[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 20 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.20 - ฉลองวันเกิด


วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ที่ความทรงจำฟื้นกลับคืนมาเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ฉันอายุ 8 ขวบ ก่อนที่จะรู้ตัว เวลาก็ผ่านไป 7 ปีแล้ว

 

ในเร็ว ๆ นี้ฉันจะอายุครบ 15 ปี

 

ในโลกใบนี้น่ะ ลูกขุนนางที่อายุได้ 15 ปี เป็นวัยที่จะต้องเปิดตัวออกสู่สังคม—

 

แล้วก็เป็นช่วงวัยสำหรับคนที่มีพลังเวทจะต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์

 

หน้าร้อนที่จะถึงนี้ ฉันจะอายุครบ 15 และก็จะเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนในฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป

 

อนึ่ง ที่โรงเรียนเวทมนตร์น่ะ ไม่ว่าจะมีฐานะแบบไหน ทุกคนก็ต้องเข้าไปอยู่ที่หอพักกันหมดไม่มียกเว้น

 

แต่ก็นะ สำหรับคนที่มีฐานะสูงก็ดูเหมือนจะได้ห้องที่ดีกว่าคนอื่น แถมจะมีคนรับใช้ติดตามไปด้วยก็ไม่เป็นไรอีกด้วย...ยังไงก็ตามแต่ ชีวิตที่นั่นก็คงจะไม่มีอิสระเสรีเหมือนอย่างชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

และพอเข้าโรงเรียน –เวทีของเกมส์โอโตเมะที่ฉันหวาดกลัวก็จะเริ่มต้นขึ้น

 

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อนางเอกที่เป็นสามัญชนเข้าเรียนที่โรงเรียนพร้อมกับความสามารถในการใช้เวทมนตร์ธาตุแสงที่หาได้ยากยิ่งแม้แต่ในหมู่ขุนนาง

 

ที่โรงเรียน นางเอกจะได้พบพานและตกหลุมรักกับหนุ่มหล่อสเปคสูงหลาย ๆ แบบ ที่เป็นเป้าหมายในการจีบ เป็นต้นว่า เจ้าชายฝาแฝด ลูกชายบุญธรรมของดยุค และก็ บุตรชายของอัครมหาเสนาบดี

 

 

จากนั้นก็จะถูก คาตารินะ แคลส์ ที่เป็นนางร้ายเข้ามาขัดขวาง และ เป็นสาเหตุให้คาตารินะเดินเข้าสู่หนทางแห่งหายนะ

 

 

ในเวลา 7 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ที่ความทรงจำกลับคืนมา ฉันก็ได้พยายามอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบแบบหายนะของตัวเองในตอนจบ

 

ฉันฝึกฝนวิชาดาบ และ เวทมนตร์ ลากคีธออกจากการหมกตัวอยู่ในห้องคนเดียว ขอให้คุณทอมที่เป็นหัวหน้าคนสวนให้ช่วยสร้างงูของเล่นเสมือนจริงขึ้นมา

 

แต่ทว่า ในบรรดากิจกรรมที่ทำทั้งหมดนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยราบรื่นนัก...ฉันหมายถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเวทมนตร์ของตัวเองน่ะ

 

เวทมนตร์ของฉันเดิมทีแล้วเป็นเวทมนตร์ที่อ่อนที่สุดจากบรรดาเวททั้งหมด –เวทดิน และเวทอย่างเดียวที่ฉันสามารถใช้ได้ก็คือ “เคลื่อนเศธดิน” ที่ทำให้สามารถเคลื่อนเศธดินได้สองสามเซนติเมตรในตอนแรก ๆ ...หลังจากที่ฝึกฝนนานนับปี ก็สามารถขยับเพิ่มเป็น 15 เซนติเมตร ฉันก็เลยคิดว่าน่าจะสามารถใช้เวทแกร่งกว่านี้ได้ในอีกไม่นาน แต่ทว่า...

 

หลังจากนั้นมา ไม่ว่าฉันจะฝึกฝนสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถเคลื่อนดินไปได้มากกว่านั้นอีก กับเวทบทอื่นเองก็ไม่สามารถใช้ได้เลย

 

แรก ๆ ก็ไม่อยากจะยอมรับความจริงนักหรอก แต่ว่า...ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับมัน

 

เป็นเรื่องที่โชคร้ายจริง ๆ แต่ว่า...ฉันน่ะแทบจะไม่มีพรสวรรค์ในการใช้เวทมนตร์เลย

 

 

ถ้าเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ บางทีอาจจะมีโอกาสให้เวทมนตร์ของฉันเบ่งบานขึ้นมาแบบทันทีทันใดก็เป็นได้...แต่ว่า...ฉันคงไม่ตั้งความหวังอะไรมากหรอก...

 

 

ถ้าเป็นแบบนี้ แผนเดิมที่ตั้งใจจะหางานที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ในตอนที่โดนเนรเทศออกจากประเทศคงไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไปแล้ว

 

ถ้าเกิดเรื่องนั้นขึ้น ฉันจะทำงานอะไรหาเลี้ยงตัวเองดีละเนี่ย...

 

 

ตอนที่คิดหนักกับปัญหานี้อยู่นั้นเอง ฉันก็ได้ยินจากคนรับใช้ว่ามีฟาร์มขนาดใหญ่ที่ยังต้องการจ้างคนงานอยู่เยอะเลย

 

ใช่แล้ว! ฉันน่ะไม่เหมือนตัวเองคนเดิมที่ปลูกอะไรก็แห้งเหี่ยวอีกแล้ว ตอนนี้น่ะในเรื่องการทำงานในสวนฉันน่ะถือว่าใช้ได้เลยล่ะ ถ้าถูกขับไล่ออกจากประเทศ ก็ไปหาฟาร์มใหญ่ ๆ แล้วทำงานในฐานะชาวนาชาวสวนดีกว่า ถ้ามีงานทำก็คงจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อยู่แหละน่า

 

ขณะที่ยังคงฝึกฝนเวทมนตร์อยู่ เผื่อในกรณีที่อาจจะกลายไปเป็นชาวนาชาวสวน ฉันจึงเริ่มเรียนวิชาเกษตรไปด้วยเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนี้ แผนตอบโต้จุดจบแบบหายนะของฉันก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว

 

ขณะที่วางแผนตอบโต้เอาไว้เสร็จสรรพ ก็มีเหตุการไม่คาดฝันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

เรื่องที่ว่าก็คือ เหล่าเป้าหมายในการจีบ และ คู่ปรับต่างก็มาชุมนุมอยู่ที่บ้านของฉันแทบทุกวันเลยน่ะสิ แล้วทำไมความสัมพันธ์ของทุกคน แล้วก็บุคคลิกของแต่ละคนถึงได้ดูจะแตกต่างจากในเซ็ตติ้งของเกมส์กันนักล่ะ?

 

 

 

เริ่มจาก จาเร็ด สจ๊วด ก่อนเลย เขาเป็นเจ้าชายลำดับที่สามของอาณาจักร แล้วก็เป็นคู่หมั้นของฉัน ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะดูเหมือนเจ้าชายตามแบบฉบับเหมือนออกมาจากนิยาย ผมสีบลอน์ ตาสีฟ้า แต่ข้างในน่ะเป็นเจ้าชายจอมซาดิสม์ผู้ชั่วร้ายล่ะ ถ้าหากนางเอกตกหลุมรักกับจาเร็ด คาตารินะก็จะมุ่งสู่จุดจบแบบหายนะ

 

 

แต่ทว่า ถึงแม้จาเร็ดในเกมส์ควรจะต้อง “ไม่สนใจคาตารินะเลยสักนิด แล้วก็แทบจะไม่เคยไปเยี่ยมเยียนเธอเลย...” แต่ก่อนจะรู้ตัว เขาก็มาหาฉันที่บ้านทุก ๆ สามวัน แล้วก็ยังมาช่วยฉันเก็บเกี่ยวผักผลไม้จากในสวน แล้วก็มักจะคอยเอาขนมหวานมาเป็นของฝากฉันบ่อย ๆ ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ นี่นะ

 

พูดตามตรงเลย เราเข้ากันได้ดีเลยล่ะ...ถึงขนาดที่ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าจาเร็ดจะใช้ดาบฟันฉัน หรือ เนรเทศฉันออกจากอนาณาจักรได้ยังไงเลย แต่ว่านะ...

 

ถ้าหากจาเร็ดได้พบกับนางเอก แล้วตกหลุมรักกับเธอเป็นครั้งแรก ในฐานะที่เป็นคู่หมั้นของเขา ฉันก็คงจะกลายเป็นตัวเกะกะ... “ความรักแปรเปลี่ยนใจคน” นี่เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในนิยายรักที่ฉันเคยอ่าน ยังไงก็ต้องระวังเอาไว้ก่อนล่ะ

 

 

อีกเรื่อง แผลที่เป็นสาเหตุให้จาเร็ดต้องมาหมั้นหมายกับฉันในตอนแรกก็ได้หายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน พอฉันสังเกตเห็นเรื่องนี้เข้าฉันก็ถ่อไปบอกจาเร็ดด้วยความดีใจ...

 

“เจ้าชายจาเร็ด แผลบนหน้าผากของฉันหายไปแล้วล่ะ ก็หมายความว่าเจ้าชายไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกแล้ว จะเพิกถอนการหมั้นหมายก็ได้แล้วนะคะ”

 

พอพูดแบบนั้นออกไปอย่างดีใจ จาเร็ดก็ดูเหมือนจะทำหน้าช็อคไปสักพัก...หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็กลับมายิ้มเหมือนเคย

 

“เห งั้นเหรอ? ไหงเอามาให้ดูหน่อยสิ”

 

เขาขยับเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มอันงดงามที่ไม่หายไปจากบนใบหน้า ใช้มือบังคับแหวกผมด้านหน้าของฉันออกไปด้านข้าง แผลบนหน้าผากก็น่าจะหายไปไม่เหลืออะไรแล้ว แต่ว่า...

 

“ไม่เลยนิ ยังมีรอยแผลเหลืออยู่นิดหน่อยนะ”

 

จาเร็ดพูดออกมาขณะที่จ้องมองหน้าผากของฉันที่ควรจะกลับมาสวยใสไร้แผลอีกครั้งแล้ว

 

“เอ๋!? แต่ว่าฉันตรวจดูในกระจกตั้งหลายครั้งแล้วนะ...แล้วก็ยังให้แอนน์ช่วยดู...”

 

ฉันพึมพำออกไปอย่างมึนงง...

 

“ผิดแล้วล่ะ ยังมีแผลเหลืออยู่ นี่ เธอก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?”

 

คำถามของจาเร็ดส่งหาสาวใช้ของฉัน –แอนน์ หลังจากนั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งบอกกับฉันอยู่หยก ๆ ว่า “หายแล้วค่ะ แผลหายไปหมดแล้ว ดีจังเลยนะคะ คุณหนู” แต่เธอกลับผยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยกับจาเร็ดซะงั้น...ไม่อยากจะเชื่อเลย แอนน์คนทรยศ...

 

ด้วยเหตุนั้นเอง แผลที่ควรจะหายดีแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ายังไม่หายด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ แล้วฉันก็โดนจาเร็ดบอกอย่างหนักแน่นว่า “จะยกเลิกการหมั้นหมายไม่ได้เด็ดขาด” พร้อมยิ้มออกมา แล้วจบบทสนทนาลงทันที

 

หลังจากนั้น แม้ในตอนแรกจะสนับสนุนการหมั้นหมายเต็มที่...แต่ตอนนี้ท่านแม่ของฉันก็คัดค้านการหมั้นหมายเหมือนกันแหละ แม้แต่คีธก็ยังพูดมาว่า “พี่คาตารินะไม่เหมาะจะเป็นคู่หมั้นของเจ้าชายหรอกครับ” พยายามจะพูดช่วยฉัน แต่สุดท้ายแล้ว จนกระทั่งตอนนี้ฉันก็ยังไม่สามารถยกเลิกการหมั้นหมายกับจาเร็ดได้

 

 

ก็นะ จาเร็ดคงไม่ยอมให้การหมั้นหมายถึงยกเลิกได้ง่าย ๆ เหมือนในเกมส์นั่นแหละ ก็เพราะว่าเขาอยากจะใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้เหล่าบุตรสาวของขุนนางคนอื่น ๆ มายุ่งวุ่นวายกับเขา

 

เพราะเหตุนี้เอง ฉันจึงไม่อาจทำลายแฟล็กหายนะแห่งการหมั้นหมายกับจาเร็ดได้ ดูเหมือนคงจะต้องพกดาบ กับ งูของเล่นติดตัวไปที่โรงเรียนเพื่อป้องกันตัวแล้วล่ะนะ อีกอย่างก็ต้องฝึกฝนการขว้างงูของเล่นออกจากกระเป๋าให้เชี่ยวชาญเอาไว้ด้วย

 

 

ต่อไปก็ คีธ แคลส์ เขาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการจีบ เนื่องจากพลังเวทที่ทรงพลังของเจ้าตัว จึงถูกตระกูลของฉันรับเข้ามาในตระกูลเมื่อ 7 ปีก่อน เป็นน้องชายที่แสนน่ารักของฉันเองล่ะ ถ้าหากนางเอกตกหลุมรักกับคีธ คาตารินะก็จะมุ่งตรงสู่เส้นทางจุดจบแบบหายนะ

 

คีธเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มีผมเป็นลอน ดวงตาสีฟ้า เพราะถูกแม่เลี้ยง กับ พี่สาวบุญธรรมละเลย จึงเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวจนกลายเป็นหนุ่มเจ้าสำราญไปเพราะเหตุนั้น พอเข้าโรงเรียน ความโดดเดี่ยวของเขาก็จะถูกเยียวยาโดยนางเอก และเขาก็จะตกหลุมรักเธอ แต่ทว่า...

 

ถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้น ฉันก็คงแย่ เพราะงั้นเพื่อที่จะไม่ให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว ฉันจึงลากคีธออกจากห้องทุกวัน แล้วในตอนนี้ โดยที่ฉันไม่ต้องไปฉุดลากเจ้าตัวออกมาอีกแล้ว กลายเป็นว่าพวกเรามักจะอยู่ด้วยกันเสมอ เพราะงั้นคราวนี้คีธจึงไม่ได้เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว แบบนี้นางเอกก็จะไม่ได้เป็นคนที่ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวของเขา แล้วเขาก็จะไม่ไปตกหลุมรักเธอ

 

แต่ทว่า มีเรื่องหนึ่งที่ฉันทำพลาดไป เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้คีธกลายเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ฉันจึงมักจะพร่ำบอกกับเขาเสมอว่า “ต้องปฏิบัติกับสุภาพตรีอย่างสุภาพ และ อ่อนโยนอยู่เสมอ” ผลก็คือ...เขากลายเป็นสุภาพบุรุษกระชากใจหญิง

 

เพราะเจ้าตัวรับฟังคำพูดของพี่สาวอย่างเชื่อฟัง เขาปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างสุภาพ และ อ่อนโยนอย่างที่ฉันบอกไม่มีผิดพริ้ว นั่นน่ะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่า พอเดือนปีผ่านไป คีธที่น่ารักก็เติบโตขึ้น แล้วกลายเป็นหนุ่มหล่อที่แผ่ออร่าดึงดูดใจเพศตรงข้ามเหมือนในเกมส์ไม่มีผิด

 

 

ฉันไม่ได้รู้สึกตัวถึงเรื่องนี้เลยสักนิด บางทีเพราะว่าอยู่ด้วยกันทุกวัน ก็เลยชินชา และ ไม่ได้รู้สึกอะไรจากตัวของคีธ....

 

พอรู้สึกตัวเข้า เหล่าบุตรสาวของขุนนางทั้งหลาย หรือแม้แต่เหล่าสาวใช้ต่างก็หลงใหลเจ้าตัวจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นเสือผู้หญิงเต็มตัวจนได้

 

ถึงฉันจะป้องกันไม่ให้คีธโดดเดี่ยวเดียวดายได้ แต่ทว่า...การที่จะป้องกันไม่ให้เขากลายเป็นหนุ่มเจ้าสำราญนั้น...ถึงแม้จะมีฉันช่วยแต่เจ้าตัวก็กลายเป็นแบบนี้จนได้อยู่ดี

 

คนต่อไปก็ อลัน สจ๊วต เจ้าชายลำดับที่สี่ของอาณาจักร เป็นน้องชายฝาแฝดของจาเร็ด แล้วก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการจีบด้วยเหมือนกัน เป็นเจ้าชายรูปงามแต่ออกจะผิดแผกจากเจ้าชายในอุดมคติอยู่นิดหน่อย เพราะเจ้าตัวมีผมสีเงิน กับ ดวงตาสีฟ้า อลันมักจะถูกเอาไปเปียบเทียบกับจาเร็ดอยู่เสมอ เลยทำให้ต้องเจ็บปวดเพราะความรู้สึกด้อยกว่า ตามเซ็ตติ้งของเกมส์เจ้าตัวก็น่าจะเกลียดพี่ชายของตัวเอง แต่ทว่า...

 

ตอนนี้อลันดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหากับปมด้อยหรืออะไรพวกนั้นเลย  แล้วก็ดูไม่เหมือนว่าเจ้าตัวจะเกลียดจาเร็ดด้วยเหมือนกัน ถึงจะพูดไม่ได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในสายตาของฉันแล้วก็ดูเข้ากันได้ดี

 

ยิ่งกว่านั้น เพราะในรูทของอลัน คาตารินะไม่ได้โผล่ออกมาเพราะเธอไม่ใช่ตัวละครคู่แข่ง เพราะงั้นตามปกติแล้ว ฉันก็ไม่น่าจะมีโอกาสได้พบปะกับอลัน แต่ทว่า...

 

เพราะเหตุผลบางประการ อลันกลับมาเยี่ยมฉันแทบจะทุกวัน พรสวรรค์ทางดนตรีของเจ้าตัวก็เบ่งบานอย่างเต็มที่ ฉันมักจะได้รับบัตรเชิญไปชมงานแสดงเปียโนของเจ้าตัวบ่อย ๆ ฉันมักจะไปชมด้วยกันกับทุกคน ตอนนี้พวกเราก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

 

เดิมทีแล้ว พรสวรรค์ของเจ้าตัวไม่ควรจะเบ่งบานในตอนนี้ เพราะตามที่พล็อตเรื่องที่วางไว้คือนางเอกจะเป็นคนค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีของเจ้าตัว แล้วช่วยทำให้เบ่งบาน แต่ทว่า...

 

 

มีหลาย ๆ อย่างแตกต่างไปจากพล็อตที่วางไว้ในเกมส์เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ...

 

ต่อไปก็ แมรี่ ฮันท์ เธอเป็นคู่หมั้นของเจ้าชายอลัน แล้วก็เป็นตัวละครคู่แข่งในรูทของเจ้าชายอลันอีกด้วย เธอเป็นสาวงามที่มีผมสีน้ำตาลแดง และ ดวงตางดงามราวกับตุ๊กตา

 

ในเซ็ตติ้งของเกมส์ เธอไม่ได้คิดอะไรมากมายกับคาตารินะ แคลส์ เหมือนกับอลัน เธอไม่ควรจะมีปฏิสัมพันธ์อะไรมากมายกับฉัน แต่ทว่า...ตอนนี้เธอก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของฉันแล้ว

 

ครั้งแรกที่เจอกัน เธอทำตัวประหม่าเอามาก ๆ ในช่วงเจ็ดปีมานี้แมรี่ก็ได้เปลี่ยนไป ไม่ใช่คนที่เอาแต่หวาดกลัวตัวสั่นอีกต่อไปแล้ว

 

เธอเก่งในเรื่องการเล่าเรียน ตอนที่เปิดตัวต่อสังคมเมื่อไม่นานมานี้ก็มีกิริยาท่าทางสง่า และ งดงาม  การเต้นรำอันวิจิตรของเธอนั้นในงานก็เป็นที่พูดคุยฮือฮากันยกใหญ่ เธอได้กลายเป็นเหมือนบุตรสาวขุนนางผู้สูงส่งเหมือนอย่างในเกมส์ไม่ผิดเพี้ยน

 

แต่ทว่านะ ในเกมส์น่ะ แมรี่จะรักอลันสุดหัวใจ...แต่แมรี่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าจะไม่ได้หลงรักอลันเลยแม้แต่น้อย

 

ก็คิดว่าทั้งคู่เข้ากันได้ดีเป็นปกติอยู่หรอก แต่ตอนที่พวกเราอยู่ด้วยกันเจ้าตัวไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับเจ้าชายอลันเลยเนี่ยสิ แถมดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ค่อยจะได้มาพบปะกันมากนัก

 

หรือว่า ทั้งสองคนแค่ปิดบังไม่ให้ฉันรู้เพราะรู้สึกเขินกันหรือเปล่าหนอ?

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในเกมส์น่ะ การที่แมรี่ต้องการจะกลายเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมก็เพื่อที่จะได้เป็นเลดี้ที่คู่ควรกับฐานะชายาของเจ้าชาย แต่ทว่า...

 

ดูเหมือนแมรี่จะไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับเรื่องการเป็นชายาของเจ้าชายเลยแม้แต่นิด หลายปีก่อน แมรี่ก็ชอบบ่นกับฉันว่า “ฉันไม่เหมาะจะเป็นคนสำคัญอย่างพระชายาของเจ้าชายหรอกค่ะ” จากนั้น เธอก็มักจะพูดให้ฉันฟังอยู่ตลอดเวลาว่าการเป็นคนในราชวงค์ แล้วก็ต้องทำตัวให้เหมาะสมกับฐานะพระชายาของเจ้าชายน่ะมันมีแต่เรื่องลำบากลำบน

 

ในระหว่างบทสนทนาพวกนั้น พอเธอได้ยินฉันบอกว่าไม่ชอบการที่หมั้นหมายกับเจ้าชายจาเร็ด เธอก็ทำหน้าครุ่นคิดยกใหญ่ ก็ขนาดแมรี่ผู้เพียบพร้อมยังคิดว่ามันลำบากขนาดนั้น กับฉันมันก็ยิ่งแล้วใหญ่น่ะสิ

 

แล้วจากนั้นเพื่อทำให้ฉันเบาใจ แมรี่ก็พูดกับฉันอย่างอ่อนโยนว่า “งั้นก็มายกเลิกการหมั้นหมายแล้วหนีไปประเทศอื่นด้วยกันเถอะค่ะ!” เป็นเพื่อนที่ใจดีและ พึ่งพาได้จริง ๆ เลยน้า

 

 

ต่อไปก็ นิโค อัสคารอท บุตรชายของอัครมหาเสนาบดี เป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า แล้วก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการจีบด้วยเหมือนกัน มีผม และ ดวงตาสีดำ ใบหน้าราวกับตุ๊กตา เป็นหนุ่มรูปงามที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันล้นเหลือ ไม่ใช่แค่กับผู้หญิง แม้แต่ผู้ชายเองก็ยังต้องลุ่มหลง

 

เหมือนกับคนอื่น ๆ ตามเซ็ตติ้งของเกมส์แล้วนิโคไม่น่าจะได้มีโอกาสมาพบปะกับคาตารินะเลย แต่ทว่า...หลังจากที่ฉันได้กลายมาเป็นเพื่อนกับน้องสาวของเขาโดยบังเอิญ เจ้าตัวเขาเองก็เริ่มมาเยี่ยมที่บ้านของฉันแทบทุกวันเหมือนคนอื่น ๆ

 

เจ้าตัวก็ยังเป็นคนที่เงียบขรึมเหมือนเคย จะเอ่ยปากพูดก็ตอนที่จำเป็น แต่ว่านะ...เสน่ห์อันเหลือร้ายของเจ้าตัวเนี่ยสิ ในแต่ละปีก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ๆ

 

เทียบกับแต่ก่อนนิโคก็หัวเราะให้เห็นบ่อยขึ้น บางทีเพราะเขาเริ่มเปิดใจให้พวกเราด้วยละนะ ฉันคิดว่าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีอยู่หรอกแต่ว่า...ไม่ได้ ๆ รอยยิ้มนั่นน่ะมันกับดักชัด ๆ

 

 

ยิ่งกว่านั้นนะ เขาลือกันว่านิโคน่ะเป็นที่นิยมมาก ๆ ไม่ว่าจะกับหญิง หรือ ชาย ถ้าหากเจ้าตัวเผยยิ้มออกมาให้เห็นทุกคนก็จะถูกดึงดูดให้ลุ่มหลงในบัดดล เหล่าผู้ตกเป็นเหยื่อได้ลุกลามมาถึงคฤหาสน์แคลส์ของเราแล้วด้วย เหล่าสาวใช้ต่างก็ตกเป็นเหยื่อให้กับเสน่ห์อันเหลือร้ายนั่นของเจ้าตัว ลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นกันหมด

 

ยังไงก็ตาม เอาเป็นว่าตอนนี้ ฉันจะต้องพยายามเต็มที่เพื่อปกป้อง คีธ กับ แมรี่ ไม่ให้มีชะตากรรมเหมือนเหยื่อรายอื่น ๆ

 

คนต่อไปก็ โชเฟีย อัสคารอท เธอเป็นทั้งน้องสาวของนิโค แล้วก็เป็นตัวละครคู่แข่งในรูทของนิโค เจ้าตัวเป็นสาวงามเหมือนกับพี่ชาย แล้วก็ไม่น่าจะได้มาพบปะกับคาตารินะด้วยเหมือนกัน แต่ทว่า...ตอนนี้น่ะเธอได้กลายมาพรรคพวกอ่านนิยายรัก และ เป็นเพื่อนสนิทของฉันเช่นเดียวกันกับแมรี่

 

จนอายุได้สิบขวบโชเฟียเคยเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเอง ช่วงเวลานั้นเธอได้อ่านหนังสือมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน เพราะงั้น หนังสือที่เธอแนะนำจึงมีแต่เรื่องสุดยอดทั้งนั้น แถมยังมีพรสวรรค์ในการค้นหาผลงานยอดเยี่ยมชิ้นใหม่ ๆ อีกด้วย ฉันถึงกับเรียกโชเฟียว่าเป็นท่านอาจารย์เพราะความนับถือเลยล่ะ

 

โชเฟียน่ะรักพี่ของเธอมาก เธอมักจะยกเรื่องพี่ชายของเธอขึ้นมาพูดอย่างรักใคร่ให้ได้ยินบ่อย ๆ เป็นต้นว่า “ท่านพี่น่ะยอดเยี่ยมที่สุดแล้วค่ะ ในฐานะสามีแล้วน่ะฉันขอแนะนำเลย”

 

ถ้าหากคนที่นิโคชอบปรากฏตัวขึ้นมา มีหวังเจ้าตัวได้เป็นโรคซึมเศร้าแหง ถ้าตอนนั้นมาถึงฉันจะต้องคอยให้กำลังใจเพื่อนที่แสนสำคัญคนนี้ให้ดีที่สุดเลยล่ะ!

 

ด้วยเหตุนี้เอง โดยที่ไม่รู้สาเหตุ เหล่าเป้าหมายในการจีบ และ คู่แข่ง ต่างก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนของฉันกันหมด ในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงนี้พวกเราก็จะได้ไปเข้าโรงเรียนเวทมนตร์ด้วยกันแล้ว

 

 

★★★★★★★★★★★

 

ในที่สุดวันเกิดครบรอบ 15 ปี ของฉัน ก็ได้มาถึง ในฐานะที่เป็นงานเปิดตัวต่อสังคมครั้งแรกของฉัน จึงได้มีการวางแผนจัดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้แล้ว โดยงานได้จัดขึ้นที่คฤหาสน์ของพวกเราเอง

 

งานปาร์ตี้ครั้งนี้เป็นงานปาร์ตี้เต้นรำ ฉันจะต้องทักทายเหล่าบรรดาแขกผู้มาร่วมงาน แถมยังต้องเต้นรำอีกด้วย

 

แม้จะเป็นพวกเก่งกีฬา แต่โชคร้ายหน่อยที่ฉันดันไม่มีเซ้นส์เรื่องจังหวะเอาซะเลย ก็เลยไม่ถนัดเรื่องเต้นรำมากนัก

 

ถึงกระนั้น เพื่องานในครั้งนี้ฉันจึงต้องฝึกฝนภายใต้การสั่งสอนของท่านแม่ หลังผ่านการฝึกฝนอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวช้ำแล้วช้ำเล่า ก็ดูเหมือนจะเต้นได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว แต่ว่า...มันก็ยังน่ากังวลอยู่ดี เพราะฉันอาจจะทำพลาดเมื่อไหร่ก็ไม่อาจจะรู้ได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในงานเต้นรำครั้งนี้น่ะ เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ดันกลายเป็นว่าเจ้าชายจาเร็ดจะคอยตามประกบฉันซะงั้น อยากให้เป็นคีธแทนอ่ะ แต่ก็ถูกบอกมาว่าจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้าชายจาเร็ด เพราะเจ้าตัวเป็นคู่หมั้นของฉัน

 

ถ้าเป็นคีธล่ะก็ ถึงจะเผลอไปเหยียบเท้าเข้า เจ้าตัวก็คงแค่หัวเราะปล่อยผ่านไป แล้วก็ยกโทษให้ฉัน แต่...กับเจ้าชายจาเร็ดแล้วฉันรู้สึกว่ามันจะไม่เป็นงั้นเนี่ยสิ

 

พอคิดขึ้นมาแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่มากขึ้นกับงานที่ใกล้จะมาถึง

 

งานถูกกำหนดให้จัดขึ้นในตอนเย็น ฉันต้องแต่งหน้าตั้งแต่เช้า ต้องคอยดูการแต่งองค์ทรงเครื่องไม่ให้มีอะไรผิดพลาด ก่อนงานจะเริ่มก็เล่นเอาเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงแล้ว

 

หลังจากความทุ่มเท ทุ่มทุน ทุ่มแรงของทุกคน ผลก็แสดงออกมาให้เห็น พอฉันมองดูที่กระจกก็มองเห็นตัวเองที่ดูเป็นสตรีที่เพียบพร้อมไม่มีที่ติ แต่ก็นะ หน้าตาตัวร้ายยังไงก็ยังเป็นอย่างงั้นอยู่เหมือนเดิมแหละ...

 

พอแต่งตัวเสร็จ เจ้าชายจาเร็ดที่แต่งชุดเครื่องแบบเต็มยศก็เดินประกบคู่กับฉันมุ่งหน้าเข้าสู่งาน

 

 

ฉันทักทายบรรดาเหล่าแขกผู้มาร่วมงานอยู่สักพัก จากนั้นเจ้าชายจาเร็ดพาฉันไปสู่ฟลอร์เต้นรำ แน่นอนแหละว่าคู่เต้นรำเปิดงานก็คือฉันกับเจ้าชายจาเร็ด จะต้องระวังไม่ให้ไปเหยีบเท้าของเจ้าตัวเข้า...ได้เวลาที่ต้องใส่ใจกับจังหวะการก้าวเท้า และ เต้นอย่างระมัดระวังเสมอเหมือนดั่งชีวิตของฉันแขนอยู่กับมันแล้ว

 

“คาตารินะ เธอในคืนนี้น่ะสวยมากเลยนะ”  

 

“ขอบคุณค่ะ”

 

พอจาเร็ดพูดชมฉันแล้วยิ้มออกมา เหล่าหญิงสาวที่อยู่รอบ ๆ พอได้ภาพนั้นก็ถึงกับเป็นลมล้มพับไปตาม ๆ กัน จาเร็ดเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหน้าตา และ ความสามารถต่างก็สุดยอดทั้งนั้น เพราะงั้นแหละ ในฐานะที่เป็นคู่หมั้น ก็เลยทำให้หญิงสาวคนอื่น ๆ พากันอิจฉาตาร้อนกัน

 

เอาจริง ๆ เลยนะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเปลี่ยนที่กับใครสักคนจริง ๆ ...

 

พอรอบเต้นรำกับจาเร็ดจบลง คู่หูเต้นรำคนต่อไปของฉันก็คือคีธ

 

“วันนี้พี่ สวยมากเลยครับ”

 

“ขอบใจจ้ะ”

 

 

พอคีธ –น้องชายผู้อ่อนโยนของฉันยิ้มออกมา ก็เหมือนกับจาเร็ด สายตาของเหล่าหญิงสาวตาก็พุ่งเป้ามาที่เรา ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดของดยุคแคลส์ แล้วก็ยังไม่มีคู่หมั้น คีธจึงกลายเป็นเป้าหมายของหญิงสาวหลาย ๆ คน แค่สถานะทางสังคมก็ดึงดูดหญิงสาวมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว พอบวกกับเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอันล้นเหลือของเจ้าตัวเข้าไปอีก (โชคร้ายหน่อยที่ฉันไม่อาจรู้สึกถึงมันได้) ก็ยิ่งทำให้มีเหล่าหญิงสาวลุ่มหลงมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

พอมาคิดดูแล้ว ทั้งที่ออกจะเป็นที่นิยมถึงขนาดนี้ ฉันกลับไม่เคยได้ยินเรื่องคนที่เจ้าตัวชอบพอมาก่อนเลยนะ...ทั้งที่อยู่ด้วยกันตลอดแท้ ๆ กลับไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันเลย ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้คีธตกหลุมรักกับนางเอกหรอก พี่สาวอยากให้คีธหาผู้หญิงที่วิเศษคนอื่นอ่ะ

 

หลังจากรอบเต้นรำกับคีธจบไป คู่เต้นรำคนต่อไปก็คือ แมรี่ ถัดไปอีกก็เป็นตาของอลัน

 

 “เธอสวยกว่าปกตินะวันนี้”

 

“...ขอบคุณมากค่ะ”

 

อลันพูดออกมาแบบขวานผ่าซาก แบบนี้เรียกได้ว่าเป็นคำชมหรือเปล่านะ ยังไงก็ตามแต่ฉันก็แค่พูดขอบคุณออกไปเหมือนเดิม

 

แล้วก็เป็นอีกครั้ง เหมือนกับครั้งของจาเร็ด กับ คีธ สายตาของเหล่าหญิงสาวต่างจับจ้องมาที่พวกเรา ในตอนนี้พ่อหนุ่มอัจฉริยะคนนี้ เป็นคนที่ว่ากันว่าเป็นว่าเป็นลูกรักที่ได้รับพรของเทพเจ้าแห่งดนตรี เขาได้รับเสียงสนับสนุนของเหล่าคุณนายหญิงจำนวนมาก ดูเหมือนว่าพวกเธอต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นการแสดงดนตรีที่แตกต่างจากการแสดงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง” ถึงฉันจะไม่เข้าใจนักก็เถอะ...

 

เพราะทุกคนต่างก็ยอมรับแมรี่ที่เป็นคู่หมั้นของเจ้าชายอลันในฐานะของสตรีผู้เพียบพร้อม เหล่าแฟน ๆ ของอลันก็ดูเหมือนจะสนับสนุนการหมั้นหมายของอลันกับแมรี่ ช่างแตกต่างกับเหล่าคนที่พูดลับหลังฉันว่า “นอกจากสถานะทางสังคมแล้ว ก็ไม่เห็นจะเหมาะสมกับเจ้าชายจาเร็ดเลยสักนิด” อยู่ตลอดเวลาอย่างสิ้นเชิง

 

หลังจากรอบเต้นรำของฉันกับอลันจบลง ไม่ใช่แค่เหล่าหญิงสาว แต่แม้เหล่าชายหนุ่มต่างก็เพ่งจุดสนใจไปที่ท่านเอิร์ลผู้ทรงเสน่ห์–นิโค เจ้าตัวมีอายุมากว่าฉันปีหนึ่ง เพราะงั้นก็เลยได้เข้าไปที่โรงเรียนเวทมนตร์ก่อนแล้ว แต่วันนี้เขาลาหยุดเพื่อที่จะมาร่วมงานวันเกิดของฉันโดยเฉพาะ ฉันวางมือของตัวเองบนมืออันงดงามของเขาที่ยื่นมาให้ แล้วจากนั้นก็เริ่มเต้นรำกับเขา

 

“คาตารินะ สวยมากเลย”

 

“ขะ-ขอบคุณมากค่ะ”

 

 

พอพูดแบบนั้นออกมา เจ้าตัวก็เผยรอยยิ้มที่ราวกับเป็นเวทมนตร์นั้นออกมา ที่รอบ ๆ ตัวของพวกเราต่างก็มีเสียงอึกทึกกันยกใหญ่ ตัวฉันน่ะชินกับรอยยิ้มเวทมนตร์นี่หลายปีแล้วล่ะ แต่กับคนอื่นนี่สิ “ท่านนิโค ยิ้มด้วยล่ะ!” ส่งเสียงประหลาดใจกันยกใหญ่ เอิร์ลผู้ทรงเสน่ห์อันเหลือร้าย ช่างเป็นตัวตนที่น่าหวาดหวั่นจริง ๆ แม้แต่ตอนอยู่ที่โรงเรียนก็คงโดนผู้คนรอบล้อมแบบนี้แหง

 

หลังจากนั้นสักพัก หลังจากที่การเต้นรำจบลง แมรี่กับโชเฟียก็เดินเข้ามาหา พวกเธอเอ๋ยปากพูดชมทรงผม ชุดเดรสของฉันแล้วก็อื่น ๆ

 

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันก็อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์โดยที่ไร้เหตุการณ์ใด ๆ

 

★★★★★★★★★★★

 

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว การเริ่มนับถอยหลังก่อนที่ฉันจะเข้าโรงเรียนก็ขยับใกล้เข้ามาทุกที ฉันจะต้องไปอยู่ที่โรงเรียนเป็นเวลา 2 ปี จะต้องตระเตรียมกระเป๋าข้าวของเครื่องใช้ที่จะนำไปด้วยที่หอพัก

 

ก็นะ เพราะยังไงก็เป็นบุตรสาวของดยุคแหละ เพราะงั้นงานเก็บเข้าของก็ควรจะเป็นหน้าที่ของคนรับใช้ แต่ว่า...

 

ยังไงก็ปล่อยให้คนอื่นทำทั้งหมดไม่ได้หรอก ก็เพราะว่าถ้าปล่อยให้พวกเขาทำ เหล่าข้ารับใช้ก็จะเอาแค่พวกชุดเดรส เครื่องประดับผม เพชรพลอยของประดับ บรา ๆ สรุปแล้วก็เป็นของที่ฉันไม่ต้องการทั้งนั้น ที่สำคัญคือจะไม่เอาพวกนิยายรัก หรือ หนังสือทำไร่ เก็บเข้ากระเป๋าให้ฉัน

 

เพราะงั้นแหละ ฉันถึงตัดสินใจว่าจะเก็บกระเป๋าเอง

 

ด้วยเหตุนี้เอง ก็เป็นอันตัดสินว่าจะมีสาวใช้ 5 คน นำโดยแอนน์ ที่จะติดตามไปโรงเรียนด้วยกันกับฉัน เพราะทำอะไรแทบจะทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ฉันก็เลยพูดออกไปว่า “ไม่ต้องการคนรับใช้หรอก” แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เพราะสถานะในฐานะดยุคน่ะ เพราะงั้นก็เลยต้องเลือกคนจำนวนน้อยที่สุดที่อนุญาตให้พาไปด้วย ฉันก็เลยเลือกห้าคน

 

 

แต่ทว่า ในจำนวนทั้งห้าคนทีว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ฉันเป็นห่วง สาวใช้ของฉัน –แอนน์ ที่คอยรับใช้ฉันมาตั้งแต่ฉัน อายุ 8 ขวบ เพราะตอนนี้น่ะเธออยู่ในช่วงวัยที่ควรจะแต่งงานได้แล้ว ในช่วงเวลา 7 ปีมานี้ ฉันได้แอนน์คอยดูแลอยู่เสมอ ๆ ปีนี้แอนน์ก็อายุ 23 ปีแล้ว ถ้าหากเป็นในโลกก่อน ก็ยังถือว่าอายุยังน้อยอยู่หรอก แต่ในโลกนี้น่ะวัยแต่งงานนั้นสั้นมาก ถ้าอายุ 25 แล้วก็ถือว่าเลยช่วงวัยแต่งงานไปแล้ว

 

เดิมทีแล้ว ถึงแอนน์จะทำงานเป็นสาวใช้ที่นี่ แต่เธอก็เป็นบุตรสาวของบารอน* ได้ยินมาว่า มันเป็นประเพณีในโลกนี้ที่จะให้บุตรสาวของขุนนางยศต่ำกว่า ไปรับใช้ขุนนางยศสูงกว่าเพื่อเรียนรู้มารยาทที่ดี โดยการไปเป็นสาวใช้ฝึกงาน  ซึ่งสาวใช้ฝึกงานที่ว่านี้ส่วนมากจะไปคอยรับใช้บุตรสาวของขุนนางในคฤาสน์ที่ตนเข้าไปฝึกงาน เพราะเหตุนี้เอง จึงมีสาวใช้ที่คอยรับใช้ฉันอยู่หลายคนที่มาจากการฝึกงานแบบนี้ แต่ว่า...

 

 *ยศขุนนางขั้นต่ำสุด

 

พวกเธอที่เป็นบุตรสาวผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างถนุถนอมนั้น พอมาเห็นฉันปีนต้นไม้ก็พากันกรีดร้องกันใหญ่ พอเห็นภาพฉันจับงูขึ้นมาพวกเธอก็จะเป็นลมล้มพับกันทันที เพราะงั้นเอง จึงไม่ค่อยมีสาวใช้มากนักที่อยู่ยาวรับใช้ฉัน แล้วเราก็ต้องส่งพวกเธอกลับไป และทุกครั้งที่เป็นแบบนั้นท่านแม่ก็จะองค์ลง ในบรรดาเหล่าสาวใช้ที่ผลัดเปลี่ยนกันอยู่ตลอดนั้น มีเพียงแอนน์ที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ไปไหน และเธอก็เป็นคนที่มีค่าสำหรับฉันมาก

 

ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ครอบครัวของแอนน์ยกเรื่องแต่งงานของเธอขึ้นมาพูด

 

เหล่าสาวใช้ที่เพิ่งมาใหม่ พอเห็นฉันปีนต้นไม้ต่างก็เป็นลมกันหมด หลังจากนั้นก็พากันลาออกทันที ฉันน่ะเป็นกังวลเรื่องการแต่งงานของแอนน์มาก...ถ้าหากว่าเสียแอนน์ไปล่ะก็ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี...

 

ขณะที่กังวลอยู่อย่างนั้น ฉัน...พอท่านพ่อของแอนน์มาเพื่อพาแอนน์กลับไป ฉันบอกกับเขาว่า “ฉันอยากให้แอนน์อยู่ที่นี่ด้วยกันกับฉัน!” ฉันพยายามพูดขอร้องกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันก้มหัวพูดขอลูกสาวของเขาราวสิ่งที่คนเป็นเจ้าบ่าวจะทำ แล้วสีหน้าของท่านพ่อของแอนน์ก็แข็งทื่อเป็นน้ำแข็ง

 

ผลของการพูดขอร้องอย่างเอาเป็นเอาตายของฉัน หลีกเลี่ยงไม่ให้แอนน์กลับบ้านไปแต่งงานได้ในที่สุด กลายเป็นว่าฉันทำลายหัวข้อที่จะหยิบหยกขึ้นมาพูดถึงเกี่ยวกับการแต่งงานของแอนน์ไปหมดซะแล้ว

 

พอท่านแม่มารู้เรื่องเข้า ก็เกิดองค์ลงผ่าเปี้ยงใส่ฉัน แต่ว่านะ...ตัวแอนน์เอง กลับยกโทษให้ฉัน แถมยังแค่หัวเราะออกมาเท่านั้นเองด้วย

 

ที่แอนน์ไม่ว่าอะไรฉันก็ดีใจจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้คงจะบังคับให้เธออยู่กับฉันตลอดไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้น่ะแอน์ก็อายุ 23 แล้วด้วย ถ้าหากยังอยู่กับฉันต่อไป ฉันคงไม่อาจจะฝืนอดทนกับความเอาแต่ใจของตัวเองได้อีก

 

เพราะงั้นแหละ การที่ฉันจะไปเข้าโรงเรียนจึงเป็นโอกาสดีที่แอนน์จะได้กลับไปบ้านของตัวเอง ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยให้แอน์ได้มีชีวิตแต่งงานที่ดี แต่ว่า...

 

“ถ้าดิฉันไม่อยู่ด้วย ใครจะเป็นคนดูแลคุณหนูละคะ ยังไงดิฉันก็ต้องติดตามไปโรงเรียนด้วยกันกับคุณหนูอยู่แล้วล่ะค่ะ” แอนน์พูดมาแบบนั้น

 

พูดตามตรง เรื่องที่จะให้แอนน์ที่อยู่กับฉันมานานจากไปในช่วงเวลาที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับแฟล็กหายนะเนี่ยเป็นอะไรที่ไม่น่าสบายใจจริง ๆ นั่นล่ะ เพราะงั้นแหละ การที่แอนน์จะติดตามไปที่โรงเรียนด้วยกัน ฉันจึงรู้สึกขอบคุณเธอมากจริง ๆ

 

 

“คุณหนู นี่มันอะไรคะ?”

 

แอนน์รื้อชุดทำงานในกระเป๋าฉันออกมา แล้วมองมาทางฉันด้วยสีหน้าอยากจะชักถาม

 

“ก็ชุดทำงานในไร่ไงล่ะ”

 

“ไร่...คุณหนู อย่าบอกนะว่า คิดจะทำไร่แม้แต่ในโรงเรียนน่ะ?”

 

“แน่นอนสิ! ก็ ถ้าขืนรามือจากงานไร่ตั้งสองปี ฝีมือทำไร่ก็ตกกันหมดพอดี ถ้าเป็นแบบนั้นจะกลายเป็นชาวไร่ที่ยอดเยี่ยมได้ยังไงกันล่ะ!” 

 

พอพูดแบบนั้นออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจ สีหน้าของแอนน์ก็ดูเหมือนจะซีดลงทันที

 

“...ไม่มีทาง ทำไมบุตรสาวของดยุคถึงอยากจะเป็นชาวไร่กันละคะ...”

 

“ก็แค่เผื่อเอาไว้น่ะ!”

 

“เผื่อเอาไว้อะไรกันล่ะคะ!? ...ไม่จริงน่า นี่หรือว่าคิดจะเอาจอบไปด้วย?”

 

“แน่นอนสิ ต้องเอาไปด้วยอยู่แล้ว! ก็ไม่รู้นี่น่าว่าที่โรงเรียนจะมีให้ยืมหรือเปล่า!”

 

“...ขอทีเถอะค่ะ”

 

หลังจากนั้น สองสามนาทีถัดไป ฉันก็พยายามจะยัดชุดทำงานกับจอบเข้ากระเป๋า ส่วนแอนน์ก็พยายามห้ามฉันเอาไว้

 

และแล้วในที่สุดฤดูหนาวกับจบลง และแล้วฤดูใบไม้ผลิก็ก้าวเข้ามา




NEKOPOST.NET