[นิยายแปล] Murasakiiro no Qualia - 紫色のクオリア ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Murasakiiro no Qualia - 紫色のクオリア

Ch.10 - มาริ...เธอเห็นอะไรน่ะ?


 

บทที่ 9 : มาริ...เธอเห็นอะไรน่ะ?

 

       "อืมม คือว่านะคุณหัวหน้าห้อง... พรุ่งนี้เพื่อนของฉันมีแข่งวิ่งในสนามน่ะ เออ...คือ พรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใสไหมอะ?"

       "โฮะๆๆ ...มาริจังนี่ใส่ใจเพื่อนดีจังเลยนะ... อืมมม  พรุ่งนี้ท้องฟ้าก็น่าจะโปร่ง...ส่วนแดดก็น่าจะจ้าเหมือนวันนี้เลยล่ะ!"

       "หวาา ขอบคุณมากนะ!"

 

       หัวหน้าห้องของเราแม่นกว่ากรมอุตุฯซะอีก
       ถ้าคุณอยากรู้ว่าพรุ่งนี้แดดจะออก หรือพายุจะเข้า? 

       ...ลองถามหัวหน้าห้องดูสิ

       ตัวอย่างเช่น... ถึงวิทยุจะบอกว่าพรุ่งนี้จะแดดออกมีเมฆเล็กน้อย แต่ถ้าหัวหน้าห้องบอกว่าฝนอาจจะตกอย่าลืมเอาร่มมาด้วยล่ะ 
       

...เชื่อสิว่าพรุ่งนี้ฝนตก

       เธอทำนายสภาพอากาศแม่นมาก หลายคนทาบทามให้เธอไปเป็นชาวประมงจับปลาแบบครอบครัวเธอ
แต่เธอก็ยังยืนในความฝันที่จะเป็นนักพยากรอากาศ การตัดสินใจของเธอทำเอาญาติๆหลายคนผิดหวังเลยล่ะ

       อืมม แล้วเธอรู้ตัวรึเปล่านะ?

       ...รู้ตัวว่ายูคาริเป็นเพื่อนคนแรกของเธอที่รู้ถึงความสามารถที่ไม่น่าเชื่อนั้น...

       ก็นะ อาจจะสงสัยอยู่ก็ได้ ...ก็ยูคาริเป็นคนแรกที่ถามนี่หน่า

       ยูคาริถาม... เธอตอบ .....คำทำนายของเธอเป็นจริง  หลังจากเธอทำนายบ่อยๆเข้า บางคนก็เริ่มสนใจ ...ไม่นานนักชื่อของเธอก็เป็นที่รู้จักไปทั่วห้องทั่วโรงเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย

       เพราะงั้นแหละ ยูคาริถึงน่าจะเป็นคนแรกที่ค้นพบความสามารถนั้นของเธอ


       ครั้งหนึ่งฉันก็เคยถามยูคาริเหมือนกันว่า ทำไมอยู่ดีๆเธอถึงไปถามอะไรแบบนั้นกับหัวหน้าห้องล่ะ...

       "ก็ฉันเห็นเธอมีเซ็นเซอร์แบบพิเศษติดตั้งอยู่เยอะแยะเลยล่ะ ก็เลยคิดว่าถ้าเธอมีอุปกรณ์แบบนั้น เธอก็น่าจะทำนายสภาพอากาศได้น่ะ"


       อืม.....แน่นอนว่าฉันไม่เห็นอะไรแบบนั้นหรอกนะ

 

 


 


       เช้าวันต่อมา อากาศแจ่มใส.....

       วันนี้ยูคาริมาเชียร์นักกรีฑาคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับเธอตั้งแต่สมัยประถม ฉันก็เลยถือโอกาสตามเธอมาด้วย

       เอาจริงๆเลยนะ ฉันว่าถึงจะมาหรือไม่มาเชียร์ผลก็ไม่ต่างกันหรอก

       เพื่อนนักวิ่งของยูคาริคนนั้นเรียกได้เลยว่ามีพรสวรรค์ ฉันเคยเห็นคนวิ่งเร็วมาหลายคนนะ แต่ว่าเขาคนนี้แตกต่าง หลายคนพูดกันว่าความสามารถแบบเขาน่าจะได้ไปแข่งในระดับนานาชาติด้วยล่ะ

       ฉันหันไปพูดกันยูคาริถึงเพื่อนคนนั้นของเธอก่อนที่เธอจะทำท่างทางภูมิใจแบบแปลกๆ


       "ที่จริงแล้วโชวจัง (ชื่อที่ยูคาริเรียกเพื่อนของเธอ) ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความสามารถอะไรแบบนี้ ฉันแค่บอกเขาให้ลองเข้าชมรมกรีฑาเท่านั้นแหละ"

       "...งั้นหรอ หรือว่า..."
ยูคาริเอียงเข้ามาใกล้หูฉัน...

       "...อย่าบอกใครเข้าล่ะ ที่เท้าของโชวจังน่ะมีเครื่องขับดันเวอร์เนียกับล้อด้วยล่ะ!"

 

       ก็นะ ฉันรู้ว่าล้อมันหน้าตาแบบไหน แต่ไอ้เครื่องยนต์อะไรนั้น เกิดมาพึ่งจะได้ยินครั้งแรกนี่แหละ ...อืมม มันคงจะเป็นอะไรที่ ช่วยให้วิ่งเร็วขึ้นล่ะมั้ง...

       จังหวะเดียวกันนั้น เขาถีบตัวออกจากท่าเตรียมพร้อม พุ่งแหวกอากาศราวกับลูกธนู ก่อนจะทิ้งห่างนักวิ่งคนอื่นและเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอย่างง่ายดาย


       แน่นอนว่าล้อที่เท้าของเขาก็เหมือนกับอุปกรณ์ของหัวหน้าห้อง ...คนทั่วๆไปคงไม่มีทางเห็นมันแน่ๆ แต่ฉันเชื่อเธอนะ...

       อยู่ๆเธอก็พูดออกมาเบาๆเหมือนเซ็งอะไรอะไรสักอย่าง

       "ถ้าโชวจังใช้ทั้งล้อกับเครื่องขับดันเวอร์เนียพร้อมกันละก็คงจะวิ่งได้เร็วกว่านี้แท้ๆ..."

       เร็วกว่านี้อีก? ...ฟังแล้วขนลุกแฮะ

 


 


       หลังจากที่พวกเรากินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว ฉันกับยูคาริกำลังคุยกันเหมือนเคย ฉันลองหยอกถามเธอเล่นๆว่า เธอชอบผู้ชายแบบไหน

       ยูคาริหน้าแดงก่อนจะก้มลงแล้วก็เอามือทั้งสองข้างปิดหน้า เธอเอาแต่ร้องว่า หวาๆๆๆ อยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้น...

 

       "...ค คาโซคุ-คุง"

 

       ฉันช็อคจนแทบจะหล่นจากเก้าอี้

       จังหวะเดียวกันฉันก็ได้ยินเสียงดังจากด้านหลัง ก่อนจะหันไปเห็นเท็นโจกองอยู่ที่พื้นพร้อมกับโต๊ะตัวหนึ่ง ฉันไม่รูว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่ห้องของพวกเรา แต่พอเธอเห็นฉันมอง เจ้าตัวก็ลุกขึ้นพร้อมกับตั้งโต๊ะตัวนั้นกลับที่เดิม ปัดฝุ่นที่ชายกระโปรง แล้วก็ส่งเสียงแบบผยองๆ

 

       "หืมมม"

 

       ...ก่อนที่จะหันหลังแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว 

       แต่ก็...ช่างมันเถอะ

       คาโซคุ... ยูคาริหมายถึงผู้ชายคนหนึ่งในห้องของพวกเราที่ชื่อว่า 'คาโซคุ โทโมโนริ'

       มันเป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมายของฉันไปมากเลยก็ว่าได้


       เหมือนกับเด็กผูหญิงบางคนที่ชอบพวกไอดอลหนุ่มๆ ฉันก็เลยแอบคิดว่าเธอน่าจะเลือกหุ่นยนต์ที่เธอเคยต่อหรือเห็นมาจากอนิเมะมากกว่าซะอีก

       แต่ ไม่เลย... เธอเลือกคาโซคุ?


       หมอนั่นเป็นพวกธรรมดาที่ไม่มีอะไรเด่นเลยสักอย่าง...

       เขาเป็นพวก....เออ ก็นะ...ฉันเองก็ไม่รู้จักเขาดีอะไรนักหรอก ความประทับใจที่ฉันพอจะนึกออกก็คงมีแค่ 'ว้าว เขาตาแหลมดีนะ...'

       ...จะพูดให้ถูกก็คือหมอนี่ไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำเลยสักอย่าง... บุคลิกภาพ? รูปร่าง? แต่ยูคาริกลับเลือกหมอนี่... 
น่าสงสัยจริงๆว่าตานั้นใช้วิชาอะไร ยูคาริถึงหลงผิดได้ถึงปานนี้

       ...หรือเขาจะเป็นอะไรที่สุดยอดในสายตายูคาริ?

       ฉันปล่อยตัวไหลไปกับเก้าอี้ สงสัยฉันจะตกใจจนหมดแรงไปเลย...

 

       "เธอบอกว่า ค คาโซคุ ใช่ไหม ...แล้ว อะไรทำให้เธอชอบเขาล่ะ?"

       เธอนิ่งไปสักครู่ก่อนจะตอบอย่างอายๆว่า

       "เข้าชอบพูดกันว่า "ชายและสว่านของเขาคือความโรแมนติกที่สร้างในสรวงสวรรค์" ล่ะ... ไม่ได้หมายความว่าแค่ผู้ชายหรอกนะที่ชอบสว่าน แต่สว่านเองก็โรแมนติกมากด้วยล่ะ" [TL : "doriru ha otoko no roman." อิ้งเขาบอกว่าเอามาจากในเมะหุ่นยนต์ครับ] 

 

       ".....หาา?"

       "คาโซคุคุงถูกออกแบบมาคล้ายหุ่นทั่วๆไปแต่เขามีสว่านที่สุดยอดมากจริงๆ มันส่องประกายให้ความรู้สึกว่าเขาน่ะแข็งแกร่งมากเลยนะ
       ตอนนี้มันไม่ได้หมุนอยู่หรอก ...แต่ฉันคิดว่าถ้าคิดจะใช้มันละก็คงไม่มีใครหยุดเขาได้แน่ๆล่ะ"

 

       ฉันค่อยๆเหลือบมองเขาช้าๆ ...เขานั่งหันหลังกินข้าวอยู่ และแน่นอน...ฉันไม่เห็นสว่านที่ยูคาริพูดถึงหรอกนะ

 

       "ฉันไม่ค่อยเก็ตที่เธอพูดเท่าไหร่ แต่...เธอหมายถึง เออ เขาเป็นพวกตัวอันตรายไช่ไหม? สว่านเองก็เป็นอาวุธอันตรายได้สินะ?"

       "หวา ไม่ไช่ๆๆ สว่านเป็นแค่อุปกรณ์...  แล้วก็...ยังโรแมนติกด้วยล่ะ"

 

       ...โรแมนติก ยังไงฟระนั้น?

       เธอยังพูดต่อเรื่อย อืม ...ตอนนี้เธอหน้าแดงไปยันหูแล้ว

 

       "ที่จริงมีอีกหลายคนนะที่มีสว่านน่ะ แต่ยังไงของคาโซคุคุงก็น่าจะดีที่สุดแล้ว... แต่ของคุณประธานสภานักเรียนก็ใกล้เคียงนะ..."

       "ประธาน... เธอก็มีสว่านหรอ? แต่เธอเป็นผู้หญิงนะ ไม่ใช่ว่าสว่านเป็นของผู้ชายหรอกเหรอ?"

       "อืม คุณประธานสภานักเรียกก็มีด้วยล่ะ แต่ไม่เหมือนของคาโซคุคุงน่ะ  ...ของเธอหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะมันหมุนเร็วมากก็เลยมองเห็นเหมือนว่ามันไม่หมุนเลยล่ะ พอต้องเข้าไปใกล้เธอทีไรฉันรู้สึกหวาดเสียวทุกทีเลย..."

       "นี่ๆ แล้วฉันล่ะ ฉันมีอะไรแบบนั้นบ้างป่ะ...?"

 

       ที่จริงชั้นไม่น่าถามอะไรแบบนั้นกับเธอ แต่ก็ดันเผลอหลุดปากออกไปก่อนที่จะรู้ตัวซะอีก 

       แต่เธอก็ตอบฉันกลับมา...


       "กัคคุจังไม่มีสว่านหรืออะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่เธอเป็นหุ่นแบบอเนกประสงค์ เพราะงั้นเธอถึงสุดยอดมากๆเลยล่ะ!"

       "อ-อืม อเนกประสงค์งั้นเหรอ?"

       "อืม! กัคคุจังมีส่วนที่เด่นด้านการปรับแต่งล่ะ ถ้าเธอมีชิ้นส่วนที่เหมาะสมแล้วละก็ 
จะวิ่งบนพื้น น้ำ อากาศ แม้แต่ในสุญญากาศ หรือในบ่อลาวา ถึงจะทางไกลสักแค่ไหน เธอก็ผ่านได้สบายๆเลยล่ะ!"

       "อ่า... โทษทีนะ"


       อเนกประสงค์... เปลี่ยนชิ้นส่วนได้... ฉันไม่ค่อยคุ้นกับคำพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่คำพูดของเธอกลับลอยอยู่ในหัวอย่างน่าประหลาด...

       ถ้าฉันเป็นหุ่นยนต์... ฉันคงจะเป็นอะไรแบบนั้นสินะ...  ฉันพยายามทำใจยอมรับกับบทสนทนาเมื่อครู่

       จนฉันแอบคิดว่าเธอพูดกับ "ฉัน" อีกคน ที่ฉันไม่รู้จัก...

       นี่คงเป็นสิ่งที่เธอเห็นผ่านดวงตาคู่นั้นสินะ


       ".......ฉันสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ไช่ไหม...แล้วฉันจะติดสว่านแบบนั้นได้รึเปล่าล่ะ?"

       "คิกๆ เธอเองก็เริ่มคิดว่ามันโรแมนติกเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?"

       "อะ-ไม่อะ ฉันแค่ถามไปงั้นแหละ..."

 

       หลังจากวันนั้นเหยื่อของเท็นโจก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง

       มันคงฟังดูไร้สาระแต่ฉันว่า สำหรับสว่านสุดโรแมนติกของเขาแล้ว ปัญหาแค่นี้ไม่คณามือหรอก ...มั้ง

 


 

       วันเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ต้องสงสัย ในคดีที่สร้างความหวาดกลัวไปทั่ว... 'ฆาตกรฆ่าหั่นศพโตเกียว'

       ...พ่อแม่กับน้องทั้งสองของเธอได้ไปเข้าค่ายสันทนาการพ่อแม่ลูก ที่โรงเรียนชั้นประถมจัดขึ้น ซึ่งเป็นค่ายค้างแรม เพราะงั้นวันนั้นฉันจึงไปค้างที่บ้านของยูคาริ
       นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันนอนกับเธอ แต่เพราะว่าที่บ้านฉันเป็นโรงฝึกมันเลยเสียงดังตลอดเวลา ในขณะที่บ้านของยูคาริมีเด็กสองคนซึ่งก็ส่งเสียงไม่หยุดเลยเหมือนกัน

       แต่ตอนนี้น้องของเธอไม่อยู่...

       ฉันไปที่บ้านของเธอตั้งแต่บ่ายๆ เธอแลดูแปลกไปด้วยเหตุผลบางอย่าง...

       ฉันเห็นข่าวฆาตกรฆ่าหั่นศพตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่ตอนบ่ายก็มีบางช่องลงข่าวอยู่เรื่อยๆ

       แถมยูคาริยังดูข่าวนั้นแบบจริงจังซะด้วย... ท่าทางอย่างกับจะถูกทีวีดูดเข้าไปอย่างไรอย่างนั้นเลย...

       ฉันหันไปเรียกเธอเบาๆ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนอง...

       พอข่าวจบลง เธอก็เริ่มหาช่องที่ออกอากาศเกี่ยวกับข่าวเดียวกัน...

       เมื่อเธอหาไม่เจอ เธอก็ลุกขึ้นก่อนจะคว้าหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้แทน เธอค่อยๆใช้นิ้วไล่ไปตามในคอลัมน์ที่เขียนรายละเอียดของข่าว...

       ไม่นานนิ้วของเธอหยุดลง... ดูเหมือนว่าเธอจะเจออะไรบางอย่างเข้า ...ฉันตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรออกไป ตอนนั้นเอง...

 

       "...ขอโทษนะกัคคุจัง ช่วยรอนี้สักแปบหนึ่งนะ"

 

       เธอกล่าวก่อนที่จะเดินไปหยิบโทรศัพท์แล้วออกไปยืนกดเบอร์ที่หน้าบ้าน ...หรือว่าเธอจะไม่อยากให้ฉันได้ยิน?
ฉันจ้องไปที่หุ่นซึ่งวางอยู่บนชั้นตรงหน้า ขณะที่พยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาของเธอ...

 

       "สวัสดีคะ.......คะ นี่มาริพูดคะ .....เห็นแล้วคะ..........แต่ฉันคิดว่าผู้ต้องหาคนนั้นดูไม่เหมือนคนร้ายเลยนะคะ"

 

       ฉันค่อยๆคลานไปที่ทางเดิน ...มองไปยังยูคาริ

       เธอวางสายไปแล้ว พอเธอเห็นฉันเข้า เธอก็ยิ้มแหยๆ...


       ".....ขอโทษนะกัคคุจัง คือ...เดี๋ยวคืนนี้จะมีคนมาที่บ้านน่ะ"


       ที่จริงแล้วไม่ถึงตอนกลางคืนหรอก พวกเขาเข้ามาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า...

       พวกเขาที่ว่านั้นมีกันสองคน คนหนึ่งใส่สูทสีเข้มท่าทางมีอายุ ขณะที่หนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งถือกระเป๋าเอกสารอยู่ดูเหมือนจะอ่อนประสบการณ์กว่า

       ...แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แนะนำตัว แต่ฉันก็เดาได้เลยว่าพวกเขาทำงานในสังกัดของตำรวจแน่นอน

       พวกเขาเห็นฉันหลังจากที่ลงมาจากรถ คุณตำรวจหนุ่มทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างกับฉันก่อนจะโดนขัดไว้โดยตำรวจอีกคน

       เขาน่าจะสังเกตเห็นยูคาริทียืนเกาะแขนแอบอยู่ด้านหลังฉัน ก่อนที่คนแก่กว่าจะเอ่ยขึ้น..

 

       "เธอคนนี้ ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?"

 

       ยูคาริเดินออกมา แต่กอนที่เธอจะได้ตอบ ฉันก็จับมือของเธอใว้ เพื่อให้เขารู้ว่าฉันไม่ให้เธอไปหรอก..

       พอเห็นอย่างนั้นแล้วเขาก็พยักหน้าเบาๆครั้งหนึ่งก่อนที่เริ่มบทสนทนาที่เฉลียงหน้าบ้านโดยไม่มีที่ท่าว่าจะเข้าไปคุยข้างในบ้าน

 

       "งั้นก็อย่าเสียเวลาเลย มาริซัง ขอโทษนะ แต่ก่อนอื่นช่วยดูภาพพวกนี้..."


       เขาหันไปหาตำรวจหนุ่มก่อนที่จะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา แล้วยื่นมันให้ยูคาริ แล้วหันมาพูดกับฉัน...


       "...ฉันว่าเธออย่าดูจะดีกว่านะ" 

 

       คำพูดของเขายิ่งทำให้ฉันสงสัยเข้าไปใหญ่

       แต่ทันที่ที่ฉันเหลือบไปเห็นสิ่งที่อยูในซองนั้น...


       แดง...แดงเข้ม สีแดงของเลือด ชิ้นส่วนที่ถูกตัด และยังผิวหนังสีซีดนั่น ฉันรู้ทันทีว่ามันคือภาพของอะไร...

 

       มันคือภาพของสถานที่เกิดเหตุ...
       สถานที่เกิดเหตุของคดี "ฆาตกรฆ่าหั่นศพโตเกียว" รูปพวกนั้นไม่ใช้ของปลอม มันเป็นของจริง


       ความอบอุ่นจากมือของเธอช่วยเรียกสติที่หลุดลอยของฉันกลับมา ฉันเบนสายตาออกจากภาพในมือยูคาริทันที ตัวฉันกำลังสั่น แต่ยูคาริก็ยังคงมองรูปพวกนั้นอยู่ ฉันกำมือของเธอแน่น ไม่ว่าจะอย่างไรอย่างน้อยฉันก็อยากให้เธอรู้ว่าฉันยังอยู่เคียงข้างเธอตรงนี้

       เธอต้องดูแบบนี้อีกนานแค่ไหนนะ?


       "......ฉันดูพอแล้วล่ะคะ"

       ในที่สุดเธอก็ส่งรูปคืนให้เขา...

       "อืม ถ้าอย่างนั้นลองดูนี้สิ..."

       คนหนุ่มส่งแฟ้มสันอันอีกอันให้เธอ

 

       ฉันคิดว่ามันคงเป็นภาพแบบเดียวกับอันที่แล้ว แต่ผิดคาด.... มันเป็นแค่รูปถ่ายคนของหลายๆคน

       มันดูเหมือนประวัติผู้ต้องสงสัย ฉันเห็นรอยขีดฆ่าที่รายละส่วนตัวของทั้งห้าคน... มีภาพหญิงวัยกลางคน...ชายแก่...เด็กสาว... แต่ละคนแตกต่างกันกันออกไป เหมือนพวกเขาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรเชื่อมโยงกันได้เลย เอกสารชุดนี้คงจะเป็นอันที่สำเนามาจากต้นฉบับ รายละเอียดเกือบทั้งหมดยกเว้นรูปถูกลบออกเกือบหมด

       ด้านหน้า... ด้านข้าง...

       รูปของพวกเขาแต่ละคนถูกถ่ายออกมาจากหลายๆมุม 

       ยูคาริดูภาพพวกนั้นซ้ำไปมาหลายต่อหลายรอบ

       ในที่สุดเธอก็ชี้ไปที่ภาพๆหนึ่ง....

 

       "...เธอคนนี้แหละ"

       ตำรวจหนุ่มมีสีหน้าตกใจ

       "...ผ-ผู้หญิงคนนี้?"

       รูปที่ยูคาริชี้คือรูปของเด็กสาวในชุดกะลาสี ดูอย่างไรเธอก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย ไม่สิอาจจะยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ

       ตำรวจที่แก่กว่ายังนิ่งเงียบ ในทางกลับกันตำรวจหนุ่มกลับทำท่าทางเหมือนไม่เชื่อเธอ แต่ยูคาริยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจ

       "...คะ น่าจะเป็นเธอ จากร่องรอยที่บาดแผลแล้ว ...จากห้าคนนี้ มีแค่เธอคนนี้คนเดียวเท่านั้นแหละที่ทำอะไรแบบนี้ได้"

       พอเธอพูดจบเจ้าตัวก็สบัดหน้าอย่างรวดเร็ว...

       "เออ คือ ...มันดูเหมือนแบบนั้นสำหรับฉันน่ะ ฉันคงอธิบายมากกว่านี้ไม่ได้หรอกคะ"

       "เรื่องนั้นเรารู้แล้ว คำตอบของเธอจะถูกใช่เป็นแค่หลักฐานอ้างอิงผลการสืบสวนเท่านั้น เพราะงั้นเธอไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก
แล้วฉันก็ต้องขอโทษด้วย... ที่ต้องให้เด็กๆอย่างเธอมาเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย..."

       "...ไม่เป็นไรหรอกคะ ก็คราวนี้ก็ฉันเป็นคนโทรเรียกคุณตำรวจมาเองนี่น่า"

 

 


 


       พวกเขากำลังเก็บของกลับ โดยที่ยังไม่ได้เข้ามาในบ้านด้วยซ้ำ

       ตอนนี้เหลือแค่ฉันคนเดียวที่ยืนส่งคุณตำรวจที่หน้าบ้านเพราะยูคาริกลับเข้าไปคุยโทรศัพท์กับแม่ของเธอซึ่งตอนนี้อยู่ที่ค่าย

เผลอแป็บเดียวท้องฟ้าก็มืดซะแล้ว...

       ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรถ ชายคนแก่กว่าก็พูดขึ้นมาแบบลังเล

 

       "...เรื่องของเธอ...รู้ใช่ไหม?"

       "ใช่คะ ฉันรู้"


       เขาหันไปจุดบุหรี่ในมือ ...เพราะตอนนี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ไฟสีแดงที่ปลายบุหรี่เลยดูเป็นสีแดงสว่างกว่าปกติ

เขาสูดเพียงครั้งเดียวก่อนจะเก็บมันในที่เขียบุหรี่แบบพกพาที่เขาหยิบออกมา...

 

       "ตาของเธอ ความสามารถแบบนั้น-"

       "ฉันเข้าใจแล้วคะ"

       "วันข้างหน้า...ก็อย่าลืมเธอล่ะ"

       "...เรื่องแบบนั้นไม่ต้องมาบอกฉันหรอกนะคะ"

 

       เขาโค้งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะขึ้นรถแล้วขับออกไป ฉันยืนมองอยู่พักหนึ่งจนไม่เห็นไฟท้ายแล้วจึงกลับเข้าไปในบ้าน ฉันมั่นใจเลยว่ายูคาริกำลังรอฉันอยู่


       ...ถัดจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพรายนั้นก็ถูกปล่อยตัว

 


 

 

       สุดท้ายแล้วทั้งการต่อโมเดล หรือซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็เป็นแค่ผลพลอยได้จากความสามารถที่แท้จริงของเธอ

       เธอเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นหุ่นยนต์ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว

       ...แม้ของขวัญชิ้นโบว์แดงชิ้นนี้พระเจ้าจะมอบให้เธอ มันก็ยังเป็นดาบสองคม
ไม่ว่าเธอจะจะถูกมองว่าโชคดี หรือโชคร้าย มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับฉันเลย


       การปฏิเสธความสามารถของเธอก็ไม่ต่างอะไรกับการปฏิเสธตัวตนของเธอเช่นกัน

 

       เพราะอย่างนั้น...

 

       ฉันจะไม่มีทางปฏิเสธเธอ

       ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ยอมรับ ...นัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นของเธอ




NEKOPOST.NET