เพื่อนสนิทผมเป็นเลสเบี้ยน ตอนที่ 26 | Nekopost.net 
NEKOPOST

เพื่อนสนิทผมเป็นเลสเบี้ยน

Ch.26 - จะมาทำไมกันเยอะแยะฟ่ะ ส่วนกลาง


26#จะมาทำไมกันเยอะแยะฟ่ะ ส่วนกลาง

 

 

 

 10 นาฬิกาเป๊ะผมก็ตื่น ถ้าจะพูดให้ถูกคือผมไม่ได้นอนเลยต่างหาก

 

เเต่สิ่งที่ผมทํคือนอนหลับตานิ่งๆอยู่เฉยๆจะเรียกว่าพักผ่อน พักสายตา หรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ

 

เเต่ความจริงที่ผมไม่ได้นอนนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยังงงตัวเองว่าทําไมต้องทําเสียงเข้ม

 

อยากนอนนะ อยากหลับแล้วตื่นขึ้นมาอย่างสดใสเหมือนคนอื่นเขาจริงๆ

 

แต่ไอ้คนที่นอนมาตลอดตั้งสามสี่วันอย่างผมดูเหมือนหลอดความง่วงในตัวมันจะเต็ม Max แบบไม่มีทีท่าจะลดซะแล้ว

 

นั้นก็ส่วนหนึ่ง

 

ส่วนอีกสองส่วนที่ทำให้ผมหลับไม่ลงคือเด็กสาวที่กำลังกอดรัดฟัดผมอยู่บนตัว ซึ่งตอนแรกเธอก็นอนอยู่ข้างๆดีๆแต่ยัยข้าวดันยกลีพส์แล้วมาวางไว้บนผมซะงั้น ไม่ถามตูสักคำเลยนะยัยนี้

 

ก็ไม่รู้ว่าละเมอหรือตั้งใจลีพส์เลยทั้งกอดทั้งรัดทั้งคลอเคียอย่างที่ได้กล่าวไป ผมจึงต้องเร่งสมาธิขนาดหนักไม่ให้ตัวเองกลายร่างเป็นหมาป่าพุ่งเข้าฟัดลีพส์ซะก่อน แต่ด้วยความที่ค่อนข้างคุ้นชินกับสถานการณ์อย่างนี้เลยปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ส่วนอีกหนึ่งส่วนก็คือยัยข้าวที่นอนกอดผมกับลีพส์อยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเคยบอกไปรึยังว่ายัยข้าวติดหมอข้างขนาดหนัก

 

วันไหนถ้าไม่มีสาวๆนอนเคียงข้างก็จะมีหมอนมนุษย์ซึ่งก็คือตูมาเป็นตัวแทนให้ แต่ถ้าวันไหนผมกลับห้องดึกหรือไปค้างบ้านคนอื่นยัยข้าวก็จะงัดหมอนขี้ไครมากอดแทน

 

นอนดิ้น ติดหมอนข้าง ชอบละเมอ หื่นตัวแม่ กินจุกินจิก เรื่องมาก เอาแต่ใจ งี่เง่า โตแต่ตัว สวยเสียของ ขี้เกียจตัวเป็นขน หุ่นดีซะเปล่า

 

นั้นล่ะยัยข้าว ถึงข้อเสียจะเยอะไปสักนิดแต่ยัยข้าวก็มีดีนะ..........ถึงตอนนี้จะคิดไม่ออกก็เถอะ

 

ดูเหมือนจะเป็นการหลอกด่ายัยเพื่อนเลิฟไปซะแล้วแหะ

 

กลับมาเป็นประเด็นเรื่องที่ทำให้ผมนอนไม่หลับที่เหลืออยู่อีกส่วนนั้นก็คือยัยข้าว

 

ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดยัยข้าวนอนดิ้น แถมยังดิ้นทั้งๆที่กอดผมเป็นหมอนข้าง ผมเลยทั้งโดนรัดโดนศอกโดนโขกโดนเข่าโดนบิด สารพัด

 

ถ้าถามว่าทำไมในยามปกติที่ผมนอนกับยัยข้าวถึงหลับลงได้ทั้งๆที่โดนแบบนี้ประจำ คำตอบก็ง่ายแสนง่าย นั้นก็เพราะตูง่วงไง!

 

เพราะง่วงซะอย่างเลยหลับลง แต่ตอนนี้ไม่ง่วงเลยสักนิด จะข่มตานอนก็ไม่ได้ไหนจะต้องมาค่อยระแวงลีพส์ที่อยู่บนตัวก็ถ้าลดการป้องกันลงมีหวังได้ อือหือ เเน่ๆ ไหนจะต้องมาคอยแกะคอยเจ็บกับยัยข้าวที่นอนข้างตัวอีก อึก แอ๊ก

 

เออ ไม่ต้องนอนกันล่ะ

 

เหลืออดเลยค่อยๆยกลีพส์ที่นอนอยู่ตัวแล้ววางที่เตียงเบาๆ

 

ค่อยๆแกะมือยัยข้าวที่พันเป็นหนวดปลาหมึกที่ตัวออก

 

ถึงแอร์ในห้องจะให้ความรู้สึกแบบไม่ร้อนไม่หนาวแต่ผมก็หยิบผ้าห่มไปห่มให้กับคนสำคัญของผมทั้งสอง

 

ยืนมองใบหน้ายามหลับของลีพส์และข้าวซะเพลินจนลืมไปแล้วว่าตูหิวนิหว่า

 

ผม แกะสายน้ำเกลือที่กลับมาติดอยู่กับตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบจำได้ว่าผมแกะ มันออกตั้งแต่ตื่นตอนตีสามตอนที่ไปกินข้าวต้มกับหมอขาลแล้วนิ

 

สงสัยนางพยาบาลจะใส่เข้าไปใหม่มั้ง

 

คิดไปก็เหนื่อย ผมเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำและก็ตกใจกับสภาพตัวเอง

 

“ตูจะโทรมไปไหนว่ะเนี่ย”

 

บ่นกับตัวเองพลางเอามือลูบหน้าไล่น้ำ

 

ปกติคนที่ได้น้ำเกลือมันจะบวมไม่ก็อืดไม่ใช่ไง แล้วทำไมตูถึงซูบกลายเป็นศพงี้ล่ะ

 

หน้าซีดๆผมยุ่งๆตาลอยนิดๆ

 

อือ ถ้าโดนลีออนหรือก็คริสยิงหัวก็คงไม่แปลกใจเลยสักนิด

 

เข้าใจแล้วว่าทำไมลีพส์ถึงพยายามให้ผมนอนพักมากๆ

 

ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เปิดตู้เก็บของ ของคนไข้หยิบกระเป๋าตัง แง้มดูข้างในเงินติดตัวก็ยังมีอยู่ เอาโทรศัพท์ไปด้วยดีไหมนะ

 

ไม่ดีกว่า ยังไงซะก็แค่ออกไปหาอะไรกิน ถึงปกติโรงพยาบาลจะเสริฟอาหารเป็นเวลาอย่าง เช้า เที่ยง เย็นก็เถอะ และตอนนี้จะใกล้เที่ยงแล้วก็เถอะ แต่ก็อีกตั้งสองชั่วโมง หิวจะตายแล้วโว้ยใครจะรอไหว

 

ผมย่องออกจากห้องโดยให้มีเสียงน้อยที่สุด พอมาถึงทางเดินก็ไปหานางพยาบาลที่ผมยืมเงินคุณเธอเพื่อไปกินข้าวต้มกับหมอขาล

 

ตอนแรกก็กังวลเล็กน้อยว่าออกเวรไปรึยังแต่พอเดินไปที่เคาน์เตอร์ก็ยังอยู่แหะ ทำงานมากไปรึเปล่าเนี่ย

 

ผมเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วยื่นเงินตามจำนวนที่ยืมไปให้นางแก พยาบาลสาวหน้าตาสวยนิดๆทำสีหน้าไม่เข้าใจ ผมบอกว่าเอาเงินมาคืนถึงสองสามรอบคุณเธอถึงยอมรับไป

 

พอคืนเงินเสร็จผมก็เดินจากมาทั้งอย่างนั้น ขนาดตอนรับเงินคืนไปแล้วก็ยังทำสีหน้าแบบไม่อยากเชื่อสุดๆ

 

นี้เอ็งไปยืมเงินนางแกแล้วไม่คืนประจำจนเธอชินชาแล้วเรอะไอ้หมอไร้จันยาบันมนุษย์!!!

 

อือ กินอะไรดีเน้อ หรือจะไปร้านข้าวแกงที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ดีกว่า ถ้าขืนมีศพในชุดคนไข้อย่างตูไปนั่งกินมีหวังประชาชีแตกตื่นแน่ ถึงจะไม่ค่อยสนใจก็เถอะแต่แดดมันก็ร้อนจริงๆเลยน๊ายังไม่อยากละลายซะด้วยสิ ไปหาอะไรกินในโรงพยาบาลมันจะมีไหมนะ

 

เดินไปอีกสักพักก็เจอร้านค้าสวัสดีการที่มีขนมขมเนยขายพร้อมเสร็จศัพท์ สะดวกดีจังวุ้ย

 

“อ้าวทู พี่ฝากให้นางพยาบาลไปบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าอย่าออกมาเดินข้างนอกน่ะ อยากนอนแบบไม่รู้จักตื่นสักอาทิตย์ไหมจ๊ะ~”พอผมเดินเข้าไปในร้านก็เห็นคนคุ้นตาผิวสีน้ำผึ้งหน้าตาสะสวยอยู่ในชุดลำลองมีผ้ากันเปื้อนรูปตึกของโรงพยาบาลและมีไก่ตัวโตอยู่บนอก

 

......ใครคิดโลโก้ฟ่ะ

 

“แงะ.....พี่ภา.....อย่าพูดเรื่องน่ากลัวพรรณ์นั้นด้วยสีหน้าเหมือนคุณพี่สาวดุน้องชายจอมดื้อสิครับ หัวใจดวงน้อยๆอันอ่อนแอของผมมันจะรับไม่ไหวเอานะ”

 

“ตายจริง ต่อปากต่อคำได้ขนาดนี้แสดงว่าดีขึ้นมากแล้วสินะ”

 

“พี่ภาเถอะทำไมถึงมาอยู่ที่ร้านนี้ได้ล่ะ เมื่อวานยังเห็นใส่ชุดพยาบาลอยู่เลยแล้วไหงตอนนี้กลายเป็นแม่ค้าร้านชำไปแล้วล่ะ คอสเพลย์เรอะ”

 

พี่ภาถอนหายใจเงยหน้ามองท้องฟ้าทั้งๆที่อยู่ในตัวอาคาร

 

“ก็เพราะไม่มีเงินพอจะจ้างคนอ่ะ”

 

ทำหน้าได้ชวนให้เวทนาแท้

 

ผมเกาหลังคอพลางคิดว่าจะหาคำปลอบใจยังไงให้ผู้หญิงคนนี้ที่ผมเคารพดังญาติผู้ใหญ่ดี

 

“พยายามเข้านะครับ”จะคิดคำสวยหรูไปก็เท่านั้นเอาตรงๆเนี่ยแหละ

 

พี่ภาแอบน้ำตาซึมยกมือขึ้นปาดขอบตาเล็กน้อยแล้วพยักหน้ายิ้มอย่างแข็งขันให้ผม

 

“ขอบคุณมากนะทู แล้วเอาอะไรล่ะหิวไม่ใช่รึไง พี่แนะนำนี้เลยขนมปังของทางโรงพยาบาลเราเอง อบใหม่ สดหอมทุกวัน ลองนะๆ”

 

ผมพยักหน้า รับแล้วควักกระเป๋าตังจ่ายเงินไป ขนมปังที่พี่ภายื่นให้เป็นขนมปังเหมือนฝรั่งเศส(บาแก็ต) ที่เป็นแท่งยาวๆอยู่ในห่อพลาสติกบางๆ

 

ผม ลองจับๆแตะๆดูมันก็ยังอุ่นๆจริงตามที่ภาพูดนั้นแหละเลยซื้อมาสองแท่งกับกาแฟ กระป๋องแต่พี่ภาบอกว่าร่างกายผมขาดสารอาหารมากแล้วยังจะกระเดือกคาเฟอีนอีกรึไง

 

จากกาแฟกระป๋องก็กลายเป็นน้ำสมุนไพรตราตีนไก่สีทองแทน.......โลโก้มันช่าง........

 

ส่วนรสชาติ อย่าถามเลย แค่กลิ่นนี่ก็ตีจมูกจนแทบพังอยู่ล่ะ

 

“ขอบคุณที่อุดหนุนนะ~”

 

พี่ ภากล่าวขอบคุณเป็นพิธีเสร็จก็โบกมือลาผมที่เดินหอบขนมปังแท่งยาวๆออกมา เดินหาที่นั่งทานสักพัก ก็มาถูกใจม้านั่งตรงสวนใต้ร่มเงาของต้นอะไรสักอย่าง คงไม่ใช่หูกระจงนะ.........ผมตัดสินใจเดินผ่านแดดที่ร้อนราวกับจะละลายโลกมา อย่างยากลำบาก

 

ถึงสักที ร้อนโว้ย!

 

ผมนั่งตรงม้านั่งแล้วปาดเหงื่อวางขนมปังลงข้างๆหันมองรอบกายก็ไร้วี่แววผู้คน แต่ก็ยังดีที่มีลมพัดเล็กน้อยทั้งๆที่แดดแรง

 

มองไอ้เจ้าน้ำสมุนไพรด้วยสายตายี้ๆแล้วกลั้นใจลองจิบดูผลก็คือแทบบ้วนทิ้ง

 

รสชาติสุดๆอย่างที่ได้กลิ่นเด๊ะ

 

แต่ขนมปังเนี่ยอร่อยดีนะ ไม่แข็งไม่อ่อนจนเกินไป ถูกใจแหะ

 

นั่ง ทานขนมปังเพื่อรองท้องกับกินบรรยากาศไปเรื่อยโดยไม่ได้ใส่ใจสิ่งรอบข้างเป็น พิเศษจู่ๆก็มีใครก็ไม่รู้เดินมาตรงหน้าผมจนบังทัศนวิสัยผมที่กำลังลอยไปตาม ก้อนเมฆเรื่อยๆ

 

“เธอคือทูสินะ”

 

เป็นเสียงผู้หญิงที่ไม่คุ้นเอาซะเลย ผมตอบใช่ครับแล้วเงยหน้าพยายามขึ้นไปมองแต่ก็มีแสงแยงตาซะก่อนเลยไม่ได้เห็นหน้าของเธอชัดเท่าไหร่นัก

 

“ไปหาที่ห้องก็ไม่พบ เจอแต่สองสาวนอนอยู่บนเตียง เธอจะรวบสองหรือสามก็ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอกนะพอดีมีธุระด้วยนิดหน่อยช่วยฟังที่ฉันพูดแล้วให้คำตอบตามที่ฉันต้องการได้ไหม”

 

ไปหาที่ห้องงั้นเหรอ ว่าแต่คุณเธอกำลังเข้าใจผิดอะไรแปลกๆอยู่นะ ตูไม่ได้รวบสองหรือสามเฟ้ย แล้วอะไรนั้นไอ้คำพูดที่บอกเป็นนัยๆว่า จงทำตามฉันซะดีๆน่ะ ฟังดูไม่ค่อยลื่นหูเลยแหะ

 

แลดูเป็นผู้หญิงประเภทยุ่งยากวุ้ย แต่ก็เอาเถอะฟังสักหน่อยก็ได้ดูถ้าจะไม่ใช่นักฆ่ามาฆ่าตูก็พอล่ะ เอาจริงๆคือถ้าขัดขืนตอนที่ยังไม่หายดีก็ไม่มั่นใจว่าจะรอดรึเปล่า ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าจะมาคุยด้วยก็มีแต่ต้องเชื่อเท่านั้นล่ะ

 

“ยังไงก็เชิญนั่งก่อน มายืนพูดรดหัวผมมันก็แลดูยังไงอยู่”ผมใช้มือข้างที่ไม่จับขนมปังผายมือตรงข้างๆ

 

เสียงเดาะลิ้นเล็กน้อยดังขึ้นมาแต่เธอก็ยอมนั่งแต่โดยดี ไม่ได้ถือตัวมากสินะ แล้วจะเดาะลิ้นทำเผือกอะไรหว่า

 

ผมยัดขนมปังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลางกรอกตาสำรวจหญิงสาวที่นั่งข้างๆ

 

เป็น ผู้หญิงที่ให้อารมณ์แบบเนียบสุดๆ อยู่ในสูทกระโปร่งสีดำเสื้อสองส่วนมีเสื้อนอกที่เป็นสีดำและเสื้อด้านในที่ เป็นสีข้าวเรียบๆแต่แลดูจะเป็นของแบรนด์เนม ผมสั้นหน้าม้าตัดเท่าติ่งหูเรียบร้อยเงางาม

 

ขนตายาวงอนอย่างเป็นธรรมชาติดูก็รู้ว่าไม่ได้ดัดหรือแต่งเลยสักนิด หน้าก็รองพื้นบางๆกับลิปสติกสีแดงอ่อนที่ให้อารมณ์ว่าเป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆแต่ก็แฝงไว้ด้วยว่าเป็นคนมีเหตุผล

 

รูปร่างดีผอมนิดๆส่วนสูงก็คงจะพอๆกับยัยข้าว ทำไมผู้หญิงเดี่ยวนี้สูงจังว่ะ

 

ไม่ทำเล็บแต่ก็ไว้ยาวพอเป็นพิธี ผิวขาวเหลืองบ่งบอกชาติพันธุ์ ดวงตาสีน้ำตาลแดงประกายแววดุดันคล้ายๆใครบ้างคนที่ผมรู้จัก

 

อายุก็พอๆกับผมหรือคนวัยทำงาน ละมั้ง แต่คนเราดูกันที่ภายนอกลำบากแล้วเดี๋ยวนี้ ผมรู้จักคุณป้าคนหนึ่งที่หน้าเด็กเสียยิ่งกว่าผมอีก หรือจะให้ยกตัวอย่างคนอายุมากที่หน้าเด็กใกล้ๆก็......มีพี่ภา ขานั้นน่ะเข้าเลข.......เฮือก จู่ๆผมก็สะดุ้งหันไปมองด้านหลังก็เห็นพี่ภายืนยิ้มสยองๆให้แล้วส่งสายตาเหมือนบอกว่ากำลังคิดอะไรเสียมารยาทอยู่รึเปล่าจ๊ะ

 

ผมรีบส่ายหน้าระวิง พี่ภาจึงค่อยๆเดินกลับเข้าไปด้านใน

 

เฮ้อ.......น่ากลัวจริงๆพวกผู้หญิงเนี่ย

 

สรุปคือเป็นคนสวยที่ให้อารมณ์เนียบๆ แลดูเป็นสาวมั่น ดุดันแต่ก็ดึงดูดและให้ความรู้สึกยุ่งยากที่ไม่ควรหาเรื่องด้วยในเวลาเดียวกัน

 

ถ้าจะให้เทียบกับยัยข้าวที่เป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟคไปซะทั้งหมดยกเว้นนิสัยก็พอสูสีกันได้อยู่ แต่ยัยข้าวเป็นพวกทรงนาฬิกาทรายส่วนผู้หญิงที่อยู่ข้างๆผมนั้นเป็น.....จะบอกว่าแบนก็กลัวโดนยิงเอาเป็นผอมๆตามอย่างที่เคยพูดก็แล้วกัน

 

สติผมถูกดึงกลับมาเพราะขนมปังแท่งที่อยู่ในมือหมดซะแล้ว หญิงสาวที่อยู่ข้างๆก็เริ่มพูดขึ้นทันทีหลังจากที่ผมกลั้นใจจิบน้ำสมุนไพร

 

นี่ที่ไม่พูดอะไรเพราะรอให้ผมทานเสร็จก่อนงั้นเหรอ น่ายกย่องจริงๆแหะ ช่วยแบ่งนิสัยนี้ให้ยัยข้าวสักนิดเถอะ !

 

“เพราะเธอยังไม่หายดีและยังแลดูไม่แข็งแรงฉันขอสรุปสิ่งที่ฉันจะถามและพูดเลยก็แล้วกัน”

 

ผมพยักหน้ารับแล้วกำลังจะเอามือที่เปื้อนเนยตอนจับขนมปังเช็ดที่ชุดคนไข้แต่หญิงสาวกลับยื่นกระดาษเปียกสำหรับเช็ดมือให้ผมซะก่อน

 

สุดยอด!!! เอาออกมาจากไหนอะไม่เห็นเลย

 

“ขอบคุณครับ”ผมรับมาแล้วเช็ดมือจากนั้นก็กองไว้ที่ข้างตัวไว้รอคุยเสร็จค่อยนำไปทิ้งที่ถังขยะ

 

“ต่อเลยก็แล้วกัน ฉันขอพูดตรงๆทูเธอช่วยลาออกจาก CEO ของกองทุนรวมที่เธอเป็นคนจัดตั้งขึ้นซะเถอะ”

 

........ห๊ะ........

 

งั้นเหรอ พวกไอ้แก่นั้นส่งเธอมาเพื่อให้เป็นหุ่นเชิดออกรับหน้าแทนสินะ เอาไงดีหว่า ก่อนอื่นก็ถามเหตุผลหน่อยแล้วกัน

 

“ทำไมล่ะ”

 

หญิงสาวทำหน้าราวกับรอคำถามนี้มานาน เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจอะไรสักอย่าง“เพราะเธอใช้เงินร่วมที่อยู่ในกองทุนไปซะทั้งหมดยังไงล่ะ เงินในกองนั้นถึงเธอจะเป็นคนหามากว่า 95% จากทั้งหมดแต่ที่เหลืออีก 5% ก็เป็นของผู้ถือหุ้นรายอื่น และที่เธอใช้เงินทั้งหมดนั้นไปกับการทำอะไรไร้สาระอย่างเรื่องส่วนตัวของเธอทำให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆไม่พอใจ ไม่ไว้วางใจ และมีความกลัวว่าถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปธุรกิจที่ทำกันมาทั้งหมดจะพังทลายเพราะความเอาแต่ใจของเธอ ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าคนอย่างเธอน่ะจะเป็นนักธุรกิจที่สามารถหาเงินได้ปีล่ะพันๆล้าน แต่ถ้าดูตัวเลขจากในนี้แล้วถึงจะไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ถ้าเป็นคนฉลาดแบบเธอคงเข้าใจนะว่าถ้ายังดึงดังเธอจะเป็นยังไง คนรอบข้างเธอจะเดือดร้อนเอานะ”

 

สรุปคือจะเล่นเล่นมาไม้นี้ให้ได้งั้นเรอะไอ้แก่ทั้งหลาย

 

กองทุนเพื่อธุรกิจแห่งชาติ เป็นชื่อสิ้นคิดที่ผมตั้งขึ้นมาเอง สรุปง่ายๆคือมันเป็นธนาคารที่ไม่ใช่ธนาคารสำหรับผมที่ใช้เก็บเงินเอาไว้

 

และเงินพวกนั้นก็มาจากการปั้นหุ้นและงานพิเศษอีกนิดหน่อยที่ผมทำไว้ จำนวนเงินนั้นหาค่ามิได้ หรือยากต่อการนับเอาเป็นเยอะก็แล้วกัน

 

ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นผมก็ดึงมาไว้เพื่อไม่ให้ผมถูกมองว่ารำรวยอย่างผิดปกติโดยการเอาชื่อนักธุรกิจรายอื่นๆมาบังหน้า

 

ผลประโยชน์ที่พวกนั้นได้คือเปอร์เซ็นต์ต่างๆที่ผมทำเอาไว้ซึ่งก็ไม่สำคัญขอผ่านล่ะกัน

 

คิดว่าตอนที่ผมซื้อทรัพย์สินของไอ้พวกที่อยู่ในงานตอนช่วยลีพส์ผมเบิกเงินมาเป็นสิบๆล้านพันๆจากธนาคารรึไง เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าทำอย่างนั้นจริงมีหวังตกเป็นข่าวกันพอดี

 

และที่ผมบอกว่าพวกมันมาไม้นี้ นั้นก็เพราะผมรู้นานแล้วล่ะว่าไอ้พวกแก่นั้นอยากจะได้เงินทั้งหมดของผม

 

95% ของผมนั้นแหละ

 

เพราะ รู้อยู่แล้วว่าสักวันพวกนั้นจะต้องมาเล่นลูกไม้ผมเลยใช้เงินในกองทุนนั้นไป ซะทั้งหมดด้วยความไม่นึกเสียดายเลยสักนิด ไหนๆก็จะถูกเอาเงินที่หามาได้ด้วยความลำบากให้กับไอ้แก่นิสัยเสียของประเทศ มิสู้เอาไปช่วยลีพส์และบริจาคเพื่อเด็กและผู้หญิงในต่างประเทศไม่ดีกว่าเรอะ

 

ซึ่งค่าหุ้นในกองทุนผมตอนนี้คงตกฮวบสุดๆ จนเปอร์เซ็นต์ที่พวกแก่นั้นจะได้ก็คงลดลงจนพวกนั้นเริ่มหวาดๆ

 

แต่กองทุนนี้ก็ยังมีค่าอยู่ เพราะมันมีเครดิตที่ดีจากที่ผมหาเงินได้มาเป็นจำนวนมากเข้ากองทุน เครดิต ที่ดีอะไรๆมันก็ดีไปหมดนั้นแหละ เครดิตก็หมายถึงชื่อเสียงถ้าเรามีชื่อเสียงที่ดี และโดยเฉพาะชื่อเสียงที่สามารถหาเงินได้ปีละหลายล้านๆต่อปีถ้าได้เครดิตนี้ ไปก็คนๆนั้นคงยิ้มปากแทบฉีกเเละสามารถทําอะไรในเเวดวงนักลงทุ่นหรือนัก ธุรกิจได้ง่ายมาก เพราะในแวดวงนักธุรกิจแล้วเขาไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินที่เรามีได้เป็นหลัก แต่เป็นจำนวนเงินที่เราหาได้ต่างหาก ก็เหมือนในแวดวงอื่นๆชื่อเสียงก็หมายถึงเกียรติยศ

 

ผมเคยพูดถึงความสําคัญของเกียรติยศไปเเล้วคงไม่ต้องกล่าวถึงอีกนะ

 

และนี่ก็คงเป็นเหตุว่าทำไมผู้หญิงสวยเนียบข้างๆผมถึงยอมเป็นหุ่นเชิดให้ไอ้แก่พวกนั้น เพราะเธอต้องการเครดิตที่ดีอย่างการเป็น CEO ต่อจากผม

 

เธออาจจะได้เม็ดเงินเป็นเปอร์เซ็นเพียงเล็กน้อยก็จริง แต่ชื่อเสียงที่เธอจะได้รับน่ะมันมากมายจนหาค่าไม่ได้เลยล่ะ

 

อือ เอาไงดีนะ สรุปถึงสิ่งที่เธอพูดคือ เธอกำลังขู่ให้ผมเซ็นมอบอำนาจให้เธอกลายเป็น CEO ของกองทุนที่ผมใช้เก็บเงิน

 

เธอยอมกลายเป็นหุ่นเชิดหรือเป็นคนมารับหน้าและเจรจาแทนไอ้แก่พวกนั้น เพื่อเม็ดเงินนิดหน่อยกับชื่อเสียงของผมที่เธอจะได้รับช่วงต่อ ก็ราวๆนั้น

 

แต่ที่ผมยิ้มแทบไม่หุบคือเธอกำลังขู่ผม? โดยเอาคนรอบข้างมาใช้ต่อรองเนี่ยนะ? ไม่ได้โดนขู่มานานเท่าไหร่เเล้วเนี่ย ตอนในงานช่วยลีพส์อันนั้นไม่นับนะ

 

“ฮึ ฮา ฮ่าๆ”

 

“ขำอะไรมิทราบ”หญิงสาวทำหน้าเคร่งใส่ผมหลังจากตอนแรกที่มีใบหน้ามั่นอกมั่นใจ ผมหัวเราะต่ออีกสักพักใหญ่ๆจนเริ่มคอแห้งเลยหันไปจิบไอ้น้ำสมุนไพรรสชาติห่วยแตกแก้กระหาย

 

ผมกุมท้องที่เริ่มแข็งแล้วพยายามกลั้นหัวเราะ สาวเนียบที่นั่งข้างผมเริ่มหน้าเสียหนักขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็คงคิดว่าทั้งๆที่เธอควรเป็นต่อและได้เห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของผม แต่ผมกลับทำสิ่งตรงกันข้าม

 

เอาสิอยากได้ก็เอาไปเลย สมบัติของข้าน่ะ.......เดี๋ยวๆไม่ใช่ล่ะ

 

ฮ๊า~ ไม่ได้หัวเราะซะตั้งนาน

 

“อยากได้ตำแหน่งชื่อเสียงหรืออะไรไม่รู้ล่ะ เอาไปสิ หรือถ้าพูดให้ถูกคือกองทุนนั้นพวกไอ้แก่นั้นมันหมดประโยชน์แล้ว คุณผู้หญิงจะชื่ออะไรก็แล้วแต่เถอะ คุณยังสาวยังสวยอานาคตยังอีกไกลไม่ควรมาเป็นที่รองมือรองตีนใครแบบนี้หรอกนะ แต่มันก็แค่คำแนะนำของไอ้คนหมดตัวแล้วอย่างผม จะฟังรึไม่ก็เรื่องของคุณ”

 

สาวเนียบทำสีหน้าไม่เข้าใจ”หมายความว่ายังไง”

 

ผมยิ้ม

 

และทันใดนั้นเธอก็สะดุ้งเฮือกทะไหลตัวจนตกม้านั่งที่พวกเรานั่งอยู่

 

หน้าหงายจนก้นจ้ำเบ้า อุก.....หวอออก......สีขาวลายลูกไม้ ขอบคุณสำหรับอาหารตาครับ ว่าแต่กะอีแค่ผมยิ้มมันต้องตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ ชักสงสัยวันหลังคงต้องยิ้มต่อหน้ากระจกแล้วสิ

 

ผมไม่ตอบคำถามเธอแต่ขยับเข้าไปยื่นมือหมายจะช่วยฉุดขึ้น แต่แม่สาวเนียบที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นศพส่ายหน้าแล้วรีบหนีบขาปิดหวอยันตัวเองขึ้นแล้วปัดเศษดินตามตัว

 

ผมขอโทษเรื่องเห็นหวอไปตามตรงซึ่งเธอก็ชักสีหน้าเล็กน้อยแต่ก็บอกไม่เป็นไรแล้วยืนมองผมด้วยสายตาเหมือนกำลังหวาดกลัวและพิจารณาอะไรสักอย่าง

 

อ่ะ จริงสิเกือบลืมถาม

 

“คุณรู้เรื่องที่พวกไอ้แก่นั้นจ้างคนมาเก็บผมรึเปล่าครับ”

 

ความจริงผมปักใจเชื่อไปแล้วว่าไอ้นักฆ่าที่ถูกหมอขาลอัดนั้นคือคนที่พวกคนในตระกูลของลีพส์จ้างมา แต่มันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่พวกไอ้แก่นั้นจะคิดนอกตำราเลยถามเผื่อไว้ก่อน

 

“จ้างคนมาเก็บ?”

 

แม่สาวเนียบขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำถามผม เธอหันข้างให้แล้วเอามือแตะคางเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่าง แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ถอนหายใจแล้วส่ายให้กับผม

 

“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็เอาเอกสารมาสิเดี๋ยวผมเซ็นให้งานคุณจะได้จบสักที”

 

สาวเนียบล่วงเข้าไปในอกเสื้อด้วยท่าทีหวาดระแวงแล้วยื่นเอกสารให้ กลัวอะไรของเธอฟ่ะ ผมก็เซ็นๆแบบส่งเดชไป แล้วยื่นมันกลับไปให้เธอ สาวเนียบมองลายเซ็นของผมแล้วก็ทำหน้าแหยๆ

 

จะว่าไปตอนแรกที่เห็นเธอ เธอยังมีสีหน้ามั่นอกมั่นใจอยู่เลยแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นซีดๆเหมือนกลัวอะไรผมสักอย่าง

 

หรือเพราะผมยิ้ม? บ้าน่า ผมก็ยิ้มเหมือนคนปกติทั่วไปนั้นแหละ

 

สาวเนียบเก็บเอกสารที่ผมเซ็นให้ใส่ซองแล้วเก็บเข้าไปในอกเสื้อ......มันเก็บได้ด้วยเรอะ? เเละก็อ้ำอึ่งทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างกับผม

 

“มีอะไรอีกรึเปล่าครับ”

 

สาวเนียบเม้มปากเเล้วค่อยๆคลายออกมาเป็นคําพูด”คือ........ไม่มีอะไรค่ะ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”

 

อ้าวซะงั้น? อะไรฟ่ะ  มีการโค้งให้ด้วย ตอนแรกยังทำตัวสูงส่งนักหนาอยู่เลย แล้วไหงมีหางเสียงอีก

 

เข้าใจยากแท้ผู้หญิงเนี่ย

 

ผมยักไหล่แล้วเหยียดตัวบิดขี้เกียจ

 

สาวเนียบมองผมด้วยสายตาแปลกๆเธอพึมพำเสียงเบาเหมือนถามผมว่า”ทําไมถึงยอมง่ายจัง ในโลกนี้มันมีอะไรสำคัญไปกว่าเงินอีกเหรอ”

 

อือ........ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเติบโตมาแบบไหนแต่ถ้าคิดว่าเงินคือทุกสิ่งล่ะก็ ความสุขที่จะได้หลังจากคิดอย่างนั้นน่ะมันจะไม่มีอีกแล้วนะ

 

ผมคิดแต่ก็ไม่ได้พูดออกไปนั่งหลังพิงกับม้านั่งแล้วทอดมองท้องฟ้าปล่อยให้จิตใจล่องลอยไป เมินสาวเนียบที่อาจกำลังรอคำตอบจากผม

 

สาวเนียบถอนหายใจทำหน้าเจื่อนๆ แล้วผงกหัวให้ผมก่อนเดินจากไป

 

เฮ้อไปสักที งั้นเหรอเธอไม่รู้งั้นเหรอว่าพวกไอ้แก่มันส่งคนมาเก็บผม

 

ดูเหมือนผมจะเข้าใจผิดไปเต็มๆเลย นึกว่าคนในตระกูลของลีพส์ไม่ก็พวกผู้ดีที่โดนผมปล้นเงินไปจะจ้างมา แต่ไม่ใช่ ดูจากท่าทีที่ไม่แน่ใจของสาวเนียบกับจังหวะและผลประโยชน์ ตอนนี้ผมกล้าฟันธงเลยว่าพวกไอ้แก่นั้นจ้างมาอย่างแน่นอนและในเมื่อไม่สำเร็จเลยส่งสาวเนียบมากดดันผมสินะ ถ้าเธอทำได้ก็ดีไป แต่ถ้าเธอทำไม่สำเร็จก็จะเปลี่ยนวิธี เหอะ ความคิดอ่อนปวกเปียกซะไม่มี ใช้ให้ผู้หญิงออกหน้าแทนสมแล้วจริงๆให้ตายสิว่ะ

 

เอาเถอะรอดูท่าทีต่อไปล่ะกัน จะเคลื่อนไหวตอนนี้ก็ลำบาก พวกหน่วยงานของพี่มูนกับหน่วยงานขี้เสือกจากต่างประเทศก็กำลังจับตามองผมอยู่ ประเมินจากท่าทีโดยรอบน่ะยังไม่มีอะไรยืนยันเเน่นอน ไว้เดี๋ยวค่อยหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ให้ตรวจสอบจริงๆก็แล้วกัน

 

แถมยังมีเรื่องที่ต้องไปขอบคุณกับเหล่าผู้สนับสนุนที่ทำให้เรื่องไม่แดงทั้งหลายอย่าง พวกตำรวจที่รู้จักกับหน่วยงานในประเทศที่สนิทกันอีก ไหนจะนักข้าวและสำนักข่าวที่ปิดข่าวให้ซะเงียบ

 

อ๊า! ออกจากโรงบาลไปงานเยอะแน่ตู

 

ต๊อกๆ

 

หือ? เสียงรองเท้าส้นสูงกำลังใกล้เข้ามา ผมกระพริบตาเรียกสติที่ปล่อยให้ลอยไปไกลกลับมามองรอบตัวก็เห็นสาวเนียบกำลังยืนหอบแฮ่กๆ

 

“ฉันชื่อฮวนมาลีน่า ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอทราบชื่อได้ไหมคะ”

 

“..........ปลาทู แต่เรียกทูเถอะครับ”

 

“ปลาทู? ทู......ทู.......ขอบคุณมากค่ะ”สาวเนียบขมวดคิ้วกับชื่อของผมและก็พึมพำเหมือนท่องจำ จากนั้นก็โค้งขอบคุณแล้วเดินจากไป........

 

อะไรฟ่ะนั้น!!!

 

มีการวิ่งกลับมาถามชื่อด้วย หรือว่าโลกเรามันร้อนจนคนเพี้ยนกันไปหมดแล้ว

 

เฮ้อ ไม่ไหวๆ เจอแต่คนแปลกๆกลับไปนั่งเล่นในห้องแอร์ดีกว่า แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีความรู้สึกว่าจะได้เจอกับสาวเนียบอีก

 

ไม่สิเธอบอกชื่อมาแล้วนิ ชื่ออะไรนะ......ฮวน......อะไรไรสักอย่าง เรียกฮวนก็แล้วกัน

 

คิดไปคิดมา อยากกลับบ้านแล้วอ่ะ อยู่ที่นี่แล้วมีแต่เรื่องปวดหัว นี้คิดจริงจังเลยนะเนี่ย

 

ผมลุกออกจากม้านั่งเก็บขยะโยนลงถังแล้วเดินเข้าไปในตัวตึกของโรงพยาบาล

 

เดินเข้ามาได้สักพักก็เหมือนได้ยินเสียงใครวิ่งเข้ามาใกล้ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเลยเมินๆเดินๆไปตามปกติ

 

หมับ นุ๊บ~

 

........ไอ้ความรู้สึกที่ไม่ควรคุ้นชินนี้มัน......

 

“ใครเอ่ย~”

 

“นิวร์! ไม่ได้นะไปเล่นกับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนั้นน่ะ!! แล้วที่เธอกำลังเอามือปิดตาเขา เนี่ยใครอ่ะ?”

 

“โถ่เอ๊ย!! ยัยนาบ้า แล้วเธอจะพูดชื่อของฉันทำพืชอะไรย่ะ!! ก็คนๆนี้ไงที่เธอบอกอยากจะเจอนักหนา พี่ทูไงที่อีกนิดก็กำลังจะกลายเป็นของเล่นของฉัน~”

 

 

ใครจะกลายเป็นของเล่นของเธอฟ่ะ เล่นประกาศความตั้งใจจริงกันแบบนี้เลยเรอะ

 

เสียงคุ้นๆเนอะว่าม่ะ

 

......

......

......

 

เเม่ม! 

 

ให้ตูได้พักบ้างเถอะ~!!!!!

 

จะให้กราบไหมครับ T T

 

////////

 

 

 

 




NEKOPOST.NET