[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.8 - น้องชายของฉันกลายเป็นฮิคิโคโมริไปซะแล้วสิ


08น้องชายของฉันกลายเป็นพวกฮิคิโคโมริไปซะแล้วสิ

 

วันถัดมาหลังจากที่ทำตัวเองโดนโกเล็มชัดปลิว ฉันก็ตรงไปยังห้องของคีธตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อขอโทษ บางทีเพราะยังไม่ตื่น ก็เลยไม่มีเสียงตอบรับไม่ว่าจะเคาะประตูยังไง เอาเถอะ ถ้ายังหลับอยู่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องรีบปลุก ฉันคิดว่าพอถึงเวลาอาหารเช้าเขาก็คงออกมาเองแหละ

 

คีธไม่ได้มาทานอาหารเช้าด้วยกัน

 

คีธขังตัวเองอยู่ในห้อง และ ไม่ได้มาทานมื้อเช้า ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ ต่างก็รู้สึกเป็นห่วงมาก

 

ท่านแม่ถึงขนาดถามฉันอย่างสงสัยว่า “คาตารินะ ตอนไปหาเขาตอนเช้าน่ะลูกไปทำอะไรเขาหรือเปล่า?”

 

พูดอะไรโหดร้ายอย่างนั้นกันคะ! ให้ตายสิ ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย!

 

เพราะว่าฉันเองก็รู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน ทันทีที่ทานมื้อเช้าเสร็จฉันก็ตรงไปหาเขาที่ห้องอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับเมื่อเช้า ไม่ว่าฉันจะเคาะประตูยังไงก็ไม่มีเสียงตอบรับ

 

“คีธ นี่พี่เองนะ เพราะเมื่อเช้าไม่เห็นไปทานข้าว เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

 

“...พี่”

 

“ใช่ พี่เอง เป็นอะไรไปเหรอ คีธ? เจ็บท้องเหรอ? เป็นอะไรมากไหม?”

 

“ผมไม่ได้เป็นอะไร ที่สำคัญกว่านั้น ร่างดายพี่เป็นยังไงบ้างครับ?”

 

“อือ พี่สบายดี แค่หัวปูดนิดหน่อย ยังไงก็เถอะ คีธ พี่มีเรื่องอยากจะพูดด้วย ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม?”

 

 

ฉันจะต้องขอโทษต่อหน้าเขาเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานให้ได้ แต่ทว่า...

 

“ขอโทษครับ ทำไม่ได้”

 

เขาบอกปฏิเสธออกมาอย่างรวดเร็ว

 

“อ-เอ๋?”

 

“ผมอยู่ข้าง ๆ พี่ไม่ได้แล้ว”

 

หลังจากนั้นคีธก็ไม่ส่งเสียงอะไรกลับมาอีกเลย พูดตามตรง ฉันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วตอนนี้ มันอะไรกันน่ะ ตอนนี้คีธเกลียดฉันแล้วงั้นเหรอ

 

เพราะถึงจะคิดไปก็ทำอะไรไม่ได้ ฉันจึงพยายามเข้าไปในห้องของเขา แต่พอเอามือหมุนลูกบิดประตูมันก็ไม่ขยับ ดูเหมือนว่ามันจะถูกล็อกเอาไว้ ถึงจะขอให้คีธมาเปิดให้ ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ทำยังไงดี? ขืนเป็นแบบนี้ คีธคงกลายเป็นเด็กเก็บตัว แล้วก็คงเริ่มเกลียดฉันแน่ ๆ ...

 

คีธกลายเป็นพวกเก็บตัว –> คีธโดดเดี่ยว –> เข้าโรงไปทั้งแบบนี้ –> พบกับนางเอกที่จะเยียวยาความโดดเดี่ยวของเขาได้ –> คีธตกหลุมรักกับนางเอก –> คาตารินะเข้าไปขวางทาง –> คาตารินะที่เป็นตัวยุ่งยากถูกเนรเทศ ไม่ก็ถูกสังหารโดยเวทมนตร์

 

ไม่นะ! แบบนนี้มันเลวร้ายที่สุด! แบบนั้นมันตรงดิ่งไปถึงจุดจบแบบหายนะชัด ๆ !

 

 

ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อผลักประตูให้เปิดออก แล้วฉันก็ได้ยินเสียงแอนน์ดังขึ้นมา

 

“คุณหนู กำลังทำอะไรของคุณอยู่น่ะคะ?”

 

“ก็คีธเขาล็อกประตู ทางนี้ก็เลยเข้าไปไม่ได้น่ะสิ”

 

“ถ้างั้น ก็หมายความว่าเขาไม่อยากให้คุณหนูเข้าไปน่ะสิคะ?”

 

แอนน์ส่งสายตามองมาทางฉันอย่างเวทนา

 

“อุก ก็จริงที่ว่าอาจจะเป็นแบบนั้น...แต่ว่า คีธเขาแปลก ๆ ไปอยู่นะ”

 

ฉันเองก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมอยู่ด้วย

 

“เอาเป็นว่าตอนนี้ ถ้าคุณหนูอยากจะเข้าไปจริง ๆ ล่ะก็ ที่ห้องคนรับใช้น่าจะมีกุญแจสำรองอยู่...คุณหนูคะ?”

 

พอได้ยินที่แอนน์พูด ฉันก็รีบวิ่งไปที่ห้องของคนรับใช้ทันที

 

แต่ทว่า...พอไปถึง ก็ดูเหมือนว่าคีธจะเก็บกุญแจสำรองเอาไว้ด้วย ฉลาดจริงนะคีธ!

 

แต่แบบนี้ก็ยืนยันได้แล้ว คีธกลายเป็นฮิคิโคโมริเต็มตัวซะแล้ว แบบนี้ซักจะแย่แล้วสิ ขั้นอันตรายแล้วแบบนี้

 

 

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องใช้มาตรการสุดท้าย แล้วฉันก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

 

ฉันได้ของที่มองหา จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับไปยังห้องของคีธ

 

“อะ คุณหนู เจอกุญแจสำรองแล้วเหรอคะ? คุณหนู! นั่นมันอะไรกันคะ!? นี่คุณคิดจะทำอะไรกันแน่คะเนี่ย!?”

 

 

แอนน์ที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องสังเกตเห็นฉัน แล้วก็เอ่ยทักขึ้นมา แต่เธอก็ต้องส่งเสียงร้องตกใจออกมาเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ในมือของฉัน ตอนนั้นเอง ฉันก็ตอบสนองต่อแอนน์ด้วยเสียงหายใจแรง

 

“ฉันจะเปิดประตูนี่ ถ้าขืนคีธเก็บตัวแบบนี้ จะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่!”

 

“นี่อย่าบอกนะคะว่าจะเปิดประตูด้วยไอ้นั่นน่ะ!? ถ้าเป็นงั้น คิดจะทำยังไงกับประตูกันแน่คะ!? คงไม่ได้คิดจะพังประตูเข้าไปหรอกนะคะ....ยังไงก็ตาม ใจเย็น ๆ  แล้ววางไอ้นั่นลงก่อนเถอะนะคะ”

 

 

แอนน์พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อเกลี้ยกล่อมฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ก็ถ้าขืนเป็นแบบนี้ละก็ จุดจบแบบหายนะที่ฉันพยายามแทบเป็นแทบตายเพื่อหลีกเลี่ยง มันก็จะกลายเป็นถนนเส้นตรงที่นำฉันไปสู่ความหายนะเองน่ะสิ

 

“คีธ ถ้าอยู่ใกล้ประตูละก็ ถอยไปให้ห่างเลยนะ”

 

ฉันตะโกนบอกคีธที่อยู่ในห้อง

 

จากนั้น—ฉันก็ใช้ขวานที่นำมาจากโรงเก็บในสวนเหวี่ยงลงใส่ประตู

 

“คุณหนู~~~!!”

 

เสียงฉีกขาดของประตูดังขึ้นปนกับเสียงกรีดร้องของแอนน์

 

หลังจากที่พังประตูเข้าไปได้ พอเข้าไปในห้องฉันก็เห็นคีธอยู่บนเตียงทั้งที่อ้าปากตาค้าง ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดูเหมือนแอนน์ที่อยู่ข้างหลังฉันจะวิ่งไปเรียกใครสักคนเพื่อบอกเรื่องที่ฉันเพิ่งจะทำไป เอาเถอะ ตอนนี้ปล่อยเรื่องประตูไปก่อน เอาไว้ค่อยขอโทษทีหลัง ตอนนี้เรื่องของคีธต้องมาก่อน

 

“...พะ...พี่ครับ”

 

ฉันขยับเข้าไปใกล้คีธที่กำลังอ้าปากตาค้างอยู่ จากนั้น...

 

“เรื่องเมื่อวานต้องขอโทษจริง ๆ นะ!!”

 

 

ฉันคุกเข่าก้มหัวแนบพื้นจนกระแทกกับเตียงของคีธ ท่าที่เรียบกันว่าท่าหมอบกราบนั่นเอง ถ้าไม่ทำถึงขนาดนี้ก็ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นการขอโทษอย่างจริงใจได้หรอก

 

“ที่ไปขอร้องให้ใช้เวทมนตร์อย่างไร้เหตุผลทั้ง ๆ ที่คีธยังควบคุมมันไม่ได้ พี่ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ !! ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ฟังคำเตือนของคีธแล้วพยายามจะไปจับโกเล็มแบบนั้น...ขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้ต้องเป็นห่วง!!”

 

ฉันก้มหัวลงอย่างแรงขณะที่พูดอย่างนั้นออกไป ก่อนที่จะรู้ตัวคีธก็มานั่งหมอบอยู่ข้าง ๆ ฉันแล้ว

 

“...ทำไม พี่ถึงขอโทษ...มันเป็นความผิดของผม...”

 

“พูดอะไรน่ะ? เป็นความผิดของพี่ต่างหาก! เพราะดันไปขอร้องเรื่องไร้เหตุผลแบบนั้นกับคีธ!”

 

ฉันจ้องมองดูคีธที่นั่งอยู่ข้าง ๆ  ใบหน้าของเขาก้มลง คีธพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

 

“...พี่ ไม่กลัวผมเหรอ?”

 

“กลัว?”

 

หมายความว่ายังไงละนั่น? เอ่อ แต่ถ้าคีธจะเก็บตัวแบบนี้ต่อไป แล้วเจ้าตัวดันไปตกหลุมรักกับนางเอก แล้วเกิดกลายเป็นแฟล็กหายนะสำหรับฉันขึ้นมา แบบนั้นคงจะน่ากลัวแน่ ๆ ล่ะ...

 

เพราะอะไรก็ไม่รู้ ด้วยเหตุผลบางอย่าง คีธก็ดันเริ่มเกลียดฉันซะแล้ว แถมยังคิดจะกำจัดฉันเร็วขนาดนี้เลย...? นี่แฟล็กหายนะมันมาเร็วขนาดนี้เลยเรอะ!?

 

“...ที่บ้านเก่า ผมทำให้พวกพี่ชายบาดเจ็บเพราะเวทมนตร์ แล้วคราวนี้ผมก็ยังทำให้พี่ได้รับบาดเจ็บอีก แม้ว่าเวทมนตร์ของผมจะแข็งแกร่ง แต่ผมกลับไม่สามารถควบคุมมันได้”

 

ฉันกั้นหายใจต่อคำพูดของคีธ...งั้นเหรอ ตอนนี้คงจะเกลียดฉันแล้วเพราะดันไปขอให้ใช้เวทมนตร์อย่างไม่มีเหตุผลอย่างนั้นสินะ...แฟล็กหายนะมาถึงแล้วสิ? มาแล้วสินะ? จะมาจริง ๆ แล้วสินะ?

 

“...เพราะไม่อาจจะควบคุมเวทมนตร์ของตัวเองได้ เลยทำให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บ...พี่น่ะ ไม่กลัวผมที่เป็นแบบนั้นเหรอ?”

 

“...หะ?”

 

ฉันส่งเสียงประหลาดใจออกไปอย่างไม่ตั้งตัว ดูเหมือนจะไม่ใช่แฟล็กหายนะแฮะ

 

 

“...อ๋อ เป็นแบบนั้นเองหรอกเหรอ เฮ้อ~”

 

ฉันรู้สึกโล่งใจจนถอนหายในเฮือกใหญ่ออกมา ขณะที่คีธในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองมาทางฉันด้วยดวงตาสีนิลอันสวยงามนั้น

 

 

“ถ้าควบคุมไม่ได้ ที่ต้องทำก็แค่ต้องฝึกหนักเพื่อทำให้ได้เท่านั้นแหละ”

 

 

อันที่จริง ในเกมน่ะ คีธสามารถความคุมเวทมนตร์ที่ทรงพลังของตัวเองได้เป็นอย่างดี คีธในตอนนี้ก็อายุแค่ 8 ขวบเอง จากนี้ไป ถ้าได้ฝึกฝนอย่างเหมาะสม เขาก็จะต้องสามารถควบคุมเวทมนตร์ของตัวเองได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนแน่

 

 

“อีกอย่างอีกไม่กี่วันครูฝึกสอนเวทมนตร์ก็จะมาถึง คีธก็มาฝึกด้วยกันกับพี่เถอะนะ?”

 

 

เพราะรู้สึกโล่งใจแล้ว ฉันก็พูดแบบนั้นออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง ในที่สุดคีธที่เงียบมาตลอดก็เปิดปากพูด

 

 

“...พี่ยังอยากจะอยู่ด้วยกันกับผมอีกเหรอครับ?”

 

“แน่นอนสิ! พี่จะอยู่ด้วยกับคีธเสมอนั่นแหละ หรือว่า คีธเกลียดพี่งั้นเหรอ?”

 

 

คีธส่ายหัวของตัวเองอย่างแรง ดูเหมือนฉันจะไม่ได้ถูกเกลียดแล้ว ดีจัง

 

“เพราะงั้นแหละ ถึงจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในอนาคต คีธก็อย่าขังตัวเองไว้ในห้องอีกล่ะ...เอ่อ คีธ เป็นอะไรไป?”

 

ขณะที่ฉันมองไปที่คีธอย่างโล่งอก...น้ำตาก็หลั่งไหลออกมาจากดวงตาที่สวยงามของเขา

 

“คีธ! เป็นอะไรไป? เจ็บตรงไหนงั้นเหรอ?”

 

พอคีธเริ่มร้องไห้ออกมา จู่ ๆ ฉันก็ทำตัวไม่ถูก เมื่อตะกี้ยังคุยกันดี ๆ อยู่เลยแท้ ๆ ! นะ-นี่ฉันทำอะไรผิดไปอีกแล้วเหรอ? แม้ว่าฉันจะพยายามลูบหลังเล็ก ๆ ของเขาเพื่อปลอบโยน แต่น้ำตาของคีธก็ไม่ยอมหยุดไหล แล้วจากนั้นคีธก็ยังคงร้องไห้ต่อไป ขณะที่ฉันก็ทำอะไรไม่ถูก

 

 

“...คาตารินะ เกิดอะไรขึ้น นี่ลูกทำอะไรลงไป?”

 

จากทางเข้าประตู ฉันได้ยินเสียงทุ่มต่ำที่หนักหน่วงราวกับจะคืบคานออกมาจากผืนดิน พอฉันหันกลับไปมอง ฉันก็เห็นท่านแม่ที่ยืนอยู่ด้วยใบหน้าราวกับปีศาจ

 

 

“คาตารินะ วันก่อนนี้ก็เพิ่งสัญญากันว่าจะพักผ่อนแล้วทำตัวดี ๆ จนกว่าจะหายดี...แล้วประตูที่พังเละนี่มันอะไร...ยิ่งไปกว่านั้น น้องชายของลูกที่ร้องไห้อยู่แบบนี้...นี่คิดอะไรของลูกอยู่กันแน่ห๊ะ!”

 

 

“เอ่อ คือ ท่านแม่คะ...นี่มัน คือแบบว่า...”

 

 

มันราวกับว่าเลือดที่มีอยู่ในร่างถูกสูบหายไปจนหมด รู้สึกราวกับถูกโยนเข้าไปในกรงขังที่มีราชสีห์อยู่ข้างใน

 

 

“คาตารินะ ตามมาที่ห้องของแม่เดี๋ยวนี้”

 

“...อึก”

 

“คุณคีธ คงจะกลัวมาสินะ เดี๋ยวทางนี้เอา “สิ่งนี้”ไปกับฉันด้วย เพราะงั้นไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

 

ขณะที่ลากฉันออกไปจากห้องโดยจับที่คอเสื้อด้านหลังของฉัน ท่านแม่ก็หันหน้ามาทางฉันด้วยแววตาคนละเรื่องกับแววตาอันอ่อนโยนที่มีให้คีธ

 

“...ฮะ-ฮั่นแม่ มันไม่ใช่...”

 

 

คีธพยายามเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่สามารถสื่อออกมาได้ดีนักเพราะยังคงร้องไห้อยู่

 

โดยที่ไม่รู้สึกตัว เหล่าคนรับใช้จำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าห้อง แต่ทว่า ในเวลาแบบนี้ดันมีแค่ท่านพ่อจอมเห่อเท่านั้นที่ไม่มีหน้าอยู่ ด้วยเหตุนั้นเอง ฉันก็เลยถูกลากออกไปจากห้องสู่รังของปีศาจ

 

หลังจากนั้นฉันก็ต้องมานั่งฟังคำตักเตือนสั่งสอนของท่านแม่ปีศาจของฉันเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน

 

หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากเงื้อมมือของปีศาจ(ท่านแม่) ฉันก็กลับมายังห้องอย่างเหนื่อยอ่อน โดยที่มีแอนน์คอยต้อนรับฉันด้วยน้ำชา ความอ่อนโยนของแอนน์นั้นช่างประทับใจฉันเสียเหลือเกิน แล้วฉันก็เล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง พูดออกไปฉอด ๆ ราวกับน้ำไหลหลาก แล้วฉันก็หยุดพักจิบน้ำชา ในที่สุดก็ได้พักสักที จะว่าไปแล้ว หลังจากที่ห้องไห้หนักขนาดนั้นคีธจะเป็นยังไงบ้างนะ? ฉันก็เลยถามกับแอนน์ดูว่าคีธเป็นยังไงบ้าง

 

 

“หลังจากนั้นสักพักก็ดูเหมือนจะสงบใจลงได้แล้วล่ะค่ะ”

 

“อย่างงั้นเหรอ ดีจัง แต่ว่า จู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมาแบบนั้น มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?”

 

“...คุณหนูคะ เพราะจู่ ๆ คุณหนูก็ดันพังประตูที่ล็อกอยู่เข้าไป ถ้ามีคนมาบุกห้องของคุณหนูพร้อมถือขวานในมือเอาไว้อยู่ คุณหนูจะรู้สึกยังไงกันละคะ?”

 

“...เอ่อ...ก็...”

 

“ถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับดิฉัน ดิฉันก็คงจะร้องไห้กรีดร้องด้วยความกลัวแน่ค่ะ”

 

“...คงต้องไปขอโทษคีธทีหลังแล้วสินะ”

 

“ค่ะ แน่นอนค่ะ แต่ว่าบางทีเจ้าตัวเขาอาจจะร้องไห้ แล้วก็กลัวตัวสั่นอีกก็ได้นะคะ”

 

“......”

 

การวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลของแอนน์ทำเอาฉันรู้สึกหดหู่ขึ้นมาเลย นั่นสินะ พอคิดดูดี ๆ แล้ว การที่ไปใช้ขวานพังประตูเข้าไปเนี่ยมันก็ออกจะเกินไป เพราะสัมผัสได้ถึงแฟล็กหายนะก็เลยใจร้อนไปหน่อย ทุกอย่างคงจะออกมาดีกว่านี้ถ้าฉันใช้วิธีสะเดาะกลอนเอา

 

แต่เรื่องที่ทำไปแล้วก็ไม่อาจจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ สำหรับตอนนี้ เพราะคีธดูจะอกสั่นขวัญหายอยู่ เอาเป็นว่าจะต้องค่อย ๆ พยายามรักษาความสัมพันธ์กับเขาก่อนเป็นอันดับแรก

 

แต่ทว่า ที่ฉันคาดเอาไว้กลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง คีธมาหาฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  นอกจากนั้นยังพูดออกมาอีกว่า “พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกครับ ก็จากนี้ไปพี่จะอยู่ด้วยกับผมตลอดไปนี่นา” นี่เป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดที่เจ้าตัวเคยทำมาเลย ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนเขาจะพูดปกป้องฉันต่อหน้าท่านแม่ด้วย ด้วยเหตุนั้นการลงโทษด้วยการอดอาหารเย็นจึงเป็นอันยกเลิกไป น้องชายของฉันไม่ใช่แค่น่ารัก แต่ยังใจดีมากอีกต่างหาก เป็นน้องชายที่ดีที่สุดในโลกเลย

 

ด้วยเหตุนั้นเอง เหตุการณ์ “คีธกลายเป็นฮิคิโคโมริ” ก็เป็นอันปิดฉากลง นับจากนี้ไป เพื่อให้แน่ใจว่าคีธจะไม่โดดเดี่ยว ฉันจะต้องมอบความรักให้กับเขาอย่างเต็มที่เลย!

 

แต่ทว่า เพราะเหตุการนี้เอง ท่านแม่จึงตัดสินใจเอาเองที่จะฝึกสอนมารยาทสมบัติผู้ดีให้กับฉันอย่างเข้มงวด

 

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงหลีกเลี่ยงแฟล็กหายนะไปได้ แต่ก็ต้องเจอกับบททดสอบอันแสนทรหดในบทเรียนมารยาทสมบัติผู้ดีจากท่านแม่ปีศาจของฉัน

 

 

------------------------------------------

ดองแปล by: neginegi
ดอง QC by: Arizen




NEKOPOST.NET