[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 25 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.25 - ไปแย่งซีนชาวบ้านเขาอีกแล้ว


 

ผ่านมาได้หลายอาทิตย์แล้วหลังจากเหตุการณ์ที่ไปขโมยซีนของจาเร็ดเข้า

 

 

ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองสนิทกับมาเรียจังมากขึ้นกว่าเดิม

 

หลังจากตอนนั้น มาเรียจังก็มักจะทำขนมมาให้อยู่บ่อย ๆ

 

“นี่ค่ะ ท่านแคลส์”

 

เจ้าตัวมักจะยื่นขนมแสนอร่อยมาให้ด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ กลายเป็นว่าทุก ๆ ครั้งเลย ก่อนที่จะรู้ตัวเท้าทั้งสองข้างก็มักจะนำตัวฉันมายังห้องสภานักเรียนนี่เสียแล้ว

 

ด้วยเหตุฉะนี้เอง ฉันจึงได้ทานขนมทำมือของมาเรียจัง ได้จิบน้ำชาที่คุณประธานนักเรียนรินให้ด้วยตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายขนาดที่มั่นใจได้เลยว่าถ้าพวกนักเรียนคนอื่นรู้เข้าคงสาปแช่งเพราะความอิจฉากันแหง ๆ

 

ไม่ใช่แค่ขนมทำมือของมาเรียที่อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สำหรับคุณประธานที่เป็นขุนนางแล้ว เจ้าตัวก็ชงชาเก่งอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกัน ชาของคุณประธานนั้นให้รสชาติที่นุ่มละมุนเป็นอย่างมาก

 

อ้อ อีกอย่างหนึ่ง ดูเหมือนว่าประธานจะเป็นญาติห่าง ๆ ของ นิโคล่ะ เห็นว่าดูจักกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะงี้นี่เองถึงได้มีภูมิต้านทานนิโคสูง

 

ด้วยเหตุนี้เอง ตอนนี้กับสภานักเรียนคนอื่น ๆ ที่ตอนแรกไม่ได้เป็นเพื่อนกันก็เริ่มสนิทกันขึ้นมาบ้างแล้ว แต่นอกจากในสภานักเรียนแล้ว ก็ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับทุกคนเลย

 

มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ละนะ สำหรับประธานนักเรียนสาเหตุก็เพราะเจ้าตัวอยู่คนละชั้นปี แต่มาเรียน่ะอยู่ปีเดียวกัน ก็เลยได้มีโอกาสพูดคุยทำความสนิทสนมข้างนอกห้องสภานักเรียน...ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่า ตอนอยู่ข้างนอกห้องสภา ดูเหมือนจะมีระยะห่างละหว่างพวกเราอยู่

 

ก็นะ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราน่ะถือว่าเป็นกลุ่มคนระดับสูงของอาณาจักร แต่ว่า...ไม่ใช่แค่มาเรียจัง แต่นักเรียนส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้มีฐานะทางสังคมสูงขนาดนั้น เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าเข้าหาพวกเรา...

 

ในเกมเองก็เหมือนกัน ตอนแรก ๆ มาเรียก็ไม่ได้สนิทกับเป้าหมายในการจีบข้างนอกห้องสภานักเรียนเหมือนกัน พอเกมดำเนินไป เมื่อขีดความชอบของเป้าหมายสูงขึ้น เป้าหมายก็จะเริ่มเข้าหามาเรีย แล้วในที่สุดก็จะได้เริ่มใช้เวลาด้วยกันนอกห้องสภานักเรียน

 

แต่ทว่า สำหรับตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีเป้าหมายในการจีบคนไหนที่เริ่มเข้าหามาเรียจังเลย

 

ทุกคนมีความสัมพันธ์ปกติฉันเพื่อนกับมาเรีย ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมีใครหลงรักหัวปักหัวปำกับเจ้าตัวเลย แทนที่จะเป็นอย่างนั้น จนถึงตอนนี้ เพราะฉันติดขนมของมาเรียอย่างจัง เพราะงั้นบางทีตอนนี้คงจะมีแค่ฉันละมั้งที่มีขีดความชอบต่อมาเรียสูงปี๊ด

 

ก็เป็นอย่างที่ว่ามา ไม่มีใครทำท่าทีเลิฟ ๆ กับ มาเรียจังเลยสักกะคน...

 

แม้แต่ตอนนี้เอง พออยู่นอกห้องสภานักเรียน มาเรียจังก็มักจะอยู่ลำพังเสมอ...ดูเหมือนว่า พวกขุนนางคนอื่น ๆ จะเป็นคนรับหน้าที่เป็นคนรังแกเธอแทนที่คาตารินะ...

 

จะต้องทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้แล้ว

 

พอใช้หัวครุ่นคิดเรื่องนั้นหาวิธีแก้ ก็ไม่ได้ไอเดียอะไรดี ๆ ขึ้นมาเลย เพราะงั้นก็เลยไปปรึกษาคุณน้องชายผู้เฉลียวฉลาด...

 

คีธแนะนำมาว่าถ้าให้มาเรียคอยอยู่กับพวกเราบ่อย ๆ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง

 

ยังไงซะ พวกเราน่ะโดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนระดับสูงของอาณาจักร ถ้าเธอคอยอยู่กับพวกเรา ไม่ว่าคนอื่นจะมีฐานะสูงแค่ไหน พวกนั้นก็ไม่มีทางเคลื่อนไหวต่อต้านอะไรพวกเราได้ง่าย ๆ แน่ –คุณน้องชายเขาว่ามางั้น

 

ตอนที่กำลังทำตัวกระวนกระวายอยู่ในห้องสภานักเรียน เพราะลืมเอาสมุดทำการบ้านมาอีกแล้ว คนที่ให้ยืมสมุดที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายมาก ๆ มาให้ก็คือมาเรียจัง  แถมยังช่วยอธิบายปัญหาที่ฉันไม่เข้าใจให้อีกต่างหาก ทั้งที่ฝ่ายนี้เอาแต่พูดว่า “ช่วยทำขนมมาให้อีกเยอะ ๆ นะ!” อยู่อย่างเดียวแท้ ๆ แต่มาเรียจังก็ยังจะยิ้ม และ ทำขนมอร่อย ๆ มาให้อยู่เสมอ

 

ก่อนที่จะรู้ตัว ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกใจเด็กสาวที่น่าจะเป็นศัตรูของคาตารินะแท้ ๆ คนนี้ไปเสียแล้ว

 

เพราะอย่างนั้นถึงไม่อาจจะทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาที่เธอกำลังเจออยู่ได้

 

เอาล่ะ!  เพราะพวกเป้าหมายในการจีบไม่ลงมือทำอะไรสักที เพราะงั้นจะไม่รอแล้ว!  เดี๋ยวทางนี้จะรีบ ๆ สนิทกับมาเรียจัง แล้วจะได้ไปไหนมาไหนด้วยกันข้างนอกห้องสภานักเรียนได้!

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฉันก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

 

ตัดสินแล้วว่าช่วงพักเที่ยงวันนี้แหละ “จะชวนมาเรียจังมาทานมื้อเที่ยงด้วยกัน!” และจึงได้มุ่งหน้าออกตามหามาเรียจัง

 

อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง ฉันกับพวกเพื่อน ๆ น่ะ ปกติจะไปทานข้าวด้วยกันที่โรงอาหารน่ะ แต่ไม่เคยเห็นมาเรียจังโผล่ไปที่นั่นเลย

 

ถ้าจำไม่ผิด ในเกมน่ะ มีเซ็ตติ้งประมาณว่าเธอรู้สึกประหม่าเพราะที่โรงอาหารมีแต่พวกขุนนางอยู่ เพราะงั้นเธอจึงทำข้าวกล่อง และไปหาที่สงบ ๆ ทานคนเดียว

 

 

อิงจากข้อมูลที่ว่ามา ฉันก็เลยเริ่มตามหาสถานที่ที่เธอน่าจะกำลังทานอาหารอยู่ –ที่ตรงมุมหนึ่งของสวนโรงเรียน ก็ได้พบมาเรียจังกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งเล็ก ๆ

 

 

แต่ทว่า มาเรียจังไม่ได้อยู่คนเดียว เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน พวกผู้หญิงจำนวนหนึ่งกำลังรุมล้อมเธออยู่ ถึงจะยังอยู่ไกล แต่ก็ได้ยินเสียงของพวกนั้นดังมาถึงตรงนี้

 

“เป็นแค่สามัญชนชั้นต่ำแท้ ๆ แค่ใช้เวทแสงได้นิดหน่อย แต่กลับถูกเลือกให้เป็นสมาชิกสภานักเรียน แบบนี้น่ะไม่ได้ใจเกินไปหน่อยเหรอ!?”

 

“เพราะมีเวทแสงก็เลยได้รับการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษ น่าเศร้าแทนสภานักเรียนจริง ๆ ที่ไม่มีทางเลือก มีแต่ต้องยอมทนกับคนแบบหล่อน!”

 

“ใช่แล้ว! ตอนสอบเองก็คงได้รับการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษเพราะมีเวทแสงล่ะสิ!”

 

พวกผู้หญิงที่ล้อมมาเรียจังกำลังพูดจาว่าร้ายเธออย่างไม่หยุดหย่อน

 

และตอนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นกับการตะคอกใส่มาเรียจัง ผู้หญิงคนหนึ่งในพวกนั้นก็ค่อย ๆ เงื้อมือขึ้น ที่ฝ่ามือของเธอมีเปลวไฟปรากฏขึ้นมา

 

เวทไฟนี่นา!

 

ผู้หญิงคนนั้นคิดจะทำร้ายมาเรียจังด้วยเวทไฟ

 

พอเห็นอย่างนั้น ฉันก็รีบย่นระยะห่างระหว่างฉันกับผู้หญิงที่มีเปลวไฟอยู่บนฝ่ามือ ขืนเป็นแบบนี้ มาเรียจังแย่แน่! อยู่ไกลเกินไป หยุดไม่ทันแน่...

 

 

ถ้างั้นล่ะก็...

 

“ไปเลย! เคลื่อนเศษดิน!”

 

พร้อมกับเสียงตะโกน ก้อนดินขนาด 10 เซนติเมตรก็โผล่ขึ้นมาบนพื้นที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ แล้วทำให้เธอสะดุดล้มก้นจ้ำเบ้าในทันที

 

เยี่ยม! ฉันทำท่าโพสชัยชนะในใจ เห็นผลของการฝึกฝนมาตลอดหลายปีของฉันกันหรือเปล่า พลังของเวทเคลื่อนเศษดินไงล่ะ!?

 

ขณะที่พวกผู้หญิงคนอื่น ๆ กำลังสนใจผู้หญิงที่ล้มก้นจ้ำเบ้า ฉันก็วิ่งไปหามาเรียจัง แล้วยืนขวางละหว่างพวกผู้หญิงพวกนั้นกับเธอ จากนั้น ก็จ้องเขม็งไปที่พวกผู้หญิงพวกนั้นด้วยใบหน้าตัวร้าย

 

“คิดว่ากำลังทำอะไรอยู่กัน!  ที่พูดว่ามีการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษระหว่างการสอบเพราะเธอมีเวทแสงน่ะ อย่ามากล่าวหาคนอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานสิ! สถาบันแห่งนี้น่ะเป็นระบบที่เน้นเรื่องความสามารถ ไม่มีที่ว่างให้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น!”

 

ถ้ามีเรื่องอย่างสิทธิพิเศษอะไรแบบนั้นล่ะก็ บุตรสาวของตระกูลแคลส์คงไม่ได้แค่เกรดเฉลี่ยคาบเส้นคาบดอกแบบนี้หรอก

 

“ยิ่งไปกว่านั้น ทางนี้น่ะรู้ดีว่ามาเรียจังเขาพยายามหนักขนาดไหน! คะแนนผลสอบพวกนั้นน่ะล้วนเป็นผลมาจากการพยายามอย่างหนักทั้งนั้น!”

 

ก็ตามนั้นแหละ ถึงในเกมนางเอกจะดูเหมือนเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทาน แต่ความจริงแล้วน่ะ มาเรียจังเป็นคนอุตสาหะมาก

 

ทุกครั้งที่ฉันลืมทำการบ้านมาเธอก็จะให้ฉันดูสมุดโน้ตของเธออยู่เสมอ แล้วก็ยังพกหนังสือกองพะเนินติดมาด้วยเพื่อมาสอนฉัน เห็น ๆ อยู่ด้วยตาคู่นี้ว่า ทุก ๆ วันมาเรียจังเขาต้องพยายามหนักมากขนาดไหน

 

มาเรียจังน่ะไม่ใช่อัจฉริยะ เป็นแค่คนที่พยายามอย่างหนักเป็นพิเศษเท่านั้น

 

“ยิ่งไปกว่านั้น ทุก ๆ คนในสภานักเรียน รวมทั้งตัวฉันเอง ที่อยู่ด้วยกันกับมาเรียจังไม่ใช่แค่เพราะว่าเธอใช้เวทแสงได้! แต่เพราะเธอเป็นคนขยัน เพราะเธอพยายามอย่างสุดความสามารถกับทุกเรื่อง เพราะพวกเราชอบเธอ เพราะงั้นถึงได้อยู่ด้วยกัน!”

 

ฉันจ้องเขม็งไปที่พวกผู้หญิงด้วยแววตาคมกริบ แล้วยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายเท่าที่คิดว่าตัวร้ายจะยิ้มออกมา

 

“ถ้ายังขืนทำอะไรแบบนี้อีกล่ะก็ –พวกเธอได้จบไม่สวยแน่!”

 

เหมือนกับคาตารินะ แคลส์ ตัวร้ายในเกมเป๊ะ ๆ เลย~

ด้วยเหตุนี้เอง คิดว่าคงเป็นเพราะกลัวหน้าตาสุดชั่วร้ายของฉันกัน ทุกคนก็เลยวิ่งหนีกระเจิงแบบไม่สมเป็นกุลสตรีกันอีกครั้ง วิ่งกันแบบเอาเป็นตายเพื่อเอาชีวิตรอด...

 

เฮ้อ ขี้ขลาดกันจริง ๆ พวกปลาซิวปลาสร้อยแท้ ๆ เทียบกับท่านคาตารินะผู้ชั่วร้ายไม่ได้เลยสักนิด!

 

ก็เลยกลายเป็นว่าได้ใบหน้าชั่วร้ายนี่ช่วยเอาไว้อีกครั้ง และก็ได้ไล่พวกผู้หญิงพวกนั้นไปได้ด้วยดี พอหันหน้ากลับมาหามาเรียจัง—

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ว่า...เอ๊ะ ร้องไห้อยู่งั้นเหรอ!?

 

“มะ...มาเรียจัง!?”

 

ฉันรีบขยับตัวเข้าไปใกล้มาเรียจังแล้ววางมือลงบนหลังที่สั่นเทาของเธอ

 

ถูกรุมล้อม และยังโดนพูดจาว่าร้ายใส่แบบนั้น แถมยังเกือบจะโดนเวทอันตรายแบบนั้นทำร้าย...คงจะกลัวมากเลยสินะ ฉันลูบหลังเธอเบา ๆ หลังจากลูบไปสักพัก...มาเรียจังก็พูดพึมพำอะไรสักอย่างออกมา

 

“...เอ่อ ท่านคาตารินะ....ชื่อของฉัน....”

 

เอ๊ะ ชื่อ? เรื่องอะไรอ่ะ? พอคิดดูสักพัก ก็รู้สึกตัว

 

...อา จะว่าไปแล้ว ตะกี้นี้เผลอเรียกเธอว่า “มาเรียจัง” ไปนี่นา  ชื่อเล่นที่แอบเรียกเธอในใจอยู่บ่อย ๆ แต่ปกติจนถึงตอนนี้ฉันจะเรียกเธอว่า “คุณแคมเบล...”

 

“อ่า คือ ขอโทษนะ ที่ดันไปใช้ชื่อเรียกที่ไม่คุ้นกะทันหันแบบนั้น...”

 

มาเรียจังส่ายหน้ามาให้ตัวฉันที่กำลังลนลาน

 

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก อันที่จริง ไม่ต้องใช้ “—จัง” ก็ได้ค่ะ เรียกฉันว่า “มาเรีย” เฉย ๆ ก็ได้”

 

ท่าทางของมาเรียจังตอนพูดออกมาแบบนั้นดูน่ารักเวอร์แบบสุด ๆ ไปเลย ทางนี้ก็เลยเผลอยิ้มอย่างพอใจออกมาโดยอัตโนมัติ แล้วก็พยายามเรียกเธอแบบนั้นในทันที

 

“ขอบใจนะ มาเรีย”

 

รู้สึกอย่างกับว่า ในที่สุดระยะห่างระหว่างพวกเราแคบลงกว่าเดิม

 

แล้วจากนั้น มาเรียก็ยิ้มอย่างมีความสุขออกมาพร้อมดวงแก้มขึ้นสี—

 

“เอ่อ คือ...ถ้าคุณไม่ว่าอะไรละก็....”

 

เพราะเหตุผลอะไรสักอย่าง เธอดูเหมือนจะทำท่าทางดูกระสับกระส่าย เพราะสงสัยว่าเรื่องอะไรก็เลยจ้องไปที่เธอไม่วางตา

 

“เอ่อ จะว่าอะไรไหมคะ ถ้าหากฉันจะขอเรียกคุณว่า “ท่านคาตารินะ” เหมือนที่ทุกคนในสภานักเรียนเขาเรียกกัน?”

 

 

เธอพูดออกมาราวกับว่ากำลังสารภาพเรื่องที่แสนสำคัญ สีหน้าของฉันก็หายจากอาการงงงวยทันที—

 

“ได้สิ จะเรียกอะไรก็ได้ตามสบายเลย ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่ ใช่ไหม?”

 

พูดออกไปแบบนั้นพร้อมยิ้มออกมา เพราะอะไรก็ไม่รู้ น้ำตาของมาเรียที่หยุดไปเมื่อตะกี้กลับไหลออกมาอีกซะงั้น ก็เลยต้องพยายามเต็มที่เพื่อทำให้เธอหยุดร้องอีกครั้ง

 

หลังจากผ่านไปได้สักพัก มาเรียก็สงบสติอารมณ์ได้ คีธออกมาตามหาฉันเพราะไม่เห็นโผล่หน้ามาที่โรงอาหาร แล้วพวกเราทั้งสามคนก็กลับไปโรงอาหารพร้อมกัน แล้วก็ทานมื้อเที่ยงด้วยกันกับพวกเพื่อน ๆ อย่างรีบเร่ง มาเรียแบ่งอาหารทำมือในกล่องข้าวมาให้ฉันด้วยแหละ อร่อยไม่แพ้ขนมที่เธอทำมาเลย

 

ด้วยเหตุนี้เอง เพราะฉันจัดการแก้ไขปัญหาไปได้ด้วยดี ในที่สุดก็เลยได้ใช้เวลากับมาเรียด้วยกันนอกห้องสภานักเรียน

 

จะว่าไปแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะใช้เวทจัดการกับพวกที่มารังแกคนอื่นแบบนั้นได้...พอตกเย็น ฉันก็นอนขดบนที่นอนตัวสั่น ถ้าตอนนั้นหยุดผู้หญิงคนนั้นไม่ทันละก็ ถ้าเธอใช้เวทไฟใส่มาเรีย...ถ้าหากมาเรียเกิดได้รับบาดเจ็บขึ้นมา...

 

การใช้เวทมนตร์ทำร้ายคนอื่นมันถือเป็นอาชญากรรม ถ้าหากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริง ๆ เรื่องคงจะลงเอยเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับคาตารินะในเกม เพื่อเป็นการลงโทษจากการทำความผิดเธอก็จะถูกเนรเทศออกไปจากอาณาจักร

 

...จะว่าไปแล้ว คาตารินะในเกมก็ทำเรื่องอะไรคล้าย ๆ แบบนี้ ไม่ใช่เหรอ?

 

เพราะเหตุผลอะไรบางอย่าง มันทำให้รู้สึกคาใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันลุกขึ้นจากเตียงแล้วดึงเอา โน้ต “ความทรงจำเกี่ยวกับเกมส์ในชาติก่อน” ออกมา—

 

วันหนึ่ง ในช่วงเวลาพักเที่ยง คาตารินะ กับ ลูกน้องรุมต้อนมาเรียจังเหมือนเช่นเคย ขณะที่ทุกคนกำลังรุมล้อม และ ด่าทอใส่มาเรียอยู่ หนึ่งในลูกน้องของคาตารินะตัดสินใจททำร้ายมาเรียด้วยเวทไฟ

 

ในช่วงจังหวะนั้นเอง จู่ ๆ มาเรียก็ลอยขึ้นกลางอากาศ เธอถูกหิ้วขึ้นมาและปกป้องโดยโกเล็มที่ตัวสูงใหญ่กว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก

 

สิ่งนั้นคือเวทมนตร์ของ คีธ แคลส์ ที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี

 

 

จากนั้น คีธก็ใช้โกเล็มพามาเรียไปยังที่ปลอดภัย

 

อนึ่ง, คีธตอนนั้นไม่ได้โผล่ออกมาให้ใครเห็น แต่เพียงแค่ใช้โกเล็มเท่านั้น เพราะว่าหัวโจกของพวกที่มารังแกคือคาตารินะ –

พี่สาวบุญธรรมของเจ้าตัว เพราะคิดว่าถ้าโผล่หน้าออกไปคงจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก

 

หลังจากที่ถูกช่วยเอาไว้ มาเรียก็ยังคงตัวสั่นเทาเพราะความกลัว คีธก็เลยปลอบโยนด้วยการโอบกอดเธออย่างอ่อนโยน

 

ในเวลานี้ ทั้งที่คีธควรจะเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ แต่กลับแสดงท่าทีออกจะกระสับกระส่ายออกมานิดหน่อย เป็นฉากที่น่ารักมากเลยล่ะ

 

...ก็หมายความว่า....

 

นี่ฉันดันไปขโมยซีนชาวบ้านเขาอีกแล้ว!?

 

ยิ่งกว่านั้น คราวนี้ดันไปขโมยซีนของคีธ!?

 

 

เรื่องแบบนั้นมัน...ทั้ง ๆ ที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ไปยุ่งกับความรักของคีธแท้ ๆ ดันไปขโมยซีนสำคัญของเจ้าตัวไปซะได้...คุณน้องจ๋า...พี่สาวขอโทษจริง ๆ น้า

 

 

...ขืนเป็นแบบนี้ ความรักของมาเรียจังกับคีธมีหวังไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนแน่ ทำอะไรลงไปเนี่ยฉัน....ขอโทษน้า....เอ๊ะ ปะเดี๋ยวก่อน? บางทีถ้าทั้งสองคนไม่ได้ตกหลุมรักกันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ?

 

ก็แบบว่า ถ้าคีธกับมาเรียจังตกหลุมรักกัน คาตารินะก็อาจจะถูกกำจัดและพบกับจุดจบอันน่าอนาถ...

 

ก็หมายความว่า ทำได้ดีมากตัวฉัน! ยอดเยี่ยมากเลยตัวฉัน!

 

ทันทีหลังจากที่ขโมยซีนจากจาเร็ด ก่อนที่จะรู้ตัว ก็ได้ขยับห่างออกไปจากเส้นทางจุดจบแห่งหายนะไปอีกก้าวแล้ว ยอดเยี่ยมไปเลย! วิเศษที่สุดเลยตัวฉัน!

 

จากนั้นก็ยินดีกับตัวเองอย่างนั้นช้ำไปมา แล้วก็ผลอยหลับไปอย่างอารมณ์ดี

 

ในคราวนี้ มีข้อดีอย่างใหญ่หลวงจากการที่ได้ใกล้ชิดกับนางเอกเกม นั่นก็คือการที่จะได้สังเกตเห็นความคืบหน้าด้านความรักของทุกคนได้ง่ายขึ้น

 

เพราะยังไงซะ หลังจากที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน พวกเราก็มักจะอยู่ด้วยกันตลอด เพราะเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ การพูดคุยเรื่องทำนองว่า “นี่~ คนที่เธอชอบคือใครเหรอ?” ก็กลายเป็นเรื่องแสนที่จะปกติธรรมดา

 

แต่ทว่า...เรื่องดันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

 

ก็เพราะพอถามมาเรียไปว่า “นี่ คนที่มาเรียชอบคือใครเหรอ?” เธอก็ตอบกลับมาว่า...

 

“ฉันชื่นชม และ นับถือ ท่านคาตารินะ ค่ะ” เจ้าตัวหน้าแดงแจ๋ขณะที่พูดอย่างนั้นออกมา

 

มันก็ดีใจมาก ๆ กับเรื่องนั้นอยู่หรอก แต่ว่า...ที่ถามไปว่าชอบใครมันไม่ได้หมายถึงแบบนี้สักหน่อย...อีกอย่าง พอถามคุณเพื่อนสนิททั้งสอง –แมรี่ กับ โชเฟีย ด้วยคำถามเดียวกันกับที่ถามมาเรียไป—

 

“ฉันก็ด้วยค่ะ!  ฉันเองก็ชื่นชม และ นับถือท่านคาตารินะนะคะ! มากกว่าใคร ๆ เลย!”

“ท่านมาเรีย ท่านแมรี่ ขี้โกงค่ะ! ฉะ...ฉันเองก็ด้วยนะคะ! ท่านคาตารินะ!”

 

ทั้งสองคนพูดมาแบบนั้นน่ะ เป็นเพื่อนที่ช่างวิเศษและน่ารักอะไรกันขนาดนี้ แต่ว่า...คุณเพื่อน ๆ คะ...อิฉันอยากจะได้ยินเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ  ของพวกคุณอะค่ะ...

 

ด้วยเหตุฉะนั้นเอง พอยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยก็มักจะกลายเป็นว่าออกนอกเรื่องกันไปซะทุกที แถมเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ถึงได้มักจะกลายเป็นการแข่งพูดชมฉันไปซะทุกครั้ง กับเรื่องนั้นมันก็รู้สึกเป็นเกียรติ และ ดีใจอยู่หรอก แต่ว่า...

 

ท้ายที่สุด ก็เสียเวลาไปเปล่า ๆ ปลี ๆ โดยที่ไม่ได้ยืนยันความก้าวหน้าเรื่องความรักกับเป้าหมายจีบเลย...

 

แต่ทว่า หลังจากที่ได้สนิทกับมาเรียมากขึ้น ก็สามารถรู้สึกได้มากยิ่งกว่าเดิมถึงเสน่ห์อันทรงพลังของเธอ

 

ยกตัวอย่างเช่น ขนมอันสมบูรณ์แบบของเจ้าตัวที่ราวกับทำมาเพื่อให้เหมาะกับความชอบของฉันโดยเฉพาะ ความอ่อนโยนที่อุตส่าห์ทำโน้ตที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายให้ฉัน แล้วก็บางครั้งบางคราวที่สายตาบรรจบกัน รอยยิ้มสุดแสนจะน่ารักของเธอก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นราวกับว่าเจ้าตัวกำลังเขินอาย

 

ให้ตายสิ ถ้าฉันเป็นเด็กผู้ชายละก็ คงได้โดนขโมยหัวใจไปแล้วแหง ๆ

 

ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ไปบังเอิญขโมยซีนชาวบ้านเขาครั้งสองครั้ง ฉันก็ได้มาเผชิญหน้ากับเสน่ห์อันท่วมท้นของมาเรียที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้อยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดเป็นใครสักคนในหมู่เป้าหมายจีบล่ะก็ ป่านนี้คงหลงรักเธอหัวปักหัวปำไปแล้วชัวร์

 

ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากที่ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมกับมาเรียจัง และรับรู้ถึงอันตรายจากเสน่ห์ของเธอ ฉันก็ตัดสินใจ—

 

“เพราะงั้นแหละนะ ที่อยากจะพูดก็คือ เมื่อตะกี้นี้รู้สึกว่าเป็นไง? ดูเป็นธรรมชาติไหม?”

 

ต่อคำถามของฉัน แอนน์ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา

 

 

“...เอ่อ คุณหนู นี่มันอะไรกันคะ? ตกลงว่านี่น่ะมันหมายความว่ายังไงกันแน่คะเนี่ย?”

 

“พูดอะไรน่ะ ก็แหงละสิว่ากำลังฝึกขว้างงูของเล่นให้เป็นธรรมชาติที่สุดไงล่ะ!”

 

โธ่ จริง ๆ เลย แอนน์นี่ก็ ทั้ง ๆ ที่อธิบายอย่างให้ฟังอย่างระเอียดแล้วแท้ ๆ ฉันพูดย้ำเรื่องที่พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ออกไปอีกครั้ง

 

“...มันก็ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินเรื่องนี้จากคุณหนูมาก่อน แล้วก็เห็นถึงสิ่งที่คุณหนูพยายามทำ แต่ว่า...ตั้งแต่แรกเลย ดิฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่าทำไมถึงต้องมาฝึกอะไรแบบนี้”

“ที่ทางนี้อยากจะสื่อก็คือ เผื่อในกรณีฉุกเฉินไง เป็นการฝึกเพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามประหลาดใจ แล้วเปิดช่องว่างไงล่ะ!”

 

“...คุณหนูคะ...ตรงส่วนที่ว่า “เผื่อในกรณีฉุกเฉิน” นั่นละค่ะ ที่ดิฉันไม่เข้าใจสักนิด”

 

 

“เผื่อในกรณีฉุกเฉิน ก็หมายความว่า เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นแหละ! เอาล่ะถ้างั้นก็ อีกครั้งหนึ่ง คอยดูให้ทีนะว่าทางนี้ขว้างได้ดูเป็นธรรมชาติหรือเปล่า โอเค๊?”  

 

พอพูดไปแบบนั้น ฉันก็เริ่มฝึกขว้างงูของเล่นจากกระเป๋ากระโปรงอีกครั้ง

 

“ตั้งแต่แรกเลย...ดิฉันไม่คิดว่าการขว้างงูของเล่นออกจากกระเป๋ากระโปรงจะเป็นเรื่องธรรมชาติได้หรอก...”

 

แอนน์ถอนหายใจพึมพำพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่ว่ามันก็ไม่ได้เข้าหูฉันที่กำลังขะมักเขม้นฝึกช้อมการขว้างอยู่เลยสักนิด

 

ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อที่จะไม่โดนลากไปสู่จุบจบแห่งหายนะเพราะเป้าหมายจีบไปตกหลุมรักมาเรียผู้มีเสน่ห์ท่วมท้นเข้า ฉันจึงขะมักเขม้นทุ่มเทฝึกฝนฝีมือการขว้างงูของเล่นด้วยแรงใจทั้งหมดที่มี!

 

แล้วก็จะขยายสวนออกไปอีกสักหน่อย แล้วก็เพิ่มชนิดของพืชผลเข้าไปอีกด้วย!




NEKOPOST.NET