[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 26 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.26 - ทุกคนต่างเรียกฉันว่าเด็กพิเศษ


 


 

 

มาเรีย แคมเบล นั่นคือชื่อของฉัน แต่มีน้อยคนที่จะเรียกฉันด้วยชื่อแบบนั้น ทุกคนต่างก็เรียกฉันว่า “เด็กพิเศษผู้มีเวทแห่งแสง”

 

ฉันเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็ก ๆ แถบชายแดนห่างไกลจากเมืองหลวง ตอนที่ใช้เวทแสงออกมาเป็นครั้งแรกคือตอนที่ฉันอายุได้ห้าขวบ

 

เพื่อนที่กำลังเล่นด้วยกันอยู่เกิดหกล้มขึ้นมาจนเท้าถลอก มีเลือดไหล แถมดูท่าทางจะเจ็บเอามาก ๆ ขณะที่คิดว่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วย ก็เลยเอามือไปแตะที่แผล แล้วจู่ ๆ ก็มีแสงสว่างออกมาจากมือของฉัน พอแสงสว่างสัมผัสกับแผล  แผลก็หายไปในทันที

 

เวทแสงรักษาเธอ รักษาทุกบาดแผล และ ความเจ็บปวด

 

 

แต่ทว่า ในตอนนั้น ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรไป ถ้าเกิดมาในตระกูลขุนนางก็คงจะมีความรู้เรื่องเวทมนตร์อยู่บ้าง แต่ทว่า...ตัวฉันน่ะเกิดมาในครอบครัวสามัญชน ในตอนนั้นฉันยังไม่เคยไปโรงเรียนเลยด้วยช้ำ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเวทมตร์คืออะไร...

 

 

เพื่อนที่ฉันใช้เวทรักษาให้ ก็ไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน จู่ ๆ แสงสว่างก็สว่างขึ้นมาที่มือ ยิ่งไปกว่านั้น พอบาดแผลถูกห่อด้วยแสงสว่าง แผลทั้งหมดก็หายไป

 

เพื่อนคนนั้นตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ รู้สึกกลัว เธอส่งเสียงกรีดร้อง ผลักฉัน แล้ววิ่งหนีไป

 

ขณะที่ตัวฉันได้แต่ตัวแข็งทื่อด้วยความสับสน คุณแม่ที่เป็นห่วงฉัน ก็ออกมาตามหา และ เจอฉันที่ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

 

หลังจากนั้น ฉันก็เล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้คุณแม่ฟัง แล้วเธอก็พาฉันไปศาลากลางในทันที

 

หลังจากนั้น พอถูกตรวจสอบโดยคนของทางการ ก็ได้รู้ว่าตัวเองเป็น “ผู้ใช้เวทแห่งแสง”

 

 

จนถึงตอนที่แสดงความสามารถแฝงด้านเวทมนตร์ออกมา ฉันก็เป็นเพียงแค่เด็กธรรมดาทั่วไป ถึงทางบ้านจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ฉันก็โชคดีที่ได้อยู่กับคุณพ่อที่ร่าเริงและพึ่งพาได้ คุณแม่ที่ใจดีและชอบทำขนมเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าจะมีอะไรที่พิเศษ ก็คงจะเป็นคุณแม่ของฉันที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมือง และเพราะการที่หน้าตาของฉันคล้ายกับคุณแม่มาก คุณพ่อ และ ทุกคนในเมืองจึงรักและเอ็นดูฉัน

 

แต่ทว่า...หลังจากที่ฉันกลายเป็น “ผู้ใช้เวทแห่งแสง” ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

 

ในอาณาจักรนี้ คนที่มีพลังเวทนั้นแทบทั้งหมดจะเป็นขุนนาง และแทบจะไม่มีสามัญชนที่มีพลังเวทอยู่เลย แม้ว่า ฉันจะเกิดมาในฐานะคนที่มีเวทที่หาได้ยาก แต่ทว่า แทบจะทุกคนที่เกิดมาพร้อมเวทแบบนั้นต่างก็มีพ่อแม่เป็นขุนนาง

 

 

เพราะเหตุนั้น พอถูกพบว่ามีเวทแบบนั้นอยู่...ทุกคนต่างก็เริ่มสงสัยว่าคุณแม่ของฉันมีชู้ และบางส่วนก็คงจะเป็นเพราะหน้าตาของฉันเหมือนกับคุณแม่มาก แต่กลับไม่ค่อยมีส่วนที่เหมือนกับคุณพ่อเลย

 

โดยเฉพาะจากการที่คุณแม่เป็นคนที่สวยที่สุดในเมือง...ผู้คนจึงเริ่มพูดกันว่าเธอคงไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับขุนนาง

 

แน่นอนว่า ความจริงมันไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก แต่ว่า...

 

ในเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ ข่าวลือก็แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราเริ่มแตกร้าว...

 

ไม่นานนัก คุณพ่อที่มักจะกลับมามาแต่หัวค่ำจากงาน ก็เริ่มที่จะไม่ค่อยโผล่หน้ามาที่บ้าน คุณแม่ที่มักจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ ก็กลับมีแต่สีหน้าว่างเปล่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ทั้งที่เคยชอบทำขนมเป็นชีวิตจิตใจ แต่เธอกลับไม่ทำแตะมันอีกแล้ว

 

 

ทุกอย่างเป็นเพราะฉันใช้เวทมนตร์ได้...

 

 

 

ไม่ใช่แค่ครอบครัวของฉันที่เปลี่ยนไป แม้แต่ผู้คนในเมืองที่ปฏิบัติกับฉันอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะรู้ตัวทุกคนต่างก็ตีตัวออกห่างจากฉัน พวกเพื่อน ๆ ที่เคยเข้ากันได้ดี ก็ไม่มาเล่นกับฉันอีกแล้ว

 

 

คนพูดกันว่าฉันเป็นลูกนอกสมรสของขุนนาง เพราะว่าแทบจะไม่มีเด็กสามัญชนคนไหนที่มีพลังเวท

 

ตัวตนของฉันคงไม่ใช่อะไรที่ผู้คนในเมืองที่เคยใช้ชีวิตกันอย่างสงบจะสามารถยอมรับได้โดยง่าย

 

เพราะการที่มีเวทแสง ตัวฉันจึงถูกทุกคนตีต่างออกห่าง ผู้คนหวาดกลัวฉัน กลายเป็นตัวตนที่ต้องหลีกเลี่ยง

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉัน...ก็ยังคงหวัง อยากให้คุณพ่อกลับมาที่บ้าน อยากให้คุณแม่ยิ้มออกมาอีกครั้ง อยากที่จะเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง

 

เพราะแบบนั้นฉันถึงได้พยายามอย่างหนัก คอยช่วยงานต่าง ๆ ที่บ้าน ไม่เคยบ่น หรือ พูดอะไรเอาแต่ใจ พยายามเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

 

ตราบเท่าที่ฉันยังอดทน พยายามให้หนัก เป็นเด็กที่ดี ฉันก็เชื่อว่าจะสามารถนำชีวิตเดิมที่เต็มไปด้วยความสุขกลับคืนมาได้...

 

และ ก่อนที่จะรู้ตัว ฉันก็กลายเป็น “มาเรีย แคมเบล เด็กพิเศษ” 

 

ในที่สุด ก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียน พวกอาจารย์ต่างก็ชมฉันว่าเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม

 

แต่ถึงอย่างนั้น...คุณพ่อก็ยังไม่กลับมาที่บ้านเหมือนเดิม...ส่วนคุณแม่ก็ไม่แม้แต่จะมองตาฉันอีกต่อไปแล้ว

 

สำหรับพวกเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีใครมาเล่นกับฉันอีกแล้ว ทุกคนต่างเมินฉัน ถึงจะไม่ได้โดนรังแก แต่ก็ไม่มีใครมาเล่นด้วยเลย

 

ไม่ว่าจะพยายามหนักขนาดไหน ก็ยังถูกเรียกว่า “เด็กพิเศษ” ไม่มีอะไรเปลี่ยน

 

 

อันที่จริงแล้ว มันกลับตรงกันข้ามจากที่หวังไว้เลย ทุกคนต่างพูดนินทาลับหลังฉัน “เพราะเป็นลูกนอกสมรสของขุนนาง คงจะมีใครสักคนคอยช่วยชักใยอยู่เบื้องหลังละสิ” ไม่ก็ “คงใช้เวทมนตร์โกงข้อสอบละสิ”

 

ต้องทำยังไงถึงจะเข้ากับทุกคนได้เหมือนเมื่อก่อน...นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคอยคิดอยู่ตลอดเวลา จากนั้น ในวันหนึ่ง เพื่อนร่วมห้องของฉันนำเอาขนมทำมือมาที่โรงเรียนเพื่อแบ่งให้ทุกคนทาน แล้วฉันก็ได้เห็นสีหน้ามีความสุขของพวกเขาตอนที่พวกเขาทานขนมพวกนั้นกัน

 

ถ้านำขนมทำมือมาแบ่งให้ทุกคนเหมือนเธอคนนั้นละก็ จะสนิทกับทุกคนได้ไหมนะ...ก่อนหน้าที่จะใช้เวทมนตร์ได้ ฉันมักจะทำขนมกับคุณแม่อยู่บ่อย ๆ ขนมที่ทำด้วยกันกับคุณแม่มันอร่อยมาก ๆ เลย

 

วันนั้น หลังจากที่กลับมาบ้าน ฉันก็เริ่มทำขนมด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ขณะที่พยายามนึกถึงวิธีทำขนมที่คุณแม่เคยสอนให้ ขนมที่ทำออกมาหน้าตาดูไม่ค่อยน่าชิมเท่าขนมที่ทำด้วยกันกับคุณแม่ แต่ก็มีรสชาติที่ชวนให้คิดถึง มันทำให้ที่ตรงอกรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

 

แล้วฉัน ก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการฝึกทำขนม พอหน้าตาดูดีพอแล้ว ฉันก็นำขนมที่ทำเสร็จคราวนี้ไปที่โรงเรียน

 

จากนั้น เหมือนกับที่เพื่อนร่วมห้องทำเมื่อคราวก่อน ในช่วงเวลาพัก ฉันนำขนมมาวางบนโต๊ะของทุกคน

 

แต่ทว่า...ไม่มีใครแตะขนมพวกนั้นเลยสักคน พอคาบเที่ยงจบลง ทุกคนก็กลับมานั่งที่ของตัวเอง ฉันเก็บขนมที่วางเอาไว้กลับใส่กระเป๋า

 

หลังจากหมดคาบเรียน พอทุกคนกลับกันหมด ก็เหลือฉันเพียงคนเดียวในห้อง ฉันนำขนมทั้งหมดออกมาจากกระเป๋าอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่มันน่าจะเป็นขนมที่ทุกคนสามารถทานด้วยกันอย่างมีความสุข...แต่ฉันกลับไม่อาจจะหยุดน้ำตาที่ไหลออกมาได้เลย

 

แล้วฉัน ก็ทานขนมทั้งหมดคนเดียว หลังจากนั้นก็กลับบ้าน ล้มตัวบนลงที่นอน

 

ฉันส่งเสียงบอกคุณแม่ที่อยู่ห้องนอนตรงข้ามว่า “หนูไม่ทานมื้อเย็นนะคะ” ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ พูดออกไปว่า “วันนี้หนูอิ่มแล้ว” แล้วที่คุณแม่ตอบกลับมาก็มีแค่ว่า “อา งั้นเหรอ” แล้วก็ปล่อยให้ฉันอยู่ตามลำพัง

 

พวกอาจารย์ของฉัน ทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน เหล่าผู้คนในเมือง และแม้กระทั้งครอบครัวของฉัน ทุกคนต่างเรียกฉันว่า “เด็กพิเศษ”  

 

คำว่า “พิเศษ” นั่น มีความหมายอีกอย่างว่า “แตกต่าง”

 

ไม่ว่าฉันจะทำงานหนักแค่ไหน ไม่ว่าจะพยายามหนักยังไง ฉันก็ยังถูกคนอื่นหลีกห่าง เป็นตัวตนที่เป็นที่หวาดกลัว...

 

 

ฉันไม่ได้อยากจะถูกเรียกว่าเป็น “เด็กพิเศษผู้มีเวทแห่งแสง” สักหน่อย!

 

ฉันไม่ใช่ลูกนอกสมรสของขุนนาง...ฉันไม่ได้ใช้เวทมนตร์โกงข้อสอบ...ฉันเพียงแค่พยายามอย่างหนัก...ฉันแค่อยากจะได้รับการยอมรับจากทุกคน ว่าเป็นคนขยัน...

 

ไม่มีใครเลยที่มองมาทางฉัน แม้แต่คุณแม่ก็ยังไม่มองตาฉัน

 

ใครก็ได้...จะเป็นใครก็ได้ เพราะงั้น ใครสักคน...ได้โปรด....มองมาที่ฉัน...มองมาที่ มาเรีย แคมเบล....

 

.

.

.

 

ผู้ที่มีพลังเวทเมื่ออายุได้ 15 ปี มีกฏว่าคนเหล่านั้นต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์

 

โรงเรียนเวทมนตร์...ถ้าไปที่แห่งนั้น ที่ที่ทุกคนมีพลังเวท ถ้าเป็นที่นั่น บางทีฉันอาจจะเป็นคนธรรมดาได้อีกครั้ง...

 

ถ้าหากไปที่แห่งนั้น...บางที อาจจะมีใครสักคนยอมเป็นเพื่อนกับฉัน...

 

ขณะนอนขดตัวคนเดียวภายในห้องมืด ๆ ของตัวเอง นั่นเป็นความหวังที่ผุดขึ้นมาจากข้างในอก...

 

เชื่อว่าถ้าหากไปที่โรงเรียนเวทมนตร์ละก็—

 

 

และแล้ว พอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ ความหวังที่เฝ้าหวังมานานนับปีก็พังทะลายลงในทันที  

 

นักเรียนทุกคนในโรงเรียนเวทมนตร์เป็นคนขุนนาง ฉันเป็นสามัญชนเพียงคนเดียว คงไม่มีอะไรระหว่างพวกเราที่จะแตกต่างกันมากไปกว่านี้อีกแล้ว

 

อีกอย่างหนึ่ง เดิมทีแล้วเนื่องจากไม่มีพลังเวท สามัญชนอย่างพวกเราก็เลยไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับเวทมนตร์อยู่แล้ว พวกเราคิดแค่ว่า “เวทแสง” เป็นอะไรที่หากยาก แต่กลับกลายเป็นว่า ในบรรดาผู้ใช้เวทแล้ว เวทแห่งแสงเป็นเวทที่หาได้ยากของยากที่สุด

 

ผลก็คือ กลายเป็นว่าฉันยิ่ง “แตกต่าง” จากคนอื่น ๆ ไปยิ่งกว่าเดิม ไม่มีทางที่จะหาเพื่อนได้เลย ยิ่งกว่านั้น ยังถูกรังแกเพราะการที่เป็นแค่สามัญชนแต่กลับใช้เวทแสงได้

 

เพราะอย่างนั้น จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่อยู่ที่หมู่บ้านเลย อันที่จริงแล้วชีวิตในแต่ละวันที่นี่ยิ่งลำบากมากกว่าเดิม

 

ถึงอย่างนั้น...ถ้ายังพยายามให้หนักต่อไป...ถ้าเป็นเด็กดี...ฉันจะพยายามอย่างหนักเท่าที่จะทำได้ต่อไป

 

ผ่านมาได้สองสามอาทิตย์หลังจากที่เข้าโรงเรียนเวทมนตร์ ช่วงนี้มีการสอบเพื่อวัดความสามารถของนักเรียนในด้านการเรียน และ เวทมนตร์ เพราะฉันพยายามอย่างหนัก ก็เลยได้เกรดดี ๆ จากการสอบทั้งสองอย่าง

 

ผลก็คือ ฉันได้กลายมาเป็นสมาชิกของสภานักเรียน

 

สมาชิกคนอื่นที่ถูกเลือกมาพร้อมกับฉันต่างก็เป็นคนที่มีฐานะสูง ถ้าหากยังใช้ชีวิตธรรมดาตามปกติอยู่ที่บ้านเกิด ก็คงไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้พบหน้าหรือพูดคุยกับพวกเขา พวกรุ่นพี่ที่อยู่ปีสองในสภานักเรียนเองก็เช่นกัน

 

เพราะต้องมาอยู่ในกลุ่มของพวกเขาเหล่านี้ ตอนที่แนะนำตัวครั้งแรกฉันพูดออกมาด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ว่าสมาชิกสภานักเรียนน่ะไม่ได้ใส่ใจเรื่องฐานะทางชนชั้น เป็นเหล่าคนที่ยอดเยี่ยม และ เป็นมิตร

 

มีสิ่งที่พิเศษอยู่อย่าง เพราะสมาชิกสภาคนอื่น ๆ เรียกร้อง คน ๆ นั้น ที่ไม่ใช่สมาชิกสภานักเรียนจึงได้รับอนุญาตให้เข้าออกห้องสภาได้ตามแต่ใจเธอต้องการ เธอเป็นบุตรสาวของดยุค –ท่าน คาตารินะ แคลส์ เธอปฏิบัติกับฉันเหมือนกับที่เธอปฏิบัติกับสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วยความอบอุ่น และ เป็นมิตร  

 

 

ที่โรงเรียน ห้องสภานักเรียนได้กลายเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ฉันสามารถพักผ่อน และ ผ่อนคลายได้

 

“คุณแคมเบล ก็ทำขนมด้วยสินะคะ?”

 

ในห้องสภานักเรียนหลังหมดคาบเรียน จู่ ๆ ท่าน คาตารินะ ก็ถามคำถามแบบนั้นออกมา เพราะเป็นคำถามที่ไม่คาดคิด ตัวฉันจึงแข็งทื่อไปโดยอัตโนมัติ 

 

“....เอ่อ ทำไมถึงรู้ว่าฉันทำขนมได้ละคะ?”

 

ก็จริงอยู่ ตั้งแต่เรื่องในตอนนั้นฉันก็ยังคงฝึกทำขนมอยู่ตลอด การได้ทานขนมที่ทำด้วยสูตรขนมของคุณแม่ มันทำให้นึกถึงช่วงเวลาสนุก ๆ ที่ได้ทำขนมด้วยกันกับคุณแม่ มันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

 

ตั้งแต่ที่มายังโรงเรียนแห่งนี้ ก็มีทั้งโดนรังแก และเจอเรื่องลำบากมากมาย เพราะงั้นถึงได้ยืมมุมหนึ่งของห้องครัวเพื่อทำขนมให้ตัวเองทาน  แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นความลับ ฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้คนอื่นในห้องสภานักเรียนฟังเลยสักครั้ง แต่ทั้งอย่างนั้น ทำไมท่านคาตารินะ ถึงรู้เรื่องนี้ได้? ในความสับสน ฉันได้แต่จ้องไปที่ท่านคาตารินะ

 

“เอ่อ ดะ-ได้ยินมาจากคุณแม่ครัวในโรงอาหารน่ะ...”

 

นั่นเป็นคำตอบที่ฉันได้รับ

 

คงจะจริง เพราะไม่เคยบอกให้คุณแม่ครัวเก็บไว้เป็นความลับด้วยสิ บางทีเรื่องนี้คงจะกลายเป็นข่าวลือแพร่สะพัดออกไปเรียบร้อยแล้วก็ได้

 

“...ก็เป็นอย่างที่ท่านแคลส์ว่ามาค่ะ ตอนนี้ฉันยืมห้องครัวในโรงอาหารเพื่อฝึกทำขนมให้ตัวเองทานอยู่บ่อย ๆ แต่ว่า...ยังห่างไกลจากจุดที่จะเอามาให้คนอื่นเห็นได้....”

 

ฉันจ้องไปทางขนมหรูหราที่วางอยู่บนโต๊ะ

 

ขนมพวกนี้ต่างก็เป็นขนมชั้นสูงที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย...กับคนที่ทานขนมที่วิเศษเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ฉันไม่กล้าจะเอาขนมทำมือถูก ๆ ของตัวเองมาให้เห็นได้หรอก....จากนั้น ต่อหน้าฉันที่กำลังคอตกอยู่นั้น เธอก็พูดออกมาว่า—

 

“ทางนี้น่ะนะ ถึงจะชอบขนมหรูหราที่ทำโดยฝีมือของพ่อครัวแม่ครัวมืออาชีพ แต่ก็ชอบขนมทำมือมากเหมือนกันนะ”

 

นั่นเป็นสิ่งที่ท่านคาตารินะพูด

 

“เอ๋ ท่าน แคลส์ ทานขนมทำมือด้วยเหรอคะ?”

 

ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก ได้ยินมาว่าขุนนางส่วนใหญ่เขาไม่ทำอาหารเอง เพราะอย่างนั้น ถึงได้ทานแค่ขนมที่ทำโดยพ่อครัวแม่ครัวมืออาชีพ ไม่ใช่ของทำมือที่ทำโดยมือสมัครเล่น –นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยคิด

 

“อือ หัวหน้าสาวใช้ที่คฤหาสน์ก็มีงานอดิเรกคล้าย ๆ กัน ทางนี้ก็เลยมักจะไปขอขนมเธอทานบ่อย ๆ หลังจากที่มาที่โรงเรียน ก็คิดถึงรสชาติขนมทำมือขึ้นมา ถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณแคมเบลมากเกินไปล่ะก็ ทางนี้จะดีใจมากเลยถ้าหากคุณจะช่วยแบ่งขนมที่คุณทำมาให้สักเล็กน้อย แล้วก็จะช่วยเหลือเรื่องค่าส่วนผสมให้ด้วยนะ ส่วนขนมที่ทำมาก็จะจ่ายให้อย่างเหมาะสมเลยด้วย”

 

เธอพูดมาแบบนั้น ท่านคาตารินะส่งยิ้มอย่างน่ารักมาที่ฉัน

 

“ฉันรับเงินไว้ไม่ได้หรอกค่ะ! อีกอย่างฉันก็แค่เอาวัตถุดิบส่วนเหลือจากห้องครัวของโรงเรียนมาทำด้วย! ....ก็มันเป็นแค่งานอดิเรกของมือสมัครเล่น ก็เลยไม่มั่นใจว่าจะถูกปากท่านแคลส์ หรือเปล่า แต่ว่า...ครั้งหน้าที่ทำจะเอามาให้ลองชิมดูค่ะ”

 

ถูกรอยยิ้มที่แสนจะน่ารักนั่นกดดันเข้า ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองไม่คู่ควร แต่ฉันก็เผลอตอบตกลง และ สัญญากับเธอไป จากนั้นฉัน—

 

“ขอบใจนะ!”

 

เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านคาตารินะยิ้มมาให้ฉันอย่างอ่อนโยน

 

บางทีท่านคาตารินะอาจจะแค่สงสารฉันก็ได้ ได้ยินข่าวลือเรื่องที่เด็กสาวสามัญชนทำขนมคนเดียวในห้องครัว แล้วกินเองตามลำพัง....เธออาจจะพูดแบบนั้นออกมาเพราะสงสารฉันก็ได้ ก็ท่านคาตารินะน่ะเป็นคนที่แสนวิเศษและอ่อนโยนนี่นา...

 

 

เธออาจจะแค่นึกสงสารฉัน อาจจะเป็นแค่คำพูดที่พูดให้รู้สึกดี....

 

แต่ว่า...มันเป็นครั้งแรก...เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าอยากจะทานขนมของฉัน...

 

 

ตัวฉันรู้สึกล่องลอยมีความสุข หลังจากที่กลับมาที่หอพัก พอตกดึกฉันก็รีบตรงไปที่ห้องครัวทันทีเพื่อทำขนม ในที่สุดวันที่ฉันจะได้ทำขนมเพื่อใครสักคนก็มาถึง ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ขณะที่ทานขนมอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป 

 

วันต่อมาหลังจากที่คาบเรียนจบลง ฉันก็ตรงไปยังห้องครัว อุ่นขนมที่ทำเสร็จแล้วอีกเล็กน้อย ฉันอยากจะให้ท่านคาตารินะได้ดื่มด่ำกับรสชาติและความหอมจากขนมที่ฉันทำมากกว่าเดิมแม้จะเพียงแค่อีกสักเล็กน้อย พอวางขนมอุ่น ๆ ลงในตะกร้า ฉันก็เดินมุ่งหน้าสู่ห้องสภานักเรียน

 

 

ระหว่างทาง—ก็เกิดเรื่องขึ้น

 

ในระหว่างทางจากหอพักกับห้องสภานักเรียน กลุ่มนักเรียนหญิงจำนวนหนึ่งส่งเสียงเรียกฉัน ดูจากชุดเดรสราคาแพงที่ใส่แล้ว ฉันก็รู้ทันทีว่าพวกเธอเป็นขุนนางที่ค่อนข้างมีฐานะสูง

 

“มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”

 

พวกเธอพูดมาแบบนั้น ฉันถูกบังคับพาตัวไปในป่า พอมาถึงที่ลับสายตาผู้คน พวกเธอก็เริ่มพูดจาด่าทอ เรียกฉันว่า “สามัญชนชั้นต่ำ” หรืออะไรทำนองนั้น

 

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาหลายหลายครั้งนับตั้งแต่เข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันได้แต่ยืนเงียบ ๆ รอให้พวกเธอเบื่อ จากนั้น...

 

“นี่อะไร?”

 

หนึ่งในผู้หญิงพวกนั้นแสดงท่าทีสนใจตะกร้าที่ฉันถืออยู่

 

“...นะ-นี่คือ...ขนมที่ฉันทำมาให้ทุกคนในสภานักเรียน....”

 

กับคำถามที่ถามขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ฉันก็ได้แต่ตอบตามตรงออกไปโดยอัตโนมัติ...จากนั้น ฉันก็ต้องเสียใจกับความสะเพร่าของตัวเองในทันที

 

 

พอได้ยินคำตอบของฉัน สีหน้าของผู้หญิงพวกนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกได้เลยถึงอารมณ์โมโหจากใบหน้าที่เปลี่ยนสีเพราะความโกรธที่เทียบกันไม่ได้เลยกับก่อนหน้านี้ ทำลงไปจนได้...เพราะความสะเพร่าของตัวเองดันไปทำให้พวกนั้นโกรธจริง ๆ เข้าให้แล้ว

 

แล้วจากนั้น—

 

หนึ่งในผู้หญิงพวกนั้นก็ปัดตะกร้าในมือของฉันออกไป จนตกลงพื้นเสียงดัง “ตุบ”  ขนมกลิ้งออกมาจากข้างในตะกร้าลงบนพื้น

 

“แค่ใช้เวทแสงได้ ก็เป็นที่สนอกสนใจของทุกคน คงจะรู้สึกดีมากเลยล่ะสิ! เป็นแค่สามัญชนแต่กลับคิดจะเอาของชั้นต่ำแบบนั้นไปให้สภานักเรียนทาน หัดมีอยางอาย รู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง!”

 

ผู้หญิงที่ตะโกนใส่ฉันเมื่อกี้ ยกเท้าขึ้น เตรียมที่จะเหยียบลงบนขนม

 

ฉันไม่เคยทำให้ใครโมโหเท่านี้มาก่อนเลย และต่อหน้าพวกผู้หญิงที่เลือดขึ้นหน้าพวกนั้น ฉันก็ได้แต่ยืนมอง...และตอนนั้นเอง—

 

“หยุด!”

 

จู่ ๆ เสียงที่น่าเกรงขามก็ดังขึ้น ผมสลวยสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีฟ้าใส ท่าทางและน้ำเสียงที่สง่านั้น—

 

ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ปกติหลังจากที่หมดคาบเรียนเธอน่าจะอยู่ที่ห้องสภานักเรียนนี่นา...

 

และ ราวกับจะปกป้องฉัน คน ๆ นั้น เข้ามายืนขวางตรงหน้าฉัน

 

“ทะ...ท่าน แคลส์...”

 

ผู้หญิงที่กำลังวางเท้าจะเหยียบลงบนขนมพึมพำออกมาด้วยใบหน้าตกตะลึง

 

ฉันรู้สึกตกใจมาก แต่ว่าพวกผู้หญิงที่ล้อมฉันดูเหมือนจะยิ่งตกใจมากกว่า พวกนั้นจ้องตาค้างขณะที่ตัวแข็งทื่อ

 

“คิดว่ากำลังทำอะไรอยู่กัน!?”

 

พอท่านคาตารินะขึ้นเสียงชักถามออกไป ผู้หญิงพวกนั้นก็หน้าซีดลงทันที

 

ก็นะ ไม่น่าแปลกใจหรอก ท่านคาตารินะ แคลส์ บุตรตรีเพียงหนึ่งเดียวของดยุคแคลส์ เธอไม่ได้แค่เป็นคู่หมั้นของเจ้าชายจาเร็ดแห่งอาณาจักรนี้ แต่เธอยังเป็นคนที่เหล่าสมาชิกสภานักเรียนให้ความรักและทะนุถนอมอย่างมาก ถึงมากที่สุด และยังมีเหล่าผู้ที่แอบชื่นชมนับถือเธอเพราะบุคลิกที่ร่าเริงของเจ้าตัวอยู่อีกไม่น้อย

 

ด้วยเหตุนั้น ถ้าหากทำให้ท่านคาตารินะไม่พอใจละก็ ไม่ใช่แค่ที่โรงเรียน แม้แต่ที่อยู่ในอาณาจักรนี้ก็อาจจะไม่มีที่เหลือให้อยู่เลยก็เป็นได้

 

และแล้ว ราวกับเป็นเรื่องโกหก พวกผู้หญิงที่มีบรรยากาศคุกคามเมื่อก่อนหน้านี้ ก็กลับกลายมามีท่าทีอยู่ในโอวาท และ –

 

“พวกเราขอโทษจริง ๆ ค่ะ!”

 

คนพวกนั้นก้มหัวให้กับท่านคาตารินะ และ...แทบจะราวกับแข่งขันกันเอาชีวิตรอด ผู้หญิงพวกนั้นวิ่งหนีกะเจิดกะเจิงหายไปอย่างรวดเร็ว

 

เพราะเรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันจึงได้แต่ยืนทื่ออย่างนั้นอยู่สักพัก

 

แต่ว่า...จะว่าไป เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันอยู่ระหว่างทางไปที่ห้องสภานักเรียน

 

สัญญาเอาไว้ว่าจะนำขนมไปให้สภานักเรียน...จากนั้น ก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองไม่มีขนมจะนำไปให้เหลืออยู่อีกแล้ว

 

ขนมที่ทำมาทั้งหมดตกกระจายอยู่บนพื้น อา ตอนนี้ไม่มีทางที่จะเอาขนมพวกนี้ไปให้สภานักเรียนได้แล้ว...

 

ฉันนึกถึงวันนั้นอีกครั้ง ไม่มีใครทานขนมที่ฉันทำมาให้ ขนมทำมือทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างโดดเดี่ยว...ไม่ว่าจะพยายามหนักแค่ไหน หรือ จะทำมาดีสักแค่ไหน...ก็ไม่มีใครจะยอมทานขนมเหล่านี้เลยสักคน...

 

ขณะที่ฉันได้แต่ยื่นทื่ออยู่ตรงนั้น ท่านคาตารินะก็กำลังหยิบขนมที่หล่นบนพื้นขึ้นมาเพื่อที่จะเก็บใส่ในตะกร้าให้ฉัน...

 

แล้วจากนั้น พอรู้สึกตัวว่ามันเกิดอะไรขึ้นฉันก็ลนลานขึ้นมาทันที ท่านคาตารินะ ไม่ได้จะทำอะไรอย่างการเก็บขนมใส่ตะกร้าให้ฉัน...พอฉันพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง—

 

 

ท่านคาตารินะก็โยนขนมที่เธอเก็บขึ้นมาจากพื้นเข้าไปในปาก จากนั้น—

 

“...อร่อย”

 

เธอพูดแบบนั้นออกมา พร้อมกับยิ้ม

 

ขนมที่ตกบนพื้น...

 

 

ฉันคิดว่า มันจะเป็นเหมือนกับวันนั้น เป็นฉันที่จัดการทานขนมพวกนั้นด้วยตัวเองลำพัง แต่ว่า—

 

ท่านคาตารินะกำลังยิ้มพร้อมกับบอกว่าอร่อย

 

...เป็นอะไรที่ช็อกมากเกินจะปรับตัวทัน ฉันได้แต่เบิกตากว้างมองไปที่ท่านคาตารินะ

 

หลังจากที่ทานขนมพวกนั้นจนหมด ท่านคาตารินะก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าใสของเธอ สบตากับฉัน จากนั้น—

 

“เอ่อ คือ เผลอไปหน่อยเลยกินจนหมดเลย....ขอโทษด้วยจริง ๆ นะ!”

 

จู่ ๆ เธอก็ก้มหัวให้ฉัน เหมือนว่า เธอกำลังพูดขอโทษเรื่องที่ กินขนมไปจนหมด

 

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ใส่ใจหรอก แต่ว่า....เอ่อ ขนมพวกนั้นมันตกพื้นแล้ว....”

 

ต่อหน้าฉันที่ยังสับสนอยู่ ท่านคาตารินะก็ตอบกลับมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแปลก ๆ

 

“เพราะหล่นบนหญ้า เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก ก็แทบจะไม่ได้เลอะอะไรเลยนี่นา”

 

เธอยืดอกพูดแบบนั้นออกมาแบบนั้น จนทำให้ฉันไม่อาจจะสรรหาคำพูดอะไรตอบกลับไปได้ และได้แต่ยิ้มอย่างลำบากใจกลับไป

 

“....ยะ...อย่างงั้นเหรอคะ”

 

 ทั้งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันให้มันเกิดขึ้น ที่ท่านคาตารินะจะพูดชมขนมของฉัน เป็นครั้งแรกเลยที่ถูกชมแบบนี้ มันรู้สึกดีใจมาก ๆ แล้วก็รู้สึกอาย ใบหน้าก็รู้สึกร้อนผ่าว

 

แล้วหลังจากนั้น จากทางไปห้องสภานักเรียน เจ้าชายจาเร็ด หนึ่งในสมาชิกของสภานักเรียน ก็ได้มาถึง เพราะไม่เห็นฉันโผล่ไปประชุมที่ห้องสภานักเรียนสักที เจ้าชายก็เลยออกมาตามหา

 

ท่านคาตารินะกำลังนั่งยองถือตะกร้าขนมของฉันอยู่บนพื้น ส่วนฉันกำลังยืนนิ่งพร้อมแก้มแดงฉ่า และ ต่อหน้าเจ้าชายจาเร็ดที่มองมาที่พวกเราอย่างสงสัยอยู่นั้นฉันก็อธิบายไปว่า “พอดีว่าเจอกับท่านคาตารินะโดยบังเอิญก็เลยคุยกันนิดหน่อยน่ะค่ะ”

 

ถ้าเกิดเจ้าชายรู้เข้าว่าฉันโดนรังแก ก็อาจจะทำให้เป็นห่วงโดยไม่จำเป็น ฉันไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น ท่านคาตารินะที่เข้าใจความรู้สึกของฉันก็ตามน้ำเห็นด้วยกับข้ออ้างที่ฉันพูดออกไป

 

แม้กระทั่งระหว่างที่เดินกลับไปที่ห้องสภานักเรียนด้วยกันกับเจ้าชายจาเร็ด อุณหภูมิที่ร้อนผ่าวบนใบหน้าของฉันก็ไม่ได้ลดลงเลย—

 

“นั่นน่ะ ระวังตัวเอาไว้ด้วยล่ะ ทางนั้นน่ะมีฮาเร็มที่น่ากลัวอยู่ด้วย”

 

เจ้าชายจาเร็ดพูดแบบนั้นออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ดูมีความหมายลึกซึ้ง...ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าตัวพูดถึงเรื่องอะไร

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฉันก็มักจะนำเอาขนมทำมือไปที่ห้องสภานักเรียนแทบจะทุกวัน ท่านคาตารินะก็มักจะยิ้มดีใจออกมาให้เห็นอยู่เสมอ

 

เพราะได้ท่านคาตารินะปกป้อง การกลั่นแกล้งก็เริ่มลดลง และตอนที่ฉันไม่ระวังตัวเรื่องก็เกิด

 

เรื่องเกิดขึ้นตอนช่วงพักเที่ยงในวันหนึ่ง

 

เพราะเป็นที่ที่เหล่าลูกขุนนางใช้เป็นสถานที่ทานอาหารทุก ๆ วัน ที่โรงอาหารของโรงเรียนจึงมีมีขนาดใหญ่โตโอฬาร เพราะแบบนั้นเหล่านักเรียนของโรงเรียน เหล่าลูกขุนนางทุกคน จึงมักจะทานมื้อเที่ยงกันที่นี่

 

 

หอพักโรงเรียนถูกจัดแบ่งตามฐานะทางสังคม  ทั้งการจัดแบ่งห้องรวมไปถึงโรงอาหารเองก็ด้วยเหมือนกัน แม้ว่าฉันจะเป็นสามัญชน แต่ก็ได้รับอนุญาตให้ใช้โรงอาหารตามปกติ แต่ว่า...เพราะโรงเรียนมีโรงอาหารอยู่แค่แห่งเดียว จึงมีเหล่าขุนนางชั้นสูงที่ทรงอำนาจเข้ามาใช้ด้วยเช่นกัน

 

เพราะแบบนั้น ในฐานะที่เป็นสามัญชนถ้าหากจะไปทานอาหารที่นั่นคงจะเป็นเรื่องน่าอาย เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่ได้ไปทานอาหารที่นั่นเลย ฉันมักจะทำข้าวกล่องเองที่หอพัก แล้วก็ทานคนเดียวที่ไหนสักที่ในสวน

 

ในวันนั้น บนม้านั่งตัวเล็ก ๆ ตรงมุมที่ห่างไกลสายตาของสวนโรงเรียน ฉันกำลังจะเปิดข้าวกล่องออกมาทานเหมือนเช่นเคย

 

ในตอนนั้นเอง ก่อนที่จะรู้ตัว ฉันก็ถูกพวกผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเข้ามารุมล้อม

 

“เป็นแค่สามัญชนชั้นต่ำแท้ ๆ แค่ใช้เวทแสงได้นิดหน่อย แต่กลับถูกเลือกให้เป็นสมาชิกสภานักเรียน แบบนี้น่ะไม่ได้ใจเกินไปหน่อยเหรอ!?”

 

“เพราะมีเวทแสงก็เลยได้รับการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษ น่าเศร้าแทนสภานักเรียนจริง ๆ ที่ไม่มีทางเลือก มีแต่ต้องยอมทนกับคนแบบหล่อน!”

 

“ใช่แล้ว! ตอนสอบเองก็คงได้รับการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษเพราะมีเวทแสงล่ะสิ!”

 

ขณะที่ล้อมฉันเอาไว้ ผู้หญิงพวกนั้นก็พูดจาด่าทอไม่หยุดไม่ย่อนใส่ฉัน ตัวฉันได้แต่ยืนเงียบเหมือนเคย รอให้ผู้หญิงพวกนั้นหายโมโห

 

 

คำด่าทอพวกนั้น...ตั้งแต่ที่มาที่นี่...ไม่สิ นั่นน่ะเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินมาทั้งชีวิต...

 

“เพราะว่ามีเวทแสง”

 

ตั้งแต่วันนั้นที่ใช้เวทมนตร์ออกมา คำพูดพวกนั้นเป็นคำที่ถูกพูดตอกย้ำใส่ฉันเสมอมา

 

ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักมากขนาดไหน...ผู้คนก็ยังจะพูดว่าทุกอย่างก็เป็นเพราะ “ฉันมีเวทแสง...”

 

ถ้าหากเป็นไปได้ที่จะหวังละก็ ถ้าหากมันเป็นไปได้ที่จะมีความรักกับใครสักคน แม้แต่ตัวฉันเองก็อยากจะถูกโอบกอดอย่างมีอ่อนโยนโดยใครสักด้วยเหมือนกัน...

 

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ต้องการของแบบนั้น...ฉันก็แค่...

 

 

ขณะที่กำลังโดนด่าทอ และ คิดอะไรแบบนั้นอยู่ สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

 

ผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่พวกผู้หญิงพวกนั้นเงื้อมือขึ้นอย่างช้า ๆ บนฝ่ามือของเธอมีเปลวไฟปรากฏขึ้นมา

 

จนถึงตอนนี้ ฉันเคยถูกตบหน้าอยู่หลายครั้งหลายครา แม้กระทั่งโดนคนที่รังแกเหยียบย่ำก็มี...แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนใช้เวทแบบนี้ใส่ฉัน...

 

ราวกับว่าเปลวไฟสีแดงที่ส่องสว่างไม่ใช่ของจริง ฉันได้แต่ยืนทื่อราวกับว่าตัวเองไปอยู่คนละโลก

 

และตอนที่เปลวไฟของผู้หญิงกำลังจะพุ่งมาใส่ฉัน สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

 

 

ฉันได้ยินเสียงที่น่าเกรงขามนั้นอีกครั้ง แล้วผู้หญิงที่จะยิงเวทไฟใส่ฉันก็ลื่นล้มก้นกระแทกพื้นทันที

 

ก่อนที่จะรู้ตัว แผ่นหลังที่สง่างามดูน่าเกรงขามนั้นก็มายืนอยู่ตรงหน้าฉันอีกครั้ง

 

 

“คิดว่ากำลังทำอะไรอยู่กัน!  ที่พูดว่ามีการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษระหว่างการสอบเพราะเธอมีเวทแสงน่ะ อย่ามากล่าวหาคนอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานสิ! สถาบันแห่งนี้น่ะเป็นระบบที่เน้นเรื่องความสามารถ ไม่มีที่ว่างให้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น!”

“ยิ่งไปกว่านั้น ทางนี้น่ะรู้ดีว่ามาเรียจังเขาพยายามหนักขนาดไหน! คะแนนผลสอบพวกนั้นน่ะล้วนเป็นผลมาจากการพยายามอย่างหนักทั้งนั้น!”

 

ท่านคาตารินะ พูดอย่างนั้นออกมาขณะที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันราวกับจะปกป้องฉันเอาไว้เหมือนเมื่อครั้งก่อน

 

ใช่แล้ว เหมือนอย่างที่ท่านคาตารินะเพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้นี้ ฉันน่ะ ตลอดมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา คอยพยายามอย่างหนักมาตลอด ไม่เคยทำอะไรอย่างการโกงข้อสอบอะไรทั้งนั้น...ฉันแค่พยายามอย่างหนักแทบเป็นแทบตายเท่าที่ตัวเองจะทำได้...

 

แต่ว่า ไม่มีใครเลยที่สังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อน...เคยคิดว่าไม่มีใครจะสังเกตเห็น...ทั้งอย่างนั้นแล้ว...คน ๆ นี้ ท่านคาตารินะ ก็สังเกตเห็นมัน...

 

 

ฉันมองไปที่แผ่นหลังที่สง่าผ่าเผยของท่านคาตารินะด้วยตาที่เบิกกว้าง ขณะที่ฉันยังตะลึงอยู่นั้น ท่านคาตารินะก็พูดต่อ

 

“ยิ่งไปกว่านั้น ทุก ๆ คนในสภานักเรียน รวมทั้งตัวฉันเอง ที่อยู่ด้วยกันกับมาเรียจังไม่ใช่แค่เพราะว่าเธอใช้เวทแสงได้! แต่เพราะเธอเป็นคนขยัน เพราะเธอพยายามอย่างสุดความสามารถกับทุกเรื่อง เพราะพวกเราชอบเธอ เพราะงั้นถึงได้อยู่ด้วยกัน!”

 

พอได้ยินคำพูดเหล่านั้น ขอบตาของฉันก็เริ่มร้อนผ่าว น้ำตาเริ่มเอ่อล้นไหลลงบนแก้ม...

 

ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันใช้เวทแสงออกมา ทุกคนก็เริ่มเรียกฉันว่าเป็นเด็กพิเศษ ถูกปฏิบัติแตกต่างจากคนอื่น ๆ

 

ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักหนาสาหัสแค่ไหน ผลก็เหมือนเดิม ถูกมองว่าเป็นผลที่ชัดเจนเพราะเวทพิเศษของฉัน ไม่ก็บอกว่าเพราะฉันโกงข้อสอบ ผู้คนพูดกันแบบนั้นอยู่เสมอ...

 

 

ทุกคนมองฉันในฐานะ “เด็กพิเศษผู้มีเวทแห่งแสง...” ไม่มีใครเลยที่มองฉันในฐานะคน ๆ หนึ่ง ที่ชื่อว่า มาเรีย แคมเบล...

 

ทั้งอย่างนั้น...ท่านคาตารินะ –เธอกลับสังเกตเห็นว่าฉันพยายามหนักแค่ไหน...ไม่ใช่เพราะฉันเป็นเด็กพิเศษที่มีเวทแสง เธอพูดว่าเธอชอบ มาเรีย แคมเบล...เธอบอกว่า เธออยากจะอยู่ด้วยกันกับคนอย่างฉัน...

 

ราวกับเขื่อนที่แตกทะลักภายในตัว น้ำตาทั้งหมดที่มีมันหลั่งไหลออกมาไม่หยุด

 

ขณะที่ฉันได้แต่ร้องไห้อย่างไม่อาจควบคุม ท่านคาตารินะก็ขยับเข้ามาหาฉันและลูบหลังของฉันอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากฝ่ามืออันอ่อนโยนของเธอ พัดเป่าความลังเลสงสัยของฉันไปจนหมดสิ้น

 

“...เอ่อ ท่านคาตารินะ....ชื่อของฉัน....”

 

ท่านคาตารินะมักจะเรียกฉันว่า “คุณแคมเบล” แต่ว่า เมื่อก่อนหน้านี้ เธอเรียกฉันด้วยชื่อจริงของฉันว่า “มาเรียจัง”

 

“อ่า คือ ขอโทษนะ ที่ดันไปใช้ชื่อเรียกที่ไม่คุ้นกะทันหันแบบนั้น...”

 

ต่อหน้าท่านคาตารินะที่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ฉันจึงส่ายหน้าไปมา

 

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก อันที่จริง ไม่ต้องใช้ “—จัง” ก็ได้ค่ะ เรียกฉันว่า “มาเรีย” เฉย ๆ ก็ได้”

 

พอฉันพูดขอออกไป ท่านคาตารินะที่อ่อนโยนก็เรียกชื่อฉันออกมาพร้อมรอยยิ้ม

 

“ขอบใจนะ มาเรีย”

 

พอได้ยินชื่อของตัวเองถูกเรียกด้วยน้ำเสียงที่สง่าผ่าเผยแบบนั้น ฉันก็ดึงความกล้าออกมา

 

“เอ่อ คือ...ถ้าคุณไม่ว่าอะไรละก็....เอ่อ จะว่าอะไรไหมคะ ถ้าหากฉันจะขอเรียกคุณว่า “ท่านคาตารินะ” เหมือนที่ทุกคนในสภานักเรียนเขาเรียกกัน?”

 

พอสารภาพความต้องการให้เธอฟังด้วยอยู่อย่างที่มีแล้ว ท่านคาตารินะก็ทำหน้าอึ้งสักพัก แล้วจากนั้น—

 

“ได้สิ จะเรียกอะไรก็ได้ตามสบายเลย ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่ ใช่ไหม?”

 

เธอก็พูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน

 

เธอบอกว่าเธอจะเป็นเพื่อนกับฉัน สามัญชนอย่างฉัน แม้ว่าสถานะทางสังคมของพวกเราจะต่างกับราวฟ้ากับดิน...น้ำตาที่เริ่มจะหยุดไหลก็เริ่มหลั่งไหลออกมาอีกครั้ง

 

 

 

ใครก็ได้...จะเป็นใครก็ได้ เพราะงั้น ใครสักคน...ได้โปรด....มองมาที่ฉัน...มองมาที่ มาเรีย แคมเบล....

 

นั่นเคยเป็นความปราถนาเพียงหนึ่งเดียวของฉัน...

 

เพื่อการนั้นฉันถึงได้พยายามหนักมากกว่าเดิม...พอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์...ความฝันที่เฝ้าฝันมานานนับปีก็พังทะลายลงในทันที...คิดว่าความปราถนานั้นจะไม่เป็นจริงอีกแล้ว...

 

ขณะที่มืออันอบอุ่นของท่านคาตารินะลูบแผ่นหลังของฉัน น้ำตามันก็ไหลออกมาไม่หยุด ฉันดีใจเหลือเกินที่ในที่สุดความหวังที่เฝ้าฝันมานานก็กลายเป็นจริง—

 

 

หลังจากนั้นสักพัก พอน้ำตาฉันหยุดไหลอีกครั้ง ท่านคีธก็ปรากฏตัวออกมาเพื่อมารับท่านคาตารินะ แล้วพวกเราทั้งสามคนก็เดินไปที่โรงอาหารด้วยกัน

 

ฉันยื่นมือไปหาท่านคาตารินะ พอเห็นใบหน้าที่ขึ้นสีของฉันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ท่านคีธก็พูดพึมพำออกมาว่า “เชื่อเขาเลย เอาอีกแล้ว จะมีอีกสักกี่คนกันแน่ที่จะหลงเข้ามาในฮาเร็ม นี้น่ะ...” กับตัวเองพร้อมสีหน้าอึ้งลมหายใจติดขัด ฉันสงสัยจังว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกันนะ

 

นับจากนั้นมา แม้แต่นอกห้องสภานักเรียน ฉันก็ได้สนิทกับท่านคาตารินะ และ พวกเพื่อน ๆ ของเธอมากขึ้น วันนี้เองก็เหมือนกัน พวกเราไปรับผลสอบมาด้วยกันแล้วก็เดินมุ่งหน้าสู่ห้องสภานักเรียน

 

ท่านคาตารินะชอบใจขนมที่ฉันทำมาให้สภานักเรียนเอามาก ๆ ทางฉันเองก็รู้สึกมีความสุขด้วยเหมือนกัน จนเผลอหลบตาเพราะความอาย

 

แต่ทว่า พอฉันมองไปที่รอบ ๆ ตัว เหล่าสมาชิกสภานักเรียนต่างก็กำลังมองไปที่ท่านคาตารินะด้วยแววตารักใคร่ และ หัวเราะอย่างมีความสุขด้วยเหมือนกัน

 

 

ซึ่งก็แน่นอนว่าที่ว่ามานี้รวมทั้งเจ้าชายจาเร็ด แม้แต่ ท่านนิโคที่ไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้าเองก็เช่นกัน

 

แล้วพอมองตรวจดูสีหน้าของสมาชิกนักเรียนทุกคน...เอ๊ะ?....

 

ไม่รู้เพราะอะไร ฉันรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี และพอมองไปที่คน ๆ นั้นอีกครั้ง

 

คน ๆ นั้นก็ยิ้มนิ่มนวลออกมาเหมือนปกติ

 

...คิดไปเองหรือเปล่านะ...

 

สักครู่หนึ่ง พอมองที่แววตาของเขา มันรู้สึกราวกับว่าคน ๆ นั้นมีแววตาที่เย็นเยือกอย่างบอกไม่ถูก...

 

แต่ว่า พอมองไปที่เขาอีกครั้งหนึ่ง แววตานั้นก็กลับกลายเป็นแววตาที่อ่อนโยนเหมือนปกติอีกครั้ง

 

เพราะงั้น ก็เลยตัดสินใจว่าคงแค่คิดไปเอง

 

 

ก็แบบว่า คน ๆ นั้นน่ะมีสีหน้าอ่อนโยนอยู่เสมอ การที่เขาจะมีสีหน้าแววตาที่เย็นเยือกแบบนั้นน่ะ...แล้วยังส่งสายตาแบบนั้นยังมองไปที่ท่านคาตารินะ...มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก....

 

“มาเรีย อันนี้น่ะอร่อยสุดยอดเลย!”

 

ขณะที่กำลังสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงคิดเรื่องแปลก ๆ แบบนั้น ท่านคาตารินะก็เริ่มพูดกับฉันด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า

 

เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ฉันรู้สึกมีความสุขมากจนลืมความสงสัยเรื่องพวกนั้นไปจนหมด

 

เพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนี้อีกครั้งในพรุ่งนี้ ฉันจะปรับปรุงฝีมือ และ ทำขนมที่อร่อยกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก!

 

10 ปีหลังจากที่ฉันได้รับเวทแห่งแสงมา หลังจากที่พยายามอย่างหนักหนาสาหัส –ในที่สุดตัวฉันก็ได้สัมผัสความฝันของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน 




NEKOPOST.NET