Jinx Pech ตอนที่ 73 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.73 - Chapter 3 : Hero (วีรบุรุษ)


 

 

หลังเหตุการณ์สุดมหาวิปโยคที่คร่าชีวิตคนในเมืองอีทรูเดียนไปหนึ่งในสามที่ถูกขนานนามอย่างเป็นทางการว่า ‘วันมหาราชันย์วิปริต’ ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างของผู้รอดชีวิตตอนที่รีเวิร์สประกาศนามว่าตัวตัวเขาคือกษัตริย์ผู้สาปสูญเมื่อเจ็ดพันปีก่อนที่มีนามว่า ‘เมนนิลิอัส ซิปซีลัส ดิคอรินท์’ ก่อนจะลงมือประหัตถ์ประหารผู้คนอย่างไม่เลือกหน้าได้จบลงไปได้เกือบสี่เดือนแล้ว

อันที่จริงการเรียนของจริงก็ได้ย่างเข้าสู่เทอมที่สองมาได้สักพักใหญ่แล้ว

แต่จะว่าไปมันมีเรื่องน่าประหลาดใจที่ยากจะหาคำตอบได้จนแทบเรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในเรื่องพิศวงทั้งเจ็ดของสถาบันแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ตรงที่ไอ้คุณจิงคที่น่าสลบไปครึ่งหนึ่งของเวลาที่ผ่านมา มันผ่านเทอมแรกของเทอมมาด้วยเกรที่สุดเพอร์เฟ็คแบบ 4.00 ได้ไงหว่า

สอบก็ไม่ได้สอบ

เรื่องเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะตอนนั้นเขากำลังหลับอยู่บนเตียงที่มีนามเขาติดเป็นสง่าอยู่แบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็ว่าได้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งเรียนเป็นเรื่องราว หรือจะบอกว่าเขาสามารถถอดจิตไปเรียนและไปสอบได้อย่างนั้นก็เกินไปหน่อยนะ

เอ๊ะ หรือว่าจะได้หว่าเพราะเขาเองช่วงที่ผ่านก็ทำแบบนั้นบ่อยๆด้วย แต่ส่วนใหญ่ย้อนไปในอดีตนะ ไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน แบบว่าคนเราน่ะมีอดีตเพื่อให้ผ่านไปและเป็นความทรงจำเพื่อเดินไปข้างหน้า ส่วนไอ้จิงคซึ่งเป็นพระเอกเรื่องนี้มีอดีตเพื่อไปข้างหน้าไม่งั้นดำเนินเรื่องต่อไม่ได้ จนบางครั้งจิงคเองก็คิดนะว่าถ้าไม่มีอดีตแล้วเดินไปข้างหน้าไม่ได้เขาขอเป็นคนไร้อนาคตดีกว่ามีชีวิตที่ต้องรำลึกอดีตก่อนตัวเองเกิดถึงเจ็ดพันปี

แต่เรื่องพรรณนั้นช่างมันก่อนเถอะ เพราะจิงคเองยังไม่รู้สึกอึดอัดใจเท่ากับเรื่องที่จะกล่าวถึงในตอนนี้

หลังจากที่จิงคได้พูดคุยกับซีรัสจบซึ่งทางซีรัสนั้นได้ขอแยกตัวเพื่อไปทำธุระอะไรบางอย่างก่อนที่จะเริ่มเรียน ทางจิงคนั้นก็ได้กลับมาเดินเปล่าเปลี่ยวแบบไร้หญิงสาวเคียงคู่อีกครั้ง แต่กระนั้นก็มิวายคงเอกลักษณ์เดินห้าสิบก้าวลื่นล้มแบบไร้เหตุให้สะดุดจนดีลังกาม้วนหลังไปสองครั้งติด โดนนกขี้ใส่หัวไปหนึ่ง แถมไม่วายเดินชนเสาเพราะมองมองไม่เห็นไปอีกสาม

เอ่อ... อันที่จริงจิงคเองก็เจอเรื่องนี้บ่อยๆนะก่อนที่จะมาอยู่ในสถาบันแห่งนี้ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกมันจะหนักหน่วงกว่าเดิมไปประมาณสองเท่าของเวลาปกติไปหน่อยนะ

ไอ้ความซวยบัดซบที่ถาโถมเข้ามาใส่เนี้ย

 ตอนแรกเขาก็นึกว่าไอ้ความซวยบรมเนี้ยมันได้จางหายไปจากชีวิตเขาแล้ว นับจากวันที่เจอนางมารในคราบเทพธิดาที่คอมโบคู่กับอาจารย์สาวแสนสวยนามว่าเรธิเซีย เพราะอันที่จริงช่วงที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้ประสบเหตุการณ์สะดุด ขี้นก เดินชนเสามานานพอสมควรแล้ว

แต่แล้วไหงมันกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เขาฟื้นสภาพจากอาการบาดเจ็บเพราะแผลถูกแทง สภาพร่างกายที่ทนใช้เวทมนตร์ทั้งๆที่ยังมีบาดแผลและก็อะไรต่อมิอะไรจนทำให้เขานั้นนั้นแทบจะถูกเรียกว่าศพที่กลับมามีชีวิตได้อย่างปฏิหาริย์

สงสัยคงจะมีดวงเรื่องการแคล้วคลาดแล้วมั้ง

นั้นคือสิ่งที่จิงคคิดในตอนนี้ แต่ว่าแท้จริงแล้วจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าหว่า ถ้าว่าตามความจริงแล้วการที่เขาได้เจอนานาเอลแล้วเรื่องพรรณนี้หายไปคงไม่ใช่เพราะว่าจู่จู่เขาก็ได้ดวงแคล้วคลาดมาหรอกมั้ง แต่น่าจะเป็นเพราะว่าเขาเจอความซวยระดับบิ๊กแล้วเลยไม่จำเป็นต้องมีความซวยขนาดเล็กมาตอดเล็กตอดน้อยมากกว่า

เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้ชีวิตของเขาหลังจากพบเจ้าหล่อนเนี้ยเริ่มเข้าสู่สภาพที่เรียกว่าวิบัติกำลังดีเลย

อย่างตอนนี้ก็เช่นกัน

 

“ไงท่านวีรบุรุษ”

“อรุณสวัสดิ์ท่านวีรบุรุษ”

“สบายดีแล้วเหรอท่านวีรบุรุษ”

 

และอีกหลายคำทักทายที่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายพี่แกก็ต้องเรียกเขาด้วยคำพูดที่ฟังดูสูงส่งและแฝงไปด้วยความน่าภาคภูมิใจที่อยู่แล้วยิ่งใหญ่แบบมหึมา ทั้งที่สภาพของเขาในตอนนี้ไม่ได้ชวนให้รู้สึกคล้ายตามไปกับคำพูดพวกนั้นเลย

 

‘ท่านวีรบุรุษ’

 

จากนักต้มตุ๋นที่สุดแสนจะน่าลักไปฆ่าจนมีคนกล่าวว่า ถ้าไม่อยากเสียทรัพย์จนหมดตัวก็จงเลี่ยงตัวตนของบุรุษที่มีนามว่าจิงคเอาไว้ แต่ผ่านมาได้แค่ปีกว่าๆสถานภาพของเขานั้นกลับโดยเลื่อนยศจากตัวน่ารัจเกียจราวกับเหลือบไรมาเป็นบุคคลที่มีฐานะเกือบเทียบเท่าราชวงศ์ชนชั้นสูงที่มีแต่คนถามหาและอยากพบเจอเป็นที่สุดจนเรียกได้ว่าถ้ามีคนทำชาร์จวัดอันดับความนิยมของเขาในตอนนี้ เขาคงมีเรทติ้งที่เรียกได้ว่าระดับสูงเลยทีเดียว

แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น เขาเองก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรหรอกนะกับสถานการณ์ตอนนี้เพราะจากเหตุการณ์ล่าสุดที่ผ่านมาใน ‘วันมหาราชันย์วิปริต’ นั้นชื่อเสียงที่เขาเป็นคนหยุดยั้งเหตุการณ์อันเลวร้ายไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านั้นได้ดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองจนบัดนี้ข่าวลือที่ว่านั้นยังไม่ซาลงเลย ถึงขนาดตอนนี้เขามีอนุสาวรีย์เป็นของัวเองเรียบร้อยแล้ว

บทจะทำดีขึ้นก็ขึ้นง่ายๆโดยไม่ได้ตั้งใจแฮะ

ทั้งที่ตอนนั้นตอนที่เขาคิดจะไปหยุดรีเวิร์ส เขานั้นแค่ทำไปเพราะประชดผู้หญิงคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง แต่แล้วไอ้การประชดที่ว่ากลับทำเอาเขากลายเป็นแบบนี้ได้

เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว

ยิ่งเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วเพราะฉะนั้นใช้คติที่เขาใช้เป็นประจำอยู่เนืองๆดีกว่าว่า ‘ช่างมันเถอะ’

ใช่เขาต้องคิดแบบนั้นไม่งั้นเขาคงจะไม่ใช่ตัวเขาอีกต่อไป

“หน้าตาดูเศร้าๆนะคะท่านจิงค”

เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งเอ่ยทักเขาจากทางด้านหลังซึ่งเป็นเสียงที่คุนเคยมากจนถึงขนาดที่เขาไม่ต้องหันไปมองก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร เพราะเธอคนนี้มีศักดิ์เป็นถึงคนรับใช้ส่วนตัวของเขาตั้งแต่เขายังเด็กนี่นา

ถึงแม้ว่าเขาจะแก่กว่าเธอปีหนึ่งก็เถอะ

แต่เดี๋ยวสิ นี่คุณเธอเห็หน้าเขาได้ยังไงล่ะก็เขาตอนนี้พันผ้าพันแผลไว้ทั้งหน้าอยู่นะ ถึงจะสนิทกันขนาดไหนแต่ถ้าไม่เห็นใบหน้าแล้วบอกเขาว่าหน้าตาดูเศร้าๆนะได้แบบนี้ มันก็ออกจะเทพไปหน่อยแล้วมั้งคุณเธอเอย...

“ก็น่าจะเป็นเป็นแบบนั้นอยู่หรอกนะ ไซธีเรีย” จิงคทักหญิงสาวผู้นั้นกลับอย่างไม่ใส่ใจมากนัก

“เพราะอะไรเหรอคะ พอจะบอกได้หรือเปล่าคะ” ไซธีเรียเอ่ยถามเขาอย่างเป็นห่วง

จิงคชำเลืองตามองหญิงสาวผู้ที่หน้าหล่อสวยคนนี้เล็กน้อยอย่างชั่งใจ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินมาหาเธอพร้อมทั้งเอื้อมมือจับมือของเธอเบาๆ

“เรื่องนั้นเธอจะไม่รู้เลยงั้นเหรอว่าฉันกำลังกังวลเรื่องอะไร” เขาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย

“แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากที่จะได้ยินจากปากของท่านจิงคเองมากกว่าคะ” ไซธีเรียลูบมือของจิงคเบาๆพร้อมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน เหมือนเช่นตอนที่เขาได้เจอเธอครั้งแรก

ตอนที่เขายังคงเป็นเด็กชายที่มีดีแค่ความซวยแต่ไม่ถึงขั้นลากความเลวร้ายมาให้ผู้อื่นต้องเจ็บปวด

“งั้นเหรอ แย่จังเลยนะ ดูเหมือนว่าช่วงนี้เธอชักจะดื้อขึ้นกว่าเดิมนะ”

“อันที่จริงต้องบอกว่าดิฉันกลับมาเป็นเหมือนเดิมน่าจะถูกว่านะคะ” ไซธีเรียฉีกยิ้มอย่างสดใสให้เขาจนทำเอาจิงคนั้นพูดอะไรออกมาไม่ถูกเลยทีเดียว

“นี่รู้หรือเปล่าเนี้ยว่าท่าทางที่เธอทำเนี้ยมันทำเอาฉันเสี่ยงตายแค่ไหน”

“ยังไงเหรอคะ”

“ก็นะ ท่าทางนั้นของเธอมัน...”

“มันอะไรเหรอคะ” ไซธีเรียยังคงฉีกยิ้มอย่างน่ารักตอบเขาด้วยทางน่าอุ้ม

“ก็มัน...” จิงคอึกอักที่จะพูดประโยคต่อไป

“มัน...” ไซธีเรียทำหน้าตาเหมือนลุ้นกับคำตอบของจิงค

“ก็นะ มันน่าเข้าไปกอดนะสิ” จิงคกลั้นใจเอ่ยตอบกลับไปในที่สุด

“เหรอคะ” หญิงสาวที่มีหน้าตาสวยออกหล่อได้อมยิ้มอย่างดีใจที่คำตอบนั้นของจิงคเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด “ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามากอดก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องอดกลั้นไว้เลย”

“ก็อยากอยู่ล่ะนะ แต่ถ้าเผลอไปทำแบบนั้นเข้าล่ะก็...”

ว่าจบจิงคก็ชำเลืองไปมองข้างหลังของเขาด้วยแววตาที่หวาดระแวง เพราะจะว่าไปหลังจากที่เขาคุยกับซีรัสจบเขาก็รู้สึกความเย็นอันไม่น่าพึ่งประสงค์แผ่มาที่แถวต้นคอของเขาอยู่เนืองๆ

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างยัยนั่นจะลดตัวลงมาทำตัวแบบไดเต้สามได้

อ่านะ ถ้าสงสัยว่าทำไมถึงเป็นไดเต้สามแล้วล่ะก็ คงต้องต้องกลับไปอ่านตอนกลางของเรื่องแล้วล่ะ ว่าแต่เรื่องนี้มันสันบสนุนให้มีปรากฎการณ์ไดเต้เยอะๆหรือไง ไม่เข้าใจเลย

“เหรอคะ” ไซธีเรียเหลือบมากไปทางที่จิงคมาเล็กน้อยอย่างเข้าใจ

“ดีจริงที่เธอเข้าใจฉันง่ายๆแบบนี้” จิงคเอ่ยออกมาอย่างดีใจ

“ก็ดิฉันอยู่กับท่านจิงคมานานมากแล้วนี่คะ อย่างน้อยๆก็มากกว่าหลายคนที่อยู่ในที่นี้แหละค่ะ” ไซธีเรียเอ่ยเสียงดังก้องราวกับตั้งใจจะประกาศคำพูดนั้นให้ใครบางคนได้ยิน

แต่เดี๋ยวสิ คุณไซธีเรียทำแบบนี้มันไม่ได้เลยนะ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว มันกลับน่าจะเกิดผลสะท้อนอย่างรุนแรงมากมายจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้เลยเชียวล่ะ ทำไมคุณเธอถึงทำแบบนี้กันล่ะเนี้ย ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้เลย

เอาแล้วไงไอ้ความรู้สึกที่เย็นต้นคอเนืองๆเมื่อครู่นี้มันเริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกร้อนผ่าวที่แฝงความอาฆาตไว้อย่างเต็มที่แล้วไง

วันนี้ก็เป็นที่เขาต้องรับเคราะห์อย่างแสนสาสมกับสิ่งที่เขาทำมาในอดีตอีกครั้งสินะ

“อ่านะ ไซธีเรีย” จิงคยิ้มแห้งๆให้เธอ

“แล้วก็ท่านจิงคค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะเรื่องที่ว่าท่านจิงคอยากอดดิฉันแต่ท่านจิงคไม่กล้าเพราะกลัวอิทธิพลอะไรบางอย่างจากทางด้านหลังของท่านจิงค” ไซธีเรียพูดต่ออย่างไม่สนรอยยิ้มเรียกร้องความเห็นใจของเขาในตอนนี้ที่ส่งให้คุณเธอเลยแม้แต่น้อย

อ่านะ คงอย่างที่เธอบอกจริงสินะ ว่าคุณเธอได้กลับมาเป็นเธอคนเดิมแล้ว

“นี่ไซธีเรีย” จิงคถอยหลังไปสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง

แต่ดูเหมือนว่าทางไซธีเรียจะไม่ยอมให้ระยะห่างนั้นเกิดขึ้นเลยเพราะคุณเธอได้เดินไล่ตามเขามาในระยะยที่ยังคงระยะห่างระหว่าเธอกับเขาไว้เป็นอย่างดีจนน่าตกใจ

“จะหนีเหรอคะ ท่านจิงค” เธอเอ่ยออกมาเสียงเบาๆด้วยคำพูดที่สะท้านใจของจิงคอย่างรุนแรง

เพราะคำพูดนั้นของเธอทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้ เหตุการณ์ในวันที่เปลี่ยนตัวตนของเด็กสาวที่ชื่อไซธีเรียอย่างสิ้นเชิง

“ฉัน..” จิงคอึกอักที่จะพูดออกมาพร้อมเท้าของเขาที่หยุดก้าวถอยหลังต่ออย่างสิ้นเชิง

เนื่องจากเขาไม่อาจที่จะหนีไปได้จากความรับผิดชอบนั้น ความรับผิดชอบที่เขาทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหาใดเปรียบ

ความรับผิดชอบที่เขาสาบานไว้แล้วว่าต้องทำให้สำเร็จ

“ฉันนี่ขี้โกงจังเลยนะคะ รู้ทั้งรู้ว่าท่านจิงครู้สึกอย่างไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ก็ยังจะใช้ผลประโยชน์จากความรู้สึกนั้นของท่านจิงคเพื่อหาความสุขให้ตัวเอง บางทีคนที่ชั่วช้าที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอาจจะไม่ใช่ท่านจิงคก็ได้นะคะ”

ว่าจบไซธีเรียก็ก้าวเข้ามาหาเขาพร้อมทั้งซุกใบหน้าไปที่แผ่นอกของเขาอย่างแผ่วเบาโดยไม่สนท่าทีที่ตื่นตกใจของจิงคแม้แต่น้อย

“แต่เพราะอย่างนั้นแหละคะ ฉันถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อชดเชยความเลวร้ายของฉันในตอนนี้ยังไงล่ะคะ”

คำพูดที่ดังออกมาอย่างแผ่วเบาจากปากของเด็กสาวที่มีศักดิ์เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเขาได้ดึงท่าทีที่จับต้นชนปลายไม่ถูกของจิงคให้กลับมาสู่สภาพที่ควรเป็นในตอนนี้ของเขา

“นี่เธอ...”

“พูดตรงนี้ไม่ได้นะคะ ท่านจิงค ถ้าท่านจิงคพูดออกไปในตอนนี้เดี๋ยวแผนทุกอย่างก็จะพังทลายหมดสิคะ” ไซธีเรียเอ่ยห้ามเขาเบาๆด้วยรอยยิ้มที่ดูน่าหวาดหวั่น

“แต่เธอไม่ควร...”

“เข้ามายุ่งสินะคะ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะค่ะ แต่ว่าฉันก็เข้ามาเกี่ยวอย่างเต็มตัวแบบที่หมดทางถอยกลับแล้วค่ะ” ไซธีเรียชำเลืองตามองจิงตอย่างซุกซนจนลบภาพหญิงสาวที่ดูหล่อสวยที่เธอเคยเป็นก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น

“เอาเป็นว่าการกระทำครั้งนี้ของฉันให้ท่านจิงคถือว่าเป็นการแก้แค้นของฉันต่อท่านจิงคเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็แล้วกันนะคะ”

จากนั้นไซธีเรียก็ผละตัวออกจากจิงค

“เพราะฉะนั้นจงเจ็บปวดซะให้เพียงพอเถอะนะคะ” ไซธีเรียเอ่ยต่อพร้อมด้วยรอยยิ้มที่แสนเศร้าสร้อย ก่อนที่เธอจะหันหน้าเดินจากจิงคไปพร้อมกับพึมพำเบาๆด้วยซุ้มเสียงที่จิงคยากจะได้ยินส่งท้าย

“แล้วก็ถือเป็นการลงโทษที่ท่านจิงคพยายามทำกับฉันด้วยความรู้สึกรับผิดชอบมากว่าความรู้สึกอย่างอื่นด้วยค่ะ”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเลยนะนานาเอล”

ไดอาน่าที่กำลังเดินอ่านหนังสืออยู่ที่นั่งตรงริมระเบียงสุดทางเดินของอาคารเรียนเอ่ยทักหลังจากเห็นนานาเอลที่กำลังเดินมาทางเธอด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย

“ก็นะ” นานาเอลยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไรมาก

“งั้นเหรอ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าหนนี้เธอจะเต็มที่กับชีวิตเกินไปหน่อยนะ” ไดอาน่าเหลือบมองไปที่คราบเลือดที่ติดอยู่ที่มือของนานาเอลด้วยสีหน้าที่หวาดๆ

“ยังไม่ได้ฆ่าหรอกน่า” นานาเอลเอ่ยเสียงเรียบ

“แต่ก็ดูเหมือนว่าที่เธอทำจะทำให้จิงคเสียเลือดมากพอดูเลยนะ” ไดอาน่าพูดเสริม

“ยังไง”

“ก็เพราะถ้าจิงคไม่เสียเลือดมากมือของเธอคงไม่มีคราบเลือดติดมาจนถึงตอนนี้หรอกนะ” หญิงสาวหุ่นโลลิชี้ไปที่มือของนางฟ้าเจ้าอารมณ์เป็นการอธิบาย

“อ๊ะ ยังมีเหลือคราบติดอยู่เหรอ แย่จัง สงสัยตอนนั้นเหม่อไปหน่อยเลยลืมเช็ดให้เกลี้ยง” นานาเอลแลบลิ้นอย่างน่ารักด้วยสีหน้าเปิ่น

“นี่นานาเอลแน่ใจนะว่าจิงคยังมีลมหายใจอยู่นะ” ไดอาน่าถามซ้ำเพื่อเช็คสภาพของผู้เคราะห์ร้ายในตอนนี้ว่าอาการเขาน่าจะอยู่ในโคม่าระดับไหน

“ก็... น่าจะหายใจอยู่นะ แต่รู้สึกว่าแผ่วๆอยู่เหมือนกันเพราะถ้าจำไม่ผิดก่อนเดินมาจากที่นั้นฉันเห็นน้ำพุสีแดงพุ่งออกมาจากหัวของจิงคด้วย” นานาเอลเอ่ยตอบด้วยท่าทางที่ครุ่นคิด

“นี่นานาเอล แบบนั้นยังในใจนะว่ายังไม่ตายน่ะ”

“แน่สิ แหม... ดูเธอพูดเข้า นี่เธอคิดว่าฉันจะฆ่าจิงคได้ลงคอจริงๆงั้นเหรอ”

“มันก็ไม่แน่นี่นา ในเมื่อตอนนี้เธอมีความทรงจำของอดีตชาติของเธอเขามาปะปนในความทรงจำของเธอที่อยู่ในตอนนี้” ไดอาน่าหรี่ตามองนานาเอลด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าเอไม่ไว้ใจในตัวนานาเอลอย่างเต็มที่

“พูดเกินไปหน่อยแล้วนะ ไดอาน่า ฉันในตอนนั้นกับฉันในตอนนี้ถึงใครจะบอกว่าเป็นดวงวิญญาณที่มีความทรงจำร่วมกันหรือดวงวิญญาณเดียวกันก็ตาม แต่ฉันในตอนนั้นก็คือฉันในตอนนั้นไม่มีทางที่จะมาเป็นฉันในตอนนี้ได้หรอก”

“แน่ใจงั้นเหรอ”

“แน่สิ จะบอกอะไรให้นะ ว่าถ้าตัวฉันเป็นฉันในตอนนั้นจริงฉันคงไม่อาจยอมรับความรู้สึกในตอนนี้ได้หรอก ความรู้สึกขาดสติที่ผู้หญิงทุกคนนั้นมีแต่ผู้ชายไม่ชอบน่ะ” นานาเอลยิ้มออกมาบางๆด้วยแววตาที่เขินอาย

“ยอมรับแล้วงั้นเหรอ” ไดอาน่ายิ้มรับคำพูดนั้นอย่างสดใส

“ก็นะ นิดหน่อยน่ะ จะให้โกหกตัวเองต่อไปมันก็กระไรอยู่ อันที่จริงจากประสบการณ์ที่ได้รับมาคราวก่อนนี้มันก็แรงพอตัวเลยล่ะ”

“ถ้างั้นแล้วทำไมถึง...”

“แหม... ถึงจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ก็เถอะ ไดอาน่า เธอคบกับฉันมาตั้งนานก็น่าจะรู้นี่นา ว่าฉันเป็นคนยังไง”

“นั้นสินะ จะให้เปลี่ยนไปเลยโดยฉับพลันก็คงไม่ได้ด้วย” ไดอาน่าเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้

“ก็นะ เพราะฉะนั้นคงต้องค่อยเป็นค่อยไปล่ะนะ อันที่จริงปัญหาส่วนใหญ่ที่ถูกระบุมาไว้ก็เกือบจะหมดแล้วด้วย ถ้าเป็นไปได้ด้วยดีฉันว่าคงน่าจะแฮปปี้เอ็นดิ้งล่ะนะ” นานาเอลยิ้มอย่างสดใสสไตล์สาววัยแรกแย้มจนทำเอารัศมีนางฟ้าที่แทบหายไปของเอเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง

“นั้นสินะ ว่าแต่ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมเธอถึงอัดหมอนั้นแล้วเดินมาทำหน้าตาเศร้าๆอีกล่ะ” ไดอาน่าเอ่ยถามต่ออย่างไม่หายคาใจเรื่องที่เกิดขึ้น

“ก็... จะว่ายังไงดี ฉันน่ะบังเอิญไปเห็นจิงคคุยกับคุณไซธีเรียเข้าน่ะสิ ดูเหมือนว่าสองคนนั้นจะมีอะไรกันลึกซึ้งมาก่อนมากมายในระดับที่ฉันไม่สามารถอ่านใจได้น่ะ ฉันก็เลยหงุดหงิดเป็นอย่างมากน่ะ”

“แน่ใจว่าบังเอิญน่ะ” ไดอาน่าได้ทีเหยอดคำแซว

“ก็บังเอิญนะสิ” นานาเอลหน้าแดงตอบกลับคำพูดนั้นอย่างไม่อาจที่จะเอ่ยอะไรได้มากกว่านี้

ก็ตอนนั้นมันไม่บังเอิญจริงๆนี่นา

เพราะหลังจากที่เธอทำร้ายจิงคจนงอมพระรามในช่วงเช้าแล้ว เธอก็เกิดเป็นห่วงว่าทำแบบนั้นจะเกินไปหรือเปล่าเพราะจิงคเองก็พึ่งพ้นสภาพโคม่ามาจากเหตุการณ์ ‘วันมหาราชันย์วิปริต’ ได้เดือนกว่าเอง อันที่จริงสภาพของจิงคที่กลับมาถึงสถาบันในตอนนั้นเรียกได้ว่ายับเยินจนหมอหลายคนถึงกับส่ายหัวแล้วฟันธงบอกมาว่า ‘ทำใจเสียเถอะ’ เลยเสียด้วยซ้ำ แถมเวทมนตร์รักษาของไดอาน่าที่ว่าแน่ๆยังแทบจะช่วยไม่ได้ หนำซ้ำเวลาที่จิงคนั้นสลบไปอีกนั้นย่างเข้าสองเดือนเลยนะ

มันหนักหนาไม่ใช่น้อยๆเลยสำหรับคนธรรมดา

แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีปนอยู่บ้างตรงที่จิงคนั้นมันหาใช่คนธรรมดาไม่ จะว่าไปความอึดของจิงคนั้นจะเรียกเข้าว่าขั้นเทพเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างนั้นเลยทำให้จิงคยังคงมีลมหายใจเดินไปเดินมาให้ยัยนางฟ้าจอมโหดผู้นี้ฟาดฟันจนเลือดตกยางออกอยู่ในวันนี้

เพราะอย่างนั้นมันก็เลยทำให่นานาเอลอดห่วงไม่ได้

ใช่ อดห่วงไม่ได้จนทำให้เธอต้องทำตัวลับๆล่อๆสะกดรอยตามจิงคไปอย่างห่างๆแบบห่วงๆจึงทำให้เธอค้นพบความลับของจิงคอย่างหนึ่งเข้าในที่สุด

ว่าไอ้คุณจิงคเนี้ย มันเพื่อนชายน้อยเกินไปจนนับหัวได้เลย

เซฟเฟอรัส วัลแคน กับอีกหนึ่งชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าจะเรียกชายหนุ่มได้ไหม นั้นคือไดเต้

คืดแล้วรวมออกมาเป็นตัวเลขนั้นยังไงก้ได้แค่สามอารมณ์ประมาณมือเดียวก็พอไม่ต้องใช้สองมือนับให้ยุ่งยาก แต่ในทางกลับกันชีวิตของคุณจิงคนั้นดูเหมือนจะมีเพื่อนสาวมากเกินกว่าที่หน้าตาโกโรโกโสจะพึ่งมีได้อยู่มากมายเกินไปจนทำให้นานาเอลเริ่มตระหนักขึ้นมาได้ว่า

‘สงสัยเธอคงต้องมีมาตรการบังคับใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยด่วนเสียแล้ว’

แต่ถมยังท่าทางที่ดูซับซ้อนระหว่างจิงคกับไซธีเรีย

ดูยังไงมันก็ชวนคาใจเอามากๆจนถึงกระทั่งทำให้เธอเผลอลงไม้ลงมือกับจิงคอย่างรุนแรงไปอีกครั้ง แต่เรื่องพรรณนั้นใครจะกล้าพูดออกมาได้ล่ะ ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทคบมานานแค่ไหนก็ตามทีก็เถอะ

แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายเกินไปนะ

แต่ว่าท่าทางและคำพูดสุดท้ายของไซธีเรียนที่พูดกับจิงคนั้น ดูเหมือนมันจะติดค้างในใจของนานาเอลเอามากๆ

“เอาเถอะ บังเอิญก็บังเอิญ” ไดอาน่ายอมวางมือจากการพูดเซ้าซี้นานาเอลอย่างว่าง่ายเมื่อสายตาของเธอสังเกตเห็นท่าทีของนานาเอลในตอนนี้ “ว่าแต่คาใจเรื่องระหว่างจิงคกับไซธีเรียอยู่สินะ”

“อือ... แล้วเธอรู้อะไรบ้างหรือเปล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะ” นานาเอลเอ่ยถามอย่างได้ที

“ก็นะ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้เลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่านะ ฉันคิดว่าฉันคงเล่าอะไรไม่ได้มากนักหรอก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างจิงคกับไซธีเรียนั้นมันถึงจะดูเข้าใจได้ไม่ยาก แต่มันก็ไม่เรื่องที่น่าสนุกเลยที่จะให้คนอื่นมาเล่าให้เธอฟังโดยไม่ถามความเห็นเจ้าของเรื่องเสียก่อน” ไดอาน่าพูดดักทางไว้เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้มากนัก

หนำซ้ายังเป็นการสื่ออกมาว่าให้ไปถามเจ้าตัวเองน่าจะดีกว่าเสียด้วย

“นั้นสินะ เอาไว้ถ้าฉันมีความกล้าแล้วฉันจะไปถามจิงคก็แล้วกัน” นานาเอลยอมรามืออย่างว่าง่ายจนทำเอาไดอาน่านั้นรู้สึกสงสัยไม่ใช่น้อยแต่กระนั้นเอก็เลือกที่จะเงียบไว้ไม่ถามดีกว่า

“ถ้างั้นหวังว่าสักวันเธอจะกล้าถามเขานะเหมือนวันนี้ที่เอกล้ายอมรับเรื่องนี้ได้น่ะ”

“อือ คงสักวันล่ะนะ” นานาเอลพยักหน้าตอบ

อันที่จริงเอก็ประหลาดใจอยู่กับท่าทีของตัวเองในตอนนี้ที่ยอมรับเรื่องที่คิดอย่างไรกับจิงคนั้นอย่างว่าง่ายต่อหน้าไดอาน่า แต่กระนั้นเองก็ไม่อยากติดใจคิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องที่เธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้ ทั้งที่มันน่าจะจบอย่างลงด้วยดีในอีกไม่ช้าถ้าคำทำนายทุกอย่างถูกต้อง แต่ทำไมเธอรู้สึกไม่ดีอย่างนี้ก็ไม่รู้ แต่เขาว่าสังหรณ์ผู้หญิงมักจะแรงนี่สิ ยิ่งสังหรณ์ของเธอแล้วด้วย

คงจะแรงน่าดูเลยทีเดียว

 

--------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET