[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 34 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.34 - เวทมนตร์คลาย


 

Chapter 34 – เวทมนตร์คลาย

 

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้?”

 

ถูกพวกเด็กเพื่อนบ้านรังแก  ผมนั่งกอดเข่าแอบอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน ขณะที่แอบร้องไห้อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงมาจากด้านบน

 

“...ไม่มีอะไรครับ ผมสบายดี”

 

ไม่อยากจะให้ท่านแม่อันเป็นที่รักต้องมาเป็นห่วง ผมเลยโกหกออกไปแล้วรีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง แต่ทว่า...

 

“มาร้องไห้อยู่ที่แบบนี้คนเดียว ความรู้สึกความเจ็บปวดก็ไม่หายไปไหนหรอกนะจ๊ะ ถ้ารู้สึกเจ็บปวดละก็ แม่จะคอยอยู่ข้าง ๆ ให้เอง จะคอยช่วยรับฟังสิ่งที่ลูกอยากจะพูด เพราะงั้นอย่าร้องไห้คนเดียวอีกเลยนะ”

 

ท่านแม่กอดผมเอาไว้แน่นขณะที่พูดแบบนั้นออกมา

 

แต่เล็กจนโต ก็มีเพียงผมกับท่านแม่ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน

 

ท่านแม่คอยอยู่กับผมตลอดแม้ในเวลาทำงาน ทั้งที่น่าจะเป็นเรื่องลำบากสำหรับท่าน แต่ท่านก็ยังคอยยิ้มให้เสมอ ฐานะทางบ้านของพวกเราก็ไม่ค่อยจะดีนัก แต่ถึงอย่างนั้น...“โชคดีจังที่แม่มีลูกชายที่วิเศษแบบนี้” นั่นเป็นสิ่งที่ท่านแม่พูดขณะที่กอดผมเอาไว้ มอบความรักมากมายมาให้ วันเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่สงบสุข และ มีความสุข

 

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อของตัวเองเลยสักอย่าง ชื่อก็ไม่รู้จัก ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะแบบนั้น ถึงได้โดนพวกเด็ก ๆ ข้างบ้านรังแกอยู่บ่อย ๆ ถ้าบอกว่าไม่สนก็คงจะเป็นการโกหก แต่ว่า...ท่านแม่น่ะดูเหมือนจะไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องของท่านพ่อสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นเด็กผมก็รับรู้ได้ เพราะงั้นก็เลยไม่ได้ซักถามอะไรมากความ

 

แต่ทว่า ก็ต้องมารู้สึกเสียใจในภายหลัง ถ้ารู้เรื่องพ่อล่ะก็...ก็คงจะเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้

 

 

และแล้ว วันเวลาอันแสนสงบสุขและมีความสุขที่ได้อยู่กับท่านแม่ก็มาถึงจุดจบอย่างไม่ทันตั้งตัว เรื่องมันเกิดขึ้นตอนช่วงฤดูใบไม้ผลิช่วงที่ผมอายุได้ 9 ขวบ

 

เรื่องมันเกิดในช่วงพลบค่ำ ตอนที่ผมกำลังเดินกลับบ้านพร้อมกับท่านแม่ ชายตัวใหญ่ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนจู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าพวกเรา แล้วผมก็ถูกเอาผ้าปิดปาก พอสูดหายใจเอากลิ่นหอม ๆ ....ผมก็หมดสติลงหลังจากนั้น

 

พอตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ในห้องมืดสลัว ไม่มีแสงตามธรรมชาติอยู่เลย มีแค่แสงจากโคมไฟที่ให้แสงสว่างแก่ห้อง เท่าที่เห็นจากผนัง มีตัวอักษรถูกเขียนเอาไว้อยู่เต็มผนังที่ให้ความรู้สึกน่าหวาดกลัว

 

ถัดจากผมไปมีคนอื่นอีกราว ๆ สิบคนอยู่ในห้อง

ผมนอนอยู่บริเวณกลางห้อง ส่วนคนพวกนั้นกำลังยืนรอบ ๆ ราวกับจะล้อมผมเอาไว้ ชายคนที่ทำร้ายพวกเราก็อยู่ในหมู่พวกนั้นด้วยเหมือนกัน คงจะเป็นคนพวกนี้ที่ลักพาตัวผมมาที่นี่

 

มือถูกมัดเอาไว้ ลองพยายามขยับแขนแต่เชือกก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด แถมยังมีผ้ามัดปากผมเอาไว้อีก จะส่งเสียงยังทำไม่ได้เลย

 

ที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือชายสวมชุดสีดำที่กลมกลืนกับห้องมืด ๆ นี้อย่างเหมาะเจาะ แล้วก็มีผู้หญิงอีกคนในชุดแดงที่สวมสร้อยคออัญมณีสีเดียวกันกับชุดที่ใส่

 

“เจ้าหนู ตื่นแล้วสินะ เอาล่ะ นำตัวเด็กคนนั้นมาตรงนี้”

 

พอผู้หญิงในชุดแดงพูดแบบนั้น ชายร่างใหญ่ก็ก้าวออกมา ขณะที่อุ้มเด็กผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเอาไว้อยู่

 

เด็กคนนั้นถูกวางลงอย่างบรรจงบนผ้าขาวสะอาดที่ข้าง ๆ ตัวผม พอมองดูดี ๆ ร่างกายของเขานั้นทั้งผอม สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดี เหมือนกับว่าแค่หายใจก็เป็นเรื่องยากลำบากแล้ว คงจะป่วยเป็นโรคอะไรบางอย่าง

 

แต่ทว่า นอกจากเรื่องที่เจ้าตัวดูจะป่วยหนักแล้ว เขาก็ค่อนข้างจะดูคล้ายกับผมไม่น้อย เรือนผมสีแดง ดวงตาสีเทา ทั้งใบหน้าเองก็ด้วย...

 

เด็กคนนี้เป็นใครกัน ขณะที่กำลังสังเกตดูเด็กชายคนนี้อยู่ ผู้หญิงในชุดแดงก็พูดขึ้น

 

“เอาล่ะ ทุกอย่างพร้อมแล้ว มาเริ่มพิธีสังเวยกันเถอะ”

 

พร้อม? คนพวกนี้คิดจะทำอะไรในห้องมืดแบบนี้กันแน่? สังเวย? เหมือนจะได้ยินคำพูดจากนิทานที่ท่านแม่เคยอ่านให้ฟัง...มันอะไรกันนะ...

 

ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบนั้น โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองตกมาอยู่ในสถานการณ์แบบไหน

 

เด็กชายถูกนำมาวางไว้ตรงข้ามกับผม จากนั้น ชายร่างใหญ่ก็นำคนอีกคนออกมา

 

คน ๆ นั้นก็คือ...ท่านแม่ที่ผมรักยิ่ง เธอถูกลากมาแล้วทิ้งไว้บนพื้นด้านหน้า ใบหน้าที่งดงามของท่านแม่บวมช้ำไปหมด ที่ขาก็มีบาดแผล จนต้องเดินกระโผลกกระเผลก

 

“อั่นแอ๊!” (ท่านแม่)

 

ผมตะโกนออกไปสุดเสียงผ่านผ้าที่ยัดในปาก แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นแค่เสียงที่ฟังไม่เป็นภาษา

 

ท่านแม่พยายามดิ้นขยับตัว ทว่า ชายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับผม จับเธอกดลงบนพื้นอันหนาวเย็น

 

“หยุดเถอะ!”

 

ท่านแม่ตะโกนออกมา ทั้งพยายามดิ้นรนฝืนแรงกด

 

ขณะที่มองมาที่พวกเราด้วยแววตาเย็นชา ผู้หญิงในชุดแดงก็พูดขึ้น

 

“ระวังอย่าทำให้ร่างกายเด็กนั่นเป็นแผลชะล่ะ เพราะยังไงซะ เดี๋ยวร่างของเด็กนั่นก็จะกลายมาเป็นร่างของซีเรียส ลูกชายสุดที่รักของเราแล้ว”

 

เธอคงหมายถึงตัวผมตอนที่บอกว่า “เด็กนั่น” ร่างของผมจะกลายเป็นร่างของซีเรียส? ใครกันน่ะซีเรียส? ผมรู้สึกสับสน ไม่เข้าเลยสักนิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

“... มาร์เชอนิส* ถ้าชิงชังดิฉัน จะทำอะไรกับดิฉันก็ได้...เพราะงั้นได้โปรดเถอะ ช่วยระเว้นลูกของดิฉันด้วย...”

*ภริยาของมาร์ควิส

 

ท่านแม่ที่บาดเจ็บพยายามอ้อนวอนร้องขอผู้หญิงในชุดแดงอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่านแม่เรียกเธอว่ามาร์เชอนิส ท่านแม่รู้จักผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ?

 

แล้ว...ที่บอกว่าเธอชิงชังท่านแม่ มันหมายความว่ายังไงกัน

 

ท่านแม่น่ะไม่ใช่แค่อ่อนโยนเฉพาะกับผม แต่กับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ เองก็ด้วย เพราะงั้นถึงได้เป็นที่รักของทุกคน นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีคนเกลียดท่านแม่ลงได้

 

แต่ทว่า แววตาของผู้หญิงในชุดแดงที่มองดูท่านแม่กลับยิ่งเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม

 

“...ช่างอวดดีจนเสียจริง แย่งสามีไปจากทางนี้ยังไม่พอ ช้ำยังมีลูกด้วยกันอีกต่างหาก แล้วยังจะมามีหน้ามาอ้อนวอนขอร้องอะไรอีก”

“...เรื่องของดิฉันกับท่านมาควิส ก็เป็นเพียงเพราะแค่อารมณ์ชั่ววูบของท่านมาควิสเท่านั้น เพราะงั้น ดิฉันไม่ได้มีความคิดที่จะตีตัวสนิทกับท่านมาควิสเลยแม้แต่น้อย ดิฉันน่ะแค่ต้องการจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขกับลูกเพียงเท่านั้น”

“พลั๊วะ!” เสียงดังกังวานไปทั่วห้องมืด ผู้หญิงในชุดดำตบหน้าท่านแม่ที่กำลังพูดอ้อนวอนขอร้อง “อั่นแอ๊!” ผมพยายามส่งเสียงออกไปอีกครั้งแต่ก็เปล่าประโยชน์

 

“...ทั้งที่ทั้งคู่ก็เป็นบุตรของมาควิส ดีก เหมือนกันแท้ ๆ กำเนิดมาก็แทบจะพร้อมกัน...ทั้งอย่างนั้น ทำไมทางนี้กับหล่อนถึงต่างกันแบบนี้...ตัวหล่อนทั้งงดงาม ทั้งแข็งแรง  ลูกของหล่อนเองก็มีสุขภาพดีกระฉับกระเฉง....ทำไมหล่อนถึงมีทุกอย่าง?...ทางนี้สิกลับไม่มีอะไรเลย ไม่ได้งดงาม ร่างกายก็อ่อนแอ ปวกเปียก สามีก็ไม่รัก ทั้งที่ในที่สุดทางนี้เองก็ให้กำเนิดบุตรได้แล้วแท้ ๆ แต่เด็กคนนี้กลับมีร่างกายที่อ่อนแอเหมือนเรา ยิ่งกว่านั้นยังมีโรคที่ไร้ทางรักษา ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน...”

 

ผู้หญิงในชุดแดงจับท่านแม่แล้วเขย่า

 

“...มีแค่หล่อน...จะยอมให้หล่อนกับลูกมีชีวิตอยู่อย่างผาสุกไม่ได้เป็นอันขาด!...เริ่มได้แล้ว!”

 

พอผู้หญิงในชุดแดงออกคำสั่ง ชายในชุดดำก็เดินออกมายืนอยู่ตรงหน้าท่านแม่ จากนั้น ด้วยเสียงที่แทบจะไร้อารมณ์ ชายคนนั้นก็เริ่มพึมพำคำพูดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

เป็นคำพูดที่ฟังดูลึกลับ แม้ดูเหมือนจะเป็นภาษาที่ไม่เคยรู้จัก แต่พอได้ยินกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ทว่า ขณะที่ชายในชุดดำพึมพำต่อไปเรื่อย ๆ ผมก็รู้สึกขนลุกไปทั่วร่าง บรรยากาศรอบข้างราวกับหยุดนิ่ง รู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก

 

ต่อมา ผู้ชายคนนั้นก็หยุดพูด แล้วจากนั้น ห้องที่มืดอยู่แล้วก็ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด

 

ในความืดมิดนี้ผมมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง แต่ได้ยินเสียงกรีดร้องของท่านแม่อย่างชัดเจน

 

พอแสงสว่างหวนคืนมาในห้องอันมืดมิดนี้อีกครั้ง ผมก็รีบมองหาท่านแม่ทันที ที่ตรงนั้น ห่างจากตัวผมไปสองสามก้าว ท่านแม่นอนแน่นิ่งบนพื้นตรงนั้น

 

แม้ร่างกายจะถูกมัด ผมก็ฝืนพยายามขยับไปหาท่านแม่ พอขยับเข้าไปใกล้ ก็เห็นใบหน้าของท่านแม่ที่ขาวซีด ท่านแม่แทบจะไม่หายใจแล้ว

 

ถึงจะบาดเจ็บอยู่ แต่ก็ไม่น่าจะอันตรายถึงขั้นนี้ ทำไมกัน? ทำไม?

 

“อั่นแอ๊! อั่นแอ๊!” ผมพยายามส่งตะโกนเรียกผ่านผ้าที่หยัดปิดปาก

 

จากนั้น พอได้สบตากับท่านแม่ เธอก็มองตรงมาที่ผม

 

“...ได้โปรด...”

 

เธอพูดออกมาด้วยเสียงแหบเบาจนแทบไม่ได้ยิน จากนั้นท่านแม่ก็แน่นิ่ง หมดลมหายใจลง

“เป็นไง? ได้ผลไหม?”

“ขอรับ เป็นไปตามที่หนังสือเขียนไว้ เราได้รับพลังมาโดยปราศจากปัญหาใด ๆ ขอรับ”

 

ชายในชุดดำกล่าวตอบคำถามของผู้หญิงในชุดแดง

 

“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็รีบใช้พลังนั่นย้ายสติของซีเรียสไปอยู่ในร่างของเจ้าเด็กนี้โดยเร็วเถอะ”

 

นั่นเป็นเรื่องที่คนพวกนั้นคุยกัน แต่ว่า...ตอนนี้น่ะ ไม่มีเรื่องอะไรอื่นเข้าหัวผมอีกแล้ว ตัวผมยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

 

ก่อนหน้านี้นิดหน่อย ยังคุยเรื่องมื้อเย็นนี้จะกินอะไรกันดีกับท่านแม่ระหว่างทางกลับบ้านกันอยู่เลย...

 

แต่ก่อนที่จะรู้ตัว ก็ถูกพาตัวมายังห้องมืดนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้...แล้ว...ท่านแม่ที่ผมรักยิ่ง...ก็ไม่หายใจอีกแล้ว...

 

“ขอรับ ถ้างั้น จะเริ่มแล้วนะขอรับ”

 

ขณะที่มือหนึ่งวางบนร่างของเด็กชายที่นอนอยู่ข้างผม ชายในชุดดำก็เอามืออีกข้างมาวางไว้ที่หน้าผากของผม

 

ทันใดนั้นเอง ในหัวของผมก็เต็มไปด้วยภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพแปลก ๆ ที่มีเสียงประกอบ ผู้คน และ สถานที่ที่ผมไม่รู้จัก...ราวกับเป็นภาพประสบการณ์ชีวิตของคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่ผมรู้สึก ภาพพวกนี้หลั่งไหลเข้ามาในหัวผมช้ำแล้วช้ำอีก ในหัวมันรู้สึกปวดราวกับจะฉีกขาด

 

แล้วจากนั้น พอภาพทั้งหมดหยุดไหลเข้ามา...ในที่สุดผมก็เข้าใจเรื่องทุกอย่าง ว่าทำไมผมถึงถูกพามายังที่แห่งนี้ ทำไมท่านแม่ของผมถึงต้องมาตายในห้องมืดแบบนี้...

 

ภาพที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวมันบอกทุกอย่าง แผนการของผู้หญิงในชุดแดง—

 

ผู้หญิงชุดแดงคนนี้คือภรรยาของมาควิส ดีก และเป็นมารดาของเด็กผู้ชายที่ชื่อซีเรียสที่นอนอยู่ข้างผม

 

แต่ทว่า เธอไม่ได้รับความรักจากมาควิส มาควิสน่ะเป็นพวกไม่เอาถ่านที่ชอบมีอะไรกับผู้หญิงไปทั่ว วิถีชีวิตแบบนี้ของเจ้าตัวไม่เปลี่ยนไปแม้กระทั่งหลังจากแต่งงานแล้ว  พอทำหน้าที่บิดาผู้ให้กำเนิดทายาท ที่ชื่อว่า ซีเรียส ดีก กับภรรยาหลวง มาควิสก็ไม่โผล่หน้ามาให้เธอเห็นอีก

เพราะเหตุนั้น เธอจึงมีบุตรเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือ ซีเรียส ทั้งชีวิตของเธอหมุนอยู่รอบตัวเขา ทุก ๆ วัน เธอจะระบายความทุกข์ของตัวเองกับลูกชายที่ยังเด็กของเธอ

 

ทว่า เสาหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ค้ำจุนจิตใจของเธอเอาไว้ ลูกชายของเธอ...กลับเกิดมาพร้อมโรคที่ไม่อาจรักษา

 

เธอใช้ทั้งทรัพย์สมบัติ และ อำนาจทั้งหมดที่มี หาหมอนับไม่ถ้วนมาตรวจดูอาการ แต่พวกเขาทุกคนกลับบอกเธอว่ามันเปล่าประโยชน์ และจากนั้นเธอจึงเริ่มหันหน้าไปพึ่งเวทมนตร์น่ากังขาต่าง ๆ แต่ทว่า...

 

เธอก็ยังไม่สามารถรักษาบุตรชายของตัวเองได้ ร่างกายของเขาอ่อนแอขึ้นนับวัน กับความคิดที่อาจจะต้องสูญเสียบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองไป...เธอไม่อาจจะยอมรับเรื่องนั้นได้เลย

 

แล้วในวันหนึ่ง หลังจากที่พยายามลองเวทน่ากังขา หลาย ๆ ประเภท ในที่สุดเธอก็ค้นพบตัวตนของเวทแห่งความมืด  เวทมนตร์ที่สามารถควบคุมจิตใจของผู้คน แม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงความทรงจำ

พอได้รู้เรื่องนี้เข้า เธอก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ ถ้าหากถ่ายโอนสติของลูกชายเธอไปใส่ร่างคนอื่นที่แข็งแรงได้ละก็ มันก็อาจจะช่วยชีวิตลูกชายของเธอได้

เป็นแผนที่ออกจะดูเพ้อฝัน แผนการไร้ความคิดที่แทบจะไม่มีทางทำให้เป็นจริงได้ แต่วทว่า เพราะเธอไม่มีวิธีอื่นเหลืออีกแล้วที่จะสามารถช่วยลูกของเธอได้...ถึงแม้ว่าแผนนี้จะดูเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นเพียงความหวังหนึ่งเดียวที่เธอสามารถยึดเหนี่ยวเอาไว้เพื่อพยายามช่วยชีวิตของลูกชาย

 

ด้วยเหตุนั้นเอง เธอจึงเสาะหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเวทแห่งความมืด พร้อมกับร่างที่เหมาะสมสำหรับลูกชายของตน

 

ร่างที่จะกลายมาเป็นลูกชายของเธอจะต้องแข็งแรง แล้วก็ต้องมีอายุ และ หน้าตาใกล้เคียงกับลูกชายของเธอเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าหากหน้าตาต่างกันเกินไป ก็จะไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งจากมาควิส ดีก ได้

 

จากนั้น เธอก็หาพบในที่สุด เด็กที่ดูคล้ายกับลูกชายของเธอ ทั้งอายุ และ หน้าตา ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นภาชนะให้กับซีเรียส—

 

เด็กคนนั้นคือลูกชายของอดีตสาวรับใช้ของมาควิส ดีก ในอดีต สาวใช้คนสวยคนนี้ทำงานให้กับมาควิส ดีก และ เป็นที่ชื่นชอบของเขา แต่เธอก็ได้หายตัวไปหลังจากที่ตั้งท้อง

 

สาวใช้คนนั้นให้กำเนิดเด็กชายที่มีหน้าตาคล้ายกับมาควิส ดีก และ ทั้งคู่ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

มาร์เชอนิสตัดสินใจที่จะใช้ลูกชายของสาวใช้คนนั้นเพื่อกลายมาเป็นภาชนะให้กับซีเรียส

แล้วจากนั้น เธอก็พบวิธีที่จะได้เวทแห่งความืดมาในที่สุด เวทแห่งความืดจะได้มาก็ด้วยการสังเวยชีวิตของผู้อื่น ซึ่งก็หมายความว่า จำเป็นต้องสังเวยชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเวทมนตร์แห่งความมืด

 

มาร์เชอนิสตัดสินใจที่จะใช้แม่ของร่างภาชนะเป็นเครื่องสังเวย ผู้หญิงคนนั้นที่ดูเหมือนจะใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุขแบบนั้น

 

และแล้ว วันนี้ก็เป็นวันที่เธอเริ่มแผนการ

 

เธอสั่งให้จับตัวร่างภาชนะ และ ผู้หญิงที่จะกลายเป็นเครื่องสังเวย แล้วก็ให้ข้ารับใช้ผู้ที่มีเวทแห่งความมืดทำพิธีบูชายัน จากนั้นเธอก็สั่งให้ใช้เวทโอนถ่ายความทรงจำของซีเรียสไปใส่ร่างภาชนะ

 

ถ้าทุกอย่างไปเป็นตามแผนของมาร์เชอนิส ความทรงจำของซีเรียสจะถูกโอนถ่ายมาที่ตัวผมซึ่งเป็นร่างภาชนะ แล้วผมก็ควรจะต้องตายไป...แล้วผมก็จะกลายมาเป็นซีเรียส ดีก แต่ทว่า...

 

ถึงแม้ว่า...ความทรงจำของซีเรียส...ถึงจะมีความทรงจำเกี่ยวกับทุกอย่างที่ซีเรียสเห็นและได้ยินมาก่อนที่จะถูกโอนถ่ายมา...ตัวผมก็ยังคงเป็นตัวผม

 

จริงอยู่ว่า ตอนนี้ผมมีความทรงจำของซีเรียสอยู่ในหัว แต่มันก็แค่นั้น ถึงจะมีความทรงจำ แต่ตัวตนของเด็กชายที่ชื่อซีเรียสกลับไม่เหลืออยู่อีกแล้ว สิ่งที่รู้สึกได้ก็มีแค่ “ฉันเหนื่อยเหลือเกิน อยากจะให้มันจบ” ไม่มีอะไรนอกจาก ความรู้สึกอันเจ็บปวด

 

 

เจ้าตัวเป็นทุกอย่างสำหรับท่านแม่ของตน ท่านแม่ของซีเรียสอาศัยเขาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้ในตอนที่ตัวเขาใกล้จะตาย เธอก็เฝ้าร้องไห้อยู่ข้าง ๆ แต่ว่า...สิ่งที่ตัวซีเรียสต้องการคือการเป็นอิสระจากทุกอย่าง ถึงจะยังเด็ก เจ้าตัวก็เหนื่อยกับกับมีชีวิต ในความทรงจำของเจ้าตัวนั้นไม่มีความรู้สึกอะไรอื่นเลย

 

เพราะเหตุนั้น ผมถึงไม่ได้กลายมาเป็นซีเรียส ผมก็แค่ได้รับความทรงจำของเจ้าตัวมาโดยที่ปราศจากความนึกคิดของเจ้าตัว

 

แผนของมาร์เชอนิสล้มเหลว

 

...แต่ทว่า ถ้าเธอรู้ความจริง ผมก็คงถูกฆ่าตรงนี้ทันที เพราะงั้นผมจะต้องใช้ความทรงจำของซีเรียส

 

ผมจะตายตรงนี้ไม่ได้...นั่นเป็นความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่ตัวผมมี ยังตายไม่ได้...ไม่จนกว่าจะทำความปรารถณาสุดท้ายของท่านแม่สำเร็จ...

 

ก่อนที่จะรู้ตัว ผ้าที่ถูกมัดแน่นที่ปากก็ถูกปลดออก

 

ผมข่มความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ แล้วเอ่ยทักผู้หญิงที่ผมเกลียดที่สุดในโลก—

 

“...ท่านแม่...”

 

นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกเธอ แล้วก็เป็นสิ่งที่ซีเรียสเรียกเธอเสมอมา จากนั้นรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอ

 

“อา ซีเรียส! เป็นลูกจริง ๆ สินะ! เวทมนตร์ได้ผลจริง ๆ ด้วย!”

 

พอเธอพูดจบ มาร์เชอนิสก็กอดผมเอาไว้แน่น

 

ผมรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ก็พยายมฝืนอดกลั้นเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้ร่างของตัวเองสั่น เพราะว่า ผมยังตายตอนนี้ไม่ได้ จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเติมเต็มความปรารถณาสุดท้ายของท่านแม่

 

“...ถ้าเช่นนั้นก็ มาร์เชอนิส งานของทางนี้ก็เสร็จสิ้นแล้ว ข้าคงจะสามารถกลับไปบ้านเกิดกับครอบครัวของข้าได้แล้วสินะขอรับ?”

 

ชายในชุดดำพูดถามขึ้นอย่างประหม่า

 

“ใช่แล้ว เจ้าทำได้ดีมาก ที่ซีเรียสของเราได้ร่างที่แข็งแรงดีแบบนี้มาก็ต้องขอบใจเจ้าแท้ ๆ”

 

“...ถ้าเช่นนั้นก็ ข้ากลับไปหาครอบครัวได้แล้วสินะขอรับ?”

 

“ใช่แล้ว แน่นอนสิ จะให้ไปพบกับครอบครัวเดี๋ยวนี้แหละ รีบไปจัดการซะ!”

 

พอมาร์เชอนิสออกคำสั่งกับเหล่าชายร่างกำยำในห้อง ชายในชุดดำก็แสดงสีหน้าโล่งใจออกมา แล้วเหล่าชายร่างกำยำขยับเข้ามาใกล้ จากนั้น พวกเขาก็แทงชายในชุดดำด้วยดาบในมือ 

“...ทำไม...”

ด้วยร่างที่อาบไปด้วยเลือด ชายในชุดดำยื่นมืออกไปหามาร์เชอนิส

 

“ก็เพิ่งบอกไปไม่ใช่หรือไงว่าจะให้ไปพบกับครอบครัวน่ะ? ครอบครัวของเจ้าน่ะตายไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็กำลังรออยู่ที่โลกหน้านั่นไง”

 

มาร์เชอนิสยิ้มอย่างเริงร่าให้กับเขา

 

“...ท่านสัญญาแล้วนี่ว่าครอบครัวของข้าจะปลอดภัยถ้าข้าช่วยท่าน...ทั้งที่ข้าทำถึงขนาดนี้เพื่อท่าน...แต่ท่านกลับ...หักหลังข้า...”

 

“มันช่วยไม่ได้นี่นะ มันเป็นทางเดียวที่จะให้ผู้ครอบครองเวทต้องห้ามตกลงยอมช่วย เพื่อที่จะให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดี จะปล่อยให้คนอย่างเจ้าที่ถือครองเวทอันตรายอย่างเวทแห่งความมืดกลับไปง่าย ๆ ได้ยังไงกัน”

 

ชายในชุดดำจ้องมองมาร์เชอนิสที่ยิ้มตอบมาราวกับมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วด้วยแววตาอันเกรี้ยวโกรธ

 

“...สาป ขอสาปแช่ง...ข้าจะไม่มีวันให้อภัยแก...ขอสาบานว่าจะแย่งชิงทั้งฐานะและอำนาจทั้งหมดที่แกมี...จะต้องลากแกลงนรถให้จงได้...”

 

มือที่ยื่นออกมาเตะลงที่เท้าผมเบา ๆ

 

“ก็แค่คำพูดของคนที่กำลังจะตาย  เอาล่ะ รีบ ๆ จัดการมันซะ”

 

แล้วจากนั้น ดาบก็แทงชายในชุดดำลึกยิ่งกว่าเดิม...แล้วเขาก็ตายจากไป

 

ในเวลาเดียวกัน ซีเรียส ดีก ตัวจริงก็หมดลมหายใจบนพื้นอันหนาวเหน็บ

 

และแล้วผมก็เริ่มใช้ชีวิตในฐานะของ ซีเรียส ดีก

 

ตอนนี้ผมจะมีชีวิตอยู่ในฐานะของซีเรียส ดีก และสาบานว่าจะต้องแก้แค้นตระกูล ดีก ที่ใช้ผมเป็นเครื่องมือ และ พรากชีวิตของท่านแม่ไปจากผม

 

หลังจากที่ใช้ชีวิตในฐานะ ซีเรียส ดีก ได้สักพัก ผมก็ตระหนักถึงพลังลึกลับที่ตัวเองมี ผมสามารถมองลึกเข้าไปในจิตใจของคนอื่น และ ควบคุมคนพวกนั้นได้ นั่นเป็นพลังของเวทแห่งความมืด พูดตามตรง ผมไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองถึงมีพลังแบบนี้ได้ แต่ว่าเพราะมันใช้ประโยชน์ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

 

 ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการแก้แค้น วันเวลาผ่านไป แล้วผมก็ได้ผมกับเธอ

 

คาตารินะ แคลส์ เธอคนที่พูดในสิ่งเดียวกันกับที่ท่านแม่ที่ผมรักยิ่งเคยพูด รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั่นก็ช่างเหมือนกับท่านแม่ไม่มีผิด

 

หลังจากที่ได้พบกับเธอ หัวใจของผมก็เริ่มสั่นคลอน

เพราะแบบนั้น ถึงได้ตัดสินใจกำจัดเธอ ผมใช้เวทหลับนิรันด์ใส่เธอ ตั้งใจว่าจะใช้มันฆ่าชีวิตของเธอ

 

...แต่ทว่า เวทมนตร์ที่ไม่น่าจะลบล้างได้กับถูกคลายลง 

 

พอมาตรวจดูมาเรียที่ห้องลับ ผมถึงได้รู้ว่าเวทมนตร์ถูกคลายแล้วจากปากของเธอ

 

ทั้งที่ควรจะเป็นสถานการณ์ที่ตัวเองน่าจะรู้สึกเป็นกังวล แต่ผมกลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เวทมนตร์ที่ถูกร่ายใส่คาตารินะคลายแล้ว แบบนี้เธอก็ปลอดภัยแล้วสินะ ดีแล้วล่ะ นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิด

ถ้าตอนนี้คาตารินะลืมตาขึ้นมาแล้ว ทุกคนก็คงจะรู้เรื่องของผมหมดแล้ว....ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเขาก็คงกำลังพาคนมาจับตัวผม

“นายจะปล่อยให้ตัวเองถูกจับไม่ได้นะ!” ตัวผมอีกคนพยายามส่งเสียงต่อต้านเต็มที่ แต่ว่า...

 

มาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าผมถูกจับทุกอย่างก็จะจบลง จะเป็นแบบนั้นก็ช่างปะไร ผมคิดแบบนั้น

 

“ลืมแล้วหรือไงคำพูดสุดท้ายของท่านแม่ของนายน่ะ?” ตัวผมอีกคนยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง ความรู้สึกของผมก็เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย... 

 

“ได้โปรด แก้แค้น...” คำพูดสุดท้ายของท่านแม่ –ที่มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็เพื่อเติมเต็มคำขอร้องสุดท้ายนั่นของท่านแม่

 

แต่ว่า...ผมน่ะเหนื่อยเหลือเกิน ไม่อยากจะทำร้ายใครอีกต่อไปแล้ว

 

 

ถ้าข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมถูกรายงานไปถึงเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน เรื่องของห้องลับที่ตระกูล ดีก ซ่อนเอาไว้อยู่ก็คงจะถูกเปิดเผยเหมือนกัน

 

เริ่มแรกห้องลับนี้ถูกสร้างขึ้นมาในโรงเรียนเวทมนตร์ โดยซ่อนไว้ในป่า เพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับเวทมนตร์ต้องห้าม เพื่อช่วยชีวิตของซีเรียส หลังจากนั้นมันก็ได้กลายมาเป็นสถานที่เพื่อค้นคว้าเวทมนตร์แห่งความมืด

 

สถานที่ที่ชีวิตของท่านแม่ของผมถูกพรากเอาไป สถานที่ที่ตัวตนของผมถูกฆ่า ถ้าหากที่นี่จะกลายเป็นที่ที่ทุกอย่างจบลงล่ะก็...มันก็คงจะเป็นชะตากรรม

 

เพราะแบบนั้น ผมจึงรออยู่ที่ห้องลับแห่งนี้ รอจุดจบของตัวเองที่กำลังจะมาถึง—

 

พวกนั้นมาเร็วกว่าที่ผมคาดเอาไว้เสียอีก

 

สัมผัสได้เลยว่าคนหลายคนผ่านเข้ามาในห้องที่มาเรียถูกขังเอาไว้ เพราะห้องที่ผมอยู่มันอยู่ใต้ดินพร้อมกับมีประตูบานหนาและยังมีทางบันไดคั่นระหว่างห้อง ผมจึงบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างบน แต่ก็พอรู้ได้ว่ามีคนเข้ามา

ในที่สุด พวกนั้นก็ช่วยมาเรียได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่โรงเรียนที่จะมาจับตัวผมก็คงมาถึงแล้วด้วย

 

ตัวผมอีกคนยังส่งเสียงพูด “ยังมีทางหนีได้อยู่นะ! ใช้เวทแห่งความมืดใส่ทุกคนเลย!” เจ้าตัวตะโกนใส่ผมไม่หยุด แต่ว่า...ผมเพียงยืนนิ่งรอให้ทุกอย่างจบลง

 

และแล้ว ผมก็ได้ยินเสียงคนเดินบันไดลงมา แล้วประตูห้องนี้ก็ถูกเปิดออก

 

ผมนึกว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในชุดเกราะที่เดินเข้าประตูมา แต่พอรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร ตัวผมก็ถึงกับแข็งทื่อ 

 

ก็คิดเอาบ้างแล้วว่าจะเป็นสมาชิกสภานักเรียนอย่างจาเร็ด หรือ คีธ แคลส์ ก็สองคนนั้นรักเธอคนนั้นมากขนาดนั้นเลยนี่นะ ก็เป็นเรื่องปกติที่พวกนั้นจะอยากจับตัวผมที่เป็นคนพยายามพรากชีวิตของเธอไปด้วยมือของตัวเอง

 

ทั้งอย่างนั้นแล้ว...ผมจ้องไปคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อาจวางตา ทำไมคน ๆ นี้ถึงมาอยู่ที่นี่ ผมไม่รู้เลยจริง ๆ

 

ทั้งที่พูดเรื่องโหดร้ายแบบนั้นต่อหน้าเธอ ทั้งยังพยายามจะใช้เวทมนตร์ฆ่าชีวิตเธอ...ทำไมถึงยังมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผมอีก...

 

“...ทำไมมาอยู่ที่นี่?”

 

เธอตอบคำถามผมกลับมาโดยไม่คิด

 

“เวทที่ทำให้หลับไปถูกยกเลิกแล้วน่ะ”

 

พูดออกมาโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด คาตารินะ... เธอกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผม

 

เป็นไปไม่ได้ นี่เธอลืมเรื่องที่ผมทำกับเธอที่สวนนั่นแล้วหรือไง...

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น! เรื่องที่เวทมนตร์ถูกยกเลิกน่ะรู้อยู่แล้ว!...มาอยู่ตรงหน้าฉันแบบนี้ ทำไมถึงยังมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าฉันอีก!”

“อะ หมายความว่าแบบนั้นหรอกเหรอ... ฉันน่ะคิดจริง ๆ นะว่า คุณน่ะไม่ได้ทำเรื่องอะไรไม่ดีกับฉันหรอก”

 

เหมือนเช่นเคย คาตารินะพูดออกมาราวกับมันไม่มีอะไร ทั้งที่ผมพายายามจะฆ่าเธอ เธอคนนี้พูดอะไรของเธอออกมากัน

 

นี่หรือว่าเป็นแค่พวกงี่เง่าที่คิดแต่เรื่องบวก หรือว่า มีจิตใจโอบอ้อมอารีเหมือนกับนักบุญ หรือว่า ก็แค่...

 

“...นี่เธอ ไม่เข้าใจหรือไงว่าฉันทำอะไรลงไปกับเธอน่ะ?”

 

พอผมถามเธอไป คาตารินะ ก็ตอบกลับมาด้วยคำพูดที่ว่า—

 

“ไม่หรอก เข้าใจดีเลยล่ะ ก็ใช้เวทแห่งความมืดทำให้ฉันหลับไป ใช่ไหมล่ะ?”

 

พูดออกมาอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ

 

“ใช่แล้ว! ฉันน่ะพยายามจะฆ่าเธอนะ!”

 

เพราะเธอเข้าใจอะไรได้ยาก ผมถึงพูดออกไปตรง ๆ แต่ว่า...

 

“อืมม นั่นน่ะโกหกสินะ”

 

“...โกหก งั้นเรอะ...”

 

“หมายถึงว่า ถ้าคุณตั้งใจจะฆ่าฉันจริง ๆ คงจะง่ายกว่ามากถ้าลงมือฆ่าฉันตอนที่ยังหลับอยู่ตรงนั้น”

 

“.........”

 

คาตารินะ ที่ท่าทางไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย พูดออกมาอย่างกับมันเป็นเรื่องปกติ...ผมถึงกับพูดไม่ออก

 

...จริงอยู่ มันก็อย่างที่เธอพูด ตอนนั้น แทนที่จะลำบากร่ายเวทแห่งความมืด ฆ่าเธอตรงนั้นเลยมันยังจะง่ายกว่า

 

แต่ว่า...ผมก็ไม่ได้ทำแบบนั้น...ไม่สิ ทำไม่ได้ต่างหาก ผมน่ะ จริง ๆ แล้วตัวผมน่ะ...

 

“ที่มาคราวนี้เพราะฉันอยากจะคุยกับคุณให้รู้เรื่องอีกครั้งค่ะ”

 

“...คุย...”

 

เธอคนนี้กำลังพูดอะไรอยู่กันแน่...

 

“ใช่แล้วค่ะ ตอนนั้น คุณน่ะ...มีสีหน้าเจ็บปวด...แล้วก็กำลังร้องไห้...”

“...เพราะอย่างนั้น อีกสักครั้งหนึ่ง ถึงอยากให้คุณได้ฟังที่ฉันจะพูด...”

 

ดวงตาสีฟ้าจางของเธอมองตรงมายังผม มันรู้สึกเจ็บที่ตรงอก หายใจลำบาก จิตใจมันปั่นป่วนไปหมด

 

“...ยัยคนเสแสร้ง...จะบอกว่า จะช่วยฉันเหมือนที่ช่วยคนอื่นงั้นสิ? ท่านนักบุญ คาตารินะ แคลส์”

 

 

ก่อนที่จะรู้ตัว ผมก็พูดแบบนั้นออกไปอย่างไม่ตั้งใจ

 

ทั้งที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมเลยแท้ ๆ...เด็กผู้หญิงที่เติบโตมาอย่างมีความสุขในครอบครัวดยุคอันมั่งคั่งจะไปรู้อะไร

 

ถ้าหาก คาตารินะ แคลส์ พูดว่า “ฉันจะช่วยคุณเอง” ที่นี่ ตอนนี้...ผมคงจะทำหน้ารังเกียจใส่เด็กสาวขุนนางที่โชคดีถูกเลี้ยงดูมาอย่างถนุถนอมคนนี้เป็นแน่

 

แต่ทว่า...คาตารินะ กลับพูดในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ผมคิดโดยสิ้นเชิง

 

“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ!”

 

เธอพูดพร้อมกับมองตรงมาที่ผม

 

“ฉันไม่ใช่ตัวเอกสักหน่อย ทั้งยังเป็นตัวละครคู่แข่งผู้ชั่วร้าย เพราะงั้นไม่มีทางที่จะช่วยใครที่ไหนได้หรอกค่ะ!”

 

ไม่จริงน่า พูดออกมาว่า “ไม่มีทาง” ชัดถ้อยชัดคำแบบนั้นออกมาเลยเนี่ยนะ...

 

ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่ คาตารินะ แคลส์ คิดเลยสักนิด ผมได้แต่จ้องผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย จากนั้น—

 

“ถึงฉันจะไม่อาจช่วยคุณให้หายจากความทุกข์ทรมานได้ แต่ว่า...ฉันน่ะสามารถอยู่เคียงข้างคุณได้”

 

คาตารินะ ยิ้มมาให้ผมอย่างอ่อนโยนขณะที่พูดออกมา

 

 

“ถ้ามีฉันอยู่ข้าง ๆ ในตอนที่รู้สึกเศร้า หรือมีเรื่องลำบาก ฉันสามารถอยู่เป็นคนรับฟัง และ คอยอยู่ด้วยจนกว่ารู้สึกดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

 

นั่นเป็นคำพูดแบบเดียวกับที่ท่านแม่เคยบอกกับผม ผมไม่ต้องการให้ท่านเป็นห่วงถึงได้ไปแอบแล้วร้องไห้อยู่เพียงลำพัง คำพูดนั้นคือคำพูดที่ท่านแม่พูดออกมาขณะที่กอดผมเอาไว้

 

 

ต่อคำพูดนั้นของคาตารินะ พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ บางอย่างในหัวก็พลั่งพลูออกมา ราวกับหมอกที่คอยบดบังถูกยกออกไป ทุกอย่างในหัวกลับมาชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

 

แท้จริงแล้ว ผมก็เคยสงสัยมาตลอด ที่ว่า “ได้โปรด แก้แค้น” จะเป็นคำพูดสุดท้ายของท่านแม่น่ะ...ผมสงสัยว่าท่านแม่ที่อ่อนโยนคนนั้นที่คอยเป็นห่วงผมมากกว่าตัวเองจะทิ้งคำพูดนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายจริง ๆ น่ะเหรอ

 

แล้วตอนนี้ ในที่สุดผมก็จำมันได้ ท่านแม่ไม่ได้ทิ้งคำพูดนั่นเป็นคำพูดสุดท้าย....

 

ใช่แล้ว ทำไมถึงได้จำผิดพลาดแบบนี้ได้? คำพูดสุดท้ายที่แท้จริงของท่านแม่น่ะคือ—

 

“...ได้โปรด...มีชีวิตอยู่ มีความสุข...แม่รักลูกนะ...”

 

ใช่แล้ว ท่านแม่น่ะไม่มีทางพูดเรื่องอะไรอย่างการแก้แค้นหรอก ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านแม่น่ะหวังให้ผมมีชีวิตอยู่ และ มีความสุข เพราะแบบนั้นผมถึงคิดว่าต้องมีชีวิตอยู่ไม่ว่ายังไงก็ตาม

 

ก่อนที่จะรู้ตัว คาตารินะ ก็ขยับเข้ามาใกล้ผม

 

“เพราะอย่างนั้น อย่างร้องไห้คนเดียวเลยนะ”

 

คาตารินะ ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน และยื่นมือมาหาผม ไม่รู้เพราะอะไร ตาของผมถึงเริ่มพร่ามัวมองอะไรไม่เห็น ที่แก้มก็รู้สึกเปียก

 

“มาด้วยกันเถอะ –ราฟาเอล”

 

ราฟาเอล นั่นเป็นชื่อจริงของผม ชื่อแสนสำคัญที่ท่านแม่ตั้งให้

 

ผมจับมือที่ยื่นมาให้...แล้วจากนั้น...

 

“เฮ้ย ทำบ้าอะไรของแกอยู่น่ะ อย่าไปฟังที่ยัยคนนี้พูดนะ! ยิ่งไปกว่านั้น ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าไปเข้าใกล้เธอ เป็นแบบนี้แล้ว จับยัยนี่เป็นตัวประกันแล้วหนีกันเถอะ ยังมีทางหนีรอดได้อยู่นะ!” ตัวผมอีกคนก็ส่งเสียงตะคอกโมโหร้ายใส่ผม

 

ผมตอบตัวผมอีกคนกลับไป

 

“ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ฉันไม่อยากจะแก้แค้นอีกต่อไปแล้ว!”

 

“...วะ ว่าไงนะ!?”

 

กับตัวผมอีกคนที่เหมือนจะตกใจ ผมถามคำถามหนึ่งออกไป

 

“แล้วก็ นายน่ะเป็นใครกันแน่?”

 

จนถึงตอนนี้น่ะ ผมคอยแต่เห็นด้วยกับตัวผมอีกคนที่พูดถึงแต่เรื่องการแก้แค้น แล้วเขาก็เป็นคนที่บอกผมเรื่องคำพูดสุดท้ายของท่านแม่กับผม

 

แต่ว่า...คำพูดสุดท้ายของท่านแม่ที่ผมได้ยินจากเขาน่ะมันเป็นเรื่องโกหก เจ้านี่หลอกผม และ พยายามจะหลอกใช้ผม ตัวผมอีกคนที่บิดเบือนคำพูดของท่านแม่เพื่อที่จะยุยงให้ผมแก้แค้น ในที่สุดก็รู้ตัว ว่าคน ๆ นี้ไม่ใช่ตัวผมอีกคน

 

 

พอมั่นใจแล้ว ในที่สุดตัวตนที่ผมคิดมาตลอดว่าเป็นตัวผมอีกคนก็เผยธาตุแท้ออกมา

 

“...งั้นเหรอในที่สุดก็รู้แล้วสินะ....”

 

ชายในชุดดำยิ้มออกมาอย่างขมขื่น

 

“...ตลอดเวลาที่ผ่านมานายน่ะคอยชักใย โดยแสร้งทำตัวเป็นฉัน”

 

ในวันนั้น ชายคนนี้ใช้มือแตะผมก่อนที่ตัวเขาจะตายไป ตอนนั้นเขาคงใช้เวทแห่งความมืดกับผม เพื่อที่จะฝังจิตสำนึกของตัวเองไว้ในตัวผมและคอยควบคุม เขาบิดเบือนความทรงจำเกี่ยวกับคำพูดสั่งเสียสุดท้ายของท่านแม่

 

“ข้าก็แค่ยื่นมือช่วยเหลือให้เจ้าเติมเต็มความปรารถณาของตัวเจ้าเอง”

 

ชายในชุดดำพูดออกมาอย่างมีโมโห

 

“...ก็จริง ฉันเองก็เกลียดคนพวกนั้นไม่น้อยไปกว่ากัน...แต่ว่า ฉันไม่ได้มีชีวิตรอดเพียงเพื่อการแก้แค้น! ที่ฉันมีชีวิตรอดก็เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข!”

 

ใช้แล้ว คำขอร้องสุดท้ายของท่านแม่ คือการให้ผมมีชีวิตรอดและมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

 

 

...เพราะแบบนั้น จึงจำเป็นต้องลบตัวตนของชายคนนี้ทิ้งไป

 

เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าผมได้พลิกทุกอย่างด้วยการกระทำอันไร้สามัญสำนึกที่ฝ่าฝืนได้กระทั่งเวทแห่งความมืด

 

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

 

มืออันอบอุ่นของคาตารินะได้กุมมือของผมเอาไว้

 

ผมมองไปที่ชายชุดดำข้างในจิตใต้สำนึกของตัวเอง และพูดอย่างแน่แน่ว “ฉันน่ะพอแล้วกับการแก้แค้น ตัวตนของนายน่ะไม่จำเป็นอีกต่อไป”

 

“บ้าที่สุด...คิดว่าใครกันที่คอยช่วยเหลือคนอ่อนแออย่างเจ้าจนมาถึงจุดนี้ได้...เจ้าคนทรยศ...”

 

ขณะที่เจ้าตัวพูดแบบนั้นออกมา...ชายในชุดดำก็ได้สลายหายไป

 

พอเงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นคาตารินะที่กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้

 




NEKOPOST.NET