[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย ตอนที่ 18 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย

Ch.18 - การฝึกฝนเป็นการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุด


ตอนที่ 18 : การฝึกฝนเป็นการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุด

 

———1 สัปดาห์ต่อมา.....

 

แคร็กๆๆๆๆ!

ตึก!———   ตึก!———   ตึก!———     

          ท่ามกลางจุดสีน้ำเงินส่องประกายสวยงามซึ่งประดับอยู่บนเพดานถ้ำนับล้านจุดจนคล้ายกับหมู่ดาวมากมายบนกาแล็คซี่ทางช้างเผือกยามค่ำคืน  กลับได้ยินเสียงรบกวนโสตประสาทที่ไม่เข้ากับพื้นที่และบรรยากาศอันแสนงดงามนี้ดังขึ้นเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง  ในขณะเดียวกันเองก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้าไปใกล้เสียงที่ว่านั้นอย่างช้าๆและเป็นจังหวะด้วยเสียงที่เบาบางราวกับตีนแมวยังไงอย่างงั้น

 

ชึบ!———แกร็ก!

แคร็กๆๆๆๆๆ!!!!!!!

          ในจังหวะเดียวกันก็เกิดเสียงคล้ายกับโลหะสองชิ้นเสียดสีกันและเสียงที่คล้ายกับอะไรซักอย่างลงล็อกกันได้พอดีนั่น เลยดูเหมือนจะสร้างความสนใจให้กับแหล่งกำเนิดเสียงที่ไม่น่าอภิรมณ์ในตอนแรกนั่นไม่น้อย เสียงที่น่ารำคาญนั่นดังขึ้นเรื่อยๆ และเข้ามาใกล้เสียงของฝีเท้าในตอนแรกที่กำลังเดินเข้าไปหาแทนอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหิวกระหายต่ออะไรซักอย่าง  แต่ทว่า....

 

เปรี้ยง!  เปรี้ยง!  เปรี้ยง!  เปรี้ยง!  เปรี้ยง! 

ก๊าซซซซซ!!!!!!!!!!  

          ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่เสียงโลหะลงล็อกกันในตอนแรกได้จบลง  ก็เกิดเสียงดังที่คล้ายกับมีคนจุดประทัดอย่างรุนแรงขึ้นมา 5 ครั้งอย่างต่อเนื่อง แล้วเสียงที่เหมือนกับมีวัตถุขนาดเท่าเม็ดถั่วตัดผ่านสายลมไปด้วยความเร็วเหนือเสียงก็ตามมาในเสี้ยววินาที เหลือไว้แต่เพียงกลุ่มควันและกระแสไฟฟ้าสปาร์คขึ้นมาเป็นทางยาวจากจุดที่เกิดเสียงฝีเท้าของมนุษย์?นั่น กระจายออกมา 5 จุด มายังตำแหน่งที่เสียงน่ารำคาญนั่นเคยอยู่  แล้วพอเสียงประทัดที่ดังสนั่นลั่นทุ่งราวกับฟ้าผ่านั่นจางหายไป เสียงที่ตามมาก็คือเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาของสัตว์ป่า...ไม่สิ มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนก็ดังขึ้นตามมาพร้อมๆกัน

 

〝เหลือครั้งเดียว......แล้วงั้นเหรอ?〞

〖เห้อ!.....นั่นสินะ ดูเหมือนเพราะเลเวลขึ้นมาพอสมควรแล้วกระมั้ง.....การต่อสู้ในชั้นนี้เลยง่ายดายขึ้นหน่ะ...〗

〝เห้อ!....ถ้าเป็นงั้นก็ดีสิ〞

          หลังจากนั้นต้นกำเนิดเสียงฝีเท้าของมนุษย์? ในตอนแรกก็พูดออกมา อันเป็นการสนทนากับความว่างเปล่า...ไม่สิ  เขากำลังคุยอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสะพายไว้ข้างหลังอยู่ต่างหาก

 

          ใช่แล้ว... ต้นเสียงของคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนมนี้ไม่ใช่ใครอื่น  แต่เป็นเด็กหนุ่มโสดซิงตั้งแต่เกิด เป็นโอตาคุที่คลั่งไคล้เกมและอนิเมอย่างบ้าคลั่ง แถมช่วงหลังยังสนใจหนังสงครามอยู่หน่อยๆ『อุษณกร』คนนี้นี่เอง ซึ่งคู่สนทนาเองก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเพื่อนพ้องคน?นึงของกร นั่นก็คือเคลเบรอสที่อยู่ในสภาพของดาบที่เสียบอยู่ในฝักหลังกรนั่นเอง

          หลังจากที่กรกำลังเดินหาทางไปชั้นต่อไปอยู่ตามปกตินั้น กรก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของมอนสเตอร์ที่ขวางทางอยู่ นั่นคือมอนสเตอร์ที่มีชื่อว่า 『มิเนอรัลแครป』นั่นเอง โดยมีลักษณะคล้ายกับปูเสฉวนที่มีขนาดสูงเมตรครึ่ง แต่เปลือกหอยกับขาทั้ง 8 และก้ามของมันมีส่วนประกอบเป็นแร่สีเขียวอ่อนเป็นเนื้อเดียวกันทั้งสิ้น จะมีก็แต่ตัวของมันจริงๆเท่านั้นที่ยังมีเนื้อหนังตามปกติอยู่

 

          และแน่นอนว่าเมื่อมีมอนสเตอร์มาขวางทางการสัญจรของกร กรจึงไม่รีรอที่จะกำจัดมันโดยเร็ว และไม่รอช้า ในขณะที่เดินเข้าไปใกล้『มิเนอรัลแครป』ทั้ง 5 ตัวอย่างใจเย็นตามปกติ กรก็สั่งให้ของสิ่งหนึ่งออกมาจากมิติเฉพาะของ『ดูอัลไดเมนชั่นริง』ด้วยความนึกคิด แล้วมันก็มาปรากฏอยู่ในมือซ้ายของกรโดยพลัน สิ่งนั้นก็คือ『ปืนเวทย์มนต์』ที่มีดีไซน์คล้ายปืนพกทันสมัยที่ดูเรียบง่ายเหมือนที่เห็นกันบ่อยๆในหนังแอ็คชั่นของฝรั่ง แต่นั่นก็หมายถึงคนที่ไม่รู้ว่าปืนพกแต่ละชนิดต่างกันยังไงนั่นแหล่ะ... ส่วนสีของมันนั้นขาวล้วนทั้งกระบอก และด้านข้างของทั้งสองด้านก็มีลวดลายสีแดงสวยงามประดับอยู่เล็กน้อยเพื่อแสดงถึงความประนีตในการประดิษฐ์มันขึ้นมา และพร้อมกันนั้นกรก็นำแม็กกาซีนที่บรรจุ『กระสุนเวทย์มนต์ประเภทเน้นการทำลายล้าง』ออกมาพร้อมกัน  พอกรทำการเปลี่ยนแม็กกาซีนเรียบร้อย ก็จัดการเป่ามอนสเตอร์ทั้ง 5 ตัว อย่างรวดเร็วโดยที่ความเร็วในการก้าวเดินตั้งแต่ตอนแรกยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ  และพอการปะทะกันเล็กน้อยจบลงกรกับเคลเบรอสจึงได้พูดคุยถึงผลลัพธ์ของการต่อสู้กับมอนสเตอร์กันสองคนจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

 

ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วงั้นสินะ...เร็วชะมัดยากเลย

แต่เพราะเสียเวลาในการฝึกฝนไปซะนาน เลยทำให้เราสามารถต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะ อย่างเห็นได้ชัดเลยแหล่ะล่ะนะ  น่าดีใจจริงๆ 

.....ส่วนนึงก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างเคลเบรอสที่ให้การสนับสนุนน้ำมันเครื่องไดเกีย———

 

ห๊ะหะ.....ถ้าเกิดยังปล่อยให้ฉันพล่ามต่อไปเนี่ยคงจะยืดยาวแบบไร้แก่นสารแหงๆเลย เพราะงั้นก็ขอถือโอกาสต่อความยาว สาวความยืด อธิบายกันซักหน่อยหล่ะนะว่าการพัฒนาของฉันมันเป็นยังไงในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา.... 

.....แล้วว่าแต่ฉันกำลังพูดให้ใครฟังอยู่เนี่ย!?

          แล้วหลังจากการเข้าปะทะได้จบลง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พอกรผ่อนคลายสภาพจากการสู้รบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็พร่ำเพ้อพรรณนาตามประสาโอตาคุที่ใกล้จะป่วยเป็นโรคจูนิเบียวเต็มทนจนเป็นเรื่องปกติในหัวของตัวเองไปเสียแล้ว  หากมีคนที่อ่านใจเขาออกได้ก็คงต้องคิดว่า 〝ไอ้หมอนี่มันเต็มรึเปล่าเนี่ย!?〞อย่างไม่ต้องสงสัย...

 

❖❖❖❖❖

 

          ย้อนกลับไปเล็กน้อย หลังจากเหตุการณ์การปะทะกันในครั้งก่อนที่ชั้น 26 กับฟร็อกแมนและคองโซลเยอร์ กรก็ได้ตัดสินใจที่จะเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง และทำการกำจัดจุดอ่อนของตัวเองในด้านการต่อสู้ระยะไกลด้วยการสร้าง『ปืนเวทย์มนต์』ขึ้นมาใช้เองตามคำแนะนำของเคลเบรอส...

.

.

.

 

ตามที่เจ้าหมามันบอก... ระบบการทำงานของ『ปืนเวทย์มนต์』ตามทฤษฎีของเจ้าเปี๊ยกนั่น  ก็คือการเปลี่ยนปืนให้เป็นอุปกรณ์เวทย์ที่คล้ายกับคาถา โดยการลงเวทย์ไว้บนตัวปืนซึ่งแร่ชนิดนึงสามารถดัดแปลงให้มีได้แค่คาถาเดียวเท่านั้น  แน่นอนว่าปืนที่สร้างออกมาก็เช่นกัน แล้วหากต้องการที่จะใช้งานก็เพียงแค่ถ่ายพลังเวทย์ลงไปในปืน แล้วพอพลังเวทย์ถึงจุดที่วงจรจะทำงานได้  ก็จำการปลดปล่อยมันออกมาทางปากกระบอกปืน...  หรือก็คือปืนเวทย์มนต์ตามที่เจ้าเปี๊ยกเคยสร้างขึ้นมาก็คือ การใส่ตราเวทย์ไว้ล่วงหน้าลงบนปืน แล้วพอจะใช้งานทีก็แค่ใส่พลังเวทย์ลงไปนั่นเองพอพลังเวทย์ถึงจุดอิ่มตัว ก็จะทำให้เวทย์ก่อตัวขึ้นมาได้ในเวลาที่สั้นมากโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาพูดชื่อคาถา ส่วนประสิทธิภาพนั่นก็สูงมากเท่ากับตอนที่ใช้คำร่ายเวทย์เลยทีเดียว...

 

ก็นะ.....เท่าที่ฟังก็เป็นทฤษฎีที่เข้าใจง่ายและไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด ....แล้วถึงตอนแรกก็งงอยู่หรอกว่าจะเริ่มสร้างยังไงก็เถอะ...

แล้วถึงจะมีแร่ก็อยู่ก็ตาม......แต่แบบแปลนมันดันไม่มีเนี่ยสิ!  ฉันเองก็ลองค้นดูใน『คลังตำราอาวุธ』ซึ่งเป็นหนึ่งในสกิลของ『หน้าต่างตั้งค่า』แล้วหล่ะนะ

....แต่อาวุธประเภทปืนที่มีอยู่มีแค่『ปืนไฟ』ที่เป็นปืนสมัยก่อนแบบเก่าโคตรๆ....ก็ไอ้ที่ต้องจุดชนวนด้วยเส้นด้ายชุบเชื้อไฟให้ดินขับมันเผาไหม้และสร้างแรงดันนั่นแหล่ะ...

 

 

แต่ปัญหาก็คือที่สร้างออกมาได้มันมีแค่โครงปืนเนี่ยสิ  มันดันไม่มีดินปืนติดมาด้วยซะงั้น....  แต่ถึงมันจะมีดินปืนอยู่ก็ตามก็ยังไม่เหมาะสำหรับใช้งานอยู่ดี นั่นเพราะมันต้องจุดชนวนนั่นแหล่ะเลยทำให้ช้าโคตร ถึงจะทำให้ชนวนสั้นลงยังไงก็ตาม ...ร่ายเวทย์เองยังเร็วกว่าเลย  แต่แปลนก็มีแค่นี้ซะด้วย เพราะงั้นก็เลยต้องลองสร้างมันออกมาแล้วมาปรับเอาเองอีกที

 

....และเพราะไม่มีทางเลือก ฉันเลยเปลี่ยนอาชีพเป็น『ช่างตีเหล็กขั้นสุดยอด』เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นอาชีพขั้นสูงของ『ช่างเหล็ก』หล่ะนะ  แถมพออ่านคำอธิบายอาชีพแล้ว...ดูเหมือนว่าของที่คราฟจากผู้ที่มีอาชีพนี้จะออกมามีคุณภาพสูงที่สุด ฉันก็เลยเลือกเปลี่ยนอันนี้ไว้ก่อนเพื่อความชัวร์ในการสร้างจากแร่ที่ดรอปจากเคลเบรอส   ส่วนแร่ที่ว่ามีรายละเอียดยังไงก็ตามนี้แหล่ะ...

 

 

แร่ควอตซ์เวทย์มนต์』【S】〖ความทนทาน 100/100 〗〖ระดับความแข็ง  16 〗

《 คำอธิบาย : แร่มรกตที่ถูกสะสมด้วยพลังเวทย์มหาศาล จนทำให้มีระดับความแข็งมากกว่าเพชรเสียอีก  สามารถนำไปประยุกต์สร้างอาวุธและชุดเกราะชนิดต่างๆได้ ตามแต่ความสามารถและเลเวลของอาชีพสายผลิต  》

 

 

อย่างที่เห็นนั่นแหล่ะ...  ไอ้แร่ที่ดรอปจากเคลเบรอสนี่มันแข็งยิ่งกว่าเพชรซะอีก  เทียบให้เห็นชัดๆก็วัดจาก『มาตราความแข็งแร่ของโมส』ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบจากโลกเดิมก็ได้... นั่นเพราะตามมาตราที่ว่า  เพชรที่มีความแข็งที่สุดจะอยู่ในระดับที่ 10  แต่ไอ้『แร่มรกตเวทย์มนต์』ที่ว่าอยู่ที่ระดับ 16  เพราะงั้นที่ว่ามันแข็งกว่าเพชรก็คงจะจริงแม้จะใช้กฎของโลกเดิมก็ตาม.....

แล้วจากที่บอกไป...การสร้างปืนเวทย์จำเป็นต้องสร้างตราเวทย์ไว้ที่ตัวปืนล่วงหน้า  โชคดีที่ตัวฉันมีสกิล『ดัดแปลงคุณสมบัติแร่』แถมยังเป็นขั้นสูงอีกแน่ะ... การลงตราเวทย์เลยทำได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ส่วนเวทย์ที่ลงไปก็คือ 『อินเฟอร์โน่บอล』ซึ่งถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือคาถาแบบเดียวกับไฟร์เยอร์บอล แต่มีระดับสูงที่สุด ร้อนที่สุดและสร้างความเสียหายได้มากที่สุดที่ฉันสามารถทำได้นั่นเอง จากนั้นก็ลองสร้างมันดูด้วยแร่ที่ผ่านการดัดแปลงแล้วตามที่เจ้าหมามันบอก.....

 

แล้วหลังจากที่สร้างไอ้『ปืนไฟ』ที่ว่านั่นขึ้นมา  ฉันก็ลองเอามาแยกชิ้นส่วนตรวจสอบดูก่อน...  แล้วจากนั้นฉันก็ปรับแก้ส่วนประกอบภายใน รวมถึงเพิ่มส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับ『ปืนเวทย์มนต์』ตามที่เจ้าหมามันแนะนำด้วย『เวทย์แปรธาตุ』จนในที่สุดผลงานแรกของพวกเราก็เสร็จสมบูรณ์โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 24 นาที...

 

 

รูปร่างของมันเนี่ยไม่เหลือเค้าเดิมของ『ปืนไฟ』อยู่เลยซักนิด...  จะว่าไงดีหล่ะพอปรับตรงโน้นเปลี่ยนตรงนี้ไปมาหลายๆครั้ง  รูปร่างของมันกลับกลายเป็นว่า...มันดันไปคล้ายกับปืนพก『Taurus PT 1911』เหมือนกับที่พระเอกในหนังที่เคยดูใช้เป็นอาวุธคู่กายซะอย่างงั้นเลย  ไม่สิ....เพราะเวทย์แปรธาตุมันทำงานตามจินตนาการของฉันนี่นา  หนังที่เคยดูเนี่ยก็คงมีอิทธิพลไม่น้อยเลยมั้ง.....

 

แต่เพราะการทำงานของมันเป็นอย่างที่ว่า.....  เพราะมันเป็นการถ่ายเวทย์เข้าไปที่ตัวปืนโดยตรงนั่นแหล่ะ ส่วนประกอบภายในเลยไม่จำเป็นสำหรับปืนกระบอกนี้ แล้วยังไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนซักนิด  แต่ก็แลกมาด้วยการที่สามารถใช้เวทย์ได้ในวงจำกัด  นั่นเพราะปืนหนึ่งกระบอกสามารถใช้ได้เพียงแค่คาถาเดียวเท่านั้น  แต่ก็นะ.....ถึงผลลัพธ์จะน่าพอใจก็เถอะ 

ก็แหม...ถึงจะโค่นไม่ได้ในครั้งเดียวก็เถอะ  แต่ก็ร่นระยะเวลาในการต่อสู้ลงได้เยอะเลยแหล่ะ แถมยังไม่เสียเวลาในการพูดชื่อสกิลซักนิดเดียว ระยะเวลาในการถ่ายเวทย์ลงไปที่ปืนก็ไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำ  ส่วนเรื่องแรงถีบที่คิดว่าจะมีปัญหานี่ก็ดูเหมือนจะเป็นเพราะสเตตัสด้านพละกำลังของฉันมันเยอะโคตรก็เลยรู้สึกยังกับกำลังยิงปืนแก๊บอยู่ยังไงอย่างงั้นเลย  แล้วเรื่องความแม่นยำเนี่ย...  ฉันเองก็มี『โจมตีอย่างแม่นยำ』อยู่แล้วด้วย  เพราะงั้นการโจมตีถึงเข้าเป้าทุกครั้ง.... แต่ถึงสกิลนี้จะไม่ทำให้การโจมตีติดตามเป้าหมายก็เถอะ  แต่ถ้าลอบโจมตีละก็ เข้าเป้า 100% สมชื่อเลยหล่ะ 

เพราะงั้นพอลองใช้ครั้งแรกก็เลยคิดว่า...  แหม! 『ปืนเวทย์มนต์』เนี่ยสุดยอดไปเลยนา〜  แค่นี้ก็พอแล้วมั้ง  จะได้รีบฝึกสกิลแล้วไปกันต่อเร็วๆ———

.

.

 

ถ้าเป็นตัวฉันเมื่อก่อนคงพูดอะไรแบบนั้นออกไปแล้ว  แต่ฉันไม่อยากจะประมาทกับมอนสเตอร์พวกนั้นอีกแล้ว...  แล้วถึงผลลัพธ์จะออกมาน่าพอใจก็เถอะ  แต่ตัวฉันในตอนนี้ไม่มีทางพอใจแค่นี้หรอก  มันต้องมีทางทำให้ปืนนี่สุดยอดยิ่งกว่านี้สิ!  เพราะงั้นหลังจากที่ลองใช้ครั้งแรกไปก็เลยบอกกับเจ้าหมามันว่า〝ยัง....แค่นี้มันยังไม่พอหรอก!〞และก็แน่นอนว่าคำพูดของฉันทำให้เคลเบรอสตกใจอีกครั้ง  แต่เคลเบรอสก็ชมฉันกลับ แล้วก็จะร่วมมือในการพัฒนา『ปืนเวทย์มนต์』ของนายเหนือหัวของตัวเองให้แกร่งขึ้นไปอีกขั้น

 

แต่แค่พูดหน่ะมันง่าย.....ส่วนจะทำยังไงนั่นแหล่ะประเด็น.....

อย่างแรกเลยจุดอ่อนของปืนนี้ก็คือ  สามารถใช้ได้แค่คาถาเดียวเท่านั้น  เพราะงั้นก็เลยไม่สามารถใช้เวทญ์พลิกแพลงตามสถานการณ์ได้  แล้วการต่อสู้โดยใช้สภาพปัจจุบันให้เป็นประโยชน์เนี่ยก็เป็นของถนัดของเราซะด้วย....นี่เลยเป็นสาเหตุนึงที่ฉันไม่พอใจ

 

ถ้าคิดแบบง่ายๆหล่ะก็.....ถ้าอยากได้เวทย์ที่หลากหลาย  ก็แค่เปลี่ยนจากปลดปล่อยเวทย์จากตัวปืนเป็น สร้างกระสุนเวทย์แบบต่างๆขึ้นมาก็พอแล้วนี่

แต่แน่นอนว่าความจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น...  ทำไมงั้นเหรอ? ก็บอกไปตั้งแต่แรกแล้วนี่ว่าฉันสร้างดินปืนไม่ได้  แล้วจะเอาอะไรมาสร้างการเผาไหม้ให้เกิดแรงดันกันเล่า...

แต่แนวคิดเรื่องที่ใช้กระสุนเวทย์นี่ก็น่าสนใจไม่น้อย  ฉันก็เลยคิดต่อไปว่าจะทำยังไงให้เกิดแรงขับดี... แล้วหลังจากที่คิดอยู่นานสองนาน  ฉันก็เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาอย่างนึง...

 

นั่นก็คือ....การใช้สกิล『ดัดแปลงคุณสมบัติแร่』แล้วดัดแปลงเวทย์ไฟที่ทำให้เกิดการลุกไหม้เรื่อยๆเข้าไป  แล้วผลลัพธ์มันเป็นยังไงงั้นเหรอ?

 

หึหึ.....ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยหน่ะสิ พอลองทำให้แร่ที่ลงเวทย์ลุกไหม้ลงไปลองเริ่มการเผาไหม้โดยการนำมันไปกระทบกับอาวุธที่ดรอปจากเคลเบรอสซึ่งเป็นโลหะดู มันก็เกิดประกายไฟแล้วก็ลุกไหม้ขึ้นมาเป็นเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งขนาดมันเล็กลงเรื่อยจนหมดลงไป ไฟที่ลุกมาตลอดถึงจะดับลง

 

แล้วก็ไม่รอช้า  ฉันก็เริ่มสร้างกระสุนในทันที....  ตามที่คิดไว้...ฉันจะสร้างกระสุนขึ้นมาทั้งหมดสองประเภท.....

อย่างแรกก็คือ『กระสุนเวทย์มนต์ประเภทเน้นการทำลายล้าง』 โดยตัวกระสุนนั้นมีลักษณะการสร้างแบบเดียวกับที่โลกเดิมนั่นก็คือมีดินขับกับหัวกระสุน  และแน่นอนว่าหัวกระสุนของฉันทำมาจากแร่ที่แข็งยิ่งกว่าเพชรนั่น  เรื่องอำนาจการทำลายล้างเนี่ยไม่ต้องสืบก็รู้เลยว่าแรงโคตรๆแน่นอน....

.....แล้วฉันก็สร้างหัวกระสุนแยกประเภทมาอีก 2 แบบ นั่นก็คือ ลูกกระสุนหัวกลมมน หรือ FMJ (Full Metal Jacket) ที่เน้นอำนาจในการทะลุทะลวง เพื่อใช้ในโอกาสที่ต้องการโจมตีหลายเป้าหมายพร้อมกัน  กับอีกแบบก็คือ ลูกกระสุนหัวรู หรือ FHP (Jacketed Hollow Point) ที่เน้นอำนาจการทำลายล้างเฉพาะจุด เผื่อในโอกาสที่ต้องเน้นการทำลายเป้าหมายเดี่ยว

 

ส่วนอย่างที่สองก็คือ『กระสุนเวทย์มนต์ประเภทเน้นยุทธวิธี』ซึ่งหัวกระสุนนั้น แตกต่างจากแบบเน้นการทำลายล้างที่ไม่ได้ดัดแปลงแร่แต่ใช้ทั้งอย่างงั้นเลย  เพราะกระสุนเน้นยุทธวิธีนี้หัวกระสุนทำการดัดแปลงโดยการลงตราเวทย์ของเวทย์มนตร์ชนิดต่างๆลงไปยังไงหล่ะ! ..จากนั้นก็แบ่งประเภทย่อยของหัวกระสุนเป็นสองแบบอีกครั้ง

หัวกระสุนแบบแรก เป็นหัวกระสุนที่ลงตราเวทย์ของคาถาแต่ละธาตุเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเวทย์โจมตี  ส่วนหัวกระสุนอีกแบบ เป็นหัวกระสุนที่ลงตราเวทย์ที่เกี่ยวกับสถานะผิดปกติต่างๆ ซึ่งก็มาจากการเรียนสกิล『เพลิงทมิฬ』แล้วเลือกผลของมันล่วงหน้านั่นแหล่ะ  ถึงตอนแรกเจ้าหมามันจะงอนนิดหน่อยก็เถอะ....ให้ตายสิไม่รู้จะใจอ่อนไปถึงไหน  แต่เพื่อการทดลองมันก็ช่วยไม่ได้หล่ะนะ

 

แต่ที่ยากที่สุดก็เป็นส่วนของตัวปืนนั้นแหล่ะ ....เพราะเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ ปืนตัวเก่าจึงไม่จำเป็น ไอ้เรารึก็อุตส่าห์สร้างมาตั้งนาน  จะให้มาสร้างใหม่ก็ไม่รู้จะออกมาแบบเดิมรึเปล่า แต่ระหว่างคิดแบบนั้นอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าเรามีสกิล『สร้างแบบอาวุธขั้นสูง』อยู่  แล้วมันก็บันทึกแปลนในการสร้างเรียบร้อยแล้ว ถึงจะแค่โครงก็เถอะ แต่ถึงยังไงเพราะสกิลสร้างแบบที่ว่านี่เลยทำให้การสร้างกระสุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวก

...ก็แหม  เพราะสกิลนี้หน่ะขอแค่เตรียมวัตถุดิบไว้  มันก็จะสร้างออกมาได้ตามจำนวนที่ต้องการเลย  สะดวกสมชื่อจริงๆ  เพราะงั้นเรื่องระยะเวลาในการสร้างกระสุนนี่เลยไม่ต้องกังวลเลย

 

ส่วนเรื่องกลไกภายในของตัวปืนนี่...เพราะสร้างกระสุนที่มีดินปืน ก็เลยต้องทำระบบการทำงานให้เป็นแบบที่โลกเดิม  แต่เพราะฉันเคยดูหนังสงครามกับศึกษาเรื่องพวกนี้ผ่านตามานิดหน่อย บวกกับใช้หน้าต่าง『คลังข้อมูลความทรงจำ』ซึ่งเป็นหนึ่งใน『หน้าต่างตั้งค่า』 ก็เลยทำให้สร้างปืนที่มีรูปร่างแบบเดียวกับตอนแรกได้อย่างสบายๆ แต่ระบบภายในเป็นแบบเซมิออโต้เหมือนกับที่โลกเดิมได้สำเร็จ....

หลังจากที่สร้างแม็กกาซีนแล้วบรรจุกระสุนเสร็จสิ้น...ก็แน่นอนว่าต้องลองของ  ฉันเลยเอามันไปลองสู้กับพวกมอนสเตอร์เป็นครั้งแรก.....

 

แล้วพอการต่อสู้จบลงเคลเบรอสก็ต้องตกใจกับอำนาจความเสียหายของกระสุนแบบเน้นทำลายล้าง รวมถึงความเร็วของมันก็เช่นกัน แต่ตัวฉันนั้นยังไม่พอใจกับผลลัพธ์เท่าไหร่  นั่นเพราะในการต่อสู้ครั้งนั้น  อัตราความแม่นยำจากการปะทะโดยการยิงก็คือ ยิงถูก 8 นัดจาก 19 นัด....

ถ้าถามว่าทำไมผลลัพธ์ถึงเป็นแบบนี้ละก็  บอกไปไม่ว่าใครก็ต้องตกใจแน่....  นั่นเพราะมอนสเตอร์พวกนั้นมันหลบกระสุนได้เฉยเลยหน่ะสิ....  เพราะตะลึงจนคิดว่าความเร็วมันน้อยไปรึเปล่าเลยลองใช้『นูเมรัลดิสเพลย์』ตรวจสอบดู  ก็ปรากฏว่าความเร็วของกระสุนโดยเฉลี่ยแล้วเกือบๆ 2 มัค หรือประมาณ  652 เมตรต่อวินาที เลยทีเดียว...

 

เหลือเชื่อไปเลยใช่ไหม!  นั่นมันอัตราเร็วเหนือเสียงเลยนะเฮ้ย!  พวกเอ็งหลบได้ยังไงกันฟ่ะ...  แต่ถึงตะโกนออกไปแบบนั้นก็ไม่ช่วยอะไรหรอก  ไอ้เรื่องคาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นเพราะมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนหน่ะมันคาดเดาได้ยากอยู่แล้วนี่น๊ะ....

 

เพราะงั้นแหล่ะ  เรื่องกระสุนเน้นยุทธวิธีก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก นั่นเพราะพอหัวกระสุนออกมาจากปากกระบอกแล้วเข้าประชิดตัวมอนสเตอร์ในระดับนึง มันก็จะกลายเป็นเวทย์โจมตีที่เป็นวงกว้างเลยไม่มีปัญหาเลยซักนิด....  แต่ประเด็นมันอยู่ที่『กระสุนเวทย์มนต์ประเภทเน้นการทำลายล้าง』ต่างหากหล่ะ....

 

อีแบบนี้มันเลยเหมือนว่ากระสุนที่อุตส่าห์สร้างมาจะสูญเปล่า  บวกกับความเสียหายที่ลองเปรียบเทียบดูจากกระสุนสองประเภทแบบนัดต่อนัด แบบเน้นการทำลายล้างมันสร้างความเสียหายได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด....พอรู้แบบนั้น  ฉันที่หัวร้อนแบบสุดๆก็เลยคิดที่จะทำให้กระสุนที่ออกมาเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก!

แล้วจากนั้น...ฉันก็เริ่มดัดแปลง ตัวปืน  แล้วก็ปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง....

 

นั่นก็คือ...การใช้เวทย์ธาตุลมและสายฟ้าในการเสริมความเร็วของกระสุนนั่นเอง!

ในหมู่เวทย์สายฟ้าและธาตุลมนั้น มีคาถาที่เพิ่มสมรรถภาพทางกายได้ชั่วคราวอยู่ แล้วดูเหมือนมันจะใช้กับอาวุธได้เหมือนกัน  ก็เลยคิดว่าน่าจะเอามาใช่เพิ่มความเร็วให้กระสุนได้...

จากนั้นฉันก็ทำการดัดแปลงบริเวณปากกระบอกปืน ให้ทำการเปิดวงจรเวทย์เสริมความเร็วของทั้งเวทย์ลมและสายฟ้าขึ้นมาในทันทีที่ลันไก

 

โดยหลักการคร่าวๆก็คือ  พอลั่นไกจะทำให้ดินปืนเกิดการลุกไหม้และเกิดแรงดันจากความร้อนจนขับหัวกระสุนออกมาทางปากกระบอกปืน แต่ในขณะเดียวกับที่ลั่นไก วงจรเวทย์ที่เสริมความเร็วก็จะทำงานเช่นกันโดยปรากฏเป็นวงเวทย์สองชั้นขึ้นที่ปากกระบอกปืน แล้วพอกระสุนวิ่งผ่านก็จะทำให้ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นมหาศาลในทางทฤษฎี...

 

แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติเนี่ยสิที่มันน่าตกใจกว่ากันเยอะ...ไม่ใช่ในความหมายที่ว่าความเร็วที่ออกมามันน้อยเกินไปหรอกนะ....แต่มันมากเกินไปต่างหากหล่ะ!

ใช่แล้ว  มันมากเกิน.....มากเกินที่จะเป็นกระสุนปืนซะด้วยซ้ำ  นั่นเพราะความเร็วของกระสุนโดยเฉลี่ยที่วัดได้จากนูเมรัลดิสเพลย์หน่ะคือ ประมาณ 12,000 เมตรต่อวินาทีหรือก็คือเกือบๆ 30 มัค หรือก็คือมันเร็วกว่าอัตราเร็วของเสียงเกือบ 30 เท่าเลยนั่นเอง

มันเยอะเกินไปจริงๆใช่ไหมหล่ะ...แถมความเร็วขนาดนี้ยังไม่ทำให้หัวกระสุนผิดรูปเพราะแรงเสียดสีเลยซักนิด อะไรจะแข็งขนาดนั้น!  แล้วพอเอาลองใช้สู้จริงผลจะเป็นยังไงงั้นเหรอ......

 

ถามมาได้....ผลก็คือ  โดนทุกนัดเลยหน่ะสิ  หลบได้ก็บ้าแล้ว!!!  ความเร็วขนาดนี้ขนาดอาจารย์หนวดปลาหมึกที่เป็นมนุษย์ต่างดาว ที่คุมชั้นเรียนลอบสังหารให้มาฆ่าตัวเองยังหลบไม่ได้เลยมั้งเนี่ย

...แต่เดี๋ยวดิ  งั้นก็หมายความว่าฉันกลายเป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่านั้นไปแล้วเรอะ!!!  อีแบบนี้ไม่ใช่แค่เสี้ยวนึงของดวงจันทร์ แต่คงเป่าดวงจันทร์ให้หายไปทั้งดวงได้แหงมๆเลย...

 

แต่ถึงจะเข้าเป้าทุกนัดก็จริง  แต่มันก็ยังพอเบี่ยงหลบได้ราวๆ 2 เซนติเมตรก่อนที่ฉันจะลั่นไกทุกที....เหลือเชื่อชะมัด เลยทำให้บางครั้งต้องใช้มากกว่า 1 นัดต่อตัวในการยิงเข้าที่จุดตาย  แต่เอาเถอะยังไงก็จัดการได้ก่อนที่มันจะเข้ามาใกล้อยู่แล้ว

...ตอนนี้เลยถ้าไม่ขึ้นไปชั้นถัดไปทั้งอย่างงั้นหรือมอนสเตอร์มันมีพละกำลังแฝงผิดปกติก็ไม่ต้องกังวลเลยหล่ะ...  เพราะถึงบางครั้งจะมีตัวที่โดนยิงที่หัวแล้วยังวิ่งเข้ามาหาได้เฉยเลยก็เจอมาแล้ว เพราะงั้นก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายดายไปซะหมด...หลอนชะมัดเลยวุ้ย

 

แล้วนอกจากปืนพกสีขาวที่ดัดแปลงมาตลอดนั่น ฉันก็ได้สร้างปืนที่มีระบบการทำงานแบบเดียวกันอีก 4 กระบอก  นั่นก็คือ ปืนสั้นใช้ Glock 17 เป็นรูปแบบภายนอก กับปืนไรเฟิลที่ใช้ต้นแบบเป็นของ Barrett M82A1  เองก็ด้วย เพราะอาจจะมีสถานการณ์ที่ต้องลอบโจมตีระยะไกลก็เป็นได้ เลยอยากเตรียมพร้อมไว้ก่อน  เรื่องระบบเองก็เหมือนกับปืนพกทั้ง 2 ก่อนหน้า แต่เพราะขนาดลำกล้องที่ยาวกว่าละมั้ง เลยทำให้ได้ความเร็วมากกว่าปืนพกทั้งสองประมาณ 2 มัค ส่วนระยะหวังผลนี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะอยู่ในที่อับ แต่ก็สามารถยิงโดนได้ทุกที่เพราะเรามีสกิล『มองเห็นในที่มืด』กับ『ตาเหยี่ยว』หน่ะนะ...  เพราะงั้นถ้าเจอมอนสเตอร์แบบใหม่ก็จะใช้ไรเฟิลนี่แหล่ะในการลองเชิง...

 

 

แล้วก็สร้างปืนกลออกมาด้วยเช่นกัน  เพราะอาจเกิดสถานการณ์คับขันในแบบที่ว่าโดนล้อมจนต้องตีฝ่าออกไปหรืออะไรทำนองนั้น ถ้ามามัวใช้ปืนพกไล่ยิงศัตรู 10 กว่าตัวก็ใช่เรื่อง เพราะงั้นก็เลยทำไว้ซะเลย

...ส่วนภาพแรกที่เข้ามาในหัวตอนที่จะสร้างปืนกลก็นี่เลย AK-47 ถ้าเล่นเกมแนว FPS บ่อยๆละก็ต้องรู้จักอยู่แล้ว 

 

อีกกระบอกก็ต้องนี่เลย  เล็กเหมาะมือ พกพาสะดวก แถมถือมือเดียวคู่กับปืนพกก็ได้ นั่นก็คือปืนที่ใช้ต้นแบบมาจากปืน Uzi นั่นเอง...

 

แน่นอนว่าระบบภายในมันเหมือนกับก่อนหน้าทั้ง 3 กระบอก  แต่ที่แตกต่างก็คือการทำงานของปืนกลสองกระบอกนี้เป็นแบบออโต้แค่นั้นเอง....

 

เรื่องขนาดของกระสุนก็สามารถปรับแต่งได้ตามใจ แม้จะเป็นปืนคนละชนิดก็สามารถใช้ร่วมกันได้ เลยทำให้สะดวกไปหลายเรื่อง  เรื่องนี้คงต้องขอบคุณเวทย์แปรธาตุด้วยหล่ะนะ...

.

.

 

หลังจากที่ใช้เวลาไป 2 วันเต็มๆ ในสร้างปืนทั้ง 5 กระบอก กระสุนหลากชนิด รวมถึงแม็กกะซีนของแต่ละกระบอกเสร็จสิ้นเรียบร้อยและรวมเวลาทำความคุ้นเคยไปด้วย  กรก็เริ่มการฝึกฝนสกิลทั้งหมดในทันที  แม้ในช่วงแรกจะไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องใช้มือซ้ายในการจับปืน แต่ก็ยังคงมุ่งสมาธิในการฝึกอย่างต่อเนื่อง เลยไม่ทันสังเกตซักนิดเดียวว่าตัวเขาไม่ได้กินอาหารมา 2 วันแล้ว แต่ยังคงแข็งแรงอยู่เป็นเพราะอะไร  แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรได้เป็นอย่างดี

 

และพอเข้าในช่วงวันที่ 4 กรได้นึกขึ้นมาได้ว่าหนึ่งในหน้าต่างตั้งค่า『ตั้งค่าอาชีพ』สามารถเลือกอาชีพได้ถึง 3 อย่างในเวลาเดียวกัน  แล้วกรก็ทำการติดตั้งอาชีพ 『เทพนักดาบ』『ผู้ใช้ปืนขั้นสุดยอด』และ『จอมเวทย์ผู้เหนือล้ำ』ลงไปในหน้าต่างสเตตัสในทันที  แล้วพอใส่อาชีพขั้นสูงเข้ามาทีเดียวก็เลยทำให้กรได้รับฉายาเพิ่มเข้ามาอีก

 

〘นักดาบไร้พ่าย〙

《 คำอธิบาย : ฉายาของผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของวิชาดาบ  สามารถกวัดแกว่งอาวุธประเภทดาบได้เสมือนเป็นร่างกายของตัวเอง เพิ่มความชำนาญในวิชาดาบจนถึงขีดสุด》

〘เทพนักแม่นปืน〙

《 คำอธิบาย : ฉายาของผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของการใช้ปืน  สามารถใช้อาวุธประเภทปืนได้เสมือนเป็นร่างกายของตัวเอง เพิ่มความชำนาญและเพิ่มความแม่นยำในการใช้ปืนจนถึงขีดสุด》

〘จอมเวทย์บรรพบุรุษ〙

《 คำอธิบาย : ฉายาของผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของการใช้เวทย์มนต์  สามารถทำให้ความเสียหายทางเวทย์มนต์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้》

 

          และแน่นอนว่ากรต้องตกใจกับผลลัพธ์นี้อยู่แล้ว  แต่กรก็เลิกคิดเรื่องนั้นไปก่อน เพราะจนถึงตอนนี้เขาเสียเวลาในการฝึกสกิลและความชำนาญในอาวุธ มา 5 วันเต็มๆแล้ว จึงต้องการที่จะลงไปชั้นต่อไปเร็วๆ และผลลัพธ์ของการกระทำที่เร่งรีบนั่นเลยทำให้ตัวเขาในตอนนี้สามารถฝ่าดันเจี้ยนตั้งแต่ ชั้นที่ 27 ซึ่งเขาใช้ฝึกฝนมาตลอด ลงมาจนถึงชั้นที่ 33 ซึ่งก็คือเขาใช้เวลาลงมา 6 ชั้นได้ในเวลา แค่ 2 วันนั่นเอง ถ้าไม่ติดว่าตัวเขาอยากที่จะฝึกฝนต่ออีกนิดหน่อยก็คงจะลงมาได้เร็วกว่านี้ แต่นั่นก็ทำให้ตัวกรในตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่าอย่างผิดหูผิดตาทั้งอาวุธที่เขาครอบครองและความชำนาญในการต่อสู้ก็เช่นกัน...

 

❖❖❖❖❖

 

〖แต่เห็นกี่ครั้งก็สุดยอดไปเลยนะเนี่ยเจ้าหนู....อำนาจการทำลายล้างของพวกมันเนี่ยน่ากลัวสุดๆไปเลย  เจ้านี่ทำให้ข้าสนุกได้อยู่เรื่อยเชียวนะเจ้าหนู....〗

〝อืม…มันสุดยอดอย่างที่บอกเลยนั่นหล่ะ...〞

〖ให้ตายสิ...สามารถนำอาวุธที่นายเหนือหัวพัฒนาเกือบ 3 ปี มาทำให้แกร่งขึ้นแบบเทียบไม่ติดในเวลา 2 วันเนี่ยนะ...แกนี่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาซะเหลือเกินนะเจ้าหนู〗

〝อย่าแขว่ะฉันนักเลยน่าเจ้าหมา〞

          หลังจากการต่อสู้กับ『มิเนอรัลแครป』ในตอนแรกได้จบลง  กรและเคลเบรอสก็พูดคุยกันถึงพลังของปืนของกร แม้จะเห็นเป็นครั้งที่ร้อยแปดแล้วก็ตาม  นั่นเลยทำให้กรรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพูดรักษาน้ำใจกันอยู่ในระดับนึง

 

〖แต่จากที่ปะทะไปเมื่อกี้.....สงสัยเลเวลเจ้าจะอัพจนถึง『จุดปลอดภัย』แล้วหล่ะนะ  เพราะงั้นก็มุ่งหน้าไปชั้นต่อไปได้อย่างหายห่วงแล้วหล่ะนะ〗

          แล้วพอเคลเบรอสเห็นว่ากรแข็งแกร่งพอที่จะไปยังชั้นถัดไปได้อย่างหายห่วงจากการต่อสู้ในตอนแรก ก็เลยรีบแนะนำกรไปแบบนั้นในทันที

 

          จนถึงตอนนี้การต่อสู้ของกรในทุกๆชั้นจะเป็นแบบ พอลงมาถึงชั้นใหม่ กรก็จะทำการเก็บเลเวลให้มากถึงจุดที่มอนสเตอร์ในชั้นใหม่ตามไม่ทันอยู่ตลอด นี่เองก็เป็นสาเหตุนึงที่ทำให้กรลงไปยังชั้นถัดไปได้ช้า  แต่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอก กรจึงต้องดำเนินการทุกอย่าง อย่างระมัดระวัง

          และรวมถึงตอนต่อสู้ก็เช่นกัน  ในยามปกติกรก็จะคงความเป็นตัวเองไว้อย่างที่เคย แต่พอระบุตำแหน่งของมอนสเตอร์ใกล้ๆได้ กรก็จะทำการ『ตัดความรู้สึก』ทิ้งในทันที นั่นก็เพื่อให้สามารถตัดสินใจในการต่อสู้ได้อย่างเยือกเย็นและไม่หวั่นไหวกับเหตุไม่คาดฝันที่มักเกิดขึ้นตลอด

 

〝จากที่ดูก็เป็นงั้นแหล่ะ  ...ถ้างั้นก็เดินทางกันต่อได้แล้———〞

〖หืม....เจ้าหนู  มีอะไรงั้นเหรอ?〗

          แต่ในขณะที่กรกำลังตอบกลับเคลเบรอสอยู่นั้น เขากลับหยุดพูดขึ้นมากะทันหัน เคลเบรอสที่ได้ยินแบบนั้นจึงถามกรกลับด้วยความเป็นห่วง

 

กริ๊ง!

กริ๊ง!!! ——— กริ๊ง!!! ——— กริ๊ง!!! ——— กริ๊ง!!! ———

          ในขณะเดียวกับที่กรกำลังจะตอบกลับเคลเบรอส ก็ได้มีเสียงกระดิ่งดังเสนาะหูอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นมาในหัวของเขา  อันเป็นสัญญานบอกว่าหน้าต่างตั้งค่าได้ถูกเปิดขึ้นมาตรงหน้าของกรในระดับสายตาพอดิบพอดีนั่นเอง

          เรื่องที่อยู่ดีๆหน้าต่างมันเด้งขึ้นมาเองนั้นทำให้กรตกใจมากก็จริง  แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ ที่ขึ้นมาตรงหน้าของเขาก็คือ หน้าต่าง『บุคคลโดยรอบ』ทั้งยังมีจุดสีเขียวกระพริบและมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะพร้อมๆกันอีกต่างหาก  และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจุดสีเขียวที่กระพริบอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากเขาไปเพียง 500 เมตรในทิศตะวันตกเฉียงเหนือนี้คืออะไร

 

〝เจ้าหมา! ข้างหน้า 500 เมตร มีคน.....อยู่ในดันเจี้ยน  ไม่สิ...อยู่ในชั้นนี้ด้วยหล่ะ〞

〖โห้!....น่าตกใจยิ่งนักที่มีมนุษย์คนอื่นนอกจากเจ้าจะมาอยู่ในชั้นที่ลึกขนาดนี้  แต่ก็นะ...ข้าสัมผัสได้เพียงตำแหน่งของมอนสเตอร์เท่านั้น  เพราะงั้นตอนนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ด้หรอกนะ....〗

          แล้วพอกรบอกเรื่องที่ว่ามีคนอื่นอยู่ในชั้นเดียวกันให้เคลเบรอสฟังก็ทำให้มันตะลึงเล็กน้อย แสดงให้เห็นเลยว่า ดันเจี้ยนแห่งนี้แทบจะไม่มีคนลงมาจนถึงชั้นแห่งนี้ได้เลย

 

〝น่าตกใจจริงๆนั่นแหล่ะ! ที่มีคนอยู่ในชั้นที่ลึกขนาดนี้เหมือนกับฉันเนี่ย〞

〖ไปดูกันเถอะเจ้าหนู!〗

〝รู้แล้วเฟ้ย!!!〞

          เคลเบรอสเองก็สนใจคนที่ว่านั่นเหมือนกัน  เลยทำให้เคลเบรอสยิ่งเร่งกรเข้าไปใหญ่  กรเองที่สนใจอยู่แล้วก็ไม่รอช้าที่จะถีบพื้นแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

 

ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   

          แล้วกรก็วิ่งลัดเลาะผิวถ้ำไปอย่างรวดเร็วจนไปเจอเข้ากับทางสี่แยกเข้า ซึ่งตำแหน่งที่กรค้นพบว่ามีคนอื่นอยู่ก็คือทางแยกด้านซ้ายนั้นเอง

 

กริ๊ง!!! ———

กริ๊ง!!! ———

กริ๊ง!!! ———

          แล้วเสียงกระพริบของสัญญานในตอนแรกก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และมีเสียงที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ  ราวกับจะย้ำเตือนกร ว่าขอแค่เลี้ยวไปทางแยกซ้ายนั่นก็จะพบคำตอบว่าคนๆนั้นเป็นใคร

 

ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!   ตึก!  

          แล้วเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงคล้ายกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาก็กำลังจะโผล่พ้นออกมาจากทางแยกซ้ายข้างหน้าของกร  แต่เพราะมีสุดยอดการประมวลผลอยู่ เลยทำให้ได้ยินเสียงนั่นอยู่ก่อนแล้ว หากกรและคนๆนั้นยังคงวิ่งเข้าหากันด้วยความเร็วระดับนี้ละก็ อีกราวๆ 2 วินาทีที่พ้นขอบจะต้องชนกันอย่างจังแน่นอน  กรที่รู้แบบนั้น  พอถึงในตำแหน่งที่เป็นช่วงตัดของทางแยก เขาก็หยุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน  เพื่อไม่ให้ชนกับคนๆนั้น แล้วพอกรยืนหยุดยึดอยู่กับพื้นเป็นที่เรียบร้อย ร่างของคนที่กรกำลังไล่ตามก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของกรในระยะเพียง 1 ฝ่ามือเท่านั้นเอง

 

〝พะ....ผู้หญิงงั้นเหรอ?!!!!〞

          ที่ปรากฏตรงหน้าของกรก็คือเด็กสาวที่ดูภายนอกแล้วก็เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับกรเช่นเดียวกัน แม้ใบหน้าจะดูเหนื่อยหอบ แต่ก็ดูสละสลวยเสียยิ่งกว่าทุกๆคนที่กรเคยพบเจอ ดวงตาสีส้มเหลืองสดใสราวกับอัญมณี แก้มและริมฝีปากสีชมพูอ่อนเองก็สดใสและอวบอิ่มน่าดึงดูด แต่ที่น่าตกใจกว่านั่นคือ  ผมของเธอนั้นเป็นสีชมพู ส่องประกายและสะท้อนแสงไปมาอย่างงดงามราวกับจะกลมกลืนไปกับจุดสีน้ำเงินของเพดานถ้ำโดยรอบเลยทีเดียว กำลังสวมชุดคลุมที่มีหมวกคลุมสีน้ำตาลคล้ายกับนักเดินทางที่ข้ามผ่านทะเลทราย ความหนานั้นดูจะไม่มากเท่าไรนัก นั่นเป็นเพราะมันบางจนสามารถรู้สัดส่วนของเธอคนนั้นได้ทั้งที่มองจากภายนอกเลยทีเดียว แต่เพราะตัวเธอไม่ได้ใส่หมวกคลุมอยู่เลยทำให้กรเห็นใบหน้าที่แสนจะน่ารักสุดบรรยายนั่นตรงๆได้อย่างชัดเจน

 

〝ห๊า!〞

ตุ๊บ!!!

          และดูเหมือนจะเป็นเพราะกรเกิดหยุดขึ้นมากะทันหัน ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับตัวเธอมาก พอเธอพ้นหัวมุมมาแล้วสังเกตเห็นกรอย่างกะทันหัน นั่นเลยทำให้เธอที่กำลังทำหน้าตกใจจนเหนื่อยหอบอยู่แล้วตกใจมากเข้าไปอีกจนร้องแบบนั้นออกมา  แล้วนั่นก็ทำให้เธอสะดุดเข้ากับขาของตัวเอง แล้วเด็กสาวที่เสียจังหวะก็ล้มคะมำหน้าทิ่มพื้นจนก้นโด่งเลยทีเดียว

 

〝เดี๋ยวสิเฮ้ย! เจ้าหมา....นี่มันยังไงกันแน่เนี่ย!〞

〖ถามข้าแล้วข้าจะไปถามใครกันเล่าเจ้าหนู!〗

          กรเองก็งงงวยกับสถานการณ์ตรงหน้าแบบสุดๆ นั่นเลยทำให้ถามเคลเบรอสออกไปแบบนั้น แต่แน่นอนว่าเคลเบรอสไม่รู้ด้วย และในขณะที่กรกำลังคุยกับเคลเบรอสอย่างสบายใจเฉิบอยู่นั่น เด็กสาวก็ตะโกนขึ้นมาราวกับจะเรียกสติของกรยังไงอย่างงั้น

 

〝นะ...นี่ นายหน่ะ!!!  มัวทำอะไรอยู่กัน...ถ้าไม่รีบหนีหล่ะก็!!!〞

〝หนี.....งั้นเหรอ!〞

                และแม้เด็กสาวจะตะโกนเพื่อเตือนกรแล้วก็ตาม  แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาดันเป็นกรที่เอียงคอสงสัยกลับมาซะอย่างงั้น  กรเองก็สงสัยว่าเธอหนีอะไรอยู่เหมือนกัน แต่เสียงที่คุ้นเคยหลังจากนี้ก็ทำให้เขาทราบคำตอบด้วยตัวเองในทันที

 

เจี๊ยกๆๆๆๆ!!!!!!

            สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของกรก็ไม่ใช่อะไรอื่น  แต่เป็น『คองโซลเยอร์』ที่เป็นมอนสเตอร์รูปแบบลิงสวมเกราะทหารนั่นเอง  จำนวนนั้นมีทั้งหมด 3 ตัว กำลังมุ่งตรงมาทางที่เด็กสาวซึ่งตอนนี้อยู่ในท่านั่งแบะขา และเอามือซ้ายทาบอกด้วยความตกใจอย่างรวดเร็วราวกับจะอดความกระหายเลือดไว้ไม่อยู่แล้วยังไงอย่างงั้น

 

〝ยะ....แย่แล้ว!  ถ้าไม่รีบหนีละก็!!!〞

ชิบ!——

〝!!!!!!〞

          แล้วพอเด็กสาวตะโกนเพื่อให้กรหนีไปอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นเครือ  กรที่ยืนอยู่ด้านข้างมาตลอดก็เดินเข้ามาบังเด็กสาวไว้  จนอยู่ระหว่างคองโซลเยอร์ทั้ง 3 กับเด็กสาวที่นั่งอยู่กับพื้นนั่น

 

〝นะ...นี่นาย!!!  คิดจะทำอะไรกันเนี่ย  นายสู้มันไม่ได้หรอก!!!!〞

          แล้วเด็กสาวก็ตะโกนเตือนกรเป็นครั้งที่ 3 แต่กรที่ตอนนี้ได้ปรับสถานะให้อยู่ในสภาพสู้รบโดยตัดความรู้สึกส่วนใหญ่ออกไปแล้วก็ไม่ได้สนใจฟังเสียงของเธอแม้แต่น้อย

 

ตรวจสอบ.......ความแข็งแกร่งเพื่อประเมินทักษะของศัตรู.....

 

『คองโซลเยอร์』    เลเวล     185

《พลังโจมตี》                  21,748               《พลังป้องกัน》                       16,951

《พลังเวทย์》                  19,521               《ความต้านทานเวทย์》             19,785

《ความว่องไว》               24,845               《พละกำลัง》                          18,654

 

ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์......จะทำการใช้มือเปล่าเพื่อกำจัดโดยใช้เวลาที่สั้นที่สุด

          ความคิดที่ราวกับเครื่องจักรของกรกลับมาอีกครั้ง อันเป็นเครื่องบ่งบอกว่าตัวเขาในตอนนี้ได้ตัดความรู้สึกทิ้งไปอีกครั้งเหมือนกับที่เคยทำในศึกตัดสินกับเคลเบรอสนั่นเอง

 

          แล้วพอคองโซลเยอร์ตัวที่ใกล้ที่สุดเข้าประชิดตัวกรสำเร็จ มันก็เงื้อดาบขึ้นมาเหนือศีรษะอย่างรวดเร็ว  แววตาของมันก็ส่องประกายสีแดงออกมาเล็กน้อย  ราวกับจะสื่อออกมาแทนคำพูดว่า〝ชนะแล้ว!〞ยังไงอย่างงั้น  พร้อมกับเผยเขี้ยวเล็บออกมาพร้อมกัน จนทำให้เด็กสาวที่กำลังนั่งอยู่กับพื้นนั่นหลับตาปี๋ลงอย่างรวดเร็วเพราะคิดจะหลีกหนีความจริงในอีกเสี้ยววินาทีข้างหน้าที่ตัวเองกำลังจะตาย แต่ทว่าเสียงที่ดังขึ้นหลังจากนี้กลับไม่ใช่เสียงของโลหะที่ควรจะเฉือนเข้าไปในเนื้อหนังของกรแต่อย่างใด.....

 

ตู้ม!!!!   ตู้ม!!!!  

เจี๊ยกกกก!!!!!!

          เสียงที่ดังขึ้นมากลับเป็น เสียงของกรที่นำหมัดลุ่นๆเข้ากระทบกับลำตัวของคองโซลเยอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่สนว่ามีอาวุธอยู่และพังดาบที่พุ่งเข้ามานั่นทั้งอย่างงั้น ก็ซัดมันไปชนตัวที่อยู่ข้างหลังจนทั้งสองปลิวออกไปเกือบๆ 5 เมตร แล้วทั้งสองตัวก็ลงไปนอนหงายท้องตามระเบียบ และกรก็จัดการอัดตัวที่เหลืออีกตัวที่พุ่งเข้ามาก่อนหน้าไปพร้อมๆกับสองตัวที่กระเด็นไปในเวลาเพียงไม่ถึงวินาที  จนทำให้ตอนนี้เจ้าลิงทั้ง 3 ตัวกำลังนอนหงายท้องดูดาวอยู่ด้วยแววตาที่แสนจะเลื่อนลอยและเหลือกตาขาวอยู่ แตกต่างจากท่าทีที่บุกเข้ามาหากรในตอนแรกอย่างสิ้นเชิงจนดูน่าเวทนาไม่ใช่น้อย

 

〝กะ...โกหกน่า!!!〞

          แล้วเด็กสาวก็ตะโกนแบบนั้นออกมา เพราะตกใจกับภาพตรงหน้าแบบสุดๆ ทั้งที่คิดว่าตัวเองและเด็กผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคงไม่มีทางรอด จึงได้ตัดใจที่จะมีชีวิตอยู่ไปเรียบร้อยแล้วแท้ๆ

 

〝นะ...นาย  เป็นใครกันแน่!?〞

          แล้วเด็กสาวก็ถามกรออกมาแบบนั้นด้วยเสียงที่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อย ทั้งที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรก กรในตอนนี้เองก็กลับสู่สภาพปกติที่ความรู้สึกกลับมาหมดแล้วเนื่องจากการต่อสู้ได้จบลงอย่างรวดเร็ว ก็ตอบกลับเด็กสาวที่ยังคงนั่งแบะขาอยู่อย่างงั้นว่า.....

 

〝ก็แค่ไรเดอร์ที่บังเอิญผ่านมาก็เท่านั้นเอง!〞

 

〝...............〞

          แล้วเด็กสาวก็ตกตะลึงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยกับคำตอบของกรไปราวๆ 5 วินาที 

 

〝อะไร...ละนั่น!?〞

          แล้วพอเธอได้สติกลับมา เด็กสาวก็เอียงคอสงสัยพร้อมกับขมวดคิ้วแล้วถามกรกลับไปอีกครั้ง ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่เข้าใจอย่างชัดเจนทั้งยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหัวอีกต่างหาก  นั่นเลยทำให้กรเพิ่งรู้ตัวไปว่าโรคจูนิเบียวที่ยังไม่หายสนิทดีของตัวเองมันดันมากำเริบเพราะได้ช่วยชีวิตเด็กสาวที่สุดแสนจะน่ารักคนนี้จากมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนอย่างกระทันหัน ราวกับเป็นเหตุการณ์แบบเดียวกับที่เจอได้บ่อยๆในอนิเมะหรือเกมยังไงอย่างงั้น ก็แทบจะล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงอจนขาดใจตายเพราะความอายหลังจากนี้ไม่นาน 




NEKOPOST.NET