดกันเจ้าคะ ไยต้องมาแทรกแซงด้วยเล่า ? เป็นพวกท่านมิใช่หรือที่ต้องการให้ข้าชะล้างเด็กคนนี้เสีย ?"
 
ฉันได้ยินเสียงที่ไม่ชัดเจนนักของเด็กสาวก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้พยายามปกปิดความขุ่นเคืองของเธอเลย เมื่อฉันเพ่งความสนใจไปยังเสียงนั้น เสียงของเธอฟังคล้ายจะอยู่ห่างไกลราวกับเป็นเสียงหนึ่งเดียวท่ามกลางฝูงชน
 
"เราจักลำบากได้ หากตัวเจ้าสร้างความเสียหายแก่ผลที่ไร้ดอกอันล้ำค่า เพียงเพื่อกำจัดวัชพืชที่เหี่ยวเฉา เพียงจินตนาการถึงความสูญเสียที่อาจเกิดแล้ว...... เอาเถิด สำหรับตัวเจ้าซึ่งถูกช่วงชิงอิทธิฤทธิ์​โดยหมู่มารก็มิอาจเข้าใจได้หรอกหนอ แต่ผลที่ไร้ดอกนั้นหายากยิ่ง"
 
"......เห อันใดกัน ? ผลที่ไร้ดอก ?"
 
เสียงของเด็กสาวเบาลงหลังได้ยินสิ่งที่ยากจะเข้าใจได้
 
"เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนเรา หากเจ้าไม่รู้ ก็หมายถึงคนเยี่ยงเจ้ามิจำเป็นต้องล่วงรู้"
 
เสียงแหลมสูงแปลกประหลาดนี้ดูเหมือนจะมาจากอีกคนที่สวมเสื้อคลุมสีขาว น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรุ่มร้อนด้วยโทนเสียงแปลกประหลาด ทำฉันขนลุกไปทั้งร่าง
 
"อย่างไรก็ดี ลืมการชะล้างผู้แปรพักตร์ไปเสีย หน่ออ่อนของผลที่ไร้ดอกจักสูญเปล่าได้หากเสียหาย"
 
"กระไรกัน ? เป็นพวกท่านมิใช่หรือที่ต้องการให้ข้าสังหารคนทรยศ ?"
 
"ดูกร ความโง่เขลา ช่างน่ากลัวอย่างแท้จริง มาตรแม้นพวกเราจักรวบรวมเมล็ดเน่ามาสิบเมล็ดก็ไม่อาจงอกเงยได้เช่นตัวเจ้า แต่นั่นมิอาจเทียบเคียงกับผลที่ไร้ดอกอันผลิงามได้หนอ โอ้ ถ้าเพียงพวกเราได้ล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของผลที่ไร้ดอกนี้ล่วงหน้าแล้วล่ะก็......"
 
"กัวริเร่ เลิกพล่ามไร้แก่นสาร​ได้แล้ว ผลที่ไร้ดอกเงี่ยหูอยู่ .....แต่เอาเถิด ต่อให้นางรับฟัง ก็คงมิรู้ความกระไรทั้งสิ้น"
 
จากนั้นหนึ่งในสองคนที่สวมเสื้อคลุมสีขาวก็คุกเข่าลงและจ้องมองใบหน้าฉัน "เนตรสีชาด" เขาหรือเธอผู้นั้นพึมพำภายใต้เงาผ้าคลุมศีรษะ พร้อมเสียงหัวเราะน่าสะอิดสะเอียน
 
ทันใดนั้น ความรู้สึกร้อนวาบราวกับมีเปลวไฟเบื้องหน้าดวงตา กรึ่ก ผู้ที่ถูกเรียกว่า กัวริเร่ ในเสื้อคลุมสีขาว จับหัวของฉันไว้แน่น ราวกับจะส่งความรู้สึกแผดเผาเข้าสู่ร่างกายของฉันผ่านทางจมูก
 
นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ไม่มีไฟ แต่ทำไมถึงมีสัมผัสของความร้อนขึ้นมา ?
 
หยุดนะ ฉันพยายามครวญอย่างอ่อนแรง แต่ผู้สวมเสื้อคลุมสีขาวไม่ตอบสนอง ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกเผาผลาญ​ก็ลุกลามทวีคูณ ความวิตกกังวลของฉันยิ่งแผ่ขยาย แต่ฉันไม่อาจหลีกหนีได้เลย
 
หูของฉันอื้ออึง และความสะพรึงกลัวก็ทะยานจากสถานการณ์อันผิดปกตินี้
 
"ถอยออกไปจากนายท่านนะโว้ย !!"
 
มันเป็นเวลาที่ฉันได้ยินเสียงจากด้านข้างที่ห่างไกล เพราะว่าหูข้างหนึ่งของฉันแนบกับพื้นดิน ฉันจึงรู้สึกได้ถึงแผ่นดินที่สั่นสะเทือนจากเหล่าทหารของฉันที่วิ่งรี่เข้ามา
 
เมื่อได้ยินเสียงคำรามที่อ่อนแรงของราชีออคท่ามกลางเสียงระงม ฉันก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก​
 
"มากันแล้วรึ ? กัวริเร่ ไปกันได้แล้ว"
 
"ข้าไถ่บาปได้แต่เพียงใบหน้าเท่านั้น........ ไม่สิ พระเจ้าและผู้ชี้ทางทรงแนะแนวเจ้าแล้ว"
 
ด้วยเสียงที่ยังเล็ดรอดมาในหู ฉันรับฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างขึงเครียด
 
ห่างออกไปก่อนที่ทหารของฉันจะมาถึง ฉันเห็นนกยักษ์บินผ่านด้วยสายตาที่ยังคงพร่ามัว
 
ทั้งสองซึ่งสวมเสื้อคลุมสีขาวมองดูนกที่โผบินไป จากนั้นทั้งคู่ก็เหลือบมองลงมายังฉัน ด้วยแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ฉันจึงเห็นใบหน้าทั้งคู่ได้ไม่ชัดเจน
 
"พระสิริแด่​พระเจ้า​"
 
ทั้งคู่พึมพำพร้อมกันด้วยเสียงที่ฟังน่าเลื่อมใส
 
และจากนั้น — ราวกับสายตาของฉันมีปัญหา หรือพวกเขาเป็นอากาศธาตุ — ทั้งสองก็พลันหายวับไปจากครรลองสายตา
 

 

End of Act 3, Part 3



NEKOPOST.NET