[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 200 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.200 - « Side Story » วันธรรมดาวันหนึ่ง • บทต้น


(จากผู้เขียน: นี่เป็น SS อนุสรณ์ฉลองครบ 200 ตอน เพราะว่ามันยาวมาก ฉันเลยแบ่งเป็นบทต้นและบทปลาย ซึ่งส่วนครึ่งหลังของตอนพิเศษนี้จะลงเป็นตอนที่ 250 นะ ถึงยังไงมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องหลัก และหวังว่าคุณจะสนุกกับเนื้อหาของมัน รอบทสรุปของตอนพิเศษนี้กันด้วยล่ะ)

 

 
วันนี้พี่ชายของข้ากลับจากสภาขุนนางเป็นครั้งแรกในรอบปี ภายในบ้านที่มักเงียบสงบก็มีบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา
 
ใช่ว่าพี่ชายข้าชมชอบข้ารับใช้ที่นี่เป็นพิเศษ แต่คล้ายว่าเขาจะผ่อนคลายและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเคหาสน์ที่มีแต่คนเอาจริงเอาจังไม่ใคร่สอดรู้สอดเห็น
 
ด้วยการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดจากมารดาผู้ล่วงลับ ข้าก็ไม่สามารถจะปริปากบ่นใด ๆ ได้
 
แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังคงถูกรบกวนจากเสียงจอแจของเหล่าข้ารับใช้ในช่วงเวลาการอ่านหนังสือ
 
แน่นอนว่า เหล่าผู้ที่รับใช้ตระกูลเทเรเซียนั้นปราศจากการกระทำ​เอ็ดอึงระหว่างการทำงาน ผู้ใดก็ตามที่ได้มาเยี่ยมเยือน​ในที่พำนักของข้านี้ พวกเขาจะไม่อาจค้นพบข้ารับใช้ที่พร่ำพูดจาไร้แก่นสารได้เลยสักคนเดียว​
 
.....แต่นั่นก็มิได้เปลี่ยนข้อเท็จจริง​ที่ว่าในวันนี้ข้ายินเสียงอึงอลเหล่านั้นดังมา
 
ข้าถอนหายใจพลางปิดหนังสือ ขณะที่มันเป็นสัญญาณถึงความขาดวุฒิภาวะของตัวข้า แม้จะอยู่ในวัยนี้ที่ถูกรบกวนจากเสียงเสียได้​ แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเลิกอ่านมัน เพราะข้าไม่อาจตั้งสมาธิได้เลย ไม่ว่าจะพยายามเพ่งมากเพียงใดก็ตาม
 
นอกเหนือไปจากการอ่าน กิจกรรมอื่นที่ข้ามักทำก็คือการเดินเล่นในสวนหรือห้องหนังสือ ข้าไม่ชอบการเสียเวลาเปล่าไปอย่างไร้ค่า แต่วันนี้ข้าได้นั่งที่โต๊ะหนังสือมาเป็นเวลานานมากแล้วโดยไม่สัมฤทธิผลใด บางทีมันคงจะดีกว่าหากจะโยกย้ายตัวเองเพื่อปรับอารมณ์
 
คิดดังนั้นแล้ว ข้าก็เสมองอย่างสนเท่ห์ทันทีที่มาถึงสวน
 
ใครบางคนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เพียงจัดสำรับงานเลี้ยงน้ำชาส่วนตัวเล็ก ๆ ตามลำพัง
 
ชั่วขณะที่ข้าพยายามแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่านางมีตัวตนอยู่ นางก็กล่าวขึ้น "ว่ากระไร ข้ามารบกวนหรือ ?" มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเมินเฉยอีก
 
"...........ความสุนทรีย์เหล่านี้มันอันใดกัน"
 
ข้าอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยเสียงระคนความไม่สบอารมณ์​ แม้กระนั้น เจ้าหล่อนก็เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มเจือจาง
 
"หืม ? ข้าดูจะไม่เป็นที่ต้อนรับเทียว ข้าได้ทำสิ่งอันใดกันหนอ ?"
 
นางแสดงท่าทีไม่ใคร่สนใจ
 
"หนึ่ง คือการมาเอ้อระเหยโดยไม่ยี่หระใด ๆ ที่คฤหาสน์นี้ อีกหนึ่ง นี่ยังคงเป็นหัววันที่เช้าตรู่​เกินไป และสุดท้าย ข้าจำได้ว่าเวลานี้เจ้าควรจะอยู่ที่โรงเรียนเพื่อต้อนรับพี่ชายข้า .....ไฉนเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ อแมนด้า ?"
 
แม้ว่าข้าจะมีน้ำเสียงที่ขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่เพื่อนสมัยเด็กที่อายุเท่ากันของข้าคนนี้ก็ทำนิสัยเช่นเดิมโดยมิได้นำพา "โอ้ นั่งลงสักนิดเสียปะไรเล่า ?" ขณะพยักพเยิดไปยังเก้าอี้ว่างด้วยคาง
 
นางก็มักจะเป็นเช่นนี้ นางจะไม่สนทนาด้วยจนกว่าจะนั่งลงตรงข้ามกับนาง ทันทีที่ข้านั่งลงด้วยความคุ้นชิน นางก็เริ่มรินชาให้ราวกับเป็นหนึ่งในหญิงรับใช้ ถึงกระนั้นข้าก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายไปด้วยเลย
 
"อย่างไรกันล่ะ ? การทักทายพี่ชายของข้าน่ะ ?"
 
การพบปะมีหมายกำหนดการที่ถนนหน้าโรงเรียนขุนนาง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะไปจากที่นี่ตอนนี้ได้ทันท่วงที แต่ในเวลาเดียวกันข้าก็รู้สึกว่าไม่มีเหตุผลอันใดสำหรับตัวข้าเลยที่จำต้องกังวลว่าอแมนด้าจะไปทันเวลาหรือไม่
 
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหล่อนเองก็ดูจะไม่ได้เร่งรีบ หล่อนเพียงจิบชาละเมียดละไม
 
"อแมนด้า เจ้าเป็นคู่หมั้นของพี่ชายข้านะ ทำไมถึง....."
 
แม้ข้าจะใส่น้ำเสียงติเตียนเท่าที่จะทำได้ แต่อแมนด้าก็ไม่แม้แต่ขมวดคิ้ว ขณะยิ้มอย่างมีเลศนัยมายังข้า
 
นางไม่ได้มองข้า แต่จดจ้องข้า
 
เป็นนิสัยแย่ ๆ ของอแมนด้าที่มักจดจ้องผู้​อื่นราวกับว่านางมองทะลุตัวตน​พวกเขาได้ ผู้คนส่วนมาก — รวมถึงพี่ชายของข้าที่หมั้นหมายกับนาง — ก็ยังค้นพบว่ามันน่าขนลุก .....ทั้งข้าและอแมนด้าต่างก็พยายามบ่งชี้และแก้ไขนิสัยเสียของกันและกัน แต่ไม่ว่าข้าจะพูดย้ำเท่าไร นางก็ดูจะไม่เคยทำหรือเข้าใจเลยว่าทำไมนิสัยนี้ของนางถึงเป็นเรื่องไม่งาม
 
"เจ้าคิดสิ่งใดอยู่ ?"
 
ข้าไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรกัน และได้เพียงกลืนความหวาดวิตกลงไปพลางเลี่ยงสายตาตัวเองจากดวงตาของอแมนด้า
 
ดีร้าย ......มันก็ไร้ประโยชน์ที่จะต้านทานนาง
 
— ถึงอย่างไร ข้าก็มักจะไร้ประโยชน์ในทุก ๆ เรื่องที่สำคัญอยู่หรอก
 
ข้ามักยินเสียงรบกวนรอบตัว ทั้งมองเห็นสีสรรของจิตใจผู้คนที่ไม่ใคร่น่าสนใจนัก ถึงกระนั้นสำหรับสหายสมัยเด็กคนนี้แล้ว ข้าไม่เคยได้ยินหรืออ่านความคิดของหล่อนออกเลย
 
".....อ้า วันนี้ข้าได้ยินมามากพอแล้วล่ะ....."
 
ในที่สุดอแมนด้าก็เปิดปากด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนล้าและน้ำเสียงของนางก็ฟังดูน่าเวทนา
 
ข้าเหลือบมองกลับไปยังนาง นางเป็นเพียงคนเดียวที่ข้าไม่ต้องการเห็นอกเห็นใจด้วย ทั้งยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น
 
นางดูเหมือนจะประหลาดใจชั่ววูบหนึ่ง แต่ครู่ต่อมารอยยิ้มชวนหัวก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง
 
ข้าหรี่ตามองยิ่งขึ้น นี่เป็นรสนิยมที่แย่นัก การขบขันในเวลาที่ผู้อื่นอึดอัดเช่นนี้เสียได้
 
"มิได้ ๆ ความคิดของเจ้ามันน่าสนใจดีต่างหากเล่า"
 
".....ข้าไม่เห็นว่ามันแตกต่างกันอย่างใด"
 
"เอาเถอะ มันคงจะไม่แตกต่างสำหรับเจ้า แต่สำหรับข้าแล้ว แตกต่างกันมากเทียว"
 
เพื่อนสมัยเด็กของข้ามีวุฒิภาวะที่แปลกประหลาด และนางก็มักจะพูดจาอ้อมค้อมอย่างที่พวกผู้ใหญ่มักเป็น
 
ขณะที่ข้าไม่ได้ใส่ใจกับมัน ฉันใด ข้าก็ไม่ได้สนใจในวิธีการพูดของนาง ฉันนั้น สิ่งอันใดที่ทำให้นางกลายเป็นเยี่ยงนี้ ข้าเองก็ไร้ความคิด
 
— แม้ว่า บางทีข้าอาจจะเป็นคนที่เห็นใจและเข้าใจนางมากที่สุดก็เถอะ
 
"สำหรับราเดี้ยน อย่าได้กังวลไป ข้าได้รับแจ้งจากท่านมาร์ควิสเทเรเซียว่าการต้อนรับนั้นมิจำเป็นแล้ว"
 
ขณะที่พูดเช่นนั้น อแมนด้าก็หยิบขนมอบที่อยู่ในจานเบื้องหน้า
 
"กระไรกัน ? มีการเปลี่ยนกำหนดการงั้นรึ ข้าไม่เห็นได้ยินเรื่องนี้..... แต่ถึงอย่างไร ที่นี่ก็ยังเป็นบ้านของคู่หมั้นเจ้า ข้าคิดว่ามันจะถูกตรึกตรองว่าเป็นปัญหาสำหรับเจ้าที่จะมาอ้อยอิ่งที่นี่แต่หัววัน"
 
"คิกคิก แล้วก็แล้วกันไปน่า อีกอย่างนี่ก็เป็นปีสุดท้ายแล้ว ตั้งแต่ปีหน้าไป พวกเราก็จะเป็นนักเรียนโรงเรียนขุนนางกันแล้วนี่"
 
เป๊าะ ปลายนิ้วหล่อนหักขนมอบ "สักชิ้นไหม ?" ข้ารับขนมอบครึ่งนั้นจากนางมาด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือ
 
ปีหน้าจะเป็นนักเรียนโรงเรียนขุนนาง — คิดดูแล้ว นั่นก็หมายถึงพวกเราจะไม่สามารถจิบน้ำชาเพียงลำพังเช่นนี้กันได้อีก นับแต่ปีหน้าไป มีเพียงพี่ชายของข้าเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตสิ่งนี้
 
ข้าเข้าใจดีเป็นอย่างดีว่าสิ่งนี้ได้รับอนุญาตอย่างเป็นนัย ด้วยความจริงที่ว่าข้าเป็นน้องชายของคู่หมั้นนาง ด้วยความที่พวกเรายังคงเป็นผู้เยาว์ และไม่มีสายตาสอดรู้สอดเห็นของบุคคลภายนอกที่เคหาสน์เทเรเซีย
 
.....ว่ากันตามตรงแล้ว กระทั่งการปันขนมกับนางเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งที่พวกเราสมควรกระทำ แต่เมื่อคิดว่านี่คือสิ่งที่ข้าจะทำได้ในช่วงเวลานี้เท่านั้น ก็ช่วยไม่ได้ที่ข้าจะยอมรับขนมที่เพื่อนสมัยเด็กหยิบยื่นให้
 
ข้ายินเสียงอแมนด้าหัวเราะคิกในลำคอ ข้าเห็นเพียงรอยยิ้มของนางชั่วครู่หนึ่งที่คล้ายเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้าก็ทำได้เพียงปรายตามองไปยังนางเท่านั้น
 
 
 
 
 
ทันใดนั้น ข้าก็ตื่น รูปโฉมอันคุ้นเคยของสหายเก่าแก่ซึ่งแต่งอาภรณ์นักบวชสีขาวอยู่ข้างเตียง
 
"..................อแมนด้า......?"
 
"ตื่นแล้วหรือ ?"
 
อ้า ข้าถอนหายใจอย่างอ่อนล้าแทนคำตอบ
 
แม้ว่าพวกเราจะมีอายุเท่ากัน แต่ข้าก็ต้องงีบหลับเช่นนี้ทุกวันเพื่อให้มีกำลังตลอดช่วงเย็น ไม่อาจเทียบกับนางที่มีกำลังวังชาเดินเหินจากอารามมายังที่พำนักของข้าด้วยตัวเองได้เลย
 
"ข้ามาดูหน้าเจ้าสักหน่อยแน่ะ แต่โล่งอกที่เจ้าดูจะยังมีกำลังกว่าที่คิดนะ ซิกมุนด์ ข้าคิดว่าเจ้าล้มหมอนนอนเสื่อเสียอีก"
 
"มันก็เพียงแค่สิบวันเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต นอกจากนั้น ถ้าเจ้ามาเยี่ยมเยียนข้าบ่อยนัก ทุกคนจะคิดว่าข้าใกล้ใหลตายกันพอดี"
 
"ข้ารับใช้แห่งตระกูลเทเรเซียทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมเทียวมิใช่รึ"
 
นางหัวเราะคิกอย่างน่ารำคาญที่คุ้นเคย แม้จะยังดูอ่อนเยาว์อย่างยากจะอธิบายราวกับว่าเวลานั้นหยุดนิ่งสำหรับนาง แต่เมื่อยิ้มเช่นนั้นก็ยังปรากฏริ้วรอย
 
นางทำจมูกฮึดฮัด พลางเปรยความเห็นที่ไม่ได้คาดคิดออกมา
 
"การขบขันเรื่องริ้วรอยของสตรีนั่นมิใช่รสนิยมที่แย่ที่สุดหรอกหรือ ?"
 
"อ่า ใช่ นั่นสินะ ข้าผิดเอง"
 
"......คิกคิก มิได้ ข้าหยอกเล่นหรอก สิ่งเหล่านั้นช่างชวนคิดถึง แต่กาลก่อนเจ้ามักจะเรียกบ่อยครั้งในความคิด ......อแมนด้า โอ้ นามเก่าเมื่อนานนม แต่เจ้าเพิ่งจะเรียกข้าเมื่อครู่"
 
นางปิดเปลือกตาลง ข้าสงสัยว่านางคงจะระลึกถึงอดีต
 
ข้านึกย้อนกลับไปถึงความฝัน เมื่อครั้งที่นางยังคงเป็นอแมนด้า และพึมพำ "ทุกผู้คนต่างก็ถวิลอาวรณ์​ถึงวารวัน เมื่อแก่ตัว​"
 
"นี้แลจึ่งเรียก ผู้อาวุโส"
 
นางดูเหมือนค่อนข้างจะมีความสุข ขณะที่ทำจมูกฮึดฮัดและริ้วรอยก็ปรากฏบนใบหน้าอีกครั้งจากรอยยิ้มของนาง
 
แม้จะหยอกว่าเป็นรสนิยมที่แย่ แต่ อา ข้าก็ยังโล่งอกที่อย่างน้อยสหายเก่าของข้าคนนี้ยังมีเค้าสัญญาณของความชราปรากฏให้เห็นบ้าง



NEKOPOST.NET