[นิยายแปล] Murasakiiro no Qualia - 紫色のクオリア ตอนที่ 17 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Murasakiiro no Qualia - 紫色のクオリア

Ch.17 - เท็นโจ นานามิ กับ แมวของชโรดิงเจอร์


 

บทที่ 2 : เท็นโจ นานามิ กับ แมวของชโรดิงเจอร์

 

"เออนี่ เคยได้ยินคำว่า 'ควอเลีย' ป่ะ?

...บางครั้งเขาก็ว่ามันเป็น 'ธรรมชาติของความรู้สึก' ง่ายๆก็ แบบว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัวตอนที่เราได้รับรู้อะไรสักอย่าง
ความรู้สึก 'แดง' เวลาเห็นอะไรที่มีสีแดง ความรู้สึกฟ้า ม่วง ฯลฯ หลายๆคนมองสีเดียวกัน เหมือนๆกันแต่ก็อาจจะรู้สึกไม่เหมือนกัน หรือมองสีนั้นแตกต่างกันออกไป นั้นแหละคือ 'ควอเลีย' "

แหงล่ะ แค่เปิดมาก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่แค่ประสาทสัมผัส

เสียง สัมผัส หรือแม้แต่กลิ่น ประสบการณ์เชิงจิตเหล่านี้เกิดจากประสาทสัมผัส และทุกๆประสาทสัมผัสในธรรมชาติจะเชื่อมโยงกับควอเลีย

ยกตัวอย่างเช่น 'ความเจ็บ' 

ความเจ็บก็มีควอเลีย

พอร่างกายได้รับบาดเจ็บ เราจะรู้สึกเจ็บ นั่นคือกลไกป้องกันตัวเอง กลไกอัตโนมัติที่คอยเตือนร่างกายของเราจากภัยอันตราย และนั่นเองทำให้ความเจ็บปวดเองก็มีหลายแบบ

เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของเรารู้สึกร้อนหรือเย็นมากเกินไป รู้สึกปวดหรือชา นั่นแหละคือ ควอเลียของความเจ็บปวด 
และถ้าควอเลียพวกนั้นทำให้คุณรู้สึกเศร้า หรือรำคาญ มันก็จะจัดเป็นควอเลียแบบอื่นๆ ควอเลียนั้นไม่ใช่แค่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นปุบปั๊บทันที
ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกเสียใจจากหนังหรือเรื่องราวที่ได้ฟังมาอาจจะอยู่กับคุณไปทั้งวัน รู้สึกโกรธจนไม่มีสมาธิไม่เป็นอันทำอะไร
นั่นก็นับเป็นควอเลียแบบหนึ่งเช่นกัน

คนที่สอนแนวคิดของสิ่งที่เรียกว่าควอเลียให้กับฉันเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับการมองเห็นของยูคาริ แถมยังเป็นหนึ่งในสองคนที่ได้ประสบกับความสามารถนั่นด้วยตัวเอง
นักเรียนผู้เป็นที่โจษจันจากห้องข้างๆ 'เท็นโจ นานามิ'

นานามิกับยูคาริรู้จักกันมานานแล้ว ถ้าจะเอาตั้งแต่เริ่มก็คงเป็นตั้งแต่สมัยอนุบาลเลยล่ะ

ยูคาริในตอนนั้นไม่เคย 'ยิ้ม' เลย

จริงๆก็ไม่ใช่แค่ยิ้มนะ เพราะเธอไม่เคยแสดงสีหน้าออกมาเลย

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเทาไร อย่าลืมล่ะว่าเธอเห็นทุกคนเป็นหุ่นยนต์

...สงสัยปกติหุ่นยนต์จะยิ้มไมสวยล่ะมั้ง

หรือถึงจะแสดงออกมาได้ ก็คงไม่ดีพอที่มนุษย์จะเข้าถึงได้แน่นอน

พูดง่ายๆก็คือ ยูคาริไม่เคยได้เห็นการแสดงออกทางสีหน้าของมนุษย์จริงๆเลยสักครั้ง 

ตอนที่เธอเล่าว่าเธอไม่แน่ใจว่าฉันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เธอคงจะไม่รู้จริงๆสินะ


เธอไม่รู้ว่าใบหน้าสามารถสื่อถึงอารมณ์ของคนๆหนึ่งได้ ไม่สิ ...เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการแสดงออกทางใบหน้าคืออะไร

 

หมา หรือ แมวล่ะ มีความรู้สึกกับเขารึเปล่า? พวกเขาแสดงอารมณ์ออกมาได้แบบคนหรือเปล่า?

ถ้าคุณเคยมีสัตว์เลี้ยงก็คงจะตอบคำถามนี้ได้ทันที คุณคงจะบอกฉันทันทีเลยว่าพวกเขาเองก็มีความรู้สึก

ยิ่งถ้าคุณเลี้ยงเขามาด้วยความรักความผูกพันด้วยแล้วล่ะก็ ถึงเขาจะไม่ได้แยกเขี้ยวขู่ ไม่ได้ส่ายหางไปมา เพียงแค่มองใบหน้าของพวกเขา คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร


แต่แน่นอนว่าคุณคงไม่มีทางเดาอารมณ์ของหมาหรือแมวที่คุณพึ่งเจอครั้งแรกได้แน่ๆ

เช่นเดียวกัน ยูคาริเองก็ไม่เข้าใจการแสดงออกแบบนั้น

เมื่อได้อยู่กับคนที่เธอคุ้นเคยมานานแล้ว เหมือนกับสัตว์เลี้ยงนั้นแหละ ยูคาริจะสามารถเดาได้ว่าเขาคนนั้นรู้สึกแบบไหน ผ่านการกระทำ น้ำเสียง 
ต่างกับคนที่เธอไม่คุ้นชิน การเดาความรู้สึกแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เธอไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร เขากำลังมีความสุข หรือกำลังเสียใจ 

นั่นคือโลกผ่านตาสีม่วงของเธอ ความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นเองที่ทำให้เธออยากมีเพื่อน ...เพื่อนคนที่เข้าใจเธอ


เพราะงั้น เท็นโจ นานามิ จึงไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนคนแรกของเธอ แต่ยังเป็นคนแรกที่รู้สึกประหลาดใจกับการแสดงออกของยูคาริอีกด้วย

ยูคาริอาจจะไม่ได้แสดงสีหน้า แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเธอไม่มีความรู้สึก

เธอแค่แสดงมันออกมาไม่ได้ก็เท่านั้นเอง

ถึงนานามิจะยังเด็ก แต่เธอก็พยายามสอนยูคาริยิ้ม 
เธอหยิกยูคาริแล้วบอกเธอว่าใบหน้าที่เธอทำอยู่ตอนนี้แหละ คือ 'เศร้า' 
แย่งของเล่นจากยูคาริแล้วบอกเธอว่าแบบนั้นแหละคือใบหน้า 'โกรธ'
ทำให้เธอตกใจ จักจี้เธอ นั่งดูการ์ตูนกับเธอ เดินไปไหนมาไหนกับเธอ ทุกครั้งที่ยูคาริแสดงสีหน้าแบบต่างๆออกมา นานามิก็วาดรูป ไม่ก็ให้เธอส่องกระจกดูใบหน้าตัวเอง
เธอคงจะสอนยูคาริประมาณนี้แหละ

หลังจากถูกฝึกโดยโค้ชนานามิ ไม่นานนักยูคาริก็แสดงสีหน้าได้เหมือนๆกับเพื่อนของเธอ มันเป็นสีหน้าที่จริงใจไม่เสแสร้ง เป็นการแสดงผ่านใบหน้าของเธอที่แม้แต่ฉันยังเผลอจ้องตาไม่กระพริบ

ที่จริงฉันก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไรหรอกนะ แต่ทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นความจริง


นานามิกับยูคาริเป็นเพื่อนรักกัน กระทั่งเหตุการณ์ในวันนั้น...

 

จากวันนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของเธอกับยูคาริก็สิ้นสุดลง การปฏิบัติของเธอต่อยูคาริเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอปฏิเสธทั้งตัวตนและความสามารถนั้นของยูคาริ


...แต่ไม่ว่านานามิจะมองเธอหรือปฏิบัติต่อเธอแบบไหนก็ตาม ยูคาริก็ยังเรียกเธอว่าเพื่อนอยู่เสมอ เธอหวังว่าจะได้คืนดีกับนานามิในสักวัน

นั้นอาจจะเพราะนัยน์ตาของเธอ นัยน์ตาที่ไม่อาจเห็นการแสดงออก แต่กลับมอง 'อารมณ์' ได้อย่างเฉียบขาด ยูคาริได้ใช้ประสบการณ์ที่เธอได้เก็บเกี่ยวมาตลอด
พยายามเข้าใจความรู้สึกต่อต้านในใจของนานามิ พยายามเข้าใจจิตใจที่ซับซ้อนนั้นของเธอ


ไม่ว่านานามิจะเกลียดเธอสักแค่ไหน เธอก็ยังเป็นคนหนึ่งที่สอนยูคาริให้หัวเราะได้ ให้ยิ้มเป็น 
ด้วยเหตุนั้นเองยูคาริจึงไม่เสียใจเลยที่จะเชื่อว่า ตัวเธอเองเป็นเพื่อนกับนานามิตลอดมา

 


 


เท็นโจ นานามิ สอนฉันเกี่ยวกับ 'ควอเลีย'

เธอยังพูดอะไรยากๆให้ฉันฟังอีกหลายอย่าง พี-ซอมบี้ ควอเลียย้อนกลับ ฯลฯ จริงอยู่ว่าตอนนั้นเราทั้งคู่เป็นเพียงเด็กมัธยมต้น 
นานามิอาจจะแค่พูดสิ่งที่ตัวเองเคยเห็นหรือเคยอ่านจากอินเตอร์เน็ต บางคนคงสงสัยสินะว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือเปล่า
ฉันเคยแย้งเธอตอนที่เธออธิบายความหมายของศัพท์เทคนิคคำหนึ่งไม่เหมือนที่เธอเคยพูดเอาไว้ เธอกลับตอบมาว่า 'มันไม่แปลกซะหน่อย ขนาดแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ยังถูกล้มล้างได้เลยรู้เปล่า'
เอาเหอะ ...จริงๆฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ถูกน่ะคืออะไร

แต่ถึงเราจะไม่ค่อยเข้าใจมันดีนัก แต่นานามิก็ยังพยายามศึกษาเกี่ยวกับมัน แถมฉันเองก็ค่อนข้างสนใจอะไรแบบนี้อยู่ซะด้วย
เพราะงั้นถึงพวกเราจะเป็นเด็ก เราก็พูดตามภาษาของพวกเราล่ะนะ


ครั้งหนึ่งนานามิเคยอธิบายเกี่ยวกับ ควอเลีย ให้ฉันฟังว่า...

"เอาง่ายๆนะ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น นั้นแหละควอเลียล่ะ"

"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น?"

"อ่า ก็ลองคิดดูสิ ถึงจะรู้ว่าสีคืออะไร เรามองเห็นมันได้ยังไง ก็ยังไม่เข้าใจจนกว่าได้เห็นของจริงนั่นแหละ

ก็...ยกตัวอย่างนะ ถ้าใครสักคนหนึ่งไม่เคยได้เห็นสีแดงมาก่อนสักครั้งในชีวิต 
เธอจะอธิบายให้เขาฟังได้ไงว่าสีแดงเป็นแบบไหน ถ้าเขาไม่ได้เห็นมันด้วยด้วยตาเขาเอง ...พูดแบบนี้เก็ตไช่ไหม?
เขาจะรู้ได้ไงว่าอะไรคือ 'สีแดง' ถ้าเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน เพราะฉะนั้นเขาถึงต้องได้เห็นมันเองไงล่ะ 
ฉันคิดว่าควอเลียก็คือตอนที่ความรู้สึกตอนที่เขามองแล้วเข้านั้นแหละ
แต่ก็เอาเถอะ ที่จริงฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอกว่าไอ้การได้มองเห็นแล้วเข้าใจเนี่ยที่จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ...หมายถึงเชิงวิทยาศาสตร์อะนะ"

ถึงเราจะไม่ค่อยเข้าใจดีเท่าไร แต่เริ่มพูดทีไรเผลอจริงจังแบบนี้ทุกที นี่ล่ะมั้งที่เขาเรียกติดลม


ครั้งหนึ่งเราเคยพูดถึง 'กลศาสตร์ควอนตัม' กับ 'แมวของชโรดิงเจอร์' ด้วยล่ะ

"ฮาโต้ ...รู้จัก 'ควอนตัม' ไหม?"
"เหมือนอิเล็กตรอนหรือโมเลกุล ...เกี่ยวกับอะไรที่มันเล็กๆล่ะมั้ง"
"ใช่ มนุษย์ ดวงดาว ทุกๆอย่างในเอกภพล้วนแล้วแต่เกิดจากควอนตัม แต่ละควอนตัมเป็นได้ทั้งอนุภาคและคลื่นในเวลาเดียวกัน ...เธอเคยได้ยินไหม?
...เอาง่ายๆ ควอนตัมเป็นวัตถุแต่ก็สามารถมองเป็นพลังงานรูปหนึ่งได้เหมือนกัน และเพราะมันเป็นคลื่นเลยไม่ได้อยู่ในโลกที่รูปธรรม หรือโลกกายภาพจับต้องได้ แต่อยู่ในรูปของความเป็นไปได้ 
ความหนาแน่นของความน่าจะเป็น-"
"...ความหนาแน่นของ ...ความน่าจะเป็น?"
"นั้นแหละ บางอย่างบอกเราได้ว่า ความน่าจะเป็นที่ควอนตัมจะอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้สถานะของมันนะ แต่จริงๆแล้วคือ สถานะของมันยังไม่ถูกกำหนดเลยต่างหากล่ะ
แต่พอใครสักคนลองตรวจสอบดูว่ามันอยู่ในสถานะไหน ตอนนั้นเอง สถานะของมันจะถูกกำหนดขึ้นมาทันที
เพราะงั้นจนกว่าจะได้วัดค่าของมัน เราก็คิดได้แค่ว่ามันอยู่ในรูปของความน่าจะเป็นเท่านั้น

...ฟังดูแปลกใช่ไหมล่ะ แต่นี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ นี่แหละคือความเป็นจริงสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ...จนกว่าจะสังเกตควอนตัม เราจะไม่รู้สถานะของมัน
ทุกๆอย่างที่เธอเห็นอยู่ตอนนี้เองก็เกิดจากควอนตัมเหมือนกัน"

".....อืมมม"

ยิ่งฟังยิ่งมึน เกิดมาพึ่งจะได้ยินอะแบบนี้ครั้งแรกเลยแฮะ ฉันเออๆออๆไปเพราะไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปดี ถึงจะเห็นท่าทางแบบนี้ของฉันแล้วแต่นานามิก็ยังร่ายต่ออย่างไม่ท้อ

"อืม แล้วเธอเคยได้ยินเกี่ยวกับการทดลองทางความคิด 'แมวของชโรดิงเจอร์' รึเปล่าล่ะ"
"...อืมม รู้สึกเหมือนเคยได้ยิน ...ไม่รู้สิ อาจจะไม่เคยก็ได้มั้ง"
"ก็ ประมาณว่า  
มีกล่องใบหนึ่งกับสวิทช์อันหนึ่ง ถ้าใครบางคนหนึ่งเดินมากดสวิทช์ แก๊ซพิษจะถูกปล่อยเข้าสู่กล่อง-
อ๋อแล้วก็ เราใส่แมวตัวหนึ่งไว้ข้างในกล่องด้วย คำถาม เธอคิดว่าแมวจะตายหรือรอด"

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะสื่ออะไร ก็เลยตอบไปแบบงงๆ
"อืมม ...ตอนแรก แมวก็ไม่เป็นไร ...แต่พอมีคนกดสวิทช์ อืม...แมวก็น่าจะตายล่ะมั้ง"

"ใช่ มันเป็นคอมมอนเซ้นส์ พูดไปใครๆก็เชื่อ ...แต่ก็นะ ลองฟังต่อก่อนสิ
สำหรับการทดลองทางความคิดนี้ สิ่งที่จะกดสวิทช์นั้นไม่ไช่ 'คน' แต่เป็นระบบของควอนตัม 

...สมมุติว่าเรามีเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สามารถตรวจวัดสถานะของควอนตัมได้ หากควอนตัมเป็นสถานะหนึ่งสวิทช์นั้นจะถูกกด แต่หากเป็นสถานะตรงกันข้ามสวิทช์จะไม่ถูกกด

แต่ฉันบอกไปแล้วนิ ว่าควอนตัมอยู่ในรูปของความเป็นไปได้ แล้วก็ ...เราจะบอกสถานะของมันไม่ได้จนกว่าเราจะสังเกตมันใช่ไหมล่ะ

นั้นหมายความว่า การถูกกด-ไม่กดของสวิทช์ถูกคุมโดยสถานะของควอนตัม ซึ่งสถานะของมันจะเพียงแค่เป็นไปได้จนกว่าเราจะสังเกต จนกว่าเราจะเปิดดูข้างในกล่อง
ตัวสวิทช์จะทำงานตามสถานะของควอนตัมเพราะงั้นมันจะต้องถูกกดและไม่กดในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าทั้งสองอย่างจะมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกับสถานะของควอนตัม
ลองนึกถึงแมวในกล่องดู
แมวจะตายถ้าสวิทช์ถูกกด และในทางกลับกัน หากสวิทช์ไม่ถูกกดแมวก็จะรอด จึงสรุปได้ว่าแมวตัวนั้นทั้งตายและไม่ตายพร้อมๆกัน เช่นเดียวกับสถานะของควอนตัม
...เออ เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหมเนี่ย?"

"...อืมมมมม"

"อ่า...งั้นเดี๋ยวฉันสรุปให้ล่ะกันว่าการทดลองนี้จะบอกอะไร 

...คุณสมบัติแปลกๆของควอนตัม 
บางคนอาจจะคิดว่าสมบัติของมันใช้ได้แค่กับของเล็กๆเช่น อิเล็กตรอน และใช้ไม่ได้กับอะไรก็ตามที่ใหญ่กว่านั้น ใช่ไม่ได้กับโลกมหภาคที่เรามองเห็น

ที่ฉันจะพูดก็คือ การคิดแบบนั้นมันผิดถนัดเลยไม่ใช่เหรอ ควอนตัมเชื่อมโยงกับสวิทช์ สวิทช์กำหนดความเป็นความตายของแมว 
มันคงแปลกๆถ้าอยู่ดีๆจะมาพูดว่าอะไรที่เกิดขึ้นในหน่วยย่อยๆไม่สามารถเอามาใช้กับสิ่งที่เราจับได้สัมผัสได้ แต่กลับอธิบายไม่ได้
และถ้าควอนตัมของเราแสดงสมบัติแบบนี้จนกว่าเราจะถูกสังเกตบ้างล่ะ ถ้างั้นเราคงจะเป็นสถานะซ้อนทั้บระหว่างเป็นกับตายซึ่งอยู่ในรูปของความเป็นไปได้ เหมือนกับควอนตัม?
นั้นแหละคือสิ่งที่การทดลองนี้อยากจะบอกเรา"

ฉันฟังมาเรื่อยๆ แต่ก็อดปะหลาดใจกับวรรคท้ายๆไม่ได้จริงๆ

"...เอ๋... เดี๋ยวๆๆ ก็ดูเราตอนนี้สิ เราก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้แถมยังมีชีวิตอยู่ด้วยไม่ใช่หรอ? ไม่ใช่ความน่าจะเป็น ...แต่จับต้องได้ และถึงจะไม่มีใครมองเราก็ไม่ใช่ว่าเราจะหายไปไหนสักหน่อยนิ-"
"แน่ใจเหรอ?"

".....เออ...ก็ มัน..."

"ก็นะ ตัวชโรดิงเจอร์เองก็ใช้การทดลองทางความคิดนี้พูดมาประมาณนี้แหละ 
เขาอยากจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่แมวตัวนั้นจะทั้งเป็นและตายในเวลาเดียวกัน เพราะงั้นควอนตัมจึงไม่มีทางเป็นแบบที่เราเข้าใจอยู่แน่นอน

แต่กลับมีนักวิทยาศาสตร์จากโคเปนเฮเกนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับเขา [TL : เมืองโคเปนเฮเกน]

พวกเขาคิดว่าการมองสถานะในรูปของความเป็นไปได้นั่นถูกต้องแล้ว เหตุผลที่ว่าทำไมไม่มีใครเคยเห็นแมวที่ทั้งเป็นและตายเลยก็เพราะว่ามันเป็นแค่การทดลองขึ้นมาในหัวเท่านั้น
ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าเรากำจัดปัจจัยรบกวนที่ไม่จำเป็นออกได้หมด เราจะสามารถสร้างการทดลองแมวของชโรดิงเจอร์ -และแมวตัวนั้นจะกึ่งเป็นกึ่งตายได้จริงๆ
ปัจจุบันการตีความแบบนี้ได้รับการยอมรับค่อนข้างมาก บางคนเล่าว่าเขาออกจากวงการณ์ฟิสิกในช่วงบั้นปลายชีวิตก็เพราะแบบนี้แหละ แต่มันก็แค่ข่าวลือที่เขาพูดกันล่ะนะ
แต่มันจะไม่มีอะไรจริงๆน่ะเหรอ เขาเป็นคนเขียนสมการชโรดิงเจอร์ขึ้นมาเอง แต่กลับไม่ยอมรับในทฤษฎีของตัวเองซะงั้น-"

ฉันเผลอขัดเธอขึ้นมาด้วยความสงสัย

"เดี๋ยวๆ เธอจะพูดว่าแม้แต่ตัวเราเองก็เป็นความน่าจะเป็นงั้นเหรอ? ถ้าเราไม่ถูกตัวแปรอื่นอะไรนั้นมารบกวนแล้วตัวเราจะหายไป 
พอพวกเราไม่ถูกใครมองแล้วจู่ๆเราจะหายไปหรือกลายเป็นอย่างอื่นแทนจริงๆ เหรอ?"

เธอยักไหล่

"...ใครจะไปรู้ล่ะ"

"...หะ?"

"ก็ไม่มีใครเข้าใจมันจริงๆสักหน่อยนิ ที่เราพอจะรู้มันก็แค่ระบบควอนตัมนั้นแสดงออกในทางของความน่าจะเป็น แต่ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าทำไม มันเป็นแบบนั้นได้ไง
หรือทำไมถึงใช้อธิบายได้แค่ระดับจุลภาค คำถามพวกนี้ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบหรอกนะ

เรายังไม่เข้าใจเลยว่าอะไรหมายถึงการ 'สังเกต' สำหรับระบบของควอนตัม

อะไรหมายถึงที่เราบอกว่า การสังเกตทำให้มันก้าวไปสู่สถานะใดสถานะหนึ่ง
เออ ...ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นนั่นแหละ

ลองดูแมวของชโรดิงเจอร์สิ ตอนไหนกันแน่ที่แมวจะถูกตัดสินว่า 'เป็น' หรือ 'ตาย'

ใช่ตอนที่ใครคนนั้นแง้มฝากล่องดูรึเปล่า? ตอนที่ภาพในกล่องเคลื่อนที่ผ่านเส้นประสาทจากดวงตาเข้าสู่ระบบประสาท? หรือแค่กล่องเปิดก็ใช่ได้แล้ว?
หรืออาจจะตอนที่แมวในกล่องเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

แล้วเธอลองคิดแบบนี้ดูสิ

ถ้าคนที่เปิดกล่องคนนั้นยังถูกครอบไว้โดยกล่องอีกใบที่ใหญ่กว่าล่ะ? ถ้าเกิดว่าจริงๆแล้วยังมีคนอีกคนที่จ้องมองคนที่กำลังจะเปิดกล่องอยู่
แล้วถ้าแม้แต่คนๆนั้นเองก็ยังอยู่ในกล่องอีกใบ แล้วนอกกล่องสามชั้นนั้นก็ยังมีคนที่นั่งมองกล่องซ้อนกล่อง แล้วแบบนั้นเมื่อไรชีวิตของแมวจะถูกตัดสินสักทีล่ะ?

เมื่อไรเราจะบอกได้ว่าแมวตัวนั้นเป็นหรือตาย เราต้องรอให้คนที่อยู่นอกสุดเปิดกล่องของเขาก่อนยังงั้นเหรอ?
เราสามารถพิสูจน์สมบัติข้อนี้ได้ -เราพิสูจน์ได้ว่าอนุภาคเองก็เป็นคลื่นได้เช่นเดียวกัน 
จะโมเลกุลของสารที่เกิดจากหลายๆอนุภาค หรือจะกับอะไรที่ใหญ่กว่านิดหน่อยอย่างไวรัส ยังสามารถแสดงคุณบัติแบบเดียวกันได้

แล้วทำไมพอเปลี่ยนเป็นอะไรที่ใหญ่กว่ามากๆมันถึงไม่เป็นแบบนั้นตลอด ทำไมถึงพิสูจน์ไม่ได้ผลแบบนั้นแล้วล่ะ
ถ้าการสังเกตทำให้มันกลายเป็นสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา ทำให้ฟังก์ชันคลื่นถูกยุบลง ณ ตอนนั้นเวลานั้นได้จริงๆ ...ถ้างั้นเมื่อไร ถ้ารู้ว่าเมื่อไร ...แล้วมันเป็นงั้นได้ยังไง
มีการตีความแตกต่างกันออกไปหลายแบบ แต่จริงๆแล้วก็คือเรายังไม่เข้าใจมันดีพอ
บางคนที่เชื่อว่ามนุษย์ชาติไม่มีทางคนพบคำตอบนั้นได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ของเราจะพัฒนาไปไกลสักแค่ไหนมันก็ไม่มีทางออกมา

ใช่ ครั้งนานมาแล้วนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าตราบเท่าที่เรายังไม่หยุดพัฒนา สักวันเราต้องเข้าใจมันแน่นอน

...แต่นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่กลับเริ่มหักล้างแนวคิดนั่นซะแล้ว

เพราะความเข้าใจของเราต่อความเป็นจริงของสรรพสิ่งมันมีขีดจำกัด การเปลี่ยนแปลงเล็กๆอาจส่งผลให้เกิดอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้
เพราะงั้นเขาถึงเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้วิทยาศาสตร์ในยุคนี้มาอธิบายอะไรที่มันเกินความรู้ความเข้าใจของพวกเราไงล่ะ"

นานามิยังพูดต่อ

"ก็พูดมาได้สักพักใหญ่ๆแล้วนะ ฉันแค่อยากจะบอกเธอว่าบางทีโลกนี้มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้
 
...บางคนมองว่าสถานะของควอนตัมไม่ใช่ความน่าจะเป็น 
พวกเขาเชื่อว่ามันไม่ได้ถูกบีบให้แสดงสถานะใดสถานะหนึ่งเพียงเพราะว่าถูกสังเกต แต่เพราะว่ามันอยู่ในเอกภพ และเอกภพนี้เกียวพันอยู่กับเอกภพอีกนับไม่ถ้วน มีหลายเอกภพที่พวกมันมีสถานะเหมือนกันและต่างกัน
ที่เราตีว่ามันเป็นความน่าจะเป็นก็เพราะว่าโลกคู่ขนานแต่ละใบเชื่อมโยงกันอยู่ในระดับจุลภาคได้ยังไงล่ะ"

".....โลกคู่ขนาน"

"ใช่แล้วล่ะ 'โลกคู่ขนาน' อาจจะแตกต่างหรือคล้ายกับโลกที่เธออยู่ตอนนี้ก็ได้
ควอนตัมนั้นเชื่อมโยงกับตัวมันเองในโลกใบอื่น และเพราะเราเข้าใจว่าสถานะของตัวมันที่เชื่อมโยงกันอยู่นั้นคือความเป็นไปได้ เลยกลายเป็นดูเหมือนว่าสิ่งๆนั้นถูกตัดสินเพื่อไปเป็นสถานะใดสถานะหนึ่งทันทีที่พวกมัน เสียความสามารถในการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน-การสังเกต 

ลองนึกถึงแมวสิ  
...แปลว่าแรกเริ่มเดิมทีแล้วแมวในกล่องใบนั้นจะต้องตายหรือไม่ตาย เป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
แต่ยังมีโลกอีกอนันต์ที่แมวรอด และโลกอีกอนันต์ที่แมวตาย ทุกโลกนั้นจะต้องมีแมวตัวเดียวกันอยู่ จึงตีเอาว่าแมวแต่ละตัวนั้นเชื่อมโยงกันอยู่ ซึ่งทุกตัวจะรับรู้เพียงแค่โลกที่มันอยู่เท่านั้น

นี่แหละโลกคู่ขนาน ฟังแล้วเป็นไง?

เราเรียกแนวคิดการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นว่า 'การตีความแบบโคเปนเฮเกน' ส่วนแบบที่มองว่าเอกภพทั้งสองนั้นแยกจากกันโดยสมบูรณ์นั้นเรียกว่า 'การตีความแบบโลกคู่ขนาน'
การตีความแบบโลกคู่ขนานเองก็กลายมาเป็นพื้นฐานของแนวคิดเกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ในตอนหลังด้วยล่ะ
เรายังยืนยันไม่ได้ว่าการตีความแบบไหนกันแน่ที่ถูกต้อง แต่ฉันว่าแนวคิดทั้งสองแบบนี้ก็ดูเป็นไปได้ทั้งคู่ล่ะนะ

...มันอาจจะฟังดูเหมือนเรื่องแต่งนะ แต่ว่านี่แหละคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนี้กำลังพยายามพิสูจน์หาคำตอบกันอยู่จริงๆ"

สำหรับบางคนที่อยากจะหัวเราะเพราะเราเป็นเด็กมัธยมแล้วดันคุยกันถึงเรื่องที่ยากจนไม่เข้าใจ ก็ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจเราดีสักเท่าไร 
ว่าตอนที่ใกล้ตายแล้วถูกรักษาจนหายเป็นปลิดทิ้งด้วยชิ้นส่วนของเครื่องเล่น หรือการถูดต่อแขนด้วยโทรศัพท์เครื่องหนึ่งน่ะ มันรู้สึกยังไง

พอได้ลองมองมุมนี้บ้างแล้ว ในใจลึกๆ ...ฉันเองก็เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของนานามิขึ้นมาบ้างแล้ว

"...เอาเถอะ มันอาจจะฟังดูพิลึกหน่อยนะ แต่เธอลองคิดว่าตาของมาริเองก็เป็นอะไรแบบนี้ดูสิ เออ...พวกเราดูเหมือนหุ่นยนต์สำหรับเธอใช่ไหมล่ะ? 
ถ้าเรามองแบบโคเปนเฮเกน งั้นเราก็สรุปได้ว่าตาของเธอเป็นตัวยุบฟังก์ชันคลื่นซึ่งนิยามสถานะของพวกเราของพวกเรา และนั่นทำให้เธอเห็นเราเป็นหุ่นยนต์
แต่ถ้ามองอีกแบบ ...ก็คงประมาณว่าตาของเธอแค่มองเห็นเราในโลกอื่น โลกที่พวกเราเป็นหุ่นยนต์- อืมม หรือไม่ก็...

ไม่ก็ 'ควาเลีย' ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราเห็น แต่ตัวมันเองนั่นแหละที่กำหนดว่าเราจะเห็นอะไร..."

"...เออ แบบนั้นก็ได้เหรอ?"

"เออๆฉันรู้น่า ฉันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์สักหน่อย ...แล้วก็ ถึงจะคิดแบบนั้น มันก็ไม่ได้เวอร์ไปสักหน่อย ใช่ไหมล่ะ?   
...พอมาริมองสิ่งของ เช่น ร่างกายของเรา การมองของเธอส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งๆนั้นในระดับมูลฐาน หรือแยกออกไปเป็นโลกคู่ขนานด้วยสถานะที่แตกต่างกัน
เธอเพียงแค่เห็นสถานะสถานะในปัจจุบันของมันก็เท่านั้นเอง

เราเองก็อาจจะไม่มีวันรู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วมันเกิดขึ้นแบบไหน เพราะเราไม่มีทางเห็นอะไรนอกเหนือจากนั้นได้ไงล่ะ  
ตัวอย่างก็เช่น อืม... ไม่ว่าร่างกายของเราจะถูกสร้างขึ้นมาด้วยอะไร
แต่สุดท้ายควอเลียทำให้ฉันเห็นมันเป็นเนื้อกับกระดูก ร่างกายของฉันก็จะกลายเป็นเนื้อกับกระดูก แขนซ้ายของเธอก็เหมือนกัน มันไม่ใช่โทรศัพท์ก็เพราะเธอมองมันเป็นแขนไง

ก็นะ ถ้าเราคิดว่ามันแบบนั้นจริง พลังนั่นของมาริคงเป็นอะไรที่ธรรมดามากเลยสินะ เราอาจจะไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง 
แต่ความจริงแล้วมันเป็นแค่เรื่องธรรมดา เหมือนปรากฎการณ์ธรรมชาติหรืออะไรแบบนั้นล่ะมั้ง"


ในอดีต เท็นโจ นานามิ ได้เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ร้ายแรงมากพอที่จะคร่าชีวิตเธอ และถูกช่วยชีวิตใว้โดยยูคาริ

การที่ยูคาริช่วยเธอได้นั้น ยูคาริ 'ซ่อม' ร่างกายของเธอด้วยชิ้นส่วนโลหะจากเครื่องเล่น

ในตอนนั้นนานามิยังเป็นเด็ก ไม่น่าแปลกใจถ้าเธอจะกลัวยูคาริ จนสุดท้ายกลายมาเป็นเกลียดเธอ

ปกติแล้วนานามิเป็นพวกเข้ากับใครไม่ค่อยได้ เพราะงั้นตอนที่ยูคาริอยู่กับเรา พวกเราเลยต้องแกล้งทำเป็นไม่ถูกกัน คอยกัดกันทุกวัน แต่พอเราได้อยู่กันสองต่อสองเราก็พูดกันปกติ เหมือนที่เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวคุยกัน

สายลมเย็นพัดผ่านท้องฟ้าสีครามโล่งสดใส เหมือนว่านานามิตอนนี้จะลืมเรื่องในคราวนั้นไปซะแล้ว เธอเล่านั่นเล่านี่ให้ฉันฟังราวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

อ่า... ก็เช่น เธอเคยเล่าให้ฟังว่าเธอสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย

เจ้าตัวฝันว่าเห็นตัวเองในกระจก ทว่าตัวเธอในกระจกนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่กลับเป็นเศษเหล็ก 


ที่จริงแล้วลึกๆนานามิเองก็ยังรักยูคาริเป็นเพื่อนสนิทเหมือนกับเมื่อครั้งสมัยก่อน

เธอมั่นใจว่าที่ยูคาริทำไปก็เพื่อช่วยชีวิตเธอ

แต่สำหรับเธอตอนนี้แล้ว การคืนดีกับยูคาริก็ไม่ต่างจากการยอมรับ ...ยอมรับว่าร่างกายของเธอเกือบครึ่งนั้นนั้นไม่ใช่ร่างกายของคน เธอรู้ดีว่าหากไร้ซึ่งยูคาริ ไร้ซึ่งชิ้นส่วนในตอนนั้น
เธอคงไม่ได้มีลมหายใจมาถึงตราบนี้ 
แต่ถ้าเธอยอมรับล่ะ เธอยังจะกล้าที่จะเชื่อว่าตัวเองเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า? เหมือนกับก่อนหน้านี้?

ทั้งเธอและยูคาริต่างก็กำลังเจอกับความรู้สึกแบบนี้ และนานามิกำลังยึดติดกับความเป็นจริง

เธอพยายามค้นคว้ารายละเอียด แม้บางอย่างดูเหมือนแทบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม ตัวอย่างเช่น 'ควอเลีย' หรือ 'กลศาสตร์ควอนตัม' เธอพยายามทำความเข้าใจกับมันให้มากที่สุดเท่าที่เด็กมัธยมต้นจะทำได้ เพื่อที่เธอจะยอมรับมันได้สักที

ฉันไม่ได้คิดไปเองนะ แต่ฉันคิดว่าบทบาทของฉันสำคัญกับนานามิคนนี้มากเลยล่ะ

หลังจากวันนั้น ที่ฉันถูกยัยฆาตรกรกรนั่นพาไปตัดแขน ...นึกถึงทีไรรู้สึกคลื่นไส้ทุกทีเลยแฮะ

ยูคาริเป็นคนซ่อมแซมแขนข้างที่โดนตัดให้ฉัน ต่างไปนิดหน่อยตรงที่ในคราวนี้เธอไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนจากเครื่องเล่น
เธอทำเหมือนครั้งของนานามิ ชิ้นส่วนสำคัญนั้นถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์เครื่องนั้นของฉันแทน
หลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายแบบนานามิแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนว่าเราได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว
เป็นมนุษย์เพียงสองคนบนโลกที่มีชิ้นส่วน 'แปลกปลอม' อยู่ในร่างกาย เป็นสองคนที่เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันระหว่างเราดี

สายสัมพันธ์ระหว่างฉันกับนานามิเริ่มขึ้นโดยมียูคาริเป็นสะพานเชื่อมก็จริง ในทางกลับกัน ฉันคนนี้เองแหละที่ค่อยๆดึงทั้งคู่ให้กลับมาดีกันเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง

พอนานามิได้เห็นฉันในตอนนี้ เธอก็ค่อยๆทำใจยอมรับมันได้ทีละนิด

ขอเวลาให้เธอสักหน่อย ฉันเชื่อว่าในไม่ช้า นานามิจะก้าวผ่านเรื่องราวทั้งหมดไปได้ในที่สุด

เธอจะกลับมาเป็นเพื่อนสนิทของยูคาริอีกครั้ง และคราวนี้พวกเธอจะสนิทกันมากกว่าที่เคยซะอีก 

 

 

 

.....เพียงแค่.....

 

 


...ถ้ายูคาริไม่ย้ายออกไปซะก่อน


ทันที่ที่ปีการศึกษานั้นสิ้นสุดลง ยูคาริออกเดินทางไปต่างประเทศ พอเธอไม่อยู่ฉันก็เริ่มค่อยๆตีตัวออกห่างนานามิ พวกเราคุยกันน้อยลงเรื่อยๆ

ในปีถัดมาฉันกับนานามิถูกจัดอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ฉันกลับรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่สิ บางที...นานามิเองก็คงจะกำลังรู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันรู้สึกอยู่ตอนนี้ก็ได้มั้ง เราพยายามเลี่ยงที่จะเจอหน้ากัน ท้ายที่สุดเราก็ทำเป็นคนไม่เคยรู้จักกันก่อน


นั่นแหละ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับนานามิสิ้นสุดลงทันทีที่ยูคาริย้ายออกไป


ที่จริงแล้ว 'ครั้งหนึ่ง' ฉันได้พบกับเธออีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่น

มันผ่านมาราวๆสิบเอ็ดปีได้ ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบห้า ในโลกนั้นนานามิกลายมาเป็นดาราดัง ส่วนฉันเป็นแค่นักเขียนอิสระ 
ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยจริงๆว่าสุดท้ายเราจะได้มาพบกันอีกครั้ง แต่เธอก็เข้าร่วมงานในครั้งนี้พร้อมกับต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น

 

'นี่ ...เธอยังจำฉันได้อยู่รึเปล่า?'

สาวสวยคนนั้นเดินเข้ามาถามฉัน


ฉันปลีกตัวออกจากงานตั้งแต่หัวค่ำพร้อมกับชวนเธอไปที่บ้านของฉันด้วย

'นานามิ' เขียนด้วยคันจิคนละแบบกับชื่อจริงของเธอ
ถึงเธอจะพูดว่าตอนเช้ามีคิวถ่ายแต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจมาค้างคืนที่บ้านฉัน

ฉันเคยนอนค้างคืนกับยูคาริมาหลายครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยล่ะที่ได้ค้างคืนกับนานามิ

ฉันปิดไฟ พวกเราล้มตัวนอนลงข้างๆกัน ก่อนที่ฉันจะเริ่มพูดก่อน

พวกเราไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว เพราะงั้นเราก็เลยเริ่มจากถามสารทุกข์สุกดิบเรื่องทั่วๆไปก่อน หัวข้อสนธนาค่อยๆย้อนกลับไปจนตอนมัธยมปลาย

"...เออนี่เท็นโจ ไมใช่ว่าตอนปีสามเธอเดทกับคาโซคุหรอกเหรอ?"

"อุ ...แม้แต่เธอก็รู้เหรอเนี่ย? ฉันว่าฉันก็ปิดดีแล้วนี่น่า"

"แหม ก็เธอเล่นหวานกันซะขนาดนั้น...อ๊ะ แล้วมานี่ดีแล้วเหรอ? เออคือ...เธออยากไปเจอเขารึเปล่า? เห็นเขาก็มาในงานด้วยนิ"

เอาเถอะเพราะฉันเองก็ออกเดทกับหมอนั่นช่วงนั้นอยู่เหมือนกัน อ๋อ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่พวกเจ้าชู้หรอกนะ เพราะความสัมพันธ์ของเราเป็นแบบหนึ่ง-หนึ่งล่ะ

".....เออ มันก็...อ่า..."

เสียงของเธอฟังดูเขินๆ

 

"อ่าๆ ถือซะว่าไม่ได้พูดล่ะกัน" 

ฉันพูดตัดบทขึ้นมา

ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง เพราะงั้นฉันถึงเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา


"นี่เท็นโจ จำมาริซังได้รึเปล่า?"

เธอทำเสียงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะร้อง 'อ้าา' แล้วพยักหน้า

"ใช่ๆฉันจำเธอได้นะ! มาริ ยูคาริ ตอนม.ต้นใช่ไหมล่ะ แหม...ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะก็เจ้าตัวชอบทำอะไรแปลกๆอยู่เรื่อยเลยนี่น่า อืมม ฉันว่าเด็กแบบนั้นก็น่ารักดีนะ..."

เธอพูดมันออกมาโดยไม่ได้รู้สึกอะไร ตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้

นานามิคงลืมเกี่ยวกับยูคาริ ...เด็กสาวที่ฉันเรียกว่ามาริไปหมดแล้ว

ราวกับว่าทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะแค่เพียงความเหินห่าง เธออาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ ...อดีตของเธอคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เรื่องราวในครั้งนั้น เธอเลือกที่จะลืมสินะ

สมองมนุษย์นั้นสามารถปรับเปลี่ยนประสปการณ์ที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำได้ ซึ่งส่วนมากจะเปลี่ยนรายละเอียดให้ง่ายต่อการเอาออกมาใช้ 
แต่บางครั้งก็เพื่อปกป้องตัวเอง

นานามิกำลัง 'สังเกต' อดีตของเธอใหม่อีกครั้งสินะ

เธอได้สร้างโลกในอดีตของเธอขึ้นมาใหม่ โลกที่เธอรับได้ โลกที่เธอจะไม่ต้องนึกถึงมันอีก

เรื่องราวทั้งหมด ตาของยูคาริ อุบัติเหตที่เธอเล่าให้ฉันฟัง บางเรื่องที่เราได้คุยกัน กลับกลายเป็นเรื่องตลก นำแสดงโดยเด็กสาวแปลกๆคนหนึ่ง ...มันไม่ใช่ความจริง


ฉันชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรอกนะ

เพราะฉันตอนนี้ไม่มีสิทธิ์มาโกรธเธอด้วยซ้ำ

ถ้าถามว่าแล้วใครกันล่ะที่ปล่อยเธอไป ใครกันล่ะที่รอจนเธอยอมแพ้  ใครกันแน่ที่ที่ทำให้เธอหันหลังวิ่งหนีไป
คนๆนั้นก็คงเป็น 'ฉัน' เองนั่นแหละ

นานามิยังคงพูดอยู่

"อืมม จะว่าไปแล้ว เด็กคนนั้น ...วันนี้ไม่ได้มานี่น่า อ๋อ เธอย้ายออกไปก่อนขึ้นปีสามพร้อมพวกเรานี่น่า ใช่มะ? ป่านนี้เป็นไงบ้างน่า..."

".....ก็ ...ไม่รู้สิ"

"พูดถึงก็นึกขึ้นได้ ตอนปีสามเราก็อยู่ห้องเดียวกันนี่น่า แล้ว...จะว่าไปมันก็แปลกๆเนอะ ตอนนั้นเราแทบไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นหน้าเห็นตากันเลยใช่ไหมล่ะ คุยก็ไม่ได้คุยด้วย
แต่ดูฉันกับเธอตอนนี้สิ"

".....อ่า นั้นสินะ"

 

ไม่ ...มันเป็นแบบนั้นจริงๆ


ในตอนนั้นฉันเชื่อแล้วว่าพวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันได้

...ถ้าแค่ตอนนั้นยูคาริไม่ย้ายออกไปซะก่อน


...ถ้าแค่ยูคาริคนนั้นยังมีชีวิตอยู่


...ฉันโกรธเพราะแค่เธอลืมยูคาริไม่ลงหรอก

ฉันไม่ได้รู้สึกเสียใจหรืออิจฉา... ที่จริงแล้วฉันออกจะโล่งอกด้วยซ้ำ เพราะว่าแบบนี้อาจจะดีที่สุดแล้วก็ได้... ใช่ แบบนี้เธออาจจะมีความสุขกว่าก็ได้...

 

ในวันถัดมาเธอออกจากบ้านฉันตั้งแต่เช้าตรู่

ในตอนนั้นเอง เธอทำท่ากระอึกกระอักก่อนจะค่อยๆหันมาพูดกับฉัน


".....นี่ ฮาโต้ คือ ...จะเป็นอะไรไหมถ้าเดี๋ยวฉันจะโทรมาหาเป็นช่วงๆน่ะ? คือเราจะได้คุยกัน ...แบบวันนี้-"

"ได้สิ แหมเธอนี่ล่ะก็"

"จริงเหรอ อ่า...ค่อยยังชัว ที่จริงแล้วฉันไม่มีใครสนิทพอจะคุยด้วยได้แบบนี้น่ะ..."

นานามิกำลังเปิดใจงั้นเหรอ? ฉันไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นด้านลึกๆของเธอเอาป่านนี้ เชื่อสิ...เธอตอนสมัยมัธยมไม่มีทางพูดอะไรแบบนี้กับฉันแน่นอน

ฉันได้แค่ยืนยิ้มตอบกลับไปนิ่งๆ ก่อนจะพูดกลับไปบ้าง

"ฮุๆ ดาวเด่นแบบเธอมาพูดอะไรแบบนี้กับนักเขียนไส้แห้งอย่างฉันเนี่ย อยากโทรก็โทรมาได้เลย ฉันว่างตลอดนั่นแหละ ...ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?"


ใช่แล้ว พวกเราเป็นเพื่อนกัน... เพื่อนที่เจอกันเพราะยูคารินั่นแหละ


...นานามิ โทรมาหาฉันได้ทุกเมื่อเลย

แต่ขอให้วางใจเถอะ ฉันคนนี้จะไม่มีทางและจะไม่มีวันลืมยูคาริเป็นอันขาด

 

เพราะงั้น...

 

 

 

 

โลกแบบนี้น่ะฉันไม่ต้องการ

 

 


 

 

สงสัยพวกเราจะข้ามไกลไปหน่อย

ขอฉันเรียบเรียงใหม่สักแปบ ไม่งั้นเดี๋ยวเราเข้าใจไม่ตรงกันน่ะ


หนึ่งปีผ่านพ้นไปแล้วหลังจากที่ฉันได้รู้จักเด็กสาวคนนั้น ในช่วงกลางฤดูร้อนตอนปีสองฉันถูกลักพาตัวและทำร้ายโดยฆาตกรโรคจิต
และได้ถูกช่วย(ซ่อม)ไว้โดยยูคาริ 

หลังจากเหตการณ์ในครั้งนั้น ฉันได้ใช้ความเป็นอเนกประสงค์ที่ยูคาริมักจะพูดถึงตัวฉันอยู่บ่อยๆ เพื่อให้สามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
ฉันยังรู้สึกอีกด้วยว่าหลังจากนั้นฉันค่อยๆใกล้ชิดกับยูคาริมากขึ้นที่ละนิด นานามิเองก็ด้วย แต่ในวันเปิดเทอมหลังจากหยุดยาวนั้นเอง
วันแรกของการเรียนการสอน

นักเรียนแลกเปลี่ยนได้ย้ายเข้ามา

เธอมีผลสีบรอนด์ดวงตาเหลืองอำพัน และเรือนร่างเล็กๆที่ดูราวกับว่าหลุดออกมาจากนิยาย
ชื่อของเธอคือ 'อลิส ฟอยล์'

และเธอรู้เกี่ยวกับความสามารถนั้นของยูคาริ


 

อ๊ะ ...ฉันพึงจะนึกขึ้นได้
ที่จริงแล้วนานามิยังเป็นคนที่สอนฉันเกี่ยวกับสมบัติแปลกๆของแสงด้วยล่ะ

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นแมวดุ้นล่ะ?

 

 

ขออภัยที่หายไปนานนะครับ

อะ...เผื่อใครอยากอ่านเพิ่ม //ฮา

 

ชื่อเรื่อง

http://www.indepencil.com/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2/

https://en.wikipedia.org/wiki/Qualia

 

ทวิภาคของคลื่นและอนุภาค

http://www.vcharkarn.com/lesson/1381

https://en.wikipedia.org/wiki/Double-slit_experiment

 

กลศาสตร์ควอนตัม + การตีความ

https://en.wikipedia.org/wiki/Quantum_mechanics

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Copenhagen_interpretation

https://en.wikipedia.org/wiki/Many-worlds_interpretation

 

เมี๊ยว...

http://amara.org/sr/videos/xMRZNlZhGArK/th/812608/

http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=771&Itemid=4

https://en.wikipedia.org/wiki/Schr%C3%B6dinger%27s_cat

 

 




NEKOPOST.NET