[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 27 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.27 - แม่ และ ลูกสาว


ตอนนี้เป็นช่วงหยุดพักหน้าร้อนครั้งแรกตั้งแต่มาเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ ที่นี่เองก็มีหยุดพักช่วงหน้าร้อนกับเขาเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้หยุดนานเท่ากับพักร้อนของโรงเรียนเมื่อชาติก่อนก็เถอะ เพราะฉะนั้นแล้ว ในช่วงหยุดพักร้อนนี้เองแทนที่จะอยู่ที่หอ นักเรียนส่วนใหญ่จึงถือโอกาสกลับไปเยี่ยมที่บ้านกัน

 

สำหรับตัวฉัน –คาตารินะ แคลส์ ก็ไม่มีข้อยกเว้น ฉันเองก็กลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลแคลส์ของพวกเรา

 

ที่คฤหาสน์ ฉันก็ได้ทำการฝึกซ้อมยุทธการตอบโต้จุดจบแห่งหายนะต่อไป ได้คุณลุงคนสวน –คุณทอมช่วยปรับปรุงงูของเล่นให้ขว้างได้ง่ายขึ้น ทำการอ่านหนังสือเกษตรกรรมจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญงานไร่งานสวน แต่ทว่า...

 

“ยังไงก็ อยากจะเห็นของจริง จริง ๆ นั่นแหละ”

 

 พอพูดแบบนั้นไป คีธที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มองฉันอย่างแปลก ๆ

 

“คราวนี้อะไรอีกละครับ?”

 

“ก็ไร่ไง! อยากจะเห็นไร่นาของจริงอ่ะ!”

 

“...ไร่? ของจริง ก็มีอยู่นี่ที่หนึ่งอยู่แล้วนี่ครับ?”

 

คีธชี้มือไปที่สวนไร่ที่ค่อย ๆ คืบคลานรุกล้ำสวนของตระกูลแคลส์ แล้วมองมาที่ฉันอย่างสงสัย ฉันจึงท้วงออกไป

 

“ไม่ใช่ นั่นมันไม่ใช่สักหน่อย!”

 

“พี่ไม่ได้พูดถึงไร่แบบที่ทำเป็นงานอดิเรกแบบนี้ ที่อยากจะเห็นน่ะคือไร่ของจริง ไร่นาเบ้อเริ่มที่ชาวนาชาวสวนเป็นคนทำน่ะ!”

 

“...หะ?”

 

“ใช่แล้ว! เผื่อไว้ในกรณีที่ต้องไปเป็นชาวนาที่ยอดเยี่ยมยังไงล่ะ!”

 

ขณะที่ฉันยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ คีธก็ส่ายหน้าไปมา

 

“...เชื่อเขาเลย ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเลยแบบนี้...”

 

ฉันดึงดันกับคีธที่ดูเหมือนจะทำสีหน้าปลงตกจากการที่ฉันบอกว่าอยากจะเห็น “ไร่นาของชาวนาของจริง” แล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าตัว

 

ด้วยเหตุนี้เอง ไม่กี่วันต่อมาหลังจากนั้น ฉัน และคีธที่ติดตามมาด้วย พวกเราก็ปลอมตัวออกไปสังเกตไร่สวนของชาวนากัน เหตุผลที่ต้องปิดบังตัวตนก็เพราะถ้าหากจู่ ๆ บุตรสาวของดยุคไปโผล่เยี่ยมไร่นาของชาวนาชาวสวน เหล่าชาวนาชาวสวนก็คงจะแตกตื่นกันยกใหญ่ แล้วท่านแม่ก็คงจะโกรธ—นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราให้ความสำคัญ

 

เพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นรู้ว่าฉันเป็นบุตรสาวของดยุค ฉันจึงแต่งตัวในแบบที่ลูกสาวของพ่อค้าเขาแต่งกัน แล้วก็มุ่งหน้าไปสังเกตดูไร่นาที่ตัวเองเฝ้าฝันอยากจะเห็นมานาน

 

“อย่างที่คิดไว้เลย ไร่นาจริง ๆ ของชาวนานี่แหละสุดยอดที่สุด ทั้งขอบเขตและขนาดแตกต่างกับคนละเรื่องเลย~”

 

หลังจากเสร็จสิ้นการทัศนาจร ฉันก็นั่งรถม้าที่ยืมมาจากพ่อค้าชมวิวข้างทาง ถึงเส้นทางออกจะขรุขระไปหน่อย แต่ก็ได้ชื่นชมกับทัศนียภาพข้างนอกอย่างอารมรณ์ดี แรก ๆ ที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุ่งนากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่พอนั่งรถม้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นอาคารบ้านช่องที่อยู่ไกล ๆ

“นั่น อะไรน่ะ?”

 

“อา เมืองน่ะครับ”

 

คีธที่มองออกไปข้างนอกด้วยเหมือนกันให้คำตอบกลับมา

 

“มีเมืองอยู่ในที่แบบนี้ด้วยสินะ หืม”

 

 

เพราะตื่นเต้นกับการที่จะได้เห็นไร่นาด้วยตาตัวเองเกินไปหน่อย ก็เลยไม่ได้ทันสังเกต

 

 

“ใช่แล้วครับ ถ้าจำไม่ผิดละก็ นั่นน่าจะเป็นเมืองที่คุณมาเรีย แคมเบลเติบโตมา”

 

“!?”

 

ไม่จริงน่า เมืองที่มาเรียเติบโตมางั้นเหรอ...จริงด้วยสิ เคยได้ยินเหมือนกันว่าเป็นเมืองเล็ก ๆ แถบชายแดน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเมืองที่อยู่ตรงนี้

 

อย่างนั้นหรอกเหรอ นี่สินะเมืองที่มาเรียเติบโตขึ้นมา หืม จะว่าไปแล้ว...

 

“หรือว่า ตอนนี้มาเรียจะอยู่ที่นี่ด้วย? จำได้ว่าเจ้าตัวบอกว่าจะกลับบ้านตอนช่วงพักร้อนด้วยเหมือนกันใช่ไหม?”

 

“พอมาคิดดูแล้ว ก็ได้ยินเจ้าตัวเขาพูดแบบนั้นอยู่...เดี๋ยวสิ นี่หรือว่าพี่คิดจะ!?”

 

“ไปหามาเรียกันเถอะ!”

 

“...ว่าแล้วเชียว...”

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันก็ดึงดันกล่อมให้คีธยอมให้ไป โดยบอกว่า “แค่เดี๋ยวเดียวเอง” ถึงเจ้าตัวจะบ่นว่า “ทำแบบนี้มันไม่ค่อยจะดี เดี๋ยวจะเป็นการรบกวนเขา” ก็ตามทีเถอะ

 

เหมือนกับที่ได้ยินมาจากมาเรีย เมืองหน้าด่านแห่งนี้ค่อนข้างจะห่างไกลจากเมืองหลวง แล้วก็เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่นัก

 

เพราะอย่างนั้น...ที่คึกคักมันก็ดีอยู่หรอก...แต่ต้องคิดวิธีหาบ้านของมาเรียให้เจอ...พอพวกเราถามกับผู้คนในเมืองเราก็พบในทันที

 

เหมือนกับเมืองที่ฉันเคยอาศัยอยู่ในชาติที่แล้ว รู้สึกได้เลยว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ทุก ๆ คนต่างก็รู้จักกันหมด

 

 

และแล้ว คีธ และ ฉันก็มาถึงบ้านของมาเรียโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า

 

“คะ? พวกคุณเป็นใครกันเหรอคะ?”

 

คนที่ออกมาต้อนรับที่หน้าประตูเป็นสาวงาม เธอดูคล้ายกับมาเรีย และคงจะเกี่ยวข้องกับมาเรียทางไหนสักทางแน่ ๆ ล่ะ

 

“คือว่า ฉันชื่อ คาตารินะ แคลส์ เป็นเพื่อนของคุณมาเรียค่ะ คุณมาเรียอยู่หรือเปล่าคะ?”

 

 

ฉันทักทายเธออย่างร่าเริงเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้เธอกลับทำสีหน้าตะลึงแบบสุด ๆ

 

“...ตอนนี้เจ้าตัวออกไปข้างนอก...คิดว่าจะกลับมาในเร็ว ๆ นี้ แต่ว่า...ถ้าไม่เป็นการลำบาก จะรออยู่ที่นี่สักหน่อยไหมคะ?”

 

และแล้ว สาวงามก็เชิญคีธ กับ ฉันเข้าไปในบ้าน

 

บ้านที่ตระกูลแคมเบลอาศัยอยู่เป็นบ้านที่ธรรมดามาก แต่ว่า ภายในบ้านนั้นทั้งสะอาดและเป็นระเบียบ

 

สาวงามแนะนำตัวเองว่าเป็น “แม่ของมาเรีย” อย่างที่คิดเลย เกี่ยวข้องกับมาเรียมาเรียจริง ๆ ด้วย แต่ก็นะ มาเรียน่ะเป็นสาวงามที่แม้แต่ท่านแม่ของฉันยังเทียบไม่ได้เลย มั่นใจได้เลยว่าคุณแม่ของมาเรียเองก็ไม่มีทางเป็นคนขี้เหร่ได้หรอก

 

แล้วจากนั้น คุณแม่ของมาเรียก็นำขนม กับ ชามาเสริฟให้บนโต๊ะอาหารของครอบครัว

 

“ขนมนี่คุณมาเรียเป็นคนทำเหรอคะ?”

 

พอเห็นขนมฉันก็ถามคำถามนั้นขึ้นมา คุณแม่ของมาเรียแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอีกครั้ง

 

“...เปล่า เป็นขนมที่ซื้อมาจากในเมือง...เอ่อ เด็กคนนั้นยังทำขนมอยู่อีกเหรอคะ?”

 

 

“ค่ะ คุณมาเรียทำขนมเก่งมาก ๆ เลย ทางนี้ยังขอให้เธอทำขนมให้ทานบ่อย ๆ เลยล่ะค่ะ!”

 

“...เธอเคยทานขนมที่เด็กคนนั้นทำมาก่อน?”

 

 

“ค่ะ อร่อยมาก ๆ เลยละค่ะ!”

 

พอฉันพูดไปอย่างนั้น คุณแม่ของมาเรียก็ก้มหน้าลง แล้วพึมพำด้วยเสียงอันแผ่วเบา “งั้นเหรอ”

 

 

แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ประตูก็เปิดออก มาเรียกลับมาบ้านพร้อมตะกร้าจากการซื้อของ

 

พอเธอเห็นพวกเรานั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร ตอนแรก เธอทำสีหน้าตกใจแบบสุด ๆ แต่ว่า...

 

“นึกว่าช่วงพักร้อนจะไม่ได้เห็นท่านคาตารินะแล้วซะอีก ดีใจจังเลยค่ะที่ได้เจอ!”

 

 

เธอทำสีหน้าดีใจแบบสุด ๆ

 

และแล้ว พวกเราก็คุยกันจนลืมเวลา ก่อนที่จะรู้ตัวพระอาทิตย์ก็เริ่มจะลับขอบฟ้า พวกเราจึงรีบบอกลาทางบ้านของมาเรียอย่างเร่งรีบ

 

เพราะวันนี้มาแบบไม่ได้เปิดเผย พวกเราก็เลยไม่ได้ใช้รถม้าของตระกูลแคลส์ แต่ใช้รถม้าของพ่อค้าแทน เพราะการที่มาเยี่ยมบ้านของสามัญชน คนขับรถม้าจึงลังเลที่จะรอที่หน้าบ้าน เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงรอพวกเราในพื้นที่เปิดที่ห่างจากตัวบ้านไปแทน

 

“ฉันจะไปส่งที่รถม้านะคะ” มาเรียพูดมาอย่างนั้น ส่วนฉันก็ตอบไปว่า “แค่ตรงนี้ก็พอแล้วล่ะ” นี่ก็ได้เวลาที่ต้องเตรียมมื้อเย็นแล้ว สำหรับพวกเราน่ะไม่เป็นไร แต่สำหรับมาเรียเนี่ยสิ ตอนนี้ควรจะต้องไปตระเตรียมเมื้อเย็นแล้ว

 

“ท่านคาตารินะ ท่านคีธ ที่อุตส่าห์ลำบากมาเยี่ยมถึงที่นี่ในวันนี้ ขอบพระคุณมากค่ะ”

 

“อืม พวกเราก็ด้วย ที่จู่ ๆ ก็มาเยี่ยมโดยไม่บอกกล่าว ขอโทษด้วยนะ”

 

“ต้องขอโทษแทนพี่สาวที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังด้วยจริง ๆ ไว้มาเยี่ยมคราวหน้า พวกเราจะแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้าแน่นอน”

 

 

หลังจากที่บอกลากัน คีธก็หันมาทางฉันแล้วพูด “เอาล่ะครับ กลับบ้านกันได้แล้ว” จากนั้นคุณแม่ของมาเรียที่เอาแต่เงียบมาตลอดจนถึงตอนนี้ จู่ ๆ ก็วิ่งมาหาพวกเรา จากนั้น....

 

“...คือว่า จากนี้ไปฝากช่วยดูแลลูกสาวของฉันด้วยนะคะ”

 

คุณแม่ของมาเรียก้มหัวลงต่ำพร้อมกับพูดออกมาแบบนั้น คุณแม่คนสวยที่ดูคล้ายกับมาเรียมาก ๆ กำลังก้มหัวด้วยท่าทางจริงจัง

 

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ จากนี้ไปทางนี้เองก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเธอด้วยเหมือนกัน”

 

ฉันเองก็ก้มหัวลงขณะที่พูดแบบนั้นเหมือนกัน

 

หลังจากนั้น คราวนี้ ในที่สุดพวกเราก็ขึ้นนั่งรถม้าแล้วจากไปจากเร่งรีบ

 

★★★★★★★★★★★

 

 

ในเมืองเล็ก ๆ แถบชายแดน ห่างไกลจากเมืองหลวง ฉันเติบโตขึ้นมาเป็นสาวงามที่สุดในเมือง ที่ได้รับความรักจากทุกคน

 

หลายปีผ่านไป ฉันได้แต่งงานกับชายหนุ่มอายุเท่ากันที่เป็นคนร่าเริงและพึ่งพาได้ ทั้งเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ ในเมือง ชื่อว่า แคมเบล ทุก ๆ คนต่างอวยพรให้ในงานแต่งของพวกเรา ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ฉันก็ได้ให้กำเนิดเด็กสาวน่ารักน่าเอ็นดูที่หน้าตาคล้ายกับฉันมาก ฉันตั้งชื่อให้ลูกสาวที่น่ารักคนนี้ว่า มาเรีย

 

ฉันมีทั้งสามีที่วิเศษ และ ลูกสาวที่น่ารัก และใช้ชีวิตในทุก ๆ วันเต็มไปด้วยความสุข

 

 

แต่ทว่า ชีวิตประจำวันที่แสนสุขของฉัน จู่ ๆ ก็ได้จบสิ้นลง...

 

 

พลังเวทของมาเรีย ลูกสาวของฉัน ตื่นขึ้นมา...

 

“เวทมนตร์” ไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดในอาณาจักรแห่งนี้ แต่ทว่า ผู้ที่มีพลังเวทแทบทั้งหมดนั้นจะเป็นขุนนาง เพราะแทบจะไม่มีสามัญชนที่มีพลังเวทอยู่เลย ทุกครั้งที่เด็กสามัญชนเกิดขึ้นมาพร้อมพลังเวท ก็จะเป็นที่ลือกันว่าเป็นลูกที่เกิดจากการมีชู้กับขุนนาง

 

 

แน่นอนว่า เรื่องแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้น ฉันไม่เคยทรยศสามีของตัวเอง ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอนในเรื่องที่ว่า มาเรียเป็นลูกสาวของสามีของฉัน...

 

แต่ถึงอย่างนั้น ข่าวลือที่ว่าฉันมีชู้ก็เริ่มแพร่กระจายไปในเมืองเล็ก ๆ ของพวกเรา แรก ๆ สามีของฉันยังพูดอยู่ว่า “ไม่เป็นไร ฉันเชื่อเธอ” แต่ว่า พอข่าวลือเริ่มแพร่กระจายกว้างออกไป....ก่อนที่จะรู้ตัว เขาก็ไม่ค่อยจะโผล่หน้ามาให้เห็นที่บ้าน

 

ทุกคนในเมืองที่เคยทำดีกับฉันเมื่อก่อน ต่างก็ตีตัวออกห่าง

 

พอมาถึงจุดหนึ่ง ฉันก็หวาดกลัวกับการจ้องมองคนอื่นตรง ๆ แล้วก็มักจะเดินก้มหน้า

 

ทั้งที่เคยช่างโชคดีมาก่อน...แต่ทำไม กลับกลายเป็นอย่างนี้...

 

 

ถ้าหากเด็กคนนั้น...ถ้าแค่เธอไม่มีเวทมนตร์พรรณ์นั้น...ถ้าฉันไม่เคยให้กำเนิดเธอ...

 

ก่อนที่จะรู้ตัว ฉันก็ต้องช็อกกับการที่ตัวเองมาคิดขุ่นแค้นลูกสาวของตัวเอง ลูกสาวของฉันไม่ได้ทำอะไรผิด....ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ...แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องควบคุมตัวเอง...ฉันพยายามอย่างหนักเพื่อหลบตาลูกสาวเท่าที่จะทำได้

 

และแล้ว ทั้งที่ลูกสาวของฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เธอกลับต้องมาเจอกับสภาพแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังช่วยทำงานบ้านได้อย่างเรียบร้อย และยังสอบได้คะแนนดีที่โรงเรียน

 

ทุกคนต่อหน้าต่างพูดชมว่าเธอเป็นเด็กพิเศษ แต่พอหลับหลังกลับพูดว่าเธอเป็นลูกแอบของขุนนาง หรือไม่ก็พูดว่าเธอใช้เวทมนตร์โกงข้อสอบ

 

หลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่มีคนบอกว่าอยากจะรับเลี้ยงลูกของฉัน ถ้าแค่ฉันพยักหน้าตกลง...ฉันคิดมาหลายครั้งต่อหลายครั้งถ้าทำแบบนั้นทุกอย่างอาจจะดีขึ้น...แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วฉันก็ไม่เคยตอบตกลง

 

แม่ที่ไม่ได้เรื่อง แม่ที่เอาแต่หลบตาลูกสาวของตัวเองที่พยายามอย่างหนักเพื่อยิ้มออกมา...ทั้งที่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าฉันเป็นแม่ที่โง่เง่า...ถึงจะเป็นอย่างนั้น ฉันก็ไม่อาจตัดใจปล่อยลูกสาวของฉันไปได้

 

ที่จริงแล้วฉันน่ะรู้ดีเลยล่ะ รู้ดีเลยว่าลูกสาวของฉันที่ถูกพูดชมว่าเป็นอัจฉริยะ เธอต้องบากบั่นมากแค่ไหน....รู้ดีว่าตลอดเวลาเธอต้องฝืนพยายามแทบเป็นแทบตายขนาดไหน...

 

พอได้เห็นสภาพของเธอแล้ว...ความขุ่นเคืองที่มีก็จางหายไป...แต่ว่า...ฉันก็ยังคงหลบตาเธอ ฉันกลัวที่จะต้องมองตาลูกสาวตรง ๆ

 

 

ถ้าหากว่า ลูกสาวของฉันจะไม่ยกโทษให้แม่ของเธอคนนี้...ถ้าหากมองไปที่ตาของเธอแล้วเห็นเพียงแค่ความเกลียดชัง และ เหยียดหยามละก็...

 

 

ด้วยเหตุนั้น ท้ายที่สุดแล้ว โดยที่ไม่อาจจะมองตาลูกสาวของตัวเองได้...ลูกสาวของฉันก็อายุได้ 15 ปี และไปเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์

 

พอไม่มีลูกสาวอยู่ด้วยแล้ว บ้านก็ทั้ง เปล่าเปลี่ยว และ เงียบเหงา

 

.

.

.

ในที่สุดลูกสาวของฉันก็กลับมาที่บ้านอีกครั้งในช่วงหยุดพักร้อน หลังจากที่กลับมาจากโรงเรียนสีหน้าของเธอดูสดใสขึ้น

 

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่นะ...

 

ไม่กี่วันต่อมา ฉันก็รู้เหตุผล

 

 “คะ? พวกคุณเป็นใครกันเหรอคะ?”

 

 

ในช่วงตอนบ่ายวันหนึ่ง เด็กผู้ชาย กับ เด็กผู้หญิง ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของฉัน มายืนเคาะประตูที่หน้าบ้าน ถึงชุดที่สวมใส่จะเป็นของที่ลูกพ่อค้ามักใส่กัน แต่ทั้งคู่กลับดูสง่าเอามาก ๆ

 

“คือว่า ฉันชื่อ คาตารินะ แคลส์ เป็นเพื่อนของคุณมาเรียค่ะ คุณมาเรียอยู่หรือเปล่าคะ?”

 

เด็กสาวผมสีน้ำตาล เป็นคนพูดทักทายขึ้นมา ส่วนเด็กผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ ก็ก้มหัวทักท้ายด้วยเหมือนกัน

 

 

...เพื่อนของมาเรีย...ฉันตกใจมากที่ได้ยินคำนั้น ก็เพราะว่า ตั้งแต่ที่พลังเวทตื่นขึ้นมา มาเรียก็ถูกเด็กคนอื่น ๆ ตีตัวห่าง...เธอไม่มีเพื่อนเหลืออยู่เลยสักคน

 

“...ตอนนี้เจ้าตัวออกไปข้างนอก...คิดว่าจะกลับมาในเร็ว ๆ นี้ แต่ว่า...ถ้าไม่เป็นการลำบาก จะรออยู่ที่นี่สักหน่อยไหมคะ?”

 

ว่ากันตามตรง บางทีทั้งคู่คงจะมีฐานะทางสังคมค่อนข้างสูงเลย ฉันสงสัยว่าการที่ทั้งคู่มาอยู่ที่บ้านแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอ แต่ว่า...ถึงอย่างนั้น ฉันก็อยากจะทำตัวเป็นมิตรเท่าที่จะทำได้กับคนเหล่านี้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนของมาเรีย

 

เพราะบ้านของพวกเราไม่มีห้องรับแขก จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ฉันต้องเชิญทั้งคู่ไปนั่งที่โต๊ะทานอาหาร และทั้งคู่ก็นั่งลงโดยที่ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรออกมา แล้วจากนั้น ฉันก็นำเอาขนม กับ ชาที่ดีที่สุดในบ้านที่ซื้อมาจากในเมืองมาเสริฟให้ จากนั้น—

 

“ขนมนี่คุณมาเรียเป็นคนทำเหรอคะ?”

 

 

เด็กสาวจู่ ๆ ก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา

 

“...เปล่า เป็นขนมที่ซื้อมาจากในเมือง...เอ่อ เด็กคนนั้นยังทำขนมอยู่อีกเหรอคะ?”

 

“ค่ะ คุณมาเรียทำขนมเก่งมาก ๆ เลย ทางนี้ยังขอให้เธอทำขนมให้ทานบ่อย ๆ เลยล่ะค่ะ!”

 

“...เธอเคยทานขนมที่เด็กคนนั้นทำมาก่อน?”

 

“ค่ะ อร่อยมาก ๆ เลยละค่ะ!”

 

เด็กสาวพูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้ ลูกสาวของฉันพยายามฝึกทำขนมอย่างหนักเพื่อนำไปโรงเรียน ในวันเดียวกัน เธอกลับมาที่บ้านพร้อมขอบตาแดง แล้วหลังจากนั้นเธอก็ไม่ทำขนมอีกเลย...

 

 

ลูกสาวของฉันคนนั้นที่มักจะฝืนตัวเองให้ยิ้มต่อหน้าฉัน ลูกสาวที่เคยฝืนกลั้นน้ำตาไว้ข้างใน...แล้วก็แม่ที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ที่ไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่จะมอบให้...

 

ในที่สุด เธอก็มีเพื่อนที่จะทานขนมที่เจ้าตัวพยายามอย่างหนักเพื่อทำขึ้นมา...

 

 

ไม่นานหลังจานั้น พอมาเรียกกลับมาถึงบ้าน แล้วเห็นผู้มาเยือน เธอก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เป็นรอยยิ้มสดใสที่ไม่ได้เห็นมานานเป็นปี ๆ

 

เพียงแค่ไม่กี่เดือน ลูกสาวของฉันก็ได้มีเพื่อน แล้วตอนนี้ก็สามารถหัวเราะอย่างมีความสุข...ลูกสาวของฉันได้เปลี่ยนไปแล้ว—

 

 

ฉันไม่มีข้ออ้างอะไรให้ทำตัวอยู่อย่างนี้อีกต่อไป....

 

ถ้าขืนเป็นแบบนี้ โดยที่ยังเอาแต่ก้มหน้า ไม่สบตากับลูกสาว...

อีกไม่นาน เธอก็อาจจะย้ายออกไป และ จากฉันไป...

 

ฉันเองก็ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน—

 

 

อาทิตย์อัสดง ผู้มาเยือนกำลังจะลาจากไป ทันใดนั้นเอง ฉันก็รีบก้าวขาออกไปหาพวกเขา จากนั้น...

 

“...คือว่า จากนี้ไปฝากช่วยดูแลลูกสาวของฉันด้วยนะคะ”

 

ฉันก้มหัวลงต่ำ จากนั้น เด็กสาวคนนั้นก็ยิ้ม และ พูดออกมา—

 

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ จากนี้ไปทางนี้เองก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเธอด้วยเหมือนกัน”

 

เธอเองก็ก้มหัวตอบกลับมาด้วยเช่นกัน

 

จากนั้น หลังจากที่มองรถม้าของพวกเขาหายลับไปจากสายตา ฉันก็หันกลับมาสบตากับลูกสาว กี่ปีแล้วนะที่ฉันได้มองดูเธอดี ๆ แบบนี้—

ดวงตาของลูกสาวเริ่มมีน้ำตาเอ่อล้น...ทางฉันเองก็เหมือนกัน สายตามันเริ่มพร่ามัว....

 

ฉันไม่เห็นความเกลียดชัง หรือ เหยียดหยามจากแววตาของลูกสาว...แต่กลับเป็นความประหลาดใจ...และความสุขที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของเธอ...

 

ถึงจะไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนได้ทั้งหมดในทันที...แต่ถึงอย่างนั้น พอเวลาผ่านไป ทีละเล็ก ทีละน้อย...ถ้าหากจะสามารถนำวันคืนที่มีความสุขกลับคืนมาได้....

 

ฉันเดินเข้าไปหาลูกสาวที่กำลังยืนนิ่งน้ำตาเอ่อล้น แล้วกอดร่างที่สั่นเทาของเธอไว้แน่น ร่างเล็ก ๆ ของเธอ...แต่ก่อนที่จะรู้ตัว ก็กลายเป็นขนาดตัวที่เท่ากับตัวฉันไปแล้ว

 

 

 

★★★★★★★★★★★

 

คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอกับมาเรีย ยิ่งไปกว่านั้นยังได้เห็นคุณแม่คนสวยของมาเรียที่หน้าตาคล้ายกันแบบสุด ๆ อีกด้วยแน่ะ มีความสุขจังเลย

 

และแล้วรถม้าก็มาถึงคฤหาสน์ของตระกูลแคลส์ ฉันที่กำลังอยู่ในอารมรณ์เบิกบานใจอยู่นั้นก็วิ่งไปที่ทางเข้า จากทางด้านหลัง คีธส่งเสียงเตือน “พี่ครับ ถ้าวิ่งไปทั้งที่ใส่ชุดแบบนั้น....” ที่ไม่ได้เข้าหูฉันเลยสักนิด เพราะกำลังอยู่ในโหมดวิ่งอยู่ก็เลยไม่ได้ยินอะไรเลย

 

และพอผ่านประตูเข้าไป...ที่ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับเทพปีศาจ ก็คือท่านแม่หน้าตามารร้ายที่คล้ายกับฉัน ดวงตาคม หางตาชี้เด่

 

“....เอ่อ ทะ...ท่านแม่....”

 

“ยินดีต้อนรับกลับ คาตารินะ”

 

 

ท่านแม่ยิ้มออกมาขณะที่พูดอย่างนั้น แต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลยสักนิด บรรยากาศรอบ ๆ ตัวท่านแม่แผ่ออร่าน่าสะพรึงอย่างเห็นได้ชัด

 

 

“แต่งชุดดูน่าสนใจดีนี่คะ”

 

“เอ่อ คือ นี่มันแบบว่า....”

 

 

ฉันเริ่มกระสับกระส่าย เพราะดันวิ่งเข้ามาข้างในทั้งที่ยังสวมชุดพ่อค้าอยู่ แต่ว่า...

 

“เอาเถอะ เดี๋ยวจะฟังเรื่องชุดที่น่าสนใจนั่นอย่างระเอียดทีหลัง...คาตารินะ วันนี้น่ะ พอคุณแม่ไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของเหล่าภรรยาขุนนาง เผอิญไปได้ยินข่าวลือตลก ๆ มาด้วยล่ะค่ะ  บางทีลูกก็คงจะเคยได้ยินเหมือนกัน?”

 

“...ข่าวลือตลก ๆ ?”

 

“ใช่แล้วล่ะ ข่าวลือที่ตลกมาก ๆ เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของใครสักคนที่ทำสวนไร่ในสวนของโรงเรียนเวทมนตร์น่ะ”

 

“.............”

 

“ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าคนที่ทำสวนไร่นั่นจะเป็นนักเรียนด้วยนะ แต่ว่านะ จะมีคนที่ไปทำไร่ทำสวนในโรงเรียนที่เหล่านักเรียนต่างก็เป็นขุนนางได้ยังไงกันล่ะ ว่างั้นไหม?”

 

“…………”

 

“นี่ลูก ไม่คิดเหรอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าขันเสียจริง ๆ เลยน่ะ? แล้วก็น่ะ พอคุณแม่ได้ยินเรื่องนี้เข้า ไม่รู้เพราะอะไร ถึงไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก แต่ดันเพียงคน ๆ หนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัว–คาตารินะ มาคุยเรื่องนี้ที่ห้องของคุณแม่สักหน่อยสิ”

 

ด้วยเหตุฉะนี้เอง ฉันจึงลูกลากไปยังห้องของท่านแม่ และไม่อาจจะหลบหนีจากการอบรมสั่งสอนอย่างทารุณเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม ๆ และเพื่อเป็นการลงโทษยังถูกสั่งห้ามทานขนม แล้วก็ห้ามทำงานในสวนอีกด้วย

 

เอาเถอะ หลังจากนี้ก็แค่ให้คีธช่วยพูดให้ก็พอ ยังก็ตามแต่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉันจะต้องทำสวนดอกไม้(?)ที่โรงเรียนนั่นให้สำเร็จให้จงได้...

 

และแล้ว วันหยุดพักหน้าร้อนของฉันก็จบลงในที่สุด




NEKOPOST.NET