เพื่อนสนิทผมเป็นเลสเบี้ยน ตอนที่ 108 | Nekopost.net 
NEKOPOST

เพื่อนสนิทผมเป็นเลสเบี้ยน

Ch.108 - Prisoner & หนัก


108# Prisoner & หนัก

 

 

 

ภายในห้องที่เต็มไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์สำหรับสอดส่องใช้มองเหล่านักโทษของสถานกักกัน

 

บริเวณโต๊ะของผู้รับผิดชอบหรือคนที่มียศสูงสุดภายในห้องแห่งนั้นมีหญิงสาวผู้ที่จัดว่าหน้าตาดีมากคนนึงยืนกอดอกอย่างสง่าจ้องมองภาพบนหน้าจอมอนิเตอร์อันหนึ่งที่สำหรับเธอแล้วแลดูพิเศษกว่าจออื่นๆ

 

สมิทผุดรอยยิ้มซุกซนอยู่เพียงเสี้ยววิก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆที่เธอใช้เวลาทำงานหรือส่งให้เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างๆ

 

“เอ่อ........มิสสมิทครับ........ผมว่าการกระทำอย่างงี้มันไม่ถูกต้อง”ชายผู้มียศใหญ่ที่ซึ่งเป็นรองเพียงพัศดีกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน

 

“ใช่ค่ะ มันผิดกฎของสถานกักกันอย่างชัดเจน แต่มันก็คุ้มที่จะลองไม่ใช่เหรอคะ? ด้วยความพยายามมาอย่างยาวนานของพวกคุณและเจ้าหน้าที่ผู้เชียวชาญด้านการสอบปากคำจนถึงตอนนี้พวกเราก็ไม่สามารถง้างปากหรือได้ข้อมูลจากมาโลดี้เลยแม้แต่น้อย แถมเพราะการสอบปากคำหรือการรีดข้อมูลต้องเข้าไปพูดกับเธอตัวต่อตัวจึงทำให้พวกเราเสียบุคลากรไปไม่รู้เท่าไหร่กับยัยสัตว์ประหลาดนี้ เพราะงั้นได้เวลาแหกกฎแล้วลองวิธีใหม่ๆแล้วค่ะ”สมิทกล่าวขึ้นทั้งที่สายตายังคงจับจ้องจอมอนิเตอร์นั้นไม่ห่าง

 

“แต่ผมไม่คิดว่าการนำนักโทษสองคนมาขังในห้องเดียวกันมันคือวิธีที่ดีนักหรอกนะครับ แถมทั้งคู่ยังเป็นพวกบัญชีดำที่โดนปักหมุดอีก คนนึงก็สัตว์ประหลาดผู้สามารถต่อกรกับเหล่าเจ้าหน้าที่นับร้อยอาวุธครบมือได้ด้วยตัวคนเดียว ส่วนอีกคนก็ร้ายในอีกรูปแบบที่ถ้าให้ผมเลือกขอวิ่งไปให้ยัยมาโลดี้อัดเองยังดีซะกว่า มีข่าวลืมหนาหูว่าเจ้าหมอนี้มีเส้นสายในกระทรวงกลาโหมไหนจะข้อมูลของมิสสมิทที่บอกว่ามันมีหัวรบนิวเคลียร์ที่เป็นของเราในครอบครองซึ่งข่าวนี้มีความน่าเชื่อถือถึง 89% ...........และเหตุผลที่ทั้งสองไม่ควรอยู่ด้วยกันมากที่สุดคือฝ่ายหนึ่งเป็นชายอีกฝ่ายก็เป็นหญิง....ผมว่ามันจะมี something มั้งครับ......ถ้าเป็นงั้นจริงๆมีหวังพวกเราได้ดูหนังสดกันแน่----”

 

“ไม่หรอกค่ะ ฉันมั่นใจได้”

 

“หมายความว่ายังไงกันครับ?”

 

“ก็หมายความว่าก่อนที่ฉันจะจับเจ้าหมอนี้มาได้ฉันสืบประวัติสืบนิสัยทั้งหลายทั้งมวลของมันมาหมดแล้วยังไงล่ะคะ ส่วนถ้ากลัวว่าทั้งสองคนจะร่วมมือกันอันนี้ฉันก็ว่าน่าจะยากดูจากการประพฤติตัวของมาโลดี้ที่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ที่พอเห็นผู้ชายก็จะวิ่งเข้าใส่กะฆ่าอย่างเดียวฉันว่าไม่ต้องใส่ใจเรื่องที่ทั้งสองญาติดีกันจนร่วมมือกันหรอกค่ะ แต่ถ้าถึงจะเป็นอย่างงั้นจริงๆฉันก็ยังอยู่ตรงนี้และพวกคุณก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดรับมือนักโทษแค่สองคนไม่ไหวใช่ไหมค่ะ”

 

เมื่อเจอประโยคนี้เข้าไปเหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ประจำอยู่ในห้องต่างสะอึก

 

ชายผู้ที่เป็นรองเพียงพัศดีค่อยๆระบายลมหายใจออกอย่างไม่โสภา ถึงสมิทจะเป็นคนออกปากและเสนอวิธีการนี่เอง และถึงคุณงามความดีชื่อเสียงของเธอจะมากมายจนทำให้ทั้งเขาและพัศดีเกรงใจได้ แต่ไอ้เรื่องอย่างการแหกกฎแบบนี้ผู้ใหญ่ไม่มีทางยอมรับได้แน่นอน เพราะงั้นเขาจึงต้องค่อยเตือนค่อยรั้งให้สมิทหยุดมันซะก่อนที่เรื่องทุกอย่างจะปานปลาย

 

“ผม----”

 

“จุ๊ๆ! พอแล้วค่ะ คุณไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อเล่นเกมถามมาตอบไปใช่ไหมคะ เพราะงั้นเลิกถามเป็นภรรยาพยายามจับพิรุธสามีกลับบ้านดึกแล้วมาดูผลลัพธ์ของวิธีที่ฉันเลือกใช้กันเถอะค่ะ”

 

“เอ่อ....งั้นผมขอถามคำถามสุดท้ายนะครับ”

 

“.....คุณเนี่ยนะ.....ผู้หญิงเขาไม่ชอบผู้ชายจู้จี้จุกจิกนะคะ เฮ้อ ว่ามาค่ะ”สมิทพยายามเก็บอารมณ์ที่เริ่มหงุดหงิดพลางละสายตาจากจอมามองไอ้เจ้าผู้ชายพูดมาก

 

“ขะ....ขออภัยด้วยครับ แต่ เอ่อ......แล้วเราจะทราบได้ยังไงว่าวิธีการของมิสสมิทสำเร็จไม่สำเร็จ และที่สำคัญคือ.....มาโลดี้เป็นใบ้ข้อนี้มิสสมิททราบใช่ไหมครับ”

 

สมิทนิ่งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอย่างมั่นใจพลางเลื่อนสายตากลับไปมองจอดังเดิม

 

“ฉันมีวิธีของฉันค่ะ แค่เส้นเสียงขาดพูดไม่ได้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวิธีการสื่อสารอย่างอื่นนี่ค่ะ โอเค พอแล้วถ้าคุณยังพูดมากอีกฉันจะรายงานต่อผู้ใหญ่ว่าพวกคุณปฏิบัติงานบกพร่องจนนักโทษอันตรายถึงสองคนหลุด......ถ้าพวกผู้ใหญ่รู้จะเป็นยังไงกันนะระหว่างวิธีการที่ถึงจะมีความเสี่ยงของฉันกับการทำงานของพวกคุณในช่วงสองสามปีนี่ คงเข้าใจสินะ”

 

เมื่อโดนข่มขู่ชายผู้มียศรองเพียงพัศดีเม้มปากเงียบกริบพยักหน้าตอบรับสมิททันที

 

‘ไก่อ่อนชะมัด โดนแค่นี้ก็หง่อซะแล้ว นี่น่ะเหรอพวกที่เรียกตัวเองว่าเจ้าหน้าที่พิเศษ เพราะมีแต่คนแบบนี้ไงหน่วยงานถึงได้เน่าเฟะลงทุกวันๆ เอาล่ะทูมาดูกันว่านายจะใช้วิธีไหนผ่านด่านนี้’

 

 

………อือ

 

คิดว่าถ้าผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆสองต่อสองมันผิดไหม

 

มันก็คงขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สถานที่ หรือแล้วแต่สถานการณ์อีกนั้นแหละ

 

มีอยู่บ่อยครั้งที่มีเพื่อนชายหญิงอยู่ด้วยกัน นอนด้วยกัน กินด้วยกัน อาบน้ำด้วยกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบไม่มีอะไรเกินเลยซึ่งไอ้ที่ยกตัวอย่างมันก็คือตูเอง

 

เพราะฉะนั้นในสายตาของผม ผมว่าเพียงแค่ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองน่ะไม่ผิดหรอก

 

ส่วนคนอื่นจะคิดยังไงอันนี้ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่

 

ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่รวมกับยัยบ้าคนนั้นคงต้องพูดเลยว่าสบายใจ

 

ถึงจะมีหลายๆของหลายๆกับอีกมหาหลายๆครั้งที่ชอบทำให้ผมปวดหัว เหนื่อยใจ โมโห เป็นห่วง ค้ำคอบ้างในช่วงแรกๆแต่พอผ่านไปหลายๆปีก็นิ่งสนิทจนถึงขนาดถ้ามีอารมณ์มากๆเพียงแค่นึกหน้ายัยข้าวก็หดเป็นชายหนุ่มเผชิญหน้าหนาว

 

แต่ถึงอย่างงั้นยัยข้าวก็เป็นคนสำคัญของผม ถ้าตัดความคิดบ้าๆที่โดนปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็กๆกับความไร้สามัญสำนึกออกไปยัยข้าวคือผู้หญิงที่เพียบพร้อมสูงศักดิ์คนนึงที่น่านับถือน่ายกย่องคนนึงเลยก็ว่าได้

 

ครืน

 

อุก.......รู้สึกเย็นเยียบเลยวุ้ย.......ส่วนทำไมจู่ๆถึงได้กล่าวเรื่องชายหญิงและไปๆมาๆก็กลายเป็นยัยข้าวได้นั้นอันนี้ก็ขอพูดตรงๆเลยว่ากำลังหนีความจริงอยู่

 

มันเริ่มหลังจากที่ยัยสมิทมาบอกให้ผมเริ่มแผนการขั้นที่สองและได้อธิบายไปว่าเธอต้องการให้ผมล้วงข้อมูลจากยัยมาโลดี้เวลาก็ล่วงเลยไปประมาณวันกว่าๆซึ่งกะเอาล้วนๆ

 

ผมได้กลับมาที่ห้องขังตัวเอง นั่งๆนอนๆพลางพยายามวิดพื้นด้วยมือข้างเดียวโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ

 

เหตุการณ์ที่ผมต้องปะทะกับมาโลดี้นั้นทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าถ้ายังปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอสู้แรงใครไม่ได้เลยอย่างงี้ต่อไปมีหวังได้ตายจริงๆแน่

 

เพราะเอาจริงๆผมยังสู้แรงลีพส์ในโหมดยันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ.....น่าสมเพชชะมัดที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้

 

เพราะงั้นผมจึงเปลี่ยนจากกายบริหารเบาๆกลายเป็นการออกกำลังเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อและพลังกายแม้สักเล็กน้อยก็ยังดี

 

แต่เนื่องด้วยแขนที่เหลือข้างเดียวกับร่างกายที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์อันอ่อนแอที่เดี๋ยวเจ็บโน้นนี่ก็เลยไม่ได้อัพขึ้นสักเท่าไหร่

 

ยิ่งฝืนก็ยิ่งแย่ เพราะงั้นค่อยเป็นค่อยไปก็ได้

 

ในระหว่างที่กำลังซิกอัพแบบเบาๆจนเกือบจะครบ 100 ครั้ง จมูกผมก็ขยับฟุดฟิด

 

......ยาสลบ.....พวกผู้คุมพยายามรมยาผม จะยืนทำมึนก็ใช่เรื่องผมเลยค่อยๆทิ้งตัวเอามือปิดปากกล่าวคำบอกรักแบบเถื่อนๆใส่กล้องที่มันแอบติดเอาไว้แล้วทำทีเป็นสลบเพราะฤทธิ์ยา

 

เวลาผ่านไปสักประมาณ 10 วิซึ่งเป็นเวลาที่มากพอที่พวกมันสามารถยืนยันได้ว่าผมสลบไปแล้วจริงๆเสียงกลไกของกำแพงห้องขังดังขึ้นประกอบกับเปิดออกเลื่อนขึ้นอย่างช้าๆ

 

มีผู้คุมถืออาวุธหนักประมาณสี่ถึงห้าคนพรวดเข้ามาในห้องขังผม พวกมันเล็งปืนจ่อหัวผมและใช้เท้าเขี่ยใส่ราวกับจะเช็ดให้แน่ใจว่าผมสลบไปแล้วจริงๆ

 

เมื่อพวกมันหันไปพยักพเยิดใส่กันก็มีร่างๆหนึ่งถูกโยนเข้าห้องขังอย่างแรงจนร่างๆนั้นกระแทกกับกำแพงกระจกซะดังตุบใหญ่

 

พวกมันสบถใส่ร่างๆนั้นแล้วจึงออกจากห้องขังผมไปพร้อมๆกับกำแพงกระจกที่ค่อยๆเลื่อนปิดมาลงเช่นเดิม

 

ยาสลบที่พวกมันใช้เป็นรูปแบบของกองทัพ ส่วนมากใช้ในการปราบจลาจลมีผลให้ผู้สูดดมสลบทันทีแต่ฤทธิ์ของมันก็ไม่ได้คงอยู่นานอย่างยาสลบที่ใช้ในการแพทย์แถมเพียงแค่กระตุ่นผู้ที่สูดดมเข้าไปนิดหน่อยก็สามารถปลุกตื่นขึ้นได้อย่างง่ายๆ

 

ยกตัวอย่างแค่ไปเขย่าๆแรงๆหรือตะโกนกรอกหูก็ตื่นแล้ว

 

ผมทำเนียนเป็นสลบแล้วกะเอาให้ครบ 30 วิแล้สจึงค่อยๆยันร่างขึ้นพลางทำทีเป็นหงุดหงิดที่โดนยาสลบ

 

ช่างเรื่องการแสดงหลอกตาห่วยๆนี้ไปก่อนเถอะ

 

ใครกันหว่าที่โดนโยนเข้าห้องขังตู.....กับถูกโยนเข้ามาทำไมกันเน่อ.........

 

หืม..............หื๊ม!

 

เอาจริงดิ

 

ผู้ที่ถูกโยนค่อยๆใช้ไหล่ของตัวเธอดันพลิกร่างที่ตอนแรกอยู่ในสภาพคล่ำหน้าให้กลับเป็นนอนหงาย

 

ในช่วงวินาทีที่ร่างนั้นพลิกผมสีส้มยาวรุงรังที่ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งหรือหวี่นั้นโบกไสวตามแรงกระเพื่อมเป็นภาพสโลโมชั่น

 

คงไม่ใช่มั้ง.......

 

เรือนผมเส้นไหมละเอียดที่ ณ ขนาดนี้กำลังปกหน้าของเธอค่อยๆลู่ไปมาและปรากฏใบหน้าอย่างแช่มช้าในสายตาของผม.......

 

ไม่น่า.....ใช่....ตูคงคิดมากไปเองน่า~

 

ฮ่าๆ

 

เมื่อมองดีๆใบหน้าที่เหลือเพียงครึ่งเพราะอีกส่วนถูกตะกร้อกันกัดลิ้นสวมครอบปากอยู่นั้นแม่งโคตรจะคุ้นเคย

 

ดวงตาสีอ่อนหรี่ลงอย่างเลื่อนลอยนั้นหยุดนิ่งอยู่ที่เพดานห้องที่เป็นกระจกเหมือนกำลังสำรวจร่างกายตัวเองที่สะท้อนอยู่ในเงา

 

ดูเหมือนยังไม่รู้สึกตัวว่ามีตูอยู่ด้วยสินะ นางแกคงกำลังคิดว่าแค่โดนย้ายห้องขังมาเป็นปกติมั้ง

 

เอาเป็นว่าค่อยๆหนี....ตูอยู่ในห้องขังจะหนีไปไหนได้

 

งั้นเปลี่ยนเป็นใช้ทักษะลบตัวตนก็แล้ว------

 

ทันใดนั้นมาโลดี้ก็สะบัดคอตวัดดวงตาแข็งกร้าวจองมาทางผมเหมือนบอกว่า[ฉันรู้ว่าแกอยู่ด้วยตั้งแต่แรกแล้วว้อย!]

 

แล้วจะทำทีเป็นไม่รู้ทำซากช้างตายงาหายเจ้าหน้าที่บอกไม่รู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทำอะไรแว๊~!!!!

 

มาโลดี้พยายามจะดีดตัวลุกขึ้นพุ่งใส่แต่มันติดตรงที่ ขา แขน ของเธอถูกพันธนาการด้วยชุดเซตคนบ้าแบบเต็มขั้น ซึ่งเนื้อผ้านั้นหนาพันกันหลายชั้นจนอดคิดไม่ได้เลยว่าถึงจะเอามีดมาตัดก็คงไม่ขาดหรือหลุดง่ายๆ

 

ผมเกาหัวมองยัยมาโลดี้ที่กระดึ๊บเป็นหนอนค่อยๆเคลื่อนร่างมาทางผมอย่างช้าๆ

 

ไม่ได้เปรียบเปรยแต่มันช้าจริงๆ

 

จะเล่นอะไรของเธอฟ่ะ........”อุ อ๊อก!!!”

 

ในระยะที่เหลือเพียงอีกไม่กี่เมตรยัยบ้าหัวส้มนี้ก็งอแล้วดีดตัวเป็นสปริงพุ่งเอาหัวโขกใส่ท้องของผม

 

โชคดีที่ยังไม่ได้กินอะไรไม่งั้นทะลักออกปากแน่

 

ว่าแต่….

 

“นี่เธอยังไม่จบอีกเหรอฟ่ะ!!”

 

ตะคอกใส่ยัยบ้าพร้อมพยายามผลักร่างของเธอออกไปด้วยแขนเพียงข้างเดียว

 

แน่ล่ะตูไม่ยังไม่แข็งแรงพอเลยทำได้อย่างเดียวคือดันร่างของยัยหัวส้มนี้ออกไปได้นิดๆ

 

มาโลดี้พยายามถูร่างกายของเธอเข้ากับผมแต่ไอ้ลูกไม้เก่าๆพันธุ์นี้ใช้กับตูไม่ได้ผลหรอกว้อย~!!!

 

“ถูใช้ไหม ได้!! กอดแม่ม!!”

 

ไม่รอให้สิ้นเสียงผมใช้แขนทั้งสองข้างที่ถึงอีกข้างจะยังอยู่ในเฝือกรัดร่างของยัยหัวส้มนี้ส่วนขาทั้งสองข้างก็เกี่ยวกับตัวเธอไว้อย่างแน่นหนา

 

ทีนี่ยัยบ้านี้ก็ถูตัวกับผมไม่ได้แล้ว

 

แย๊ก~!!

 

ดูเหมือนมาโลดี้จะไม่ยอมจึงพยายามดิ้นกลิ่งพลิกตัวไปมาเปลี่ยนจากผมที่อยู่ข้างล้างให้กลายเป็นข้างบนและเปลี่ยนสลับไปสลับมาไปทั่วห้อง

 

ความจริงจะเล่นมุกชีกอขู่ว่าถ้าไม่หยุดจะเอาหน้าซุกหน้าอกใหญ่เบิ้มของเธอนะ ถ้าไม่หยุดตูจะยัดเยียดความเป็นสามีให้นะแต่คงไม่ได้

 

อย่างแรกหน้าอกเธออยู่ใต้เสื้อรัดแขนของคนบ้าดูๆแล้วหนามากถึงจะเอาหัวซุกไปก็เจอแต่ผ้าแข็งๆอยู่ดี

 

อย่างที่สองถ้าจะถอดกางเกงของเธอ(ที่ไม่ได้กะทำจริง)ผมต้องถอดไอ้กางเกงรัดขาคนบ้าที่ถูกสวมทับกับกางเกงนักโทษของเธอออกซะก่อนซึ่งถ้าทำแบบนั้นตูโดนวิ่งไล่แน่

 

แถมไอ้แผนชีกอเนี่ยก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับผู้หญิงทุกคนซะเมื่อไหร่ มันจะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้กับผู้หญิงที่มียางอายหรือพวกลูกคุณหนูไม่เคยผ่านโลกถึงจะได้ผล

 

แต่ดูจากสายตาและคงเป็นคนประเภทเดียวกัน ผมว่ายัยมาโลดี้คงผ่านอะไรหนักๆมานับครั้งไม่ถ้วนแน่นอน

 

ซึ่งถ้ามองในแง่ดีอย่างน้อยเธอก็คงมียางอายเหลืออยู่บ้างแต่มันคงน้อยและจะลดค่าความไว้ใจที่ติดลบอยู่แล้วให้ติดลบยิ่งกว่า

 

ฉะนั้นตัดแผนชีกอขู่ลวนลามออกไป

 

ทั้งผมทั้งมาโลดี้กลิ่งไปทั่วห้องและอยู่ในสภาพชวนเข้าใจผิดไปอีกประมาณ 20 นาทีผมก็เริ่มหมดแรงกอดรัดยัยบ้านี้ไม่ไหวจึงอาศัยช่วงเวลาที่ยัยบ้านี้กำลังจะพลิกตัวสะบัดผมออก ผมเลยใช้แขนข้างที่เหลือผละออกจากตัวกลิ่งไปยืนอยู่อีกมุมห้อง

 

มาโลดี้ที่เห็นผมผละออกจากตัวเธอได้ก็ส่งเสียงฮึดฮัดขมวดคิ้วอย่างเอาเรื่องแล้วพยายามกระดึ๊บเข้ามาหาผมอีกครั้ง

 

......โมโหเป็นเด็กโดนแย่งของเล่นไปได้นะหล่อนน่ะ

 

ในเมื่อคิดมาขนาดนี้ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปญาติดีกับยัยหัวส้มนี้ เพราะงั้นก็มีแต่ต้องกลับไปใช้วิธีเดิมๆ

 

นั้นก็คือคุย

 

“ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นโรคเกลียดผู้ชายหรืออะไรแต่ในเมื่อต้องมาอยู่ที่เดียวกันอย่างน้อยก็ควรอยู่กันอย่างสันติ----แว๊ก ชิบ! เกือบหลบไม่ทัน!”หลบท่าสปริงตัวหัวโขกพิฆาตที่ถือวิสาสะตั้งเองด้วยความมักง่ายแล้วพูดต่อ

 

“ถ้าเธอกำลังคิดว่าทำไมตูกับเธอถึงโดนจับขังด้วยกันอันนี้ตูพอจะมีคำตอบให้ และก็พอจะรู้ด้วยว่าทำยังไงถึงจะออกไปจากที่นี่ได้ เอาล่ะยัยหัวส้มตูก็ไม่ได้ชอบขี้หน้าเธอเหมือนกันนั้นแหละแต่ถ้ายังเอาแต่หาเรื่องกันกะฆ่าให้ตายมันจะไปมีประโยชน์อะไร คิดให้ดีๆว่าจะอัดตูจนจนไม่หายใจแล้วแห้งตายอยู่ที่นี่ตลอดไป หรือจะยอมอยู่เฉยๆสัก 5 นาทีฟังสิ่งที่ตูรู้ ถ้าฟังดูแล้วไม่เข้าหูจะเอาหัวโขกให้ตูตายก็ได้นะมันไม่สายไปหรอก ยังไงซะพวกเราคงต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนานเลยล่ะ”

 

แต่มาโลดี้ก็ยังไม่หยุดเธอยังคงงอตัวพุ่งพยายามจะเอาหัวโขกใส่ผม

 

ตอนแรกก็คิดว่ายัยนี้แม่งบ้าจนเกินเยี่ยวยาแล้วเหมือนกัน แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งแปลกใหม่

 

ตุ๊บ! ผล๊ะ!

 

ผมยอมรับการเอาหัวโขกของยัยหัวส้มไปเต็มๆซึ่งนั้นก็ทำให้ร่างของผมล้มตึงกับกระเด็นอีกนิดหน่อยด้วยแรงกระแทก

 

ความเจ็บปวดตรงหน้าท้องที่ยัยบ้านี้ไม่รู้ทำไงถึงเล็งมาที่เดิมได้ถูกส่งตรงไปถึงสมองจนมุมปากผมสั่นริกๆ

 

มาโลดี้ที่กำลังนอนคร่อมร่างของผมใช้หัวไหล่ดันตัวเองขึ้นมาเป็นท่านั่งคร่อมพร้อมยักคิ้วเล็กๆเหมือนส่งสัญญาณอะไรสักอย่างให้ผม

 

ผมเมินความเจ็บปวดจนเผลอยิ้มพึมพำอย่างตั้งใจให้ยัยบ้านี้ได้ยิน”กว่าจะยอมฟังกันนะ”แล้วจึงพูดทั้งรอยยิ้มว่า

 

“หนักอะลงไปก่อนได้ม่ะ”

 

เท่านั้นแหละมาโลดี้ก็ประเคนคอมโบเฮดบัดใส่ผมซะถี่ยิบ

 

ผว๊ะๆ ตุ๊บๆ

 

โอ้ยๆ

 

ตู....ผิด.....อะไร.......

 

/////

 เอิ่มไม่รู้จะพูดอะไรเเล้วเเฮะ ก็มีเเต่คําเเถว่าทําไมถึงช้าเเละคําขอโทษที่ฟังกันจนเบื่อเเล้ว....เอาเป็นพบกันตอนต่อไปครับผม

 

อ่อ เมื่อคืนวานผมฝันว่าเปิดได้ฌานน์ ดาร์ค(โจน ออฟ อาร์ค ขาว)ที่ใฝ่ฝันมานานเเละเลิกล้มการอวยไปเพราะไม่ได้สักทีด้วยล่ะ!!!

 

พอตื่นมาก็เลยกรีดเลือดไปขายเเล้วลองเปิดกาชาดู....เเละในที่สุด!!!

 

ผมก็ได้รู้ว่าความฝันก็คือความฝัน T T

 

อารมณ์เหมือนผีบอกเลขให้ไปซื้อหวยเเล้วไม่ถูกเลยวุ้ย-.-

 




NEKOPOST.NET