Jinx Pech ตอนที่ 16 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.16 - Rione di Etudiant (ละแวกใกล้เคียงของอีทรูเดียน)





“เป็นภารกิจที่แนะนำวิชาได้ชัดเจนดีเหลือเกิน”
เซฟเฟอรัสเอ่ยขึ้นหลังจากที่เขากลับมาปรากฎตัวที่หน้าประตูในสวนด้านหลังสถาบันที่ดูเหมือนดั่งสุสานอีกครั้งพร้อมกับหญิงสาวผมบ๊อบนามว่าซีรัสโดยที่มือของเขาได้ถือกระดาษสีดำที่มีข้อความสีทองที่ถูกเขียนไว้ว่า

‘ให้ไปให้อาหารสุนัขที่บ้านของผอ.’

ว่าสรุปแล้ววิชานี้เป็นวิชาที่ใช้งานนักศึกษาโดยไม่ต้องจ่ายเงินจ้างสินะ
เมื่อพวกเขาเดินกลับรวมกลุ่มกับพวกเหล่านักศึกษาทุนคนอื่นอีกครั้งพวกเขาก็พบว่าพวกนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มกับรอยัลโกลด์ได้กลับมาเกือบครบหมดแล้ว
ทั้งคู่ของนานาเอลกับไดอาน่าที่แม่นักบวชที่ดูเด็กกว่าวัยนั้นกำลังนั่งมองท้องฟ้ารอหมดชั่วโมงอย่างไร้เดียงสาส่วนแม่เทพธิดาก็ยืนปั้นหน้ายากที่จะบอกอารมณ์ของเธอ ทางด้านฟีอากับวัลแคนก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นสภาพของชายหนุ่มสิ้นหวังกับหญิงสาวหยิ่งยโสที่กำลังรอคนรักคนของเธอกลับมา
ช่างมีหลากหลายอารมณ์ดีเหลือเกิน
จะเหลือก็เพียงแต่นักศึกษาทุนระดับแพลตตินั่มที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งและหญิงสาวเพื่อนสมัยเด็กของเขาที่ไปทำภารกิจเป็นคู่แรกเท่านั้นเองที่ไม่ได้ยืนอยู่ที่ตรงนี้
“จิงคกับไซคียังไม่กลับมาอีกงั้นเหรอ?” เซฟเฟอรัสเดินไปสะกิดถามวัลแคนที่นั่งกอดเข่าตัวกลมอย่างหดหู่ด้วยความสงสัย
“แล้วนายเห็นพวกนั้นมั้ยล่ะ?” วัลแคนตอบกลับแบบซังกะตายไร้ซึ่งชีวิตชีวา
“ก็เพราะไม่เห็นถึงถามยังไงล่ะ” เซฟเฟอรัสขมวดคิ้วเอ่ยสวน
“ถ้างั้นก็หมายความว่ายังไม่กลับมานั้นแหละ”
“งั้นเหรอ แต่ว่าแค่ภารกิจง่ายๆแบบนี้ระดับจิงคไม่น่าจะไปนานเลยนี่นา”
“ไม่แน่นะ บางทีพวกเขาอาจจะถูกส่งไปที่ริโอเน่ดิอีทรูเดียนเลยก็ได้มั้ง ยังไงซะจิงคก็ระดับฝีมือไม่ธรรมดาอยู่แล้วนี่นา ถึงขนาดที่ชนะการประลองกับอาจารย์เรธิเซียผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘นางฟ้าจากนรก’ ได้เลยนี่นา” วัลแคนตอบแบบไม่เป็นกังวลอะไรมากนัก
แต่ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับสะกิดใจให้สามสาวรูมเมทของบุรุษที่ถูกกล่าวขานถึงจนทำให้พวกหล่อนต้องหันกลับมามองหน้าวัลแคนดูสีหน้าถอดสีทันที
“นายจะบ้าเหรอวัลแคน เท่าที่พี่เอเน็ตบอกมาแถวนั้นมันเป็นสถานที่สอบไล่ของวิชาลาบี้รินซ์ตอนปลายภาคของระดับปีสี่เชียวนะเฟ้ย ไม่ใช่ที่ที่ให้เด็กปีหนึ่งอย่างพวกเราที่พึ่งเรียนวิชานี้เป็นครั้งแรกไปเดินเล่นได้หรอกนะ เพราะขนาดพวกปีสี่ที่ว่าทุนอยู่ในระดับสูงๆยังจะเอาตัวไม่รอดเลย ถึงจะเป็นระดับจิงคก็เถอะฉันว่าอาจารย์คงไม่บ้าขนาดนั้นหรอกนะ” เซฟเฟอรัสเอ่ยเถียงกลับทันทีพร้อมทั้งอ้างชื่อของรุ่นพี่รหัสของตนลงไปด้วย
“แหม... แต่ดูเหมือนว่าผอ.มิคาเอลต้องการจะเก็บจิงคอยู่แล้วนี่นา มันก็ไม่แน่หรอกนะ”
วัลแคนเริ่มเอ่ยออกมาอย่างสนุกปากแบบลืมไปว่าคนที่เขากำลังเอ่ยถึงในตอนนี้เป็นบิดาของหญิงสาวผมบลอนด์ที่กำลังยืนหน้าถอดสีอยู่ไม่ห่างจากที่ที่พวกเขาคุยกันอยู่มากนัก
“แต่แบบนี้มันก็เกินไปนะ” เซฟเฟอรัสเอ่ยหน้าเครียด
“ไม่หรอก เป็นไปได้มากเลยล่ะ” นานาเอลเอ่ยสวนขึ้น
ก่อนที่เธอจะหมุนตัววิ่งที่ประตูที่เธอพึ่งมาปรากฎตัวเพื่อกลับมาที่แห่งนี้ได้ไม่นานพร้อมกับสองสาวที่เหลือที่วิ่งตามเธอไปทันที
มันอะไรกันงั้นเหรอ?
สองหนุ่มกับหนึ่งสาวตีหน้าเอ๋อออกมาน้อยๆกับการกระทำที่ดูแปลกไปของนานาเอลหลังจากที่เธอได้ยินบทสนทนาเมื่อสักครู่ แต่ว่าระหว่างนั้นเองเซฟเฟอรัสก็รู้สึกถึงมือใครบางคนที่มาแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆพร้อมกับน้ำเสียงที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของหญิงสาวผู้หนึ่ง
“ท่าทางจะแย่กันอยู่สินะ”
ประกายเรือนผมสีขาวอมเขียวได้สะท้อนเข้ากับม่านตาสีน้ำตาลของเซฟเฟอรัสก่อนที่ร่างของนักศึกษาที่ยืนอยู่บริเวณนี้ทั้งหมดจะล้มลงไปนอนวัดพื้นอย่างไม่มีเหตุผล
“ท่าทางจะแย่เอามากๆเลยเสียด้วยสินะ”
ริมฝีปากที่ค่อยๆคลี่ยิ้มได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอทำให้บรรยากาศของสวนที่เหมือนสุสานแห่งนี้คล้ายสุสานเข้าไปใหญ่ พร้อมกับบรรยากาศเย็นเฉียบและหมอกที่เริ่มลงปกคลุมพื้นที่ขึ้นมาบางๆราวกับรู้หน้าที่ว่าต้องสร้างบรรยากาศให้ดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ‘ชีวิตคนเราหนักแน่นดั่งขุนเขาแต่เบาดุจขนนก’ เขาไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงหรอกนะเพราะเขานั่งอ่านประโยคนั้นแบบผ่านๆอย่างไม่คิดอะไรมาก และอันที่จริงเขาเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่าประโยคนั้นมันถูกพูดขึ้นว่าแบบนี้หรือเปล่า เพราะตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะคิดอะไรเลยนอกจากหาทางรอดให้ชีวิตที่มันจะดับเมื่อไรก็ไม่อาจจะรู้ได้
ตูม!!
เสียงฟาดมือใส่พื้นของเหล่าสัตว์ประหลาดและผองเพื่อนที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและความเชื่อใจกันอันน่าประทับใจจนทำให้เขาแทบน้ำตาไหล
ไม่ใช่เพราะซึ้งหรอกนะ แต่เพราะกลัวจนน้ำตาเล็ดต่างหาก
อะไรจะประสานใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวได้ขนาดนี้ ถ้าเหล่าประชาชนของประเทศสารขัณฑ์มาเห็นเข้าคงจะต้องบังเกิดความอิจฉาแน่ๆ
แต่เอ๊ะ! นี่เขากำลังคิดอะไรเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางให้กับพระเจ้าตัวจริงที่สร้างโลกนี้ขึ้นมาหรือเปล่าเนี้ย?
แต่ทว่าระหว่างที่เขากำลังคิดอะไรบ้าๆแบบนี้เสียงโจมตีที่ดังกระหน่ำต่อเนื่องก็ยังระเบิดเสียงดังออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนราวกับตั้งใจที่จะข่มขวัญให้จิตใจดวงน้อยๆของเขาต้องระทมทุกข์และล้นเปี่ยมไปด้วยความกลัวตาย
อะไรจะขนาดนั้นครับผม ผมก็แค่จะมาโยนเหรียญเท่านั้นเอง
แล้วทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!!!
จิงคคิดในใจอย่างเหนื่อยล้าไม่แพ้แขนและขาของเขาที่เริ่มร้องระงมเพราะฝืนให้มันทำงานหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพราะไหนเขาจะต้องวิ่งหลบการโจมตีสุดร้ายแรงจนน่าจะทำลายร่างเขาให้เป็นผงได้ถ้าไปเฉียดมันเข้าของสัตว์ประหลาดตัวโตราวกับยักษีพวกนี้แล้วเขายังต้องแบกหญิงสาว Simple is the best นี้ไปด้วย
ดูแล้วเป็นการออกกำลังกายที่เยี่ยมยอดดีจริงๆเลย
“เซฟเฟอรัส....”
เสียงของไซคีที่หลับตาแน่นอยู่ที่แผ่นหลังของเขาเพราะความกลัวได้พึมพำเอ่ยชื่อชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะภาวนาให้เขาคนนั้นมาช่วยก็ไม่ปาน
แต่ถ้าหมอนั่นมาปรากฎตัวจริงๆก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากพาวิ่งหนีอยู่ดีนั้นแหละ
เอาเป็นว่าถ้าไซคีตอนนี้กำลังนึกถึงชายผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของเธออยู่แล้วล่ะก็ตอนนี้เขาก็ขอนึกบ้างก็แล้วกัน
ยัยนางมารนานาเอล และคุณแม่มดฟีอา....
ได้โปรดช่วยลูกช้างด้วย!!!!
ถึงจะหมดมาดก็เอา เขาไม่แคร์แล้ว ถ้าเป็นคนเขาอาจจะทำอะไรได้บ้างอยู่แต่นี่มันเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์และดูน่ากลัวอย่างกะยักษ์กะมารพวกนี้เขาขอบายเลยดีกว่าเพราะพวกมันใช้การปลั๊ฟหรือคำลวงที่เขาถนัดใช้ได้ผลซะที่ไหนกันเล่า อันที่จริงต้องถามมันเลยดีกว่าว่ามันฟังภาษาคนรู้เรื่องหรือเปล่า
แต่ถึงฟังออกมันก็ไม่ฟังอยู่ดีแหละ ดูดิ ซัดเอา ซัดเอา
ตูม!!
เสียงระเบิดจากการโจมตีเริ่มใกล้ตัวเขามากขึ้นจนแทบจะทำให้เขาเริ่มเสียวสันหลังขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้ามันเข้ามาระเบิดใกล้เขากว่านี้ก็คงเตรียมพิธีสวดศพตัวเขาไว้ได้เลย  ท่าทางว่าพระเจ้าคงจะไม่ปรารถนาให้เขามีชีวิตอยู่อย่างแรงสินะถึงให้เขาต้องมาเจอแต่เรื่องน่ารักน่าชังและน่ากลัวแบบนี้
ถ้าอยากคุยกันก็ลงมาคุยกันที่นี่สิครับ
อย่าลากผมไปลงนรกแล้วค่อยคุยกัน!!!
แต่ทว่าถ้อยคำที่ด่าก่นพระเจ้าในใจของเขาก็ต้องเลือนหายไปจากความคิดเมื่อสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในก้นกล่องแพนโดร่าได้ปรากฎขึ้นที่ด้านหน้าของเขา
ความหวัง!!!
ช่องถ้ำเล็กๆที่เรืองแสงสีขาวนวลน่าหลงใหลให้คลั่งไคล้วิ่งหามัน จากประสาทสัมผัสและประสบการณ์ในชีวิตของเขาที่ผ่านเกือบสิบแปดปีมันร้องระงมขึ้นมาทันที
ถ้าไม่เข้าไปตอนนี้จะเข้าไปตอนไหนล่ะ
พอคิดได้แบบนั้นเขาก็ฝืนใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีวิ่งเขาหาความหวังที่พระเจ้า(ที่เขาพึ่นด่าก่นใส่เมื่อครู่นี้)ประทานมาให้นั้นอย่างสุดกำลังแบบไม่คิดชีวิต เพราะถ้าอยู่ตรงนี้ต่อไปมันก็ไม่น่าจะเหลือชีวิตให้คิดแบบนี้แล้ว
ต้องรอด!!!
เขาพุ่งหลาวตัวเขาไปในช่องเล็กๆในถ้ำที่เรืองแสงนั้นทันทีที่เห็นว่าไม่ถึงห้าก้าวก็น่าจะวิ่งไปถึงแล้วพร้อมๆกับเสียงระเบิดที่ดังลั่นและเสียงของแผ่นหินที่หล่นมาปิดทางเข้าตัวช่องที่เรืองแสงนี้กับถ้ำใหญ่ที่มืดมิดแต่มีแสงบ้างที่เหมือนกับนรกนั้นทันที
“ว้าเว้ย!!!!”
“กรี๊ด!!!”
เสียงเขาร้องออกมาดังลั่นพร้อมกับเสียงของไซคีที่กรีดร้องออกมาจนแทบทำเอาแก้วหูของเขาแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ถ้ามันแตกได้ละนะ เพราะแทนที่ตัวถ้ำย่อยนั้นจะเป็นพื้นที่โล่งธรรมดาแต่มันกลับเป็นทางลาดเรียบที่ไว้ใช้ไถลลื่นเป็นสไลเดอร์ได้
“เหวอ!!!”
เสียงสะท้อนของคนสองคนดังลั่นไปอีกสักพักใหญ่ ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะทะลุตกลงมาในโพรงถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีแสงสีขาวนวลไม่ต่างจากทางที่เขาบังเอิญกึ่งจงใจไถลลื่นมา
ผลั๊ก!
ร่างของจิงคได้เป็นเบารองรับร่างอันนุ่มนิ่มของไซคีเพื่อป้องกันเธอจากผนังของโพรงถ้ำอีกครั้ง อันที่จริงหนนี้ออกจะแรงกว่าหนที่แล้วพอสมควรจนทำให้เขาแทบกระอักเลือดออกมาเพราะอวัยวะภายในได้รับการกระเทือนอย่างรุนแรงจนแทบฉีกขาดประกอบกับขาขวาของเขาที่มันหมดสภาพเพราะการโจมตีของสัตว์ประหลาดเมื่อครู่นี้
แต่ถึงกระนั้นมันก็น่าดีใจที่เขายังมีชีวิตอยู่หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวยักษ์และเหล่าผองเพื่อนของพวกนั้นที่อยู่กันเป็นโขลงจนแทบจะเอาตัวไม่รอด
อันที่จริงมันก็อาจจะไม่แย่ขนาดนี้ก็ได้ถ้าไซคีใช้เวทมนตร์ได้
แต่ทว่ามันไม่รู้ว่ามันจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ภายในตัวถ้ำนั้นพวกเขาไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เลย
ไม่ว่าไซคีจะพยายามสักเพียงใดก็ตาม
ดังนั้นเรื่องที่เขาไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เลยยังไม่แตก เพราะเขาเองก็แถไปว่าเขาก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เช่นกัน และการที่จะใช้กำลังกายสู้กับไอ้พวกนั้นชนะได้มันก็แทบจะเป็นศูนย์เลยถ้าปราศจากเวทมนตร์แล้ว  เพราะฉะนั้นการที่จิงคจะเลือกพาไซคีวิ่งหนีจึงไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาดเลย
ดังนั้นเรื่องที่ว่าเขาเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเลยยังคงไม่แดงออกมา
เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจในขณะที่หญิงสาวผมสั้นประบ่ายังคงนอนซุกกายอยู่บนร่างที่เหนื่อยหอบจนแทบจะไม่แรงเหลือทำอะไรของเขา
“นี่เรารอดแล้วใช่มั้ย?” ไซคีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าตามทฤษฎีแล้วก็ใช่” จิงคพยายามฝืนเอ่ยตอบหญิงสาวผู้นี้เพื่อปลอบขวัญเธอ
“แล้วถ้ามัน....”
“ก็ตามทฤษฎีอีกนั้นแหละนะ ถ้ามันเป็นตามที่เธอกำลังจะถามแล้วล่ะก็สงสัยคงจะไม่ต้องทำอะไรแล้วล่ะ” จิงคเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างพอจะเดาคำถามของหญิงสาวผู้นี้ออก “เอาเป็นว่าเราคิดในแง่ดีไว้ก่อนดีกว่าว่าที่นี่ปลอดภัยแล้ว”
“อ่านะ” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนที่แม่สาวน่ารักผู้นี้จะเอาใบหน้าของเธอไปซุกที่แผ่นอกของจิงคอีกครั้ง “มิน่าละ ทำไมรุ่นพี่ถึงบอกว่าวิชานี้น่ากลัว”
มันไม่ใช่น่ากลัวแล้วแบบนี้
มันหวังผลจะฆ่ากันเลยชัดๆ!!!
เขาคิดในใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยออกไปเพราะกลัวว่าจะเป็นการไปเพิ่มความหวาดกลัวให้หญิงสาวผู้นี้เสียเปล่าๆซึ่งเขาเองก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นด้วย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเงียบไม่พูดอะไรสักพักเพื่อให้หญิงสาวผู้นี้ได้พักผ่อนไปในตัว
แต่ทว่าในระหว่างที่เขากำลังสอดส่ายสายตาไปทั่วโพรงถ้ำที่ไร้ช่องทางออกนอกเหนือจากทางที่พวกเขาลงมาแต่กลับมีแสงสว่างจ้าจนเกือบเทียบเท่ากับโลกภายนอกแห่งนี้ สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่ถูกตั้งตระหง่านไว้ที่กลางโพรงถ้ำแห่งนี้
มันเป็นแท่งคริสตัลสีม่วงขนาดมหึมาหลายแท่งที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์อย่างแน่นอน โดยรอบแท่งคริสตัลนั้นมีเสาสีขาวประมาณเจ็ดเสารายล้อมรอบตัวคริสตัลสีม่วงนั้นไว้ราวกับว่าจะค้ำจุนตัวเพดานของโพรงถ้ำนั้นไว้เพื่อป้องกันการถล่มลงมาจนทำให้ตัวคริสตัลนั้นเสียหาย
แต่จะว่าไปถ้าเพ่งมองดีๆก็จะพบว่าแท่งคริสตัลนั้นไม่ได้ตั้งเปล่าเพราะภายแท่งนั้นมันปรากฎหน้ากากที่ทำจากกระดาษเปเปอร์มาเช่สีขาวบริสุทธิ์มีลายวาดเป็นลายเส้นตรงสีแดงราวกับเลือดสดยักไปมาราวกับมีน้ำไหลออกจากรูที่เจาะไว้สำหรับการมองเห็นทางด้านซ้ายพร้อมทั้งวาดปากเป็นเส้นตรงที่ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์อันใดกับขนนกสีดำที่ดูงดงามได้ถูกเก็บรักษาไว้ข้างในราวกับอำพันที่เก็บรักษาซากสัตว์เอาไว้เป็นอย่างดีจนดูแล้วงดงามและน่าหลงใหลเป็นอย่างมากแม้ว่าสิ่งของที่อยู่ในตัวคริสตัลนั้นจะทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยพิศมัยมันก็ตามที
“ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนงั้นเหรอ?”
หญิงสาวที่ใช้อกของจิงคเป็นหมอนหนุนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดสงสัยไม่ได้เมื่อเธอเริ่มสังเกตสภาพที่ดูผิดปกติที่อยู่รอบโพรงถ้ำในตอนนี้แล้ว
“คงเป็นที่เก็บสมบัติอะไรสักอย่างล่ะมั้ง” จิงคเอ่ยตอบกลับตามสัญชาตญาณโจรที่เขามี
อันที่จริงไม่ต้องใช้สัญชาตญาณโจรอะไรบ้าบอนั้นเลยก็น่าจะรู้ว่าที่นี่ต้องเก็บอะไรที่สำคัญไว้อยู่แล้ว เพราะจากระบบการป้องกันที่เว่อร์จนเกินเหตุถึงขนาดลงอาคมผนึกเวทและแถมยังใช้ปิศาจที่ดูแข็งแกร่งตัวโตที่แสนน่ากลัวนั้นเฝ้าแถวกลางถ้ำเป็นฝูงนั้นอีก
ยังไงซะ ก็หนีไม่พ้นว่าสิ่งของที่อยู่ในนี้ต้องเป็นสมบัติที่มีมูลค่ามหาศาลไม่ก็เป็นของที่อันตรายอย่างเหลือคณานับ
แต่เท่าที่ดูของที่ถูกเก็บไว้ในคริสตัลนั้นมันไม่น่าจะเป็นของสูงค่าที่มีราคาแพงอะไรเลยนอกจากจะเป็นหน้ากากที่ดูแล้วหลอนจนหน้าขนลุกกับขนนกสีดำที่ดูไร้ราคาที่จะเอาไปขายที่ไหนก็ไม่น่าจะมีใครรับซื้อออย่างแน่นอน
ดังนั้นความเป็นไปได้ของสิ่งของพวกนั้นก็คือมันเป็นของอันตรายระดับสูงที่มีคนต้องการเก็บซ่อนไว้จากโลกภายนอก
ให้ตายเถอะ แล้วไหงเขามาอยู่ในที่แบบนี้ได้ล่ะ
ตอนแรกก็แค่จะให้ไปโยนเหรียญที่น้ำพุแห่งเทรวี่ไม่ใช่หรือไง แล้วจะดูยังไงที่แห่งนี้ก็ไม่น่าจะมีน้ำพุแห่งเทรวี่อยู่แน่นอน
สรุปแล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่?
เพราฉะนั้นการรีบหาทางออกจากที่นี่คงจะเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ชวนยุ่งยากใจแบบนี้ เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวหรือชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยนแบบพวกตัวละครในนิยายแนวผจญภัยทั่วไปชอบทำหรอกนะ อันที่จริงเขาเองก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าไอ้พวกนั้นมันทำไปแล้วสนุกหรือไงกับเรื่องที่สรรหาความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตได้ไม่เว้นแต่ละวันโดยบอกกับคนอื่นว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมเข้าไปเจือกเรื่องพวกนั้นได้แล้ว
เพราะฉะนั้นเวลามีใครมาบอกหรือเล่าหรือขอให้ดูปัญหาอะไรต่างๆให้ เขาจึงปฎิเสธและทำเป็นไม่สนใจเลย เพราะแค่ชีวิตปัจจุบันก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้วขืนมีปัญหามาเพิ่มอีกมันคงจะไม่สนุกมากนักหรอก
เผลอๆอาจจะได้ไปนั่งคุยกับยมบาลหรือพระเจ้าเร็วขึ้นก็ได้
แต่ก็น่าประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่าทั้งที่เขาเป็นคนที่ชอบหนีปัญหาขนาดนี้แล้วทำไมเขาถึงต้องมาเจออะไรที่ดูเป็นปัญหาทุกที แถมหนนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่และดูเหมือนว่าจะหนีได้ลำบากเสียด้วย เพราะขาขวาของเขามันได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีของสัตว์ประหลาดเมื่อสักครู่นี้
เกิดมาเคยโดนคนอัดมาหลายหน แต่พึ่งเคยลองโดนสัตว์ประหลาดอัดครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยนี่แหละ ขอบอกเลยว่าโดนคนอัดมันสนุกกว่าเยอะเลย เหอๆๆ
เพราะอย่างน้อยก็ไม่ถึงกับเกือบตายได้ภายในหนเดียวแบบนี้
“งั้นเหรอ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแหละ เพราะฉันเป็นพวกอาชญากรสายที่มุ่งไปทางจิตวิทยาหลอกลวงและขโมยของจากตัวคนเลยมากกว่าที่จะมาขโมยของและผจญภัยในถ้ำนรกพวกนี้น่ะ” จิงคตอบกลับเสียงเรียบ
ตระกูลของจิงคจัดว่าเป็นตระกูลอาชญากรตัวเอ้ที่เลี้ยงอาชญากรไว้หลายคนแถมแต่ละคนยังเก่งๆทั้งนั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงรู้จักพวกลักษณะอาชีพของอาชญากรด้านต่างๆเป็นอย่างดีเพราะเขารู้จักตั้งแต่พวกที่อยู่ในสายเดียวกันกับตัวเขาจนไปถึงนักฆ่าเลยก็ยังมี
“ไม่ชอบเรื่องที่มีปัญหาสินะ” ไซคีเอ่ยออกมาอย่างพอจะเข้าใจ
“อ่านะ”
“มิน่าล่ะ ตอนนั้นจิงคถึงเลือกที่จะ....”
แต่ทว่าก่อนที่เธอจะได้พูดจบประโยคจู่จู่ร่างของจิงคก็ดูเหมือนว่าจะถูกอะไรบางอย่างดึงอย่างแรงจนทำให้ร่างของเธอพลัดตกลงจากตัวของเขา
“อ๊าก!!!”
ชายหนุ่มร้องลั่นอย่างเจ็บปวดด้วยอาการแผลที่ขาและแรงดึงของอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเส้นด้ายหรือลวดที่เล็กมากๆจนมองแทบไม่เห็น โดยทิศทางที่เขาถูกดึงไปนั้นคือที่ตั้งของคริสตัลแท่งสีม่วงที่บรรจุหน้ากากและขนนกสีดำไว้ข้างใน
นี่มันอะไรกันฟะเนี้ย!!!
แม้ว่าเขาอยากจะร้องออกมาเท่าไรแต่ก็ดูเหมือนว่าเสียงทั้งหมดของเขามันได้กลืนหายไปกับสายลมรอบตัวที่มันดังหวีดหวิวในระหว่างที่ร่างของเขาถูกดึงไปที่ข้างหลังแบบไม่อาจจที่จะขัดได้ ไม่สิ เขาไม่มีแรงที่จะขัดขืนแล้วมากกว่า แต่ถึงจะมีแรงขัดขืนมันก็คงต้องเป็นอย่างนี้อยู่ดี
เพราะเขาอ่อนแอจะตายไป
ไม่นานนักแผ่นหลังของเขาก็กระทบกับแท่งคริสตัลที่มีหน้ากากและขนนกบรรจุอยู่ภายในนั้นอย่างแรงพร้อมกับแสงสีขาวที่ค่อยๆสว่างจ้าขึ้นมาในวิถีการมองเห็นของเขากับภาพของชายหนุ่มผมดำที่หน้าตาดูสวยมากกว่าหล่อผู้หนึ่งที่กำลังวิ่งมาทางเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่อาจเห็นภาพเหตุการณ์ได้มากกว่านี้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นมิตรหรือศัตรู แล้วไซคีจะปลอดภัยหรือไม่ เพราะไม่นานนักแสงสีขาวก็กลืนภาพที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้าให้หายไปหมดพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่เลือนลางลงไปด้วย
สรุปแล้วนี่เป็นแค่ความซวยหรืออะไรกันแน่?

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

แสงสว่างสีแดงฉานที่ถูกสาดส่องไปทั่วบริเวณโดยต้นกำเนิดของแสงนั้นมันไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์แต่มาจากเปลวเพลิงที่ลุกโชนไปทั่วบริเวณที่สายตาของเขามองเห็นอยู่ในตอนนี้พร้อมกับเสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ของใครหลายคนดังเป็นเสียงประกอบพื้นหลังจนทำให้บรรยากาศที่นี่มันดูน่าพรั่นพรึงมากขึ้นกว่าเดิม
มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว
แต่ทว่าชั่วพริบตาสายตาของเขาในตอนนี้มันกลับเงยหน้าเพื่อเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ปราศจากแสงสว่างจากสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปเพราะมีเมฆมาบดบังแสงพวกนั้นจนสิ้นประกอบกับความรู้สึกที่เท้าที่รู้สึกเหนียวเหนอะน่าขยะแขยง ราวกับว่าเขากำลังเหยียบวัตถุอะไรบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์อยู่ แม้ว่าเขาไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแต่เขามั่นใจเลยว่าสิ่งที่เขาเหยียบอยู่มันคงไม่ใช่ของดีอะไรแน่นอน
ไม่นานนักสายตาของเขาก็ได้ทอดมองลงมาที่ระดับพื้นอีกครั้งโดยหนนี้ดูเหมือนว่าสายตานี้จะมองมุมนี้นานกว่าเดิมจนเขาได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เมืองที่เปลวไฟลุกโชนเพื่อแผดเผาทุกสิ่งที่ตัวมันติดได้ ร่างของผู้คนที่วิ่งกันขวักไขว่ และพื้นดินสีแดงที่ไม่ได้มาจากแสงสะท้อนของเปลวไฟแต่เป็นการย้อมด้วยสีของของเหลวชนิดหนึ่งที่ถูกชะโลมไปที่พื้นเป็นจำนวนมาก
สีแดงของเลือดสดๆที่มาจากร่างกายของมนุษย์!!!
ไม่ผิดแน่ ของเหลวพวกนี้คือเลือดสดๆของมนุษย์อย่างแน่นอน ทั้งรูปและกลิ่นมันแทบไม่ต่างจากที่เขาเคยสัมผัสมาก่อนเลย ที่สำคัญหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่าของเหลวชนิดนั้นคือเลือดของมนุษย์ก็คือวัตถุที่เขากำลังเหยียบย่ำมันอยู่ตอนนี้ ดูยังไงมันก็คือเครื่องในของมนุษย์ที่ถูกฉีกกระชากออกมาอย่างรุนแรงจากเจ้าของอวัยวะนั้น
มันยิ่งทำให้เขาอยากจะอ้วกให้ได้
แต่กระนั้นเขากลับทำแบบนั้นไม่ได้และที่สำคัญกล้ามเนื้อที่ใบหน้าของเขามันกลับกำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเขาเพราะเท่าที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้คือเขากำลังฉีกยิ้มอย่างเบิกบานแบบมีความสุขกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่มันอะไรกัน?
แต่ทว่าในระหว่างนั้นเขาก็พลันได้ยินเสียงอาวุธที่ทำจากเหล็กกระทบกันมากมายดังขึ้นจากทางด้านหน้าของเขาพร้อมกับเสียงที่หึกเหิมของเหล่าผู้ถืออาวุธเหล่านั้น
“มันจะมากเกินไปแล้วนะพวกแก คิดว่ามีพลังสูงส่งแล้วจะทำอะไรได้ทุกอย่างงั้นเหรอ”
เสียงตะคอกของชายผู้ที่ดูเหมือนว่าเป็นหัวหน้านายกองของทหารหน่วยนั้นดังลั่นขึ้นมาหลังจากที่พวกเขาเคลื่อนไหวมาอยู่ในระยะที่พร้อมจะโจมตีใส่เขาแล้ว แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของเขามันกลับยังฉีกยิ้มไม่หยุดราวกับมีความสุขที่ได้เห็นสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
สภาพเหตุการณ์ที่พวกเขาตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหารพวกนั้นและมีซากศพเป็นจำนวนมากอยู่ที่ปลายเท้า
“ฉันให้เธอจัดการก็แล้วกัน”
เสียงของชายหนุ่มสวมหน้ากากลายเดียวกับที่เขาเห็นอยู่ในถ้ำนั้นที่ยืนอยู่ข้างๆเขาได้เอ่ยขึ้นมาอย่างไร้อารมณ์ก่อนที่ร่างนั้นจะหันหน้าไปมองทางอื่นแบบไม่สนใจอะไรมากนักกับสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้
“ค่ะ”
ริมฝีปากของเขาขยับเพื่อรับคำของชายคนนั้นอย่างสดใส ก่อนที่ปีกสีดำที่อยู่ข้างหลังของเขาจะขยับไปมาอย่างรวดเร็วด้วยความร่าเริงเป็นอย่างมาก จะว่าไปถ้าสังเกตให้ดีแล้วสายตาที่เขาใช้มองเหตุการณ์ต่างๆในตอนนี้มันไม่ใช่สายตาของผู้ชายแต่เป็นของหญิงสาวที่มีรูปร่างที่สะโอดสะองเป็นอย่างมาก
แต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าหญิงสาวผู้นี้หน้าตาเป็นอย่างไรเพราะเธอไม่ได้มองไปที่ของอะไรที่สะท้อนใบหน้าของเธอได้เลย
“ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน!!!!”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------






NEKOPOST.NET