[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.4 - แฟล็กหายนะมาเยือนซะแล้ว


ตอนที่ 04แฟล็กหายนะมาเยือนซะแล้ว

 

อิงตามข้อสรุปที่ได้จากการประชุมวางแผน ในวัดถัดมาฉันก็เริ่มฝึกพิเศษวิชาดาบ และ เวทมนตร์

ท่านพ่อท่านแม่ก็คิดว่ามันแปลก ๆ ที่จู่ ๆ ฉันก็อยากจะฝึกฝนวิชาดาบ และ เวทมนตร์ แล้วก็มองมาทางฉันอย่างสงสัย แต่ฉันก็เน้นบอกไปว่า “หนูอยากจะฝึกไว้ป้องกันตัวค่ะ แล้วก็เพื่อในอนาคตจะได้ไม่ต้องอายใคร ๆ เมื่อถึงตอนไปเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์”

 

ด้วยสีหน้าที่อย่างกับว่ายอมแพ้อะไรสักอย่าง ท่านพ่อท่านแม่ก็อนุญาต สีหน้าของทั้งคู่นี่คล้ายกับสีหน้าของพ่อแม่ของฉันเมื่อชาติก่อนหน่อย ๆ เลยนะ ทำให้รู้สึกคิดถึงยังไงก็ไม่รู้สิ

 

แล้วฉันก็ขอร้องเรื่องครูฝึกดาบ กับ เวทมนตร์ กับท่านพ่อที่มีแววตาว่างเปล่าอยู่นั้น แต่ทว่า....

 

เราได้ครูฝึกดาบในทันทีอยู่หรอก แต่ว่าสำหรับครูฝึกเวทมนตร์นั้นออกจะหายากไปหน่อย

 

เพราะงั้นสำหรับตอนนี้ เพื่อที่จะฝึกฝนเวทมนตร์ ฉันก็เลยต้องยืมหนังสือจากห้องสมุดเพื่อศึกษาไปก่อน

 

ฉันเปิดหน้าแรกของหนังสือเล่มหนาเกี่ยวกับเวทมนตร์ที่วางอยู่บนตักตรงมุมหนึ่งของสวนขนาดใหญ่ “ก่อนอื่น เพื่อที่จะเพิ่มพูนพลังเวท การสื่อสารกับแหล่งพลังเวทของตนนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

 

แต่เดิมที นอกจากวิชาดาบแล้ว มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์ในโลกเดิมของฉันด้วยสิ...

 

เพราะฉะนั้น ฉันก็เลยไม่รู้เลยสักนิดเกี่ยวกับเวทมนตร์ในโลกใบนี้ ต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์...


 

สื่อสารกับแหล่งพลังเวทของตน สินะ หืม...

 

เวทมนตร์ของฉันคือธาตุดิน แล้วก็อ่อนซะไม่มี

 

เวทมนตร์ที่ตอนนี้ฉันทำได้ก็...

 

ฉันสามารถเคลื่อนย้ายดินบนพื้นประมาณสองสามเซนติเมตรได้ ความสามารถแบบนี้ จะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างละเนี่ย?

 

ถึงตามจริงแล้ว คาตารินะในเกม ไม่ได้ใช้ความสามารถนี้ เพื่อ “เคลื่อนย้ายดินบนพื้นประมาณสองสามเซนติเมตร” ก็ตามที

 

เจ้าเวทมนตร์ “เคลื่อนย้ายดินบนพื้นประมาณสองสามเซนติเมตร” นี่น่ะ...เพราะชื่อยาวไปหน่อย มาย่อสั้น ๆ เป็น “เคลื่อนเศษดิน” เอาละกัน ด้วยเวทนี้ คาตารินะในเกมจะทำให้นางเอกสะดุดล้มก็ยังทำไม่ได้เลย ทำให้นางเอกสะดุด, ทำให้นางเอกสะดุดล้ม...

 

เอาเถอะ พูดสั้น ๆ ก็คือ ฉันไม่สามารถแม้แต่จะทำให้คนอื่นสะดุดล้มด้วยเวท “เคลื่อนเศษดิน” นี้ได้

 

เป็นเวทที่อ่อนจริง ๆ เลยเชียว

 

แต่ถ้าหากว่าท้ายที่สุดแล้วฉันใช้ได้แค่เวท “เคลื่อนเศษดิน” นี้เท่านั้น ฉันคงไม่อาจจะเอาชีวิตรอดจากจุดจบแบบหายนะได้แหงแซะ! ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องทำให้พลังเวทแข็งแกร่งขึ้นให้ได้เลย!

 

แต่ว่าฉันไม่อาจจะสื่อสารกับแหล่งพลังเวทของตัวเองได้เนี่ยสิ เพราะเวทของฉันเป็นเวทธาตุดิน หรือว่าฉันควรจะลองคุยกับดินดูดีไหม...

 

พูดกับดิน...พูดคุยกับดิน...เพื่อที่จะสื่อสารกับดิน...

 

...อ๊ะ ใช่แล้ว!!!!

 

★★★★★★★★★

 

“เอ่อ คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ?”

 

สาวใช้ –แอนน์ ถามฉันด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

“ก็ กำลังพรวนดินอยู่ยังไงล่ะ!”

 

ขณะที่กำลังพรวนดินโดยชุดสวมชุดที่ยืมมาจากคนสวน ฉันก็ตอบกลับแอนน์อย่างร่าเริง

 

เริ่มจากวันนี้ไป ฉันจะทำไร่ตรงหัวมุมของสวนขนาดใหญ่ภายในคฤหาสน์

 

“เอ่อ คือ ดิฉันนึกว่าคุณหนูกำลังฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังเวทอยู่ซะอีก ทำไมถึงมาพรวนดินได้ละคะ?”

 

“ก็แค่ทำไร่ แล้วก็พรวนดินเพื่อจะเพิ่มพลังเวทไงล่ะ!”

 

“คุณหนูคะ ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ เกรงว่าดิฉันจะไม่เข้าใจ...”


 

ต่อแอนน์ที่กำลังทำหน้าสงสัยอยู่แล้ว พอได้ยินคำตอบอันร่าเริงของฉันเข้าไปเธอก็ยิ่งทำหน้างงสงสัยยิ่งกว่าเดิม


 

“ก็แบบว่า มันเขียนไว้ในหนังสือน่ะ มันเขียนไว้ว่า “ก่อนอื่นเพื่อที่จะเพิ่มพูนพลังเวท การสื่อสารกับแหล่งพลังเวทแห่งตน ถือเป็นสิ่งสำคัญ” เพราะงั้นแหละ แหล่งพลังเวทของฉันบางทีก็อาจจะเป็นผืนดินนั่นแหละ! เพราะงั้นนะ เพื่อที่จะสื่อสารกับดิน เราก็ต้องทำไร่!”

 

ในชาติที่แล้ว เพราะครอบครัวของแม่ฉันเป็นชาวนาชาวไร่ ฉันก็เลยมักจะถูกยืมตัวไปใช้เป็นแรงงานในช่วงพักร้อน แล้วคุณยายของฉันก็เคยพูดว่า “ว่ากันว่าการทำนาทำไร่คือวิธีการสือสารกับผืนดินในแบบของคนเรา”

 

ดีจริง ๆ ที่จำคำสอนของคุณยายได้ วันนี้ฉันก็เลยตัดสินใจจะทำไร่เพื่อให้สื่อสารกับผืนดินได้ง่ายขึ้น

 

แน่อยู่แล้วว่า ฉันถามกับคนสวนก่อนแล้วนะว่าทำได้ไหม

 

ฉันขอยืมจอบ ชุดทำงาน และ อุปกรณ์ทำสวน แต่ทว่า คนสวนกลับจ้องฉันด้วยแววตาที่เหมือนกับพ่อแม่ของฉันเป๊ะ ๆ เลย


 

เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดจุดจบแบบหายนะขึ้นมา และ เพื่อทำให้เวทมนตร์แข็งแกร่งขึ้น ฉันจึงมุ่งมั่นพรวนดินอย่างบากบั่น



 

“สื่อสารกับแหล่งพลังเวท สื่อสารกับผืนดิน...ก็เลยจะทำไร่...ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าคุณหนูเข้าใจพื้นฐานผิดไปอยู่นะคะ...”


 

แอนน์เหมือนจะพึมพำอะไรสักอย่างเบา ๆ ออกมา แต่ฉันก็ยังคงจดจ่อกับการใช้จอบขุดพรวนดินอยู่อย่างนั้น

 

ยังมีเวลาเหลืออีก 7 ปี ก่อนที่ฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ ไม่ใช่เพียงแค่ “เคลื่อนเศษดิน” อย่างน้อยฉันจะต้องใช้เวทมนตร์ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินได้

 

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาขุดไถพรวนดินอยู่ต่อไป จนกระทั่ง...

 

แอนน์ที่พูดพึมพำเบา ๆ อยู่นั้น จู่ ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาเพราะเหมือนจะจำอะไรสักอย่างได้

 

“อาา--!! นี่ไม่ใช่เวลาที่คุณหนูจะมาพรวนดินทำไร่นะคะ!! มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้วค่ะ! เจ้าชาย...เจ้าชายจาเร็ดกำลังรอคุณอยู่ในคฤหาสน์อยู่นะคะ!!”

 

“เอ๋...ทำไมถึง...?”

 

ฉันปล่อยจอบหลุดมือไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

“ถามว่าทำไมงั้นเหรอคะ คุณหนู? เจ้าชายเขาก็ต้องมาคุยเรื่องการหมั้นหมายอยู่แล้วสิคะ!!”

 

“อา อย่างงั้นเองหรอกเหรอ”

 

อันตรายจริง ๆ  เกือบจะลืมไปเสียสนิท

 

“ยังไงก็เถอะ จะให้เจ้าชายรอนานไปกว่านี้คงไม่ดีแน่!  รีบ ๆ กลับคฤหาสน์แล้วไปเตรียมตัวให้พร้อมเถอะค่ะ!”

 

“อะ...อือ!”

 

ถึงจะเป็นฉันก็ตามที ยังไงก็ไม่อยากให้เจ้าชายมาเห็นฉันในสภาพที่ใส่ชุดทำงานเปื้อนดินเขรอะแบบนี้หรอก ต้องรีบกลับไปคฤหาสน์แล้วเตรียมตัว แต่ทว่า...

 

มันก็สายเกินไป...เจ้าชายจาเร็ดที่เหนื่อยนั่งรอภายในคฤหาสน์ก็ได้ให้คนรับใช้ช่วยนำทางมายังสวน

 

แต่ทว่า เหล่าคนรับใช้ต่างก็ทำสีหน้าสับสนเมื่อไม่พบกับคุณหนูคนที่พูดถึง

 

คงไม่มีใครนึกใครฝันว่า คุณหนูที่ควรจะกำลังฝึกเวทมนตร์ของเธออยู่ แต่กลับกำลังใช้จอบขุดพรวนดินในชุดทำงานของคนสวน


 

ทำยังไงดี....ควรจะกลับคฤหาสน์แล้วไปเปลี่ยนชุดก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัวแล้วค่อยกลับมาดีไหม? ขณะที่กำลังคิดเรื่องนั้นอยู่นั้น....

 

ฉันก็ไปสบตาเข้ากับคนที่สังเกตเห็นว่าฉันเป็นใคร คน ๆ นี้สังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันทำสีหน้าตกใจตอนที่ทุกคนมาถึง แล้วเจ้าตัวก็ยิ้มหวานเดินเข้ามาทางฉัน...

 

“หืม เลดี้ คาตารินะไม่ใช่หรือนั่น? ได้ยินว่ากำลังฝึกฝนเวทมนตร์ในสวนอยู่ ทางนี้ก็เลยคิดว่าจะมาทักทายสักหน่อย แล้วนี่กำลังทำอะไรอยู่ละหือ?”

 

เจ้าชายลำดับที่สาม –จาเร็ด พูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มหวานราวกับเทพบุตรบนใบหน้า ตัวฉันคนก่อนเคยชื่นชมกับรอยยิ้มที่น่ารักน่าเอ็นดูราวกับเทพบุตรนี้อยู่หรอก แต่ว่า...ตอนนี้น่ะ ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นเจ้าชายมารร้ายสุดซาดิสม์ จาก เกม “Fortune Lover” รอยยิ้มนี้น่ะฉันเห็นราวกับว่ามันเป็นรอยยิ้มแสยะของปีศาจยังไงยังงั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่เจ้าตัวยิ้มอยู่ แต่ปฏิกิริยาที่รู้สึกได้จากแววตาของเขามันอย่างกับการพูดล้อเลียนประมาณว่า “ยัยคนประหลาดคนนี้นีทำบ้าอะไรของเธออยู่ในชุดสกปรกแบบนี้กันละเนี่ย” ซึ่งมันทำให้รู้เลยว่าไม่มีทางเลยที่คน ๆ นี้จะเป็นเจ้าชายตัวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูได้

 

เหล่าคนรับใช้ของตระกูลที่อยู่ด้านหลังของเจ้าชายต่างก็ตัวแข็งทื่อมองไปยังเจ้าชาย คนพวกนี้ก็แค่ตาบอดเพราะความเพอร์เฟคของเจ้าชายเท่านั้นเองสินะ...

 

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อของฉันที่ตามทุกคนมาด้วยก็มีสีหน้าซีดออกไปทางเขียวที่อย่างกับจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ อ้อ ส่วนท่านแม่น่ะดูเหมือนจะเป็นลมไปแล้วโดยมีสาวใช้เป็นคนช่วยพยุงเอาไว้อยู่

 

คงไม่มีความหายอะไรที่จะพูดแก้ตัวในสภาพที่แต่งตัวในชุดชาวไร่แบบนี้

 

ทั้งท่านพ่อท่านแม่ และ เหล่าคนรับใช้ต่างก็ตัวแข็งทื่อกันหมด ไหน ๆ ก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ฉันก็เลยตัดสินใจที่ไม่ใส่ใจอะไรอีก ฉันแสร้งแสดงอากัปกิริยาหน้านิ่งอย่างสมบูรณ์แบบแล้วพูดทักทายออกไป

 

“สวัสดีค่ะ เจ้าชายจาเร็ด ขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่อุตส่าห์ต้องลำบากมาพบฉัน...เพื่อที่จะเพิ่มพลังเวท ตอนนี้ฉันจึงกำลังสื่อสารกับผืนดินอยู่น่ะค่ะ”


 

“เห สื่อสารกับผืนดินงั้นเหรอ?”

 

“ค่ะ ฉันคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะสื่อสารกับผืนดินก็คือการทำไร่ค่ะ เพราะงั้นฉันจึงกำลังพรวนดินเพื่อจะทำไร่อยู่ค่ะ”

 

“...เพื่อที่จะสื่อสารกับผืนดิน กับการทำไร่....”

 

ต่อคำตอบที่ชื่อตรงและร่าเริงของฉัน เจ้าชายจาเร็ดที่ยิ้มจนถึงเมื่อครู่ก็ก้มหน้าลง ดูเหมือนไหล่ของเขากำลังกระตุกสั่นเบา ๆ  โอ๊ะ-โอ๋ นี่ฉันพูดอะไรที่ทำให้เขาโกรธงั้นเหรอ...ไม่จริงน่า ฉันถึงกับหยุดหายใจเพราะคิดว่าตัวเองอาจจะต้องถูกเนรเทศก่อนหน้าที่จะได้เข้าโรงเรียนเวทมนตร์เสียอีก

 

หลังจากนั้นสักพัก เจ้าชายจาเร็ดที่ไหล่สั่นริก ๆ ก็เงยหน้าขึ้น กำลังยิ้มอยู่ล่ะ ค่อยโล่งใจหน่อยที่เห็นว่าเจ้าตัวไม่ได้โกรธ

 

“อย่างนี้นี่เอง การพรวนดินทำไร่คือวิธีฝึกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพลังเวท งั้นสินะ?”

 

“...คะ...คงเป็นเช่นนั้นแหละค่ะ”

 

วิธีฝึกแบบใหม่งั้นเหรอ? เพราะไม่รู้เรื่องเวทมนตร์เลย ฉันก็เลยไม่รู้จะตอบยังไง ฉันก็เลยตอบออกไปแบบคลุมเครือเท่าที่จะทำได้

 

จู่ ๆ  เจ้าชายก็เดินมาอยู่ต่อหน้าฉัน เขาค่อย ๆ คุกเข่าลงขณะที่ยื่นมือข้างหนึ่งมาให้

 

“เลดี้ คาตารินะ เราอยากจะคุยต่อเรื่องที่คุยกันเมื่อคราวก่อน วันนี้, เรามาเพื่อยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องการหมั้นหมายของพวกเรา ต้องขออภัยที่มาขออย่างไม่สุภาพในสถานที่แบบนี้ แต่จะช่วยให้เกียรติตอบรับการหมั้นหมายของพวกเราจะได้ไหม?”

 

“...เอ๋ อ่า....ค่ะ”

 

ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไหลลื่น เจ้าชายประคองมือของฉันเข้าหาตัวแล้วก็ประทับจูบลงบนหลังมือของฉัน มันราวกับเป็นฉากที่ออกมาจากนวนิยาย...แต่อย่างไรก็ตาม เพราะฉันดันใส่ชุดชาวไร่อยู่ ภาพที่เห็นก็คงจะไม่น่าเป็นที่พอใจเท่าไหร่นัก

 

ฉันได้รับคำขอหมั้นหมายจากเจ้าชายเทพบุตรในท่าคุกเข่า ถ้าหากว่านี่เป็นบุตรสาวของขุนนางอื่น หรือ คาตารินะก่อนหน้าที่จะความทรงจำฟื้นกลับมาละก็ มั่นใจเลยว่าเจ้าตัวคงกระโดดโลดเต้นดีใจยกใหญ่แน่ ๆ  แต่ว่านะ...

 

สำหรับฉันแล้วน่ะ...

 

มือของฉันที่เปื้อนฝุ่น มันต่อต้านจูบของเขา....

 

ก็แบบว่า ตรงนี้น่ะฉันควรจะพูดออกไปว่า “คนอย่างฉันไม่คู่ควรกับเจ้าชายหรอกค่ะ” แล้วก็ปฏิเสธเขาไปไม่ใช่หรอกเหรอ? แย่แล้ว---! ฉันดันตอบว่า “ค่ะ” ไหลตามน้ำไปโดยไม่ตั้งใจไปซะแล้ว ไม่นะ แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ทำยังไงดี~~

 

ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าข้ารับใช้ของครอบครัวฉัน กับเหล่าข้ารับใช้ของเจ้าชาย ต่างแสดงบรรยากาศของการบอกว่า “ยินดีด้วย...” ออกมา


 

ฉันรู้สึกอย่างกับว่าเจ้าชายที่แผ่ออร่าระยิบระยับอยู่นี่จะไม่ได้สังเกตเห็นชุดทำงานเปื้อนฝุ่นที่ฉันใส่อยู่นี่เลย น่ากลัวอ่า...ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อ ตอนนี้ก็กำลังปรบมือยินดีมาให้ อ๊ะ ท่านแม่ยังสลบอยู่เลยแฮะ


 

เพราะเหตุผลบางประการ โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ได้กลายเป็นคู่หมั้นอย่างเป็นทางการของเจ้าชายจาเร็ด


 

ยังไงก็ตามแต่ นับแต่พรุ่งนี้ไปฉันตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นฝึกฝนวิชาดาบและเวทมนตร์ให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

★★★★★★★★★

 

จาเร็ด สจ๊วต นั่นเป็นชื่อของฉัน ฉันเกิดมาในต่ำแหน่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนของประเทศนี้ เพราะราชาของประเทศนี้ถูกแต่งตั้งโดยราชาคนก่อน เพราะงั้นการที่ฉันจะกลายเป็นราชาก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน พูดตามตรง ฉันไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด มันรู้สึกแค่ว่าคงยุ่งยากมากแหง ๆ  เดิมทีแล้ว พี่ชายทั้งสองคนของฉันก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยม แล้วก็ยังเป็นคู่แข่งที่สำคัญของกันและกันทั้งในเรื่องวิชาดาบ และ วิชาเรียน เพราะงั้นเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดก็ควรจะเลือกระหว่างสองคนนั้นก็ดีแล้ว


 

อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง ฉันก็มีน้องชายฝาแฝดกับเขาด้วยเหมือนกัน ถึงจะเป็นแฝดกัน แต่ร่างกายของเขาอ่อนแอตั้งแต่เกิด และเพราะอาการป่วย เขาจึงถูกเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดโดยท่านแม่ และ พี่เลี้ยง เพราะงั้นพวกเราก็เลยไม่ค่อยได้ใช้เวลาด้วยกันเท่าไหร่นัก

 

ถึงเจ้าชายลำดับที่ 3 จะอยู่ในสถานภาพแบบนั้นก็ตาม แต่คนที่เป็นจุดสนใจก็มีแค่พี่ชายทั้งสอง กับ น้องชายเท่านั้น ตัวตนของฉันในราชวังนั้น ไม่ค่อยจะถูกเอ่ยถึงกันมากนัก

 

สำหรับเรื่องวิชาดาบ และ การเรียน ฉันสามารถเรียนรู้มันได้ทันทีที่ถูกสอน ผู้ฝึกสอนก็พูดชมฉันยกใหญ่ แต่ฉันก็รู้สึกแค่ว่า “แล้วไงล่ะ” เพราะต้องเรียนรู้เรื่องการอ่านสีหน้าคน และ สิ่งที่คนอื่นคิด ฉันจึงเชี่ยวชาญการพูดจาประจบสอพลอตามแต่สถานการณ์ สวมใบหน้าและรอยยิ้มอันสมบูรณ์แบบ ไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเหมือนกับพวกพี่น้อง ทุกอย่างมันช่างง่ายดายสำหรับฉัน ทุก ๆ วันก็มีแต่ความน่าเบื่อหน่าย

 

ขณะที่จมอยู่กับความเบื่อหน่ายในทุก ๆ วัน ฉันก็ต้องไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากเข้าให้เมื่อครึ่งปีก่อน

 

พี่ชายคนรองของฉันได้มีคู่หมั้นหมายเมื่ออายุได้ 10 ปี เหตุผลคงจะเป็นเพราะพี่ชายคนโตหมั้นหมายไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้


 

ก็นะ ถึงจะมีงานหมั้นหมายสักกี่งานมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉันอยู่แล้วละนะ ฉันคิดว่ามันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับฉันเลย แต่ทว่า...

 

จู่ ๆ เหล่าขุนนางก็มารุมล้อมฉันเพราะหมายตาเจ้าชายลำดับที่สามให้คู่หมั้นหมายกับลูกสาวของตน ในราชวังนี้น่ะ ทั้งที่แทบจะเป็นคนที่ถูกลืมอยู่แล้ว และเพราะที่ผ่านมาฉันมักจะหลบเลี่ยงความสนใจของผู้คนอย่างมีชั้นเชิงอยู่เสมอ กลายเป็นว่าดันไปสร้างความประทับใจให้กับสังคมของชนชั้นสูงเข้าซะได้ เพราะเหตุนั้นเอง บุตรสาวของเหล่าขุนนางที่อายุไล่เลี่ยกันจึงแห่แหนกันเข้ามาหาฉันในฐานะที่เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งคู่หมั้น ให้ตายสิ น่ารำคาญชะมัดยาด


 

ตอนนั้นเอง ที่ท่านดยุค แคลส์ ขอให้ฉันเป็นคนนำทางบุตรสาวของเขาที่มาเยี่ยมเยียนพระราชวังเป็นครั้งแรก นี่เป็นสิ่งที่พักนี้ฉันได้ทำอยู่บ่อย ๆ  ประมาณว่า ถ้าฉันชอบลูกสาวของเขาบางทีเธอก็อาจโชคดีกลายมาเป็นคู่หมั้นของฉัน หรือ อะไรทำนองนั้น

 

เพราะ ดยุค แคลส์ เป็นขุนนางที่ค่อนข้างจะทรงอำนาจ จะปฏิเสธไปก็คงจะไม่ได้ แล้ววันนั้นที่ว่าไว้ก็ได้มาถึง

 

ความประทับใจในการเจอกันครั้งแรกกับ เลดี้ คาตารินะ แคลส์ นั้น—

 

เป็นคนที่งี่เง่าสิ้นดี เป็นคุณหนูประเภทเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ ทำตัวติดหนึบไม่ปล่อย ฉันรู้สึกโชคร้ายเป็นบ้า

 

ตอนที่เธอดึงดันทำตัวติดกับฉันแล้วดันสะดุดล้มหัวฟาดหินเข้าให้ ฉันรู้สึกว่าเธอมันช่างน่ารำคาญแบบสุด ๆ

 

กลายเป็นว่า เธอถึงกับต้องเย็บแผล แล้วฉันก็โดนบอกว่ามันจะกลายเป็นแผลเป็น ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่ามันเป็นความผิดของเธอเองแท้ ๆ  ก็สมควรแล้วล่ะ ก็นะ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดอยู่ในหัวตอนที่ไปเยี่ยมเธอ


 

ทั้งที่นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะคิด—

 

“เพราะคุณหนูคาตารินะ แคลส์ เป็นไข้สูง และเรื่องแผลที่เจ้าชายเป็นต้นเหตุ เจ้าชายจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องรับผิดชอบ ด้วยการหมั้นหมายกับเธอ”

 

นั่นเป็นคำพูดที่พูดออกมาจากปากผู้ส่งสาร อย่างงั้นเองหรอกเหรอ มีวิธีแบบนี้ด้วยสินะ

 

พูดตามตรง ฉันละเบื่อกับกลอุบายของเหล่าผู้ท้าชิงตำแหน่งคู่หมั้นเสียเหลือเกิน อยากจะเลิกแล้วไล่ไปให้พ้น ๆ  แต่พอคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์กับเหล่าขุนนางแล้ว ก็เลยทำไม่ได้

 

เหล่าขุนนางมีกันอยู่หลายฝ่าย พวกพี่ชายทั้งสองคนของฉันเองก็เริ่มตั้งฝ่ายของตัวเองแล้ว ถ้าฉันหมั้นหมายกับบุตรสาวของขุนนางฝ่ายพี่คนโต ก็จะสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายของพี่คนรอง แต่ถ้าไปหมั้นกับสมาชิกของฝ่ายพี่คนรอง ฝ่ายพี่คนโตก็คงไม่อยู่เฉยแน่

 

ว่ากันตามนั้นแล้ว ดยุค แคลส์ นั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นกลาง ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใด ถ้าเป็นตอนนี้ก็จะมีข้ออ้างเรื่องที่ต้องรับผิดชอบเรื่องที่ฉันเป็นต้นเหตุทำให้บุตรสาวของเขารับได้บาดเจ็บ คราวนี้ก็จะได้หนีจากการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไปอยู่ฝ่ายดยุคที่เป็นกลาง ทำให้เขาเป็นพันธมิตร ถ้ามองแค่ผิวเผินก็ดูเป็นแค่ข้ออ้างทีดีไม่เลว


 

ถึงแม้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะน่ารำคาญแบบสุด ๆ ไปเลยก็เถอะ สมองก็แทบไม่มี อย่างน้อยก็พอเอามาประดับได้ละนะ


 

เพราะเหตุนั้น ฉันถึงตัดสินใจยอมรับการหมั้นหมาย และ รับผิดชอบที่เป็นเหตุให้ บุตรสาวของดยุค –คาตารินะ แคลส์ ต้องมีแผลเป็น

 

จากนั้น แม้ว่าฉันจะอุตส่าห์ไปเยี่ยมเธอคนนั้นที่เพิ่งจะฟื้นไข้....

 

“ไม่ ไม่ค่ะ อย่าห่วงกับแค่รอยข่วนแค่นี้เลย เจ้าชายจาเร็ด ยังไงก็ตาม เรื่องแผลน่ะไม่มีปัญหาหรอกค่ะ เพราะยังไงก็โดนผมบังไว้อยู่แล้ว”

 

เลดี้ คาตารินะพูดแบบนั้นออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ฉันถึงกับพูดไม่ออก ยัยคนนี้พูดอะไรของเขาน่ะ?

 

ก็นะ ถ้าเป็นเด็กสาวทั่วไป แผลแค่นั้นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก แต่สำหรับขุนนางแล้วมันก็คนละเรื่อง

 

ฉันละสงสัยเหลือเกินว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหัวของยัยคุณหนูเอาแต่ใจที่ฉันเคยเจอเมื่อตอนแรก...หรือว่าเพราะพิษไข้เลยทำให้สมองที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วนั่น ยิ่งเหลือน้อยเข้าไปอีก?


 

แต่ทว่า อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะต้องมาเปลี่ยนแผนว่า “ถ้างั้นไม่ต้องหมั้นแล้วล่ะ” ดูเหมือนจะยิ่งเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม เพราะงั้น...

 

ถึงแม้เลดี้ คาตารินะ จะไม่ได้เอาหูฟังที่ฉันพูดเลยสักนิด แต่ก็ดูเหมือนเธอจะตกลงเรื่องการหมั้นหมาย

 

อีกอย่าง ฉันก็เริ่มสนใจคุณหนูที่ชื่อ คาตารินะ แคลส์ คนนี้นิดหน่อยแล้วสิ มันรู้สึกว่าอยากจะข้องเกี่ยวกับเธอมากกว่านี้อีก


 

และวันนี้ ฉันก็มาเยี่ยมเยียนเธออีกครั้งเพื่อทักทาย และ ยืนยันเรื่องการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ...เจ้าตัวที่พูดถึงนั้น –

เลดี้ คาตารินะ แคลส์ กำลังยืนอยู่ตรงมุมของสวนในชุดชาวไร่ ฉันละอยากจะถามเหลือเกินว่าทำบ้าอะไรของเธอ—



 

“เพื่อที่จะเพิ่มพลังเวท ตอนนี้ฉันจึงกำลังสื่อสารกับผืนดินอยู่น่ะค่ะ

ฉันคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะสื่อสารกับผืนดินก็คือการทำไร่ค่ะ เพราะงั้นฉันจึงกำลังขุดพรวนดินเพื่อจะทำไร่อยู่ค่ะ”


 

เธอพูดแบบนั้นออกมาอย่างภูมิใจ แม่คนนี้ตลกเป็นบ้า ฉันเกือบจะหลุดขำออกไปแล้วเชียว เพื่อที่จะอดกั้นอารมณ์ขันที่แทบจะทนไม่ไหว ฉันจึงก้มหน้าลง พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งฉันก็มองเห็นดวงตาสีฟ้าอ่อนที่มองตรงมาทางฉัน

 

ฉันเดินไปอยู่ต่อหน้าเลดี้ คาตารินะ แล้วคุกเข่าลง

 

“จะช่วยให้เกียรติตอบรับการหมั้นหมายของพวกเราจะได้ไหม?”

 

“...เอ๋ อ่า...ค่ะ”

 

เลดี้ คาตารินะ ที่เหมือนจะตอบออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ดูจะทำสีหน้ายุ่งยาก และ หดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางของเธอมันตลกถึงขนาดที่เกือบจะทำให้หลุดขำออกมาอีกครั้ง

 

เธอเด็กสาวผู้มีอายุเท่ากันที่มีดวงตาสีฟ้าอ่อน และ ผมสีน้ำตาลเข้ม ฉันในตอนนี้เพิ่งจะเคยสนใจใครสักคนเป็นครั้งแรกในชีวิตนับตั้งแต่เกิดมา

 

ฉันรู้สึกได้เลยว่าวันเวลาที่น่าเบื่อหน่ายของการถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่หน้าเบื่อนั้น มันได้สิ้นสุดลงแล้ว

-----------------------------------------------------------------------

ดองแปล by: neginegi
​ดอง QC by: Arizen เบะ




NEKOPOST.NET