[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.6 - มีปฏิสัมพันธ์กับคุณน้องชาย


ตอนที่ 06มีปฏิสัมพันธ์กับคุณน้องชาย

 

วันต่อมา ตอนที่คีธมาทานข้าวเช้าด้วยกันกับพวกเรา ดูเหมือนเมื่อคืนเจ้าตัวเขาจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ฉันรีบกินให้เสร็จโดยเร็ว พอเสร็จแล้วก็ชวนคีธให้มาด้วยกันทันที

 

“วันนี้อากาศดี เดี๋ยวจะช่วยพาเดินชมสวนนะ เพราะเมื่อวานหลังจากที่เจอกันก็ต้องไปพักผ่อนทันที เพราะงั้นคงยังไม่ได้มองดูทั่ว ๆ ละสิ”

 

“อ่า ครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านคาตารินะ”


 

คีธตอบกลับมาอย่างสุภาพ และ เป็นทางการสุด ๆ ...ฉันก็เริ่มหน้าบึ้งขึ้นมาทันที


 

“คีธคุง เพราะตอนนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว เรียกทางนี้ว่าพี่เฉย ๆ ก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องใช้คำพูดให้เกียรติ หรือ สุภาพ นักหรอก”


 

“แต่...มันเป็นการเสียมารยาท...” คีธพูดออกมาอย่างอึกอัก

 

“เอาน่า ก็เราเป็นพี่น้องกันแล้ว เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก! แล้วสำหรับทางนี้น่ะ มันเป็นความฝันเลยนะ ที่จะถูกเรียกว่าพี่น่ะ เพราะงั้น ขอร้องละ เรียกแบบนั้นเถอะนะ!”

 

แววตาของฉันระยิบระยับ แถมยังหายใจแรง คีธมีสีหน้าประหลาดใจแบบสุด ๆ  –จากนั้น เขาก็พูดออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ


 

“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะฮะ พี่สาว” น้องชายของฉันน่ารักมาก~ ฉันขึ้นสวรรค์แล้วค่า


 

แล้วฉันก็พาคีธไปที่สวน ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส อากาศก็เหมาะแก่การเดินเล่นเป็นที่สุด สวนของตระกูลแคลส์ ก็สมกับที่เป็นสวนของดยุคจริง ๆ  มีกระทั่งลำธารเล็ก ๆ แล้วก็หนองน้ำอยู่ด้วย


 

“โอ๊ะ ลำธารที่นี่มีปลาอยู่ด้วยนะ จะตกปลาก็ยังได้เลย”

 

“...ตะ-ตกปลาเหรอฮะ...??”


 

คีธมองไปลำธารด้วยสีหน้างงงวย


 

“ใช่แล้ว ตกปลาไงล่ะ ไม่เคยทำมาก่อนเหรอ?”

 

“ฮะ”

 

“ถ้างั้น มาตกปลากันเถอะ! พี่สาวน่ะเก่งมากเลยนะ!”

 

“มีอุปกรณ์ด้วยเหรอฮะ?”

 

“อือ มีสิ งั้นพี่สาวจะสอนคีธตกปลานะ!”


 

ฉันพยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ ขณะที่คีธก็มีสีหน้าประหลาดใจ คีธคุงทำแต่หน้าแบบนั้นมาสักพักแล้วนะ เอาเถอะ ถึงจะไม่เคยฝึกมาก่อนตั้งแต่กลายเป็นคาตารินะ แต่ชาติก่อนฉันก็เคยตกปลาใส่จนเต็มถังน้ำมาแล้ว แน่อยู่แล้วว่าในโลกนี้เองก็ทำได้เหมือนกัน 

 

หลังจากลำธาร ฉันก็พาคีธไปดูไร่ของฉัน เพราะได้ความช่วยเหลือจากคนสวน แล้วก็เหล่าคนรับใช้ ไร่ของฉันก็เลยดูไม่เลวเลยตอนนี้ มีหน่อของเมล็ดพืชผักหลาย ๆ ชนิดที่ฉันปลูกเอาไว้ “อันนี้คือมะเขือม่วง ส่วนพวกนี้ก็มะเขือเทศล่ะ” ฉันแนะนำผักต่าง ๆ ที่ปลูกให้คีธรู้จัก พวกพืชผักในโลกนี้ดูจะเหมือนกันกับของโลกก่อนแหละ

 

“ไร่นี่ พี่เป็นคนทำ?”

 

“ใช่แล้ว ตอนแรกก็ทำด้วยตัวเองอยู่หรอก...แต่เพราะมันยากไปหน่อยสำหรับมือสมัครเล่นที่จะทำงานคนเดียว ตอนนี้ก็มีคนสวน กับเหล่าคนรับใช้มาช่วยน่ะ พอถึงตอนที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ก็สัญญาไว้แล้วว่าจะจัดปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยวด้วยกันกับทุกคน ยังไงก็ ไว้มาทานด้วยกันกับทุกคนนะคีธคุง”


 

ถ้ามองคีธในวันนี้ ก็อาจจะคิดไปเลยว่าเขามีสีหน้าประหลาดใจเป็นปกติแน่ ๆ ล่ะ

 

ขณะที่มองดูคีธผู้น่ารักน่าชังที่อ้าปากค้างอยู่นั้น ฉันก็นึกถึงตัวเขาที่ถูกเซ็ตติ้งไว้ในเกมขึ้นมา เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง เดาว่าคงไม่เคยได้ออกมาเล่นแบบนี้เลยสินะ ฉันอยากจะแสดงเรื่องสนุก ๆ ให้คีธเห็นมากกว่านี้

 

“คีธคุง ต่อไปจะพาไปสถานที่โปรดของพี่นะ”

 

ฉันจับแขนของคีธเอาไว้แล้วก็เริ่มเดินอย่างรวดเร็ว


 

“ที่นี่แหละ ที่โปรดของพี่”


 

ฉันชี้ไปยังต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมสุดของสวน ต้นไม้ที่สูงที่สุดในสวนของตระกูลแคลส์ ตอนนี้มันได้กลายมาเป็นสถานที่โปรดของฉัน ฉันสามารถอ่านหนังสือโดยใช้หลังพิงต้นไม้ได้ แถมร่มเงาใต้ต้นไม้นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การงีบหลับเป็นอย่างยิ่ง และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น—

 

“ถ้าปีนต้นไม้นี้ขึ้นไปเราจะได้เห็นวิวสวย ๆ ด้วยนะ”


 

ใช่แล้ว เพราะต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในสวน ถ้าปีนขึ้นไปก็จะได้เห็นสวนทั้งสวน พร้อมกับอิ่มเอมไปกับวิวสวย ๆ ได้ คาตารินะก่อนที่จะความทรงจำฟื้นกลับมา ไม่เคยปีนต้นไม้มาก่อน แต่ว่าตัวฉันนั้นต่างกัน ราวกับว่าสายเลือดลิงจ๋อในตัวฉันกำลังเรียกร้อง ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องปีนเท่านั้น! ฉันรีบมาร์คต้นไม้ต้นนี้เป็นสมบัติส่วนตัวอย่างไว แล้วก็มักจะปีนป่ายมันเพื่อพิชิตมันอยู่เสมอระหว่างช่วงที่ทำงานในสวน


 

“ปีนต้นไม้เหรอฮะ?”

 

“ใช่แล้ว ปีนต้นไม้ไงล่ะ เคยทำมาก่อนไหม คีธคุง?”


 

คีธอ้าปากหวออีกครั้งหนึ่ง แล้วเจ้าตัวก็ส่ายหน้า บอกประมาณว่า “ไม่เคย” ตอบกลับมา


 

“ถ้างั้นก็ พี่จะสอนเอง ก่อนอื่นก็ดูพี่ปีนก่อนนะ โอเค๊?”


 

พอพูดแบบนั้นไป ฉันก็ถอดรองเท้า ม้วนกระโปรงขึ้น แล้วก็เริ่มปีนต้นไม้อย่างว่อง เพราะวันนี้ใส่ชุดเดรสมา ไม่ใช่ชุดชาวสวนเหมือนที่เคย ก็เลยลำบากในการเคลื่อนไหวกว่าปกตินิดหน่อย แต่ฉันก็ยังสามารถปีนป่ายได้ค่อนข้างเร็วอยู่ดี ในชาติก่อนน่ะ มีข่าวลือว่ามีลิงตัวใหญ่อยู่บนภูเขาที่พวกเราชอบไปวิ่งเล่นกัน...เพราะครอบครัวของฉันค่อนข้างจะรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากกับข่าวลือที่ว่า พวกเขาก็เลยบอกแล้วบอกอีกให้ฉันเลิกสักที...


 

ฉันปีนต้นไปขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

 

แล้วก็เริ่มเหลิงไปหน่อย แล้วก็เพิ่มความเร็วในการปีนขึ้นไปอีก

 

ปีนขึ้นไปอย่างราบรื่น ราบรื่นสุด ๆ


 

สำหรับฉัน ที่เคยถูกเรียกว่าอัจฉริยะแห่งการปีนต้นไม้แล้วน่ะ มีแค่จุดด่างพร้อยอยู่เพียงข้อเดียว คือการที่ฉันมักจะเหลิงบ่อย ๆ  ทั้งพ่อแม่ และ อาจารย์ของฉันต่างก็บอกให้ฉันรู้จักหัดระวังซะบ้าง จะว่าไป เหตุผลการตายของฉันเมื่อชาติก่อน ก็เกิดจากสาเหตุคล้าย ๆ กัน...และแม้แต่หลังจากที่เกิดใหม่แล้ว ก็ดูเหมือนว่านิสัยเสียนั่นจะยังรักษาไม่หาย

 

พอปีนขึ้นมาถึงประมาณช่วงกลางของต้นไม้ แล้วก็เหลิงตัว ฉันโบกมือให้คีธด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า แล้วก็ยิ่งเหลิงไปกันใหญ่ พร้อมกับขยับขึ้นไปอีก ผลก็คือ เกิดเสียสมดุล แล้วก็พลาดตกจากต้นไม้

 

ขณะที่กำลังหล่น ราวกับภาพสโลว์โมชั่น ฉันจำคำของครอบครัวฉันพูดว่า “ยัยเด็กบ้องตื้นนี่!” ตอนที่กำลังจะตายในชาติก่อน


 

ฉันตกลงมาก้นจ้ำเบ้าเสียงดังตุบ ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าคงเจ็บหนักแน่ ก็ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้นนี่นะ แต่ว่า...หะ? ไม่ค่อยจะรู้สึกเจ็บเลย นี่เราถึกขนาดนั้นเลยเหรอ ยิ่งไปกว่านั้น มันรู้สึกเหมือนกับว่าพื้นด้านล่างมันดูนุ่มพิกล พอฉันมองดูข้างใต้...

 

“คะ...คีธคุงง!!??”

 

ที่อยู่ใต้ก้นฉันเนี่ย มันคุณน้องผู้น่ารักของฉันไม่ใช่เหรอ!? ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัวยังนอนแน่นิ่งสลบอยู่ใต้ก้นฉันที่นั่งทับหลังเขาเอาไว้อยู่

 

“ไม่น้า~~! คีธคุง อย่าตายน้า~~ทั้งที่เพิ่งได้น้องชายที่น่ารักขนาดนี้มาแล้วแท้ ๆ  โฮกกก”


 

ฉันร้องไห้ออกมาขณะที่ประคองแขนของคีธเอาไว้ นี่ต้องเป็นการลงโทษที่บังอาจไปคิดว่าจะทอดทิ้งความรู้สึกที่มีต่อเขาแล้วเอาเก็บยัดใส่กล่องผนึกเอาไว้แน่ ๆ ...ไม่จริง น้องชายที่น่ารักของฉันต้องมาตายเพราะโดนก้นทับแบบนี้มัน...ฉันร้องไห้จนมีน้ำมูกไหลย้อยออกมา

 

“คีธ อย่าตายน้า~~”

 

“เอ่อ พี่ฮะ?”

 

“อย่าตายน้า~~~ ไม่จริง ดันมาทำให้น้องชายตัวเองต้องตายเพราะเอาก้นทับแบบนี้...คีธคุงง~~”

 

“เอ่อ พี่ฮะ? ฟังผมอยู่หรือเปล่า?”

 

“ได้โปรด อย่าตายน้า~~ คีธ~~”

 

“พี่คาตารินะ!”

 

พอมองไปยังคีธที่จู่ ๆ ก็ร้องตะโกนออกมาขณะที่ฉันกำลังเกาะเจ้าตัวเอาไว้อยู่ ฉันก็สบตาเข้ากับดวงตาสีนิลอันสดใสเป็นประกายนั้นของเขา

 

“คีธ!? ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ย!?”

 

ฉันดีใจมากจนเข้าไปกอดเขาอย่างแรง คีธดูเหมือนจะตัวแข็งทื่อนิดหน่อยในอ้อมกอดของฉัน

 

“อ๊ะ ไม่นะ คีธคุง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า??”

 

“นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกฮะแค่โดนทับหลังเฉย ๆ ”


 

ถึงแม้คีธจะพูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับยิ้มมาให้ แต่ก็ยังดูจะแปลก ๆ ไปนิดหน่อย คงต้องกำลังโกรธฉันอยู่แน่ ๆ เลย

 

“คีธ รอที่นี่เดี๋ยวนะ โอเค๊? เดี๋ยวพี่จะรีบวิ่งไปคฤหาสน์ แล้วไปเรียกคนรับใช้มาอุ้มกลับ”

 

เพราะในชาติก่อนฉันเป็นสามัญชน ฉันจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีคนรับใช้ แต่ใครจะไปคิดละว่าวันนี้ฉันจะต้องการพวกเขาในสถานที่แบบนี้...โดยที่ทิ้งคีธไว้เบื้องหลังเพราะตอนนี้ดูจะไม่เป็นไรมากแล้ว ฉันก็รีบบึ่งตรงไปยังคฤหาสน์

 

★★★★★★★★★


 

หลังของคีธแค่แดงนิดหน่อย โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายอะไร ถึงจะแดงแบบนั้น แต่ไม่นานก็จะหายกลับเป็นปกติ

 

ถึงแม้ว่าฉันจะหมอบราบต่อหน้าคีธ และ ขอโทษ แต่น้องชายเทวดาตัวน้อยของฉันก็เพียงแค่บอกว่า “แค่พี่ไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วล่ะฮะ” ความอ่อนโยนของเขาแทบจะทำให้ฉันน้ำตาไหลอีกครั้งเลยทีเดียว


 

 ด้วยเหตุนั้นเองคีธก็ได้ให้อภัยฉัน แล้วท่านพ่อกับเหล่าคนรับใช้ก็กล่าวตักเตือนฉันว่าตั้งแต่นี้ไปต้องระวังให้มากกว่านี้ แล้วเรื่องทุกอย่างก็เป็นอันจบลงด้วยดี...นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิด แต่ทว่า...

 

หลังจากที่ทานอาหารค่ำเสร็จ ขณะที่นอนเล่นอยู่บนเตียงในห้องนอน เพราะเหตุผลบางอย่างฉันจึงถูกท่านแม่ของฉันเรียกให้ไปพบ พูดตามตรง เพราะท่านแม่คอยหลบหน้าฉันตั้งแต่เหตุการณ์การหมั้นหมายกับเจ้าชายจาเร็ด ฉันถึงได้สงสัยว่าเธอต้องการอะไรกันนะ เอาเป็นว่าตอนนี้ ขอให้แอนน์ช่วยจัดผมที่ยุ่งเหยิงของฉันให้ แล้วจากนั้นฉันก็ตรงไปยังห้องของท่านแม่

 

ขณะที่เดินไปยังห้อง ฉันก็จำบางอย่างขึ้นมาได้ จะว่าไป ในเกมน่ะ แม่ของคาตารินะ  ดัชเชส แคลส์ ไม่ชอบคีธเป็นอย่างมาก เธอเข้าใจผิดคิดว่าคีธเป็นลูกนอกสมรสของ ดยุค แคลส์

 

ก็จริงอยู่ ตอนที่คีธถูกพามาที่คฤหาสน์ก็ได้ยินข่าวลือพวกนี้จากเหล่าคนรับใช้อยู่บ้าง ดวงตาสีนิลของคีธนั้นคล้ายกับท่านพ่อมาก

 

ดัชเชส แคลส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ มิรี เดียน่า เธอแต่งงานกับ ดยุค หลุยส์ แคลส์ แต่ไม่ใช่การแต่งเพราะความรัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับขุนนาง แต่...

 

ดยุค หลุยส์ แคลส์ แม้ว่าในตอนนี้เขาจะเป็นเพียง ชายวัยกลางคนจอมเห่อลูกสาวที่มีเพียงคนเดียว แต่เมื่อก่อนนั้นก็เคยเป็นหนุ่มเจ้าสำราญมาก่อน จำนวนหญิงสาวที่อยากจะแต่งงานกับเขานั้นมีมากจนนับไม่ถ้วนเหมือนดาวบนท้องฟ้า

 

มิรี เดียน่า เป็นบุตรสาวคนรองของ ดยุค เอดีส ตระกูลที่เทียบเท่ากับ ตระกูล แคลส์ มีดวงตาคม หางตาชี้ขึ้น ทำให้เธอรู้สึกอายหน่อย ๆ  การแต่งงานของทั้งคู่เป็นสิ่งที่กำหนดมาให้ ดยุค เอดีส เป็นคนฝากฝัง หลุยส์ แคลส์ ให้ช่วยดูแล มิรี เดียน่า พอดยุค เอดีสเสียไป หลุยส์ก็เชื่อฟังและแต่งงานกับเธอแต่โดยดี

 

ราวกับว่าทั้งคู่ต่างสวมหน้ากากเอาไว้ แม้จะไม่ถึงขนาดที่เกลียดกัน แต่คาตารินะก็รู้สึกถึงความไม่สนิทสนมของทั้งคู่ เพราะแบบนั้น พอมองไปที่คีธที่ยังเด็ก และดวงตาที่คล้ายกับดยุค แคลส์ จึงเกิดมีข่าวลือที่ว่าคีธเป็นบุตรนอกสมรสของดยุคกับภรรยาลับ แต่ทว่า ตั้งแต่หลังเที่ยงมา ข่าวลือที่ว่า “คุณหนูเอาอีกแล้ว” ก็ทำเอาข่าวลือก่อนหน้าปลิวหายไปหมด...


 

กับข่าวลือพวกนั้น เพราะความรู้จากเกมทำให้ฉันรู้ว่าคีธไม่ใช่ลูกนอกสมรสของท่านพ่อ แต่ท่านแม่ไม่ได้รู้กับเขาด้วยเนี่ยสิ เพื่อประโยชน์ของคีธ กับ ท่านแม่ ฉันจะต้องบอกให้เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่ลูกของภรรยาลับของท่านพ่อ

 

ขณะที่คิดเรื่องอย่างนั้นอยู่ฉันก็มาถึงห้องของท่านแม่ทั้งอย่างนั้น

 

พอเปิดประตูเข้าไป เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ทั้งท่านพ่อ และ คีธต่างก็อยู่ในห้องกับเขาด้วย เอ๋ อะไร? อะไรอ่ะ!? ขณะที่กะสับกะส่ายจากเหตุการณ์ที่ไม่รู้มาก่อน ฉันก็มองไปทางท่านพ่อ แต่ท่านก็มองกลับมาด้วยสายตาที่อย่างกับจะบอกว่าเจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเรื่องอะไร   ซึ่งก็แน่อยู่แล้วว่าคีธก็มีแววตาที่บอกว่าไม่รู้เรื่องเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเจ้าตัวก้มหน้าลงเพราะบรรยากาศไม่สู้ดีภายในห้อง

 

ตอนนั้นเอง ในบรรยากาศที่ยากจะบรรยายนี้ เหตุผลที่พวกเราถูกเรียกตัวมา ท่านแม่ก็เปิดปากพูด

 

“คุณคะ คุณคีธ แล้วก็คาตารินะ ฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะพูด”


 

ตอนมองมาทางฉัน อย่างกับว่าสีหน้าของท่านแม่ดูหดหู่มาก ๆ เลยอ่ะค่ะ


 

“มันเรื่องอะไรกันแน่ มิรี เดียน่า?”


 

บรรยากาศที่ชวนหดหู่ของท่านแม่ทำให้ท่านพ่อเองก็เริ่มมีสีหน้าเครียดขึ้นมา

 

ขณะที่จ้องอย่างลึกซึ้งไปที่ดวงตาของท่านพ่อ ท่านแม่ก็ก้มหัวของเธอลง


 

“โปรดไปหาความสุขของตัวคุณเอง แล้วหย่ากับฉันด้วยเถอะค่ะ”

 

“.......”



 

คำพูดที่จู่ ๆ ก็พูดออกมานั้นทำให้ทุกคน ทั้งท่านพ่อ ตัวฉัน และ คีธ จนไปถึงเหล่าคนรับใช้ในห้อง ต่างพูดไม่ออก

 

ต่อหน้าพวกเราที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่นั้น ท่านแม่ก็พูดต่อ—

 

“ทั้งที่คุณอุตส่าห์ยอมแต่งงานกับฉันแม้ว่าฉันจะเลยวัยแต่งงานไปแล้ว แต่ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉันกลับเป็นซะแบบนี้....ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทำให้คีธ –ลูกคนสำคัญของคุณต้องได้รับบาดเจ็บ...ฉันต้องขออภัยด้วยจริง ๆ  ฉันจะพาลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนี้กลับไปบ้านของท่านพ่อท่านแม่ คุณคะ ฉันขอให้คุณมีความสุขกับคุณคีธ และ คุณแม่ของเขานะคะ”


 

ท่านแม่ของฉันพูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลนอง


 

ที่ท่านแม่พูดออกมาเมื่อตะกี้ก็หมายความว่า ท่านพ่อควรจะหย่ากับท่านแม่ แล้วไปมีความสุขกับคีธ และ ภรรยาลับที่เป็นแม่ของคีธ เอ่อ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีภรรยาลงภรรยาลับอะไรนั่นหรอก แต่ว่า...ถึงอย่างนั้น ท่านแม่ที่พูดบอกต่อหน้าทุกคนว่า “ลูกสาวไม่ได้เรื่อง...” เนี่ยมัน...เอ่อ ชาติก่อนเองก็เหมือนจะโดนพ่อแม่พูดแบบนั้นใส่บ่อย ๆ อยู่นะ...


 

บรรยากาศภายในห้องราวกับถูกพายุหิมะเข้าถล่ม ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นเอง ในบรรยากาศที่เป็นแบบนั้น ท่านพ่อผู้กล้าหาญของเปิดปากพูด

 

“พูดอะไรของเธอน่ะ มิรี เดียน่า? เรื่องของคีธน่ะช่างก่อน ใครกันน่ะ แม่ของเขา?”


 

“คุณไม่จำเป็นต้องปิดเรื่องนั้นหรอกค่ะ ฉันรู้แล้วล่ะค่ะว่าคุณคีธเป็นลูกชายของคุณกับภรรยาลับ คุณควรจะแต่งงานกับเธอนะคะ ส่วนฉันจะพาลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนี้ของฉันไปด้วย แล้วหายไปจากหน้าคุณในทันที ฉันขอให้คุณพบกับความสุขกับคนที่คุณรัก...แล้วก็ คาตารินะ ลูกก็รีบกลับไปเตรียมตัวเพื่อออกจากบ้านนี้ซะนะ”

 

ท่านแม่ของฉันพูดแบบนั้นออกมาทั้งน้ำตานองหน้า มันราวกับว่าเธอจะวิ่งออกไปจากคฤหาสน์นี้ในทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพูดแบบไม่พลาดอีกว่าเธอจะพา “ลูกสาวไม่ได้เรื่อง” ไปกับเธอด้วยอีกต่างหาก

 

ท่านแม่ดูเหมือนจะคิดว่าคีธเป็นลูกนอกสมรสจริง ๆ นั่นแหละ แต่ว่านะ...ไม่จริงน่า โดนต้อนถึงขนาดนี้เลย...ดูเหมือนเหตุการณ์ที่ฉันตกต้นไม้หล่นทับคีธจะไปทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดลง

 

ทั้งคู่คงจะไม่หย่ากันทั้งแบบนี้หรอกใช่ไหม...ทุกคนในห้องต่างก็ยืนตัวแข็งทื่อ มองหน้ากันไปมา


 

โดยที่ไม่ทันรู้ตัว ท่านพ่อก็ขยับเข้าไปอยู่ข้าง ๆ ท่านแม่ แล้ววางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของท่านแม่อย่างอ่อนโยน จากนั้นด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อยอันสุดจะเอ่ย ราวกับว่าท่านพ่อจะร้องไห้ออกมา ก็แน่อยู่แล้วล่ะนะ ก็ดันโดนสงสัยว่าไปนอกใจภรรยาทั้งที่ไม่เคยทำนี่นา แถมยังโดนขอหย่าอีกต่างหาก

 

“คุณคะ”

 

ท่านแม่เงยหน้ามองท่านพ่อพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

 

“มิรี เดียน่า ตอนพวกเราแต่งงานกัน เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยสินะว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือฉันเอง”

 

“แม้ว่าจะมีตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าอยู่อีกตั้งมากมาย....ฉันก็รู้ค่ะว่าที่คุณแต่งงานกับฉันก็เพราะเชื่อฟังคำพูดของพ่อฉัน –ดยุค เอดิส ฉันต้องขออภัยในเรื่องนั้นจริง ๆ ค่ะ...”


 

ตอนที่พูดอย่างนั้นไป จู่ ๆ ท่านแม่ก็ถูกท่านพ่อโอบกอด โดยที่ใบหน้าของเธอยังคงก้มลง เอ๋? พัฒนาการแบบนี้มันอะไรกันน่ะ? คนที่อยู่ห้องทุกคน รวมทั้งฉัน ต่างมองดูทั้งคู่อย่างอึ้ง ๆ

 

“มิรี เดียน่า เธอคิดเรื่องแบบนี้อยู่ตลอดเลยสินะ ฉันขอโทษที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้เลย เพราะไม่อาจพูดความรู้สึกที่แท้จริงให้เธอฟังได้ ฉันได้ทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับเธอลงไปแล้วสินะ มิริ เดียน่า ขอให้ฉันได้พูดอีกครั้งเถอะว่า ฉันรักเธอ”

 

“คะ...คุณคะ...”

 

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ท่านดยุค เอดิส ช่วยแนะนำให้รู้จักกับเธอ ฉันก็ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น พอได้ยินว่าท่านดยุค เอดิส ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของเธอ ฉันก็มีความสุขมากราวกับได้ขึ้นสวรรค์ แล้วจึงตัดสินใจที่จะทำให้ตัวเองได้แต่งงานกับเธอ แต่หลังจากนั้น ฉันก็คิดมาตลอดเลยว่าเธอเกลียดฉันเพราะต้องโดนบังคับให้แต่งงาน...”

 

“...ไม่ค่ะ ฉันเองก็หลงรักคุณตั้งแต่แรกเห็น แต่ว่า...ฉันคิดว่าเพราะเราจำยอมให้แต่งงานกัน จึงคิดว่าคุณเกลียดฉัน...”

 

“มิรี เดียน่า ดูเหมือนเราจะเข้าใจกันผิดกันทั้งคู่เลยนะ”

 

“คุณคะ...”


 

ฉากคอขาดบาดตายเพราะการขอหย่าร้าง กลับกลายเป็นการละเล่นแสดงความรักของทั้งคู่ซะงั้น ท่านแม่ กับ ท่านพ่อตอนนี้อยู่ในสภาพที่ในแววตามองเห็นแค่กันและกันเท่านั้น สายตาก็จับจ้องแค่ที่ใบหน้าอันหวานหยดของกันและกัน


 

คีธ และ เหล่าคนรับใช้คนอื่น ๆ  แล้วก็ฉันได้แต่ยืนนิ่งไม่ทำอะไรนอกจากอ้าปากค้างกัน ทว่าการแสดงความรักระหว่างท่านพ่อท่านแม่ของฉันก็ยังคงดำเนินต่อไป...

 

“คุณหนูคะ นายน้อยคะ นี่ก็ใกล้เวลานอนแล้ว กลับไปที่ห้องกันเถอะค่ะ”

 

พวกเราถูกนำออกมาจากห้องโดยคุณคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์


 

เหล่าคนรับใช้คนอื่น ๆ เองก็ถอยออกมาเช่นกัน พอถูกปล่อยเอาไว้ตามลำพังการแสดงความรักระหว่างทั้งสองคนคงจะดำเนินต่อไปหนักกว่านี้อีกเป็นแน่ล่ะ

 

ฉันยืนนิ่งอยู่นอกห้องไปสักพัก แต่สุดท้ายก็ถูกคนรับใช้ขอให้กลับไปห้องของตัวเอง


 

ก่อนที่จะหันหลังกับ ฉันก็บอกคีธว่า “เป็นวันที่ยาวนานจังเนอะ หลับฝันดีนะคีธ” แล้วคีธก็หันหลังกลับไปยังห้องของตัวเอง พร้อมกับบอกว่า “ฝันดีฮะพี่” ด้วยสีหน้าซับซ้อน

 

อา เหนื่อยชะมัดเลย

 

แต่เดิมทีแล้ว ท่านพ่อของฉันก็มักจะพูดชมใบหน้าเหมือนตัวร้ายนี้ของฉันอย่างไม่รู้จักจบจักเหนื่อยให้ท่านแม่ฟัง ประมาณว่า “นางฟ้าที่น่ารักที่สุดในโลกของพ่อ” ใบหน้านี้คงจะดูสวยจริง ๆ นั่นแหละนะ  พอเป็นเรื่องความสวยความงามท่านพ่อของฉันเป็นพวกอนุรักษ์นิยมซะด้วยสิ...ต่างคนก็ต่างมีความชื่นชอบต่างกันไปแหละนะ

 

แต่ว่านี่ก็หมายความว่าเรื่องความเข้าใจผิดที่คีธเป็นลูกนอกสมรสกับภรรยาลับก็ถือเป็นอันว่าแก้ไขเรียบร้อย จากนี้ไปท่านแม่ก็คงไม่เกลียดคีธแล้วล่ะ

 

ว่ากันตามตรง ปัญหานี้ก็แก้ไขไปได้โดยที่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย

 

ด้วยเหตุนี้ วันอันแสนยาวนานของฉันในวันนี้ก็ได้จบลง


 




NEKOPOST.NET