[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 192 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.192 - 44 สู่ฐานกองหลัง


พวกเรายึดและเคลื่อนย้ายฐานบัญชาการแนวหลังไปยังหนึ่งในหมู่บ้านของเดนเซลที่ชื่อ หมู่บ้านเคลเมนเต้ เกษตรกรชาวเดนเซลทุกคนพยายามเงียบปากที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะตัวสั่นเทิ้มมองดูทหารของพวกเราจากป้อมยุกก์เฟน่าเดินทางมาถึง
 
.....ฉันได้ยินมาว่ารินดาร์ลมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อพลเรือนของประเทศอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม
 
แต่เดิมสหภาพรินดาร์ลเกิดจากเหล่าประเทศที่ดั้งเดิมคือราชอาณาจักรรินดาร์ลอันกว้างไพศาลมาผนึกร่วมกัน ตามประวัติศาสตร์ กฎหมายฉบับนี้มีอยู่เพื่อช่วยให้เกิดความกลมกลืนกันของเหล่าประชาชนที่ถูกพิชิตเข้าเป็นอาณานิคมของตน
 
อย่างไรก็ตาม กฎหมายนั้นไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับอัร์คเซีย
 
นับตั้งแต่ที่สถาปนาเป็นประเทศเช่นปัจจุบัน อัร์คเซียก็ได้กลายเป็นมหาประเทศที่ปลีกตัวออกมา และมันก็เป็นเวลากว่าหกร้อยปีมาแล้วนับตั้งแต่ที่อัร์คเซียมีสนธิสัญญาสงครามกับประเทศอื่น ๆ ครั้งล่าสุด
 
เมื่อสามสิบปีก่อน ที่เกิดสงครามระหว่างราชรัฐเดนเซลกับราชอาณาจักรอาร์โทลัสที่ล่มสลายไปแล้ว ตามคำบอกเล่าของลูกบ้านเคลเมนเต้ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เข้ายึดครองหมู่บ้านแห่งนี้ไว้เช่นกัน
 
นั่นเป็นสาเหตุที่ชาวบ้านบางส่วนยังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นอยู่
 
ไม่เหมือนกับสามสิบปีที่แล้ว ที่พวกเขาแน่ใจว่าจะอยู่รอดตราบเท่าที่เชื่อฟังเรา ครั้งนี้ทหารของพวกเรามีจำนวนมาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีอาหารน้อยลง ขณะที่พวกเราต้องดึงอาหารของพวกเขามาจัดให้กับทหารของเรา มันเป็นการปฏิบัติที่เลวร้ายกว่าสงครามก่อนหน้านี้นัก
 
หมู่บ้านเคลเมนเต้มีบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลและไม่ไว้วางใจ ที่ไม่รู้ว่าจะสามารถมั่นใจในชีวิตของตัวเองได้หรือไม่ หากพวกเราปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเรา
 
บรรยากาศที่หนักอึ้งกดดันฉันจากทุกด้าน ทำให้หวนคิดถึงครั้งแรกที่ฉันไปเยือนหมู่บ้านซีริล
 
 
 
 
 
"นี่ไม่ใช่บรรยากาศที่น่าอภิรมย์เสียเลยนะ"
 
วีกราฟที่วิ่งไปทั่วเพื่อจัดตั้งสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมหลังจากที่พวกเรามาถึง ก็มีโอกาสนั่งพักในที่สุด เขาบ่นกับฉันเรื่องบรรยากาศ ดูคล้ายกับคนจมน้ำที่ร้องขอความช่วยเหลือ ฉันผงกศีรษะด้วยความเห็นอกเห็นใจ
 
ถึงมันจะไม่ใช่บรรยากาศที่สบายเนื้อตัว แต่กองทัพคาลเดียและฉันก็คุ้นเคยกับบรรยากาศนี้อยู่แล้ว ต้องขอบคุณประสบการณ์ที่มีมาก่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับทหารและอัศวินจากป้อมยุกก์เฟน่าที่ไม่เคยมีประสบการณ์การรับมือกับพลเรือนที่แค้นเคืองก็คงจะหวาดหวั่นไปทั้งหมด
 
มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลยที่จะเผยอารมณ์แง่ลบออกมาเป็นระยะเวลานาน ทั้งที่พวกเรายังไม่ถึงแนวหน้า
 
"ถ้ามีบางสิ่งที่จุดประกาย ท่านคิดว่าเป็นไปได้ไหมคะที่จะเกิดเหตุจลาจล ?"
 
".......ท่านก็คิดความเป็นไปได้ที่น่ารำคาญนั่นมาเสียได้"
 
"แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าอดสู แต่ว่าในอดีต ข้าเองก็เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันนี้มาก่อนน่ะค่ะ"
 
"ถึงข้าไม่อยากจะเชื่อว่าท่านจะมีประสบการณ์พรรค์นั้น ทั้งที่เพิ่งย่างเข้าวัยแรกรุ่นก็เถอะ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าทีเดียวไม่ใช่เหรอ....."
 
วีกราฟครวญพลางกุมศีรษะตัวเอง
 
พวกเรายึดที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านซึ่งเป็นบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นห้องยุทธศาสตร์ จากหน้าต่างฉันเห็นพวกชาวนามารวมตัวกัน
 
ก่อนที่พวกเราจะใช้หมู่บ้านนี้เป็นฐานบัญชาการแนวหลังชั่วคราว กองทัพอัร์คเซียก็ได้บังคับหมู่บ้านนำเสบียงอาหารของพวกเขาเองมาให้เรา เพื่อจัดส่งให้กับแนวหน้าอยู่แล้ว มันเป็นเวลากว่าแปดเดือนนับตั้งแต่ตอนนั้น เหล่าชาวนาทั้งหมดต้องตรากตรำทำเกษตรกรรมภายใต้การเฝ้าจากทหาร และใบหน้าของพวกเขาก็เหี้ยมเกรียมด้วยดวงตาที่ประสมไปด้วยความกลัวและความโกรธ
 
".....พื้นฐานแล้ว นี่ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากทาสเลย"
 
ฉันพูดตามสิ่งที่เห็น ราชอาณาจักรอัร์คเซียไม่ยอมรับระบบทาส แต่ตอนนี้บรรดาเกษตรกรชาวรินดาร์ลที่ไม่อาจรับรองชีวิตของตัวเอง, ไร้อิสรภาพ และพวกเขายังต้องส่งอาหารทั้งหมด นอกเหนือจากการกินประทังชีวิตตัวเองส่งมอบมันให้กับพวกเรา....... ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกว่า ทาส หรือ ข้าแผ่นดิน แต่มีสิ่งใดแตกต่างกันเล่า ?
 
ฉันไม่ได้มีเจตนาจะแสดงความเห็นใจต่อพลเรือนของรินดาร์ล หากแต่เพียงพวกเขาควรได้รับแจ้งให้เข้ารีตต่อนิกายเซียแห่งศาสนจักร ตั้งแต่เริ่มการยึดครอง เพื่อให้พวกเขาได้รับการลี้ภัยไว้ก่อน
 
พวกเขาเป็นเพียงประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของประเทศของตน ตั้งแต่ที่ชีวิตประจำวันของพวกเขาต้องทำงานไม่แตกต่างไปจากข้าทาส ความรู้สึกอันหนักหน่วงก็คงเพิ่มพูนในใจพวกเขา
 
"แต่เดิม สงครามกับเดนเซล อัร์คเซียตั้งใจจะปล่อยตัวเชลยศึกชาวเดนเซลให้กับพลาเน็ตส์ แต่เพราะพลาเน็ตส์ได้ประกาศความเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเรา เราก็ไม่อาจปล่อยตัวเชลยได้จนกว่าสิ้นสุดสงคราม .....จนกว่าสงครามจะยุติ การพูดถึงเรื่องการเยียวยาเหล่าเชลยค่อยเป็นไปได้หน่อย"
 
วีกราฟตอบคำพูดแดกดันของฉันอย่างประชดประชัน พร้อมกับนำและกางแผนที่ออกบนโต๊ะ หลังจากได้พักประเดี๋ยวหนึ่งแล้ว
 
จนกว่าสงครามจะยุติสินะ แหงล่ะ สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือให้สงครามนี่สิ้นสุดโดยเร็วที่สุดอยู่แล้วนี่
 
"ข้าคิดว่ามันน่าจะจบ ๆ ไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างเมื่อสักแปดเดือนก่อน"
 
"แหม่ ๆ ก็ตามคำราชอาณาจักรที่รักยิ่งของพวกเรา การดำรงไว้ซึ่งสันติสุขด้วยเจตคติในการไม่รุกรานผู้อื่นน่ะ เป็นสิ่งสำคัญมากนี่นะ"
 
วีกราฟไม่ได้พยายามซ่อนความขุ่นเคืองของเขาขณะที่พูดเช่นนั้นเลย เขาเริ่มเรียงตัวหมากบนแผนที่ พร้อมกับที่นกพิราบแดงนำรายงานมาถึงพวกเราเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบที่แนวหน้า
 
ฉันละสายตาจากเหล่าชาวนาข้างนอกและกลับมาให้ความสนใจโต๊ะที่อยู่เบื้องหน้าฉัน มันเป็นเวลาของการวางกลยุทธ์แล้ว
 
"— เอาล่ะ ข้ารู้ว่ามันออกจะฉุกละหุกไปสักหน่อย แต่ว่าท่านคงงานชุกเล็กน้อยแล้วล่ะ"
 
คล้ายจะเยาะเย้ยกัน วีกราฟเด็ดดอกไม้สีแดงจากแจกันภายในบ้านออกมา บิด และวางมันบนแผนที่ต่างเครื่องหมาย
 
สถานที่ที่เขาบ่งชี้ให้กับฉัน — คือทางตะวันออกที่ห่างไกลจากแนวเนินเขารอยคลื่นซึ่งเป็นสนามรบแนวหน้าในปัจจุบันออกไป มันคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพเดนเซล เมืองหลวงแห่งราชรัฐเดนเซล กรุงเอลลิส



NEKOPOST.NET