[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 30 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.30 - จิตใจวุ่นวายสับสน


“ชาที่ลูกเสริฟเนี่ย ให้รสนุ่มลิ้นมากเลยจ้ะ”

 

ท่านแม่พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มเบา ๆ พร้อมกับลูบหัวฉันที่ยังเป็นเด็กอยู่ ทุก ๆ วันเป็นวันที่แสนสงบ และ มีความสุข

ทว่า ความสุขนั้นจู่ ๆ ก็ถูกช่วงชิงไป...อย่างโหดร้ายทารุณ...

 

ตั้งแต่นั้น ฉันก็ได้สาบานกับตัวเองว่าจะต้องแก้แค้นไอ้คนพวกนั้นที่มาช่วงชิงความสุขของพวกเราไป จะช่วงชิงทั้งชีวิต และ ฐานะตำแหน่งของพวกมัน

 

ตัวฉันเป็นบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของมาร์ควิส ดีก –ซีเรียส ดีก นั่นเป็นชื่อของฉัน

 

เพราะมีพลังเวทอยู่ พออายุ 15 ฉันก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ เพราะมีความสามารถทั้งด้านการเรียนและเวทมนตร์ เลยถูกเลือกให้เป็นสมาชิกสภานักเรียน ทุกคนในตระกูลดีกก็พากันพูดชมฉันกันยกใหญ่

 

ตอนที่เริ่มได้ยินชื่อของคน ๆ นั้นบ่อย ๆ เป็นครั้งแรก ก็เป็นตอนที่ได้เจอกับนิโคที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กอีกครั้งที่โรงเรียน

 

ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน คิดว่าเจ้าตัวน่าจะอายุราว ๆ สิบปี หลังจากผ่านมา 5 ปีในที่สุดก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ว่า...นิโคน่ะได้เปลี่ยนไปมากจากเมื่อห้าปีก่อน

 

เมื่อก่อน เจ้าตัวเป็นคนที่มีแววตาออกจะสันโดษ...แต่ตอนนี้เขากลับมีแววตาสุกสกาวไม่มีวี่แววของความสันโดษให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

 

พูดตามตรง ฉันน่ะรู้สึกใกล้ชิดกับเจ้าตัวที่มีแววตาสันโดษแบบเมื่อก่อนมากกว่า ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าเสียดายที่เขาเปลี่ยนไป

แล้วจากนั้น ฉันก็เริ่มได้ยินชื่อของคน ๆ นั้นบ่อย ๆ จากปากของนิโคที่เปลี่ยนไปมากคนนั้น

 

“คาตารินะ แคลส์” บุตรสาวของ ดยุค แคลส์

 

คนพูดน้อยหน้าตายอย่างนิโค มักจะพูดแต่เรื่องของเธอคนนั้น และพอพูดถึงเธอ สีหน้าของเจ้าตัวก็เปลี่ยนจากหน้าตายเป็นใบหน้าที่มีชีวิตชีวา เธอคนที่ว่าคงจะเป็นคนที่ลบความสันโดษออกไปจากแววตาของนิโค

 

และแล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปีถัดมา เธอคนนั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าตัวฉันที่ได้กลายมาเป็นประธานสภานักเรียนในชั้นปีสอง

 

จากที่ได้ยินนิโคเล่ามา นึกว่าเธอจะเป็นคนที่งดงามราวกับแม่พระมาโปรด แต่ว่า...

 

ตอนที่ได้เจอกับคาตารินะ แคลส์ ตัวจริง ความประทับใจแรกก็คือเธอคนนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย

 

ก็เป็นคนหน้าตาดีอยู่ไม่น้อย แต่ก็เทียบกันไม่ได้กับ มาเรีย แคมเบล และ คนอื่น ๆ ที่ถูกเลือกให้มาเป็นสมาชิกของสภานักเรียนในปีนี้

อีกอย่าง เธอก็หัวไม่ดีเอาเสียเลย พลังเวทก็แทบจะไม่มี พูดตามตรง บุตรสาวดยุคคนนี้น่ะ นอกจากที่มีฐานะเป็นคู่หมั้นของเจ้าชายจาเร็ดแล้ว เจ้าตัวก็ไม่มีอะไรดีเลย

 

แต่ทว่า ทั้งเจ้าชายจาเร็ดที่เป็นคู่หมั้นของเธอ และ เหล่าสมาชิกสภานักเรียนผู้โดดเด่นคนอื่น ๆ ต่างก็พากันตกหลุมรักผู้หญิงที่ไม่ได้มีอะไรดีเด่คนนี้หัวปักหัวปำ ที่ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าอาจารย์ยังขู่ว่า “ถ้าไม่ปล่อยให้คาตารินะ แคลส์ เข้าออกห้องสภานักเรียนตามอำเภอใจ พวกเธอก็ไม่ต้องใช้ห้องสภานักเรียนด้วยเหมือนกัน!”

 

ตกลงว่าเธอคนนั้นมันยังไงกันแน่?

 

ก็คิดอยู่หรอกว่ามันแปลกจริง ๆ แต่ว่า...ถ้าเจ้าตัวไม่มาเกะกะขวางทางการแก้แค้นของทางนี้ งั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจอะไร

 

แต่ว่า เพื่อที่จะสามารถแก้แค้นได้สำเร็จ ยังไงก็ต้องเล่นบทประธานสภานักเรียนผู้สงบเสงี่ยมต่อไปอีก เพราะงั้น ถึงได้พยายามจะสนิทกับเหล่าสมาชิกใหม่ของสภานักเรียนเท่าที่จะทำได้ในแบบของตัวเอง เพราะงั้นถึงจำเป็นต้องปฏิบัติกับเธอผู้เป็นที่รักของคนพวกนั้นด้วยความสุภาพในระดับหนึ่ง

 

เพราะอย่างนั้น ในวันนั้นฉันถึงได้นำเอาชามาเสริฟให้ คาตารินะ แคลส์ มันก็เป็นเพียงแค่การแสดงมารยาทตามแบบปกติทั่วไปเท่านั้น

 

“ชาที่ประธานเสริฟเนี่ย ให้รสชาตินุ่มลิ้นมากเลยค่ะ”

 

 

พอคาตารินะ แคลส์ รับชาไป แล้วดื่ม เธอก็พูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเบา ๆ

 

 

ฉันรู้สึกสั่นไหวอย่างมากกับคำพูด และ รอยยิ้มนั่น...มากถึงขนาดที่หน้ากากสงบเสงี่ยมที่สวมไว้มาเป็นแรมปีแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ...

 

จนถึงตอนนี้ เหล่าสมาชิกคนอื่น ๆ ต่างก็แค่พูดชมชาที่ฉันเสริฟให้ว่า “อร่อย” แต่ว่า...ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีเพียงแค่คนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชมว่า “รสนุ่มลิ้น...”

 

ยิ่งไปกว่านั้น...รอยยิ้มเบา ๆ นั่น เหมือนกับคน ๆ นั้นมาก...จู่ ๆ ข้างในอกมันรู้สึกเจ็บขึ้นมา

 

ตอนนั้นมันรู้สึกสั่นไหวอย่างหนัก จนจำไม่ได้เลยว่าตัวเองตอบเธอกลับไปว่าอะไร แต่ทว่า จากแค่บทสนทนาธรรมดา ๆ นั่น มันกลับรู้สึกได้เลยถึงเสียงกะเทาะเป็นรอยร้าวของทักษะการแสดงที่เฝ้าฝึกฝนมาเป็นแรมปี

 

ตั้งแต่เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งได้พบปะกับ คาตารินะ แคลส์ ก็ต้องรู้สึกสั่นไหวอย่างรุนแรงอยู่ทุกครั้งไป

 

ตั้งแต่วันนั้นที่ทุกอย่างถูกช่วงชิงไปก็ได้สาบานไว้แล้วว่าจะต้องแก้แค้นให้ได้ ที่มีชีวิตอยู่ก็เพียงเพื่อเหตุผลนั้น

 

ปกปิดตัวเองเอาไว้ด้วยหน้ากากสงบเสงี่ยม ทำคะแนนดี และหลอกลวงผู้คนที่อยู่รอบข้าง---

 

ใช้เวทแห่งความมืดที่มี และเริ่มการเตรียมการ รวบรวมทุน และ หลักฐาน  และแล้ววันที่จะได้แก้แค้นด้วยมือนี้ก็ใกล้เข้ามาถึง

 

ทั้งอย่างนั้น...พอต้องมารับมือกับคาตารินะ แคลส์...เรื่องมันกลับไม่เป็นไปตามที่คิด...

 

เพื่อการแก้แค้น ที่ผ่านมาก็เคยใช้วิธีสกปรกจัดการกับเรื่องต่าง ๆ อย่างใจเย็นมามากแล้ว แต่ว่า ทั้งที่ไม่ควรจะรู้สึกเสียใจทีหลัง รู้สึกยุ่งเหยิง หรือ การที่จิตใจรู้สึกวุ่นวายสับสนจากเรื่องทั้งหมดนี่…

 

ทั้งอย่างนั้น...ทุกครั้งที่สบตากับดวงตาสีฟ้าใสของเธอโดยตรง...เธอก็มักจะพูดว่า “ประธานเนี่ยอ่อนโยนจังเลยนะคะ” อยู่เสมอ แล้วยิ้มมาให้...หัวใจดวงนี้มันถูกรบกวนอย่างหนัก

 

ในสภานักเรียนมีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ มาเรีย แคมเบล เธอเป็นสามัญชน เด็กพิเศษที่มีพลังเวทแห่งแสง เธอเป็นคนฉลาด มีเวทมนตร์ที่ทรงพลัง และมีความงดงามที่เป็นที่ชื่มชมของใครหลายคน ช่างเป็นเด็กสาวที่โชคดีอะไรอย่างนี้ แต่ทั้งอย่างนั้น เธอกลับมีแววตาอันแสนโดดเดี่ยว

 

แววตานั่นเป็นแววตาแบบเดียวกันกับนิโคเมื่อนานมาแล้ว เพราะงั้นก็เลยเหมือนกับนิโคเมื่อก่อนหน้าเธอ มันทำให้ฉันรู้สึกใกล้ชิตกับเธอมาก

แต่แล้ว เธอคนนี้เองก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

 

พอถึงจุดหนึ่ง บรรยากาศโดดเดี่ยวที่อยู่รอบตัวมาเรียก็หายไป แล้วก็ดูเหมือนว่าเธอจะสนิทกับคาตารินะ แคลส์ และ เพื่อน ๆ นอกห้องสภานักเรียนมากขึ้นอีกด้วย

และด้วยเหตุนั้น แววตาของมาเรียก็เริ่มจดจ่อไปที่คาตารินะ แคลส์ พอสายตาของทั้งคู่สบกันเธอก็มักจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

 

รอบ ๆ ตัว คาตารินะ แคลส์ ถูกห้อมล้อมไปด้วยคนหลายคน และ ยิ้มอย่างมีความสุข นิโค กับ มาเรีย มักจะมองไปที่เธอด้วยแววตาสุกสกาว และ มักมีสีหน้ามีความสุขอยู่เสมอเวลาที่ได้อยู่ใกล้ ๆ เธอ

 

 

คาตารินะ แคลส์ สำหรับพวกนั้น ราวกับเป็นแม่พระที่นิโคเคยบอกไว้เมื่อก่อน...

 

แต่ทว่า ทุกครั้งที่มองไปที่เธอ ใจฉันมันกลับอยู่ไม่สุข...บางครั้ง หน้ากากที่สร้างมานานแรมปีก็จะหลุดออกไปพักหนึ่ง

 

ในเวลาที่จิตใจมันถูกรบกวนโดยเธออยู่นั้น – ‘อย่าไปยุ่งกับคนพรรค์นั้น! สนใจแต่เรื่องเตรียมการเพื่อแก้แค้นก็พอ!’ นั่นเป็นสิ่งที่ตัวฉันอีกคนส่งเสียงบอก

 

แต่ว่า...ไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่อาจจะเมินเฉยต่อตัวตนของเธอคนนั้นไปได้....

 

 

เป็นเหตุบังเอิญ ที่ไปเห็น มาเรีย แคมเบล ถูกกลั่นแกล้ง ได้ยินว่าโดนกลั่นแกล้งเพราะความอิจฉาริษยา แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็นกับตาตัวเอง

 

ยังไงซะ ชีเรียส ดีก ก็เป็นประธานสภานักเรียน ซึ่งก็ควรที่จะต้องเข้าไปหยุดการกลั่นแกล้งกันแบบนี้ เพราะงั้นฉันก็เลยเข้าไปหยุด และกล่าวตักเตือนพวกผู้หญิงที่กลั่นแกล้งเธอ

 

พอถามออกไปว่า “ไม่เป็นอะไรนะ?” มาเรียก็ตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร ขอบคุณมากค่ะ” แล้วก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวยังยืนทรงตัวได้อยู่

 

ยังไงก็เถอะ การที่ลูกขุนนางลดตัวมาทำอะไรระดับนี้น่ะ ฉันละรู้สึกทึ่งกับความโง่เง่าของคนพวกนั้นจริง ๆ

 

ก็จริงอยู่ที่ว่า มาเรีย แคมเบล น่ะเป็นสามัญชน มีฐานะในสังคมต่ำเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ แต่ว่าเธอน่ะเป็นผู้ถือครองเวทแห่งแสง ที่มีอยู่ในอาณาจักรนี้อยู่เพียงแค่หยิบมือ และ ถือว่าเป็นตัวตนที่มีความสำคัญมาก

 

เพราะเธอเป็นคนพิเศษ นับตั้งแต่ตอนที่เจ้าตัวเหยียบเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ทางกระทรวงเวทมนตร์ก็ได้คอยจับตาเธอเอาไว้แล้ว

 

มีเวทแสง แล้วก็ยังเป็นเวทที่ทรงพลังมากอีกด้วย ทันทีที่มาเรียเรียนจบจากโรงเรียนเวทมนตร์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอจะต้องได้เข้าทำงานที่กระทรวงเวทมนตร์ในตำแหน่งที่สูงไม่น้อยเลยด้วย

 

ถ้าพวกนั้นยังขืนตามรังควานมาเรียผู้ที่มีสิทธิดำรงตำแหน่งในกระทรวงเวทมนตร์ที่มีอำนาจเป็นรองแค่ราชาเท่านั้นละก็ ไม่ช้าก็เร็วพวกนั้นจะต้องโดนลงโทษจากความผิดที่ก่อเป็นแน่ แค่เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้ ช่างเป็นพวกที่โง่เง่าจริง ๆ

 

พอกำลังคิดอะไรแบบนั้นอยู่ จู่ ๆ ก็เกิดนึกอะไรขึ้นมาได้ ถ้า คาตารินะ แคลส์ เป็นคนกระทำความผิดเหมือนอย่างที่พวกผู้หญิงงี่เง่าพวกนี้ทำอยู่แล้วเรื่องเกิดแดงขึ้นมาล่ะ? ถ้าแก้ตัวเรื่องการกระทำผิดแบบนี้ไม่ได้ ถึงจะเป็นบุตรสาวของดยุค เธอก็คงไม่สามารถรอดตัวไปได้ง่าย ๆ แน่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ดีละก็...จากโรงเรียนแห่งนี้ เธอก็จะ...หายไปจากสายตา...

 

ถ้าทำแบบนั้น...ถ้าเธอหายไปจากสายตาได้...ความรู้สึกวุ่นวายสับสนที่อยู่ในใจตอนนี้ก็อาจจะหายไป

 

หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ฉันก็เริ่มลงมือทันที ทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่มาเรียถูกกลั่นแกล้ง และทำให้เป็นเหมือนกับว่า คาตารินะ แคลส์ เป็นคนทำ

 

หลังจากนั้น ก็แค่ควบคุมคาตารินะ แคลส์ ด้วยเวทแห่งความมืด สั่งให้เจ้าตัวทำเรื่องแย่ ๆ กับมาเรีย แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผน แต่ว่า...เรื่องมันกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด

 

ว่ากันว่าผู้ครอบครองเวทแห่งความมืดนั้นจะสามารถควบคุมจิตใจคนอื่นได้อย่างใจนึก แต่ว่า วิธีการที่จะได้เวทแบบนั้นมันมา หรือ อันตรายของมันนั้น ต่างก็ถูกปิดบังไม่ให้คนทั่วไปรับรู้

 

แต่ทว่า เวทนี้น่ะไม่ได้ทรงพลังอย่างที่คิด มันไม่สามารถใช้ควบคุมจิตใจคนได้ตามใจอยาก

 

สามารถใช้ลบความทรงจำ หรือ ควบคุมจิตสำนึกได้อยู่พักหนึ่ง แต่ว่า...การที่จะบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่เจ้าตัวไม่อยากทำนั้นมันไม่สามารถทำได้

 

ไม่สามารถทำให้รักคนที่เกลียด หรือ เกลียดคนที่รักได้

 

แต่ถ้ามีความอิจฉาริษยา หรือ ชิงชังอยู่แล้ว ก็สามารถเพิ่มพูนความรู้สึกนั้นขึ้น แล้วทำให้คน ๆ นั้นลงมือเคลื่อนไหวได้ แต่ว่า...ถ้าหากไม่มีความอิจฉาริษยา หรือ ชิงชังอยู่ตั้งแต่แรก ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้

 

และก็....คาตารินะ แคลส์น่ะ ไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาริษยาต่อมาเรียเลยแม้แต่น้อย

 

ทางนี้น่ะสามารถเพิ่มความรู้สึกริษยา และทำให้เธอลงมือกลั่นแกล้งมาเรียได้ แต่ว่า...จะไปเพิ่มไอ้สิ่งที่ไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกได้ยังไงกันล่ะ...

 

ท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถใช้แผนควบคุมคาตารินะ แคลส์ ให้ไปรังแกมาเรียได้

 

เพราะฉะนั้น โดยอาศัยแค่พยานแวดล้อม ฉันจึงได้เพิ่มความรู้สึกอิจฉาริษยา และ เกลียดชังของพวกผู้หญิงที่ไม่ถูกโฉลกกับคาตารินะ แคลส์ และบงการให้พวกนั้นเผชิญหน้าและ ปรักปรำ คาตารินะ แคลส์ นอกนั้นก็ยังได้แยกเจ้าตัวออกจากเหล่าเพื่อน ๆ ที่ราวกับเป็นอัศวินผู้พึ่งพาได้ออกจากกัน ตอนแรกก็สามารถต้อน คาตารินะ แคลส์ให้ตกอยู่ในสถานการณ์จนมุมได้อยู่หรอก แต่ว่า...

 

เหล่าอัศวินของเจ้าตัวกลับปรากฏตัวออกมาเร็วกว่าที่วางแผนเอาไว้ เลยทำให้แผนล้มไม่เป็นท่า หลักฐานอันสมบูรณ์แบบที่เตรียมมา ต่างก็โดนเจ้าพวกที่หลงคาตารินะ แคลส์ หัวปักหัวปำ แยกกันจับผิดจนไม่เหลือชิ้นดี

 

เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่สุดก็คือ เจ้าตัว มาเรีย แคมเบล เอง เธอประกาศออกมาอย่างชัดเจนด้วยความเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่ใช่ ท่านคาตารินะ” ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานยืนยันมาให้ต่อหน้าเจ้าตัวแล้วแท้ ๆ เธอก็ยังเชื่อในตัวของคาตารินะ แคลส์ถึงขนาดนั้น แล้วในตอนนั้น มาเรีย ก็เป็นเหมือนกับเหล่าอัศวินอื่น ๆ ของคาตารินะ แคลส์ ที่โดนเธอขโมยหัวใจไปหมดแล้ว

 

ด้วยเหตุนี้เอง แผนการที่จะต้อน คาตารินะ แคลส์ ให้จนมุมก็เป็นอันล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

 

แต่ทว่า พวกผู้หญิงพวกนั้นน่ะต่างก็ไม่มีเรื่องในตอนนั้นเหลือยู่ในความทรงจำ แล้วฉันก็ยังได้แก้ไขความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมที่ทำระหว่างช่วงพักเที่ยงในตอนนั้นของเหล่าสมาชิกสภานักเรียนอีกด้วย

 

เพราะแบบนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสืบสาวเรื่องราวมาถึงตัวฉันได้

 

ฉันมองอย่างเย็นชาไปที่ คาตารินะ แคลส์ ที่กำลังโดนเพื่อน ๆ ห้อมล้อมอย่างมีความสุข แล้วก็กลับไปยังห้องสภานักเรียน

 

จากนั้น เหตุการณ์ก็น่าจะจบลงโดยที่ความจริงไม่ถูกเปิดเผย แต่ว่า สักพักหลังจากที่กลับมาถึงห้องสภานักเรียน และกำลังทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จอยู่นั้น เธอก็โผล่มา

 

มาเรีย แคมเบล ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะออกมาปกป้อง คาตารินะ แคลส์ อย่างกล้าหาญ และ ทำลายแผนของฉันจนย่อยยับ –คนเพียงคนเดียวในโรงเรียนแห่งนี้ที่ถือครองเวทแห่งแสง

 

นี่ก็หมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่...คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวถูกตอบในทันที

 

มาเรียเอ่ยปากพูดด้วยสีหน้าโมโห

 

“ก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกว่าประธานใช้สายตาเย็นชาจ้องมาที่ท่านคาตารินะ...ตอนนั้น ฉันนึกว่าแค่คิดไปเอง แต่ว่า...จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ฉันจำเรื่องนั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง...แต่ว่า ฉันก็เชื่อไม่ลงจริง ๆ ว่าประธานจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...เพราะงั้น ถึงได้อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าประธานกำลังทำอะไรอยู่...ตกลงว่า...ประธานคะ เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”

 

“คุณมาเรียกำลังพูดเรื่องอะไรของคุณอยู่น่ะครับ? เหตุการณ์ครั้งนี้?  มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณคาตารินะ งั้นเหรอ?”

 

 

ฉันแสร้งทำเป็นสับสน

 

ไม่จริงน่า หน้ากากหลุดเพราะแค่จ้องไปที่คาตารินะ แคลส์ เนี่ยนะ? ทำพลาดไปซะได้ แต่ว่าไม่ได้มีหลักฐานอยู่สักหน่อยนี่ ก็แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องที่เธอกำลังพูด แล้วลบความทรงจำของเธอทิ้งซะ

 

“...ไม่รู้เรื่องงั้นเหรอคะ? แต่ว่า...ยังไงฉันก็คิดว่าประธานมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง ๆ นั่นแหละ...เพราะว่า รอบตัวของประธานน่ะ...มีหมอกดำที่ลอยอยู่รอบตัวเหมือนกับพวกผู้หญิงที่กล่าวหาท่านคาตารินะไม่มีผิด!”

 

“!?”

 

ฉันเผลอเบิกตากว้างมองไปที่หมอกดำอย่างลืมตัว...ไม่น่าเชื่อ หมอกดำที่เป็นหลักฐานของเวทแห่งความมืด...

 

จนกระทั่งตอนนี้ ก็ใช้เวทแห่งความมืดหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็น คิดว่าไม่มีคนอื่นนอกจากตัวเองที่มองเห็นหมอกพวกนี้เสียอีก

 

--คงเป็นเพราะเวทแห่งแสงสินะ ตั้งแต่ที่ได้เวทแห่งความมืดมา ก็ไม่เคยเจอผู้ใช้เวทแห่งแสงมาก่อนเลย

 

เวทแห่งความมืด กับ เวทแห่งแสงสว่าง แพ้ทางกัน

 

เพราะ มาเรีย แคมเบลมีเวทแห่งแสง...บางที เพราะเหตุนั้นเธอถึงมองเห็นหลักฐานการใช้เวทแห่งความมืด...

 

เธอจ้องเขม็งมาที่ฉันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม...อย่างที่คิด คงปล่อยไว้ไม่ได้แล้วสิ มันอาจจะกลายเป็นปัญหาได้ ถ้างั้นก็...

 

 

“ฮ่ะฮ่ะ สมกับที่เป็นผู้ใช้เวทแห่งแสง ใช่แล้วล่ะ ผมเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เอง ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อกำจัดยัยผู้หญิงน่ารำคาญนั่น”

 

“!?”

 

ฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปหามาเรียที่อยู่ตัวแข็งทื่อมองมาที่ฉัน ถ้าหากไม่แตะตัวเป้าหมายก่อนเวทแห่งความมืดก็จะไม่ทำงาน เพราะงั้นถึงได้ยื่นมือออกไปวางบนบ่าของเธอเบา ๆ

 

“...แต่ว่านะ ถ้าเธอไม่รู้เรื่องพวกนี้จะเป็นการดีกว่า”

 

ฉันใช้เวทแห่งความมืดลบเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองออกจากความทรงจำของมาเรีย แล้วในกี่วินาทีต่อมา มาเรียก็จะลืมบทสนทนาทั้งหมดที่พวกเราคุยกันในวันนี้ มันควรจะเป็นอย่างนั้น...แต่ว่า...

 

“เอาล่ะ คุณมาเรีย ชั่วโมงเรียนกำลังจะเริ่มแล้ว กลับไปที่ห้องเรียนของตัวเองเถอะ”

 

“...พูดอะไรของคุณอยู่กันคะ? ประธาน เรายังคุยเรื่องนี้กันไม่จบ”

 

มาเรียทำสีหน้าฉงนออกมา

 

...ไม่มีทาง....

 

อีกครั้งหนึ่ง ฉันลองใช้เวทแห่งความมืดกับมาเรียอีกครั้ง แต่ทว่า...

 

“เมื่อกี้คุณพยายามทำอะไรกันแน่คะ?”

 

มาเรียจ้องเขม็งมาที่ฉันด้วยแววตาฉงน...ดูเหมือนว่าเวทมนตร์ของฉันจะไม่ได้ผลกับเจ้าตัว...ไม่จริงน่า เพราะเป็นผู้ถือครองเวทแห่งแสง...เวทแห่งความมืดก็เลยใช้ไม่ได้ผลงั้นเหรอ...

 

ถ้าลบความทรงจำไม่ได้...ถ้างั้น ก็ปล่อยเธอไปแบบนี้ไม่ได้

 

“ประธานคะ ทำไมท่านคาตารินะ...”

 

เพราะเวทมนตร์ใช้ไม่ได้ผลกับมาเรีย ก็เลยใช้กำลังทำให้เธอสลบไปแทน

มาเรียมารู้เรื่องที่ไม่สมควรจะรู้เข้า ไม่มีทางที่จะปล่อยเธอกลับไปหา คาตารินะ แคลส์ หรือคนอื่น ๆ ได้ โดยที่ไม่ลบความทรงจำของเจ้าตัวทิ้งก่อน เพราะงั้นก็เลยนำตัวมาเรียที่สลบไปขังไว้ในห้องลับของโรงเรียน

 

จนถึงกระทั่งตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันทำเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวงลงไป

 

ทั้งหมดนี่....เป็นเพราะ คาตารินะ แคลส์....

 

 

คาตารินะ กับ เพื่อน ๆ ของเธอ รู้เข้าในทันทีหลังจากที่มาเรียหายตัวไป

ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงพยายามตามหาตัวมาเรียกันอย่างเต็มที่

 

เรื่องการมีอยู่ของห้องลับในโรงเรียนนั้น มีคนแค่หยิบมือในตระกูลดีกที่รู้เรื่องนี้ พวกนั้นคงไม่สามารถหาห้องนั้นเจอได้ง่าย ๆ แน่ แต่ว่า...

 

 

ยังไงก็ตามแต่ ฉันไม่สามารถจะขังมาเรียไว้ตลอดไปได้ หลังจากนั้นก็ลองใช้เวทแห่งความมืดกับเธออีกหลายต่อหลายครั้ง จนอับสิ้นหมดหนทางไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเธอดี เพราะเวทมนตร์มันไม่มีผลกับเธอเลยสักนิด...

 

“แทนที่จะปล่อยเธอไว้อย่างนี้ ฆ่าทิ้งเพื่อปิดปากซะดีกว่า” นั่นเป็นสิ่งที่ตัวฉันอีกคนเริ่มพูดออกมา

 

วันที่สี่นับตั้งแต่ที่คุมขังมาเรียไว้ ระหว่างช่วงพักเที่ยงฉันก็ไปเยี่ยมดูสภาพของเธอ มาเรียดูเหมือนจะสงบเสงี่ยมลงแล้ว ขณะที่แอบสังเกตดูก็สงสัยขึ้นมาว่าเวทแห่งความมืดเริ่มใช้ได้ผลแล้วหรือเปล่า แต่ว่า...ทั้งที่โดนกักขังอยู่ในห้องแคบ ๆ และ ไร้แสงสว่าง มาเรียก็ยังมีท่าทีหนักแน่นอยู่เหมือนเดิม

 

เพราะหัวเสียกับการที่เธอไม่มีท่าทีเปลี่ยนไปเลยสักนิด ระหว่างทางที่กลับมาอาคารเรียน ก็ไปเจอกับหญิงสาวที่นั่งบนม้านั่งอยู่คนเดียวในสวนโรงเรียน

 

เธอคนนั้นก็คือ คาตารินะ แคลส์ ตัวต้นเหตุที่ทำให้ฉันต้องตกมาอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้

 

 

“คุณคาตารินะ? มาทำอะไรอยู่ในที่แบบนี้น่ะครับ?”

 

ขณะที่หันกลับมามอง ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกตกใจมากที่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงจากด้านหลัง

 

“เอ่อ คือ...ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ก็เลยไปพักผ่อนที่ห้องพยาบาล ตอนนี้ก็กำลังจะกลับไปที่ห้องเรียน...”

 

ก็จริง อย่าที่เจ้าตัวพูดมา ดูเหมือนเธอจะดูไม่สบายจริง ๆ

 

“อย่างนั้นเองเหรอครับ แต่ว่า ตอนนี้เรายังไม่เจอตัวคุณมาเรียเลย มาอยู่ในที่เปลี่ยว ๆ แบบนี้คนเดียวมันอันตรายนะครับ เดี๋ยวผมจะไปส่งที่ห้องเรียนให้นะ”

 

ในฐานะที่ ชิเรียส ดีก เป็นประธานนักเรียน มันก็ต้องปฏิบัติตัวทำนองนี้ล่ะนะ เพราะงั้นก็เลยยื่นมือออกไปให้เธอจับ

 

“ขะ...ขอบคุณค่ะ”

 

พอเจ้าตัววางมือของเธอลงบนมือฉันพร้อมรอยยิ้ม –เหมือนเช่นเคย ใจของฉันก็เริ่มปั่นป่วน

รู้สึกไม่สบายตัวเอาซะเลยกับสภาพสวนที่มีแสงแดดสาดส่องในตอนนี้ อยากจะกลับไปที่ห้องเรียนโดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้

 

แต่เพราะอะไรบางอย่าง ตัวของคาตารินะ แคลส์ กลับแข็งทื่อในตอนที่วางมือลงบนมือฉัน

 

“คุณคาตารินะ มีอะไรเหรอ?”

 

พอถามเธอออกไป คาตารินะ ก็จ้องตรงมาที่ฉันด้วยดวงตาสีฟ้าจางนั่น จากนั้น—

 

“ประธานคะ...คุณน่ะใช้เวทแห่งความมืดได้ใช่ไหม? คุณทำอะไรกับมาเรีย?”

 

ข้างในมันสั่นไหวอย่างแรง แต่ว่า...เพราะทักษะการแสดงที่ฝึกฝนมาเป็นแรมปี จึงสามารถตอบกลับไปได้อย่างลื่นไหล

 

“...เวทแห่งความมืด?”

 

ฉันแสดงสีหน้าเหมือนกับไม่เคยได้ยินเรื่องเวทแห่งความมืดมาก่อน แล้วแสร้งทำเป็นสับสน

 

คาตารินะ ดูเหมือนจะกำลังคิดเรื่องอะไรสักอย่างขณะที่เจ้าตัวเอียงคอ

จู่ ๆ ทำไมถึงได้ถามอะไรแบบนี้ขึ้นมา...อย่างแรกเลย เธอรู้เรื่องเวทแห่งความมืดด้วยงั้นเหรอ หรือว่า หนึ่งในอัศวินที่พึ่งพาได้ของเธอรู้อะไรเข้าแล้ว...

 

ยังไงก็ตาม ตอนนี้จะยอมรับว่ารู้เรื่องพวกนี้ไม่ได้เด็ดขาด คาตารินะ ก็ดูเหมือนจะไม่มั่นใจในคำตอบที่ตัวเองพบเหมือนกับมาเรีย เพราะงั้นคงจะหลอกเธอได้ไม่ยาก ทั้ง ๆ ที่นั่นเป็นสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้...

 

“นั่นสินะคะ คุณคงไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มาก่อน เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ประธานผู้แสนอ่อนโยนจะใช้เวทแห่งความมืดทำอะไรกับมาเรีย หรือ พวกเรา ขอโทษนะคะที่ถามอะไรแปลก ๆ”

 

พอเห็นเธอหัวเราะออกมาเหมือนเคย ขณะที่พูดออกมาแบบนั้น –บางสิ่งบางอย่างในตัวฉันก็ขาดผึง

 

ก่อนที่จะรู้ตัว หน้ากากสงบเสงี่ยมของ ชีเรียส ดีก ที่สวมไว้เป็นแรมปีก็หลุดออกไปจากใบหน้าอย่างหมดจด

 

“...ประธาน...คะ?”

 

คาตารินะ ดูเหมือนจะสะดุ้งโหยงขณะมองมาที่ฉัน

 

“...อ่อนโยน...บอกว่าเห็นฉันเป็นแบบนั้นอยู่เสมอ สินะ”

 

“...ก็ ประธานทั้งอ่อนโยน แล้วก็...”

 

ทั้งที่เห็นใบหน้าใต้หน้ากากของฉันแล้ว เธอก็ยังพูดอะไรแบบนั้นอยู่อีก ช่างโง่เง่าจริง ๆ

 

 

“ทั้งหมดนั่นก็แค่การแสดง การแสดงเป็นสงบใจเย็น และ อ่อนโยน น่ะมันไม่ได้ยากอะไรเลย การหลอกพวกงี่เง่าอย่างพวกเธอเนี่ยมันช่างง่ายดายจริง ๆ เลยล่ะนะ”

 

“!?”

 

พอเห็นเธอที่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของฉันจากการที่ได้เห็นสีหน้างี่เง่านั่นของเธอ

 

“อ้อ อีกอย่าง ทางนี้ก็ยังเป็นคนลักพาตัวมาเรีย แคมเบล อีกด้วยนะ เพราะว่าเจ้าตัวดันมารู้เรื่องที่ไม่สมควรรู้เข้าซะได้ อีกเรื่อง คาตารินะ แคลส์ ฉันน่ะเกลียดเธอที่สุด  พวกเสแสร้งทำเป็นช่วยเหลือคนที่โดดเดี่ยว  ทำเป็นแสร้งช่วยเหลือผู้คน! แค่มองหน้าก็รู้สึกรำคาญจะแย่แล้ว!”

 

ราวกับว่าทุกสิ่งที่เก็บกักขังไว้ข้างในตัวมันเอ่อล้นออกมาในจังหวะที่เขื่อนในตัวมันพังลง

 

“คนอย่างเธอน่ะหาย ๆ ไปได้ซะก็ดี!”

 

 

คำพูดที่พูดออกไปต่อเธอคนที่อยู่ต่อหน้า ไม่มีอะไรนอกจากคำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และ ความมุ่งร้าย

 

แบบนี้ คาตารินะควรจะกลัวฉันขึ้นมาบ้างแล้ว...เธออาจจะมองมาที่ฉัน แล้วพูดคำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และ ความมุ่งร้ายกลับคืนมาก็เป็นได้ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิด แต่ทว่า...

 

“...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

การตอบสนองของเธอกลับเป็นคำถามแบบนั้น...แล้วก็ไม่รู้เพราะอะไร เธอมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าเป็นห่วง

 

ทำไมเป็นแบบนี้....ทำไมถึงยังมองมาที่ฉันด้วยตาคู่นั้น...ไม่ได้ยินที่ฉันเพิ่งออกไปเมื่อกี้หรือไง...ทั้งที่เพิ่งบอกไปว่าฉันเป็นคนลักพาตัวมาเรียไป...

 

แล้วจากนั้น คาตารินะ ก็ยื่นมืออีกข้างที่ไม่ได้วางอยู่บนมือของฉัน ทาบลงที่ใบหน้าของฉัน อย่างอ่อนโยนราวกับกำลังเป็นห่วงเป็นใยฉัน

 

ทำไม...ทำไม....ทำไมกัน....

 

ทำไมถึงไม่กลัวฉัน ทำไมถึงไม่เกลียดฉัน...อย่ามองมาที่ฉันด้วยสายตาแบบนั้น!

 

ฉันปัดมืออันอบอุ่นนั้นออกไปจากใบหน้าของตัวเอง

 

“...ยัยคนแสแสร้ง...พอได้แล้ว! อย่ามายุ่งกับฉัน! อย่าเข้ามาใกล้ฉัน! อย่ามายิ้มให้ฉัน!...หายไปจากสายตาของฉันซะ!”

 

 

ถ้าขืนยังมองมาที่ฉันด้วยดวงตาสีฟ้าคู่นั้น –ถ้าหากขืนยังมาใกล้ –ถ้าขืนยังยิ้มมาให้ฉัน—

 

ฉันก็จะไม่ใช่ตัวฉันที่เคยเป็นมาจนถึงตอนนี้อีกต่อไป...

 

‘จะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้น’ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันสาบานเอาไว้ แต่ตอนนี้กลับลังเล –ตัวฉันอีกคนส่งเสียงรบเร้า ‘กำจัดยัยนี่ทิ้งซะ’ แล้ว—

 

พอโดนรบเร้าเข้า ฉันจึงใช้เวทแห่งความมืดใส่มือของเธอที่ฉันประคองเอาไว้อยู่

 

 

“หลับไปเถอะ จนกว่าวันที่ชีวิตของเธอจะจบสิ้นลง”

 

ที่ตรงหน้าฉัน คาตารินะ แคลส์ ก็ค่อย ๆ ล้มตัวหมดสติลงบนพื้น—

 

 

ฉันช่วงชิงสติของเธอไป บังคับให้เจ้าตัวตกอยู่ในห้วงนิทรา แล้วบางทีเธอก็อาจจะฝันอยู่ในห้วงนิทรานั้นต่อไปเรื่อย ๆ

 

จนลมหายใจของเธอหมดลง—

 

 

แบบนี้ ผู้หญิงที่น่ารำคาญคนนี้ก็จะหายไปเสียที ตัวฉันจะได้ใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อน คิดแต่เรื่องการแก้แค้น

 

ใจของฉันก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกสับสนวุ่นวายอีกต่อไป

 

ทั้ง ๆ ที่มันควรจะเป็นแบบนั้น...ความเจ็บปวดก็ไม่ได้จางหายไปจากข้างในอกเลยสักนิด...

 

กลับกัน...พอเห็น คาตารินะ แคลส์ ในสภาพหลับไหลไม่ได้สติแบบนั้น...ใจมันก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม

บางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับน้ำ หยดออกมาจากดวงตา ตัวฉันสงสัย มันคืออะไรกัน


---------------------------------------------

ดองแปล: neginegi
ขยัน QC: Arizen




NEKOPOST.NET