[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 18 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.18 - ไปเที่ยวที่บ้านเอิร์ล


18 – ไปเที่ยวที่บ้านเอิร์ล

 

หน้าร้อนใกล้จะจบลง ฤดูใบไม้ร่วงก็เริ่มขยับใกล้เข้ามา นี่ก็ผ่านมาได้หลายอาทิตย์แล้วตั้งแต่ที่โชเฟียกับคุณพี่ชายมาที่บ้านฉันเป็นครั้งแรก 

 

 

ตอนนี้โชเฟียก็มักจะมาเยี่ยมเยียนฉันเป็นประจำ แมรี่เองก็มักจะมาร่วมวงอยู่ด้วยตลอด เพราะงั้นการคุยเม้าเกี่ยวกับนิยายรักของพวกเราก็เลยยิ่งเร่าร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะโชฟียชอบอ่านหนังสือหลายประเภท ฉันเองก็เลยพลอยได้อ่านหนังสือหลาย ๆ แนวไปด้วย

 

แล้วก็นะ ตอนนี้เรื่องที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่คือเรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่างหญิงสาวสามัญชน กับ ท่านเอิร์ลผู้ทรงสเน่ห์ล่ะ

 

สเน่ห์อันเหลือร้ายของเอิร์ลหนุ่มรูปงามนั้น ไม่ใช่แค่ทำให้หญิงสาวหลงไหล แต่กระทั่งผู้ชายก็ยังต้องลุ่มหลง เป็นเรื่องราวความรักเกี่ยวกับเด็กสาวสามัญชนที่ไปบังเอิญพบกับท่านเอิร์ลคนนั้นเข้าในเมือง

 

เพราะโชเฟียแนะนำมา ฉันก็เลยเริ่มอ่านเรื่องที่ว่านี้ –เป็นเรื่องราวของเอิร์ลหนุ่มรูปงามที่มีผม และ ดวงตาสีดำขลำ

 

โชเฟียแอบบอกมาว่า “อันที่จริง สาเหตุที่ชอบเรื่องนี้ก็เพราะว่าพระเอกดูคล้ายกับท่านพี่น่ะค่ะ”

 

แล้วก็บอกมาอย่างเขิน ๆ อีกด้วยว่า “ชอบเป็นพิเศษเลยค่ะ...”

 

พอได้ลองอ่านดูก็รู้สึกว่าคล้ายกันจริง ๆ นั่นล่ะ

 

ฉันน่ะชินแล้วล่ะกับการเห็นหนุ่มรูปงามอย่างอย่างเจ้าชาย จาเร็ด กับ คีธ แล้ว แต่ว่านะ พี่ชายของโชเฟียน่ะ มีบรรยากาศที่พิเศษแตกต่างออกไป

 

ใบหน้างดงามราวกับเป็นตุ๊กตา ดวงตาสีดำขลำมีเสน่ห์ลึกลับอันน่าค้นหา ดึงดูดผู้คนให้หลงใหลอย่างไม่รู้ตัว

 

ถ้าเติบโตขึ้นไปอย่างนี้ต่อไปละก็ ฉันมั่นใจเลยว่าไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่กระทั่งผู้ชายเองก็คงจะต้องหลงเสน่ห์ของคน ๆ นี้เหมือนกับท่านเอิร์ลจากในนิยายอย่างแน่นอน

 

แต่ว่านะ ฉันน่ะยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพี่ชายของโชเฟีย –นิโค เท่าไหร่นัก

 

ในคู่มือส่วนข้อมูลของตัวละครเป้าหมายในการจีบ เขียนเอาไว้ว่านิโคเป็นคนที่ปกติที่มีสามัญสำนึกมากที่สุด  และอีกอย่างเพราะว่าเป็นพี่ชายของเพื่อนคนสำคัญ ฉันก็เลยอยากจะสนิทด้วย แต่ว่า...ปัญหาก็คือ เจ้าตัวเป็นคนพูดน้อยนี่สิ จะพูดก็ตอนที่จำเป็นเท่านั้น และถึงจะพูดก็พูดแค่ไม่กี่คำเอง

 

 

เพราะมักจะวุ่นอยู่เสมอ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสไปพูดคุยกับคนเงียบ ๆ อย่างนิโคมากนัก...

 

แถมยังได้ยินมาว่า เขาก็เหมือนกับ เจ้าชายจาเร็ด กับ เจ้าชายอลัน เป็นคนที่มีความสามารถสูงทั้งด้านการศึกษา และ วิชาดาบ

 

ถ้ามีโอกาส ก็จะจะเข้าไปพูดคุย เพื่อให้สนิทกันมากขึ้น....

 

ขณะที่กำลังคิดอะไรแบบนั้นอยู่ โอกาสที่ว่าก็มาหาฉันเองซะงั้น

 

“ถ้าต้องการล่ะก็ อยากจะมาเยี่ยมที่บ้านของฉันไหมคะ?”

 

 

ฉันชอบพูดกับโชเฟียว่า “อยากจะเห็น อยากจะเห็นจัง!” คอลเลคชั่นหนังสือของโชเฟีย หลังจากที่พูดแบบนั้นหลายครั้ง ในที่สุดเธอก็เชิญให้ฉันไปเที่ยวเล่นที่บ้าน ถึงจะดูเหมือนฉันเซ้าซี้บังคับเธออยู่นิดหน่อยก็เถอะนะ...

 

“ได้จริง ๆ เหรอ!?” 

 

ฉันดีใจถึงขนาดกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พร้อมยิ้มกริ่มให้โชเฟีย แอนนนาที่อยู่ข้าง ๆ ก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดออกมาว่า

 

“ถ้านายหญิงมาเห็นสภาพของคุณหนูแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนดุอีกหรอกค่ะ”

 

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันก็เลยจะไปเที่ยวเล่นที่บ้านของตระกูลอัสคารอทล่ะ

 

เป้าหมายหลักก็คือเพื่อไปดูคอลเลคชั่นหนังสือของโชเฟีย แต่ว่าแค่บางทีนะฉันอาจจะลองคุยกับนิโคสักหน่อยด้วย

 

เพื่อที่จะได้สนิทกับเพื่อนที่แสนน่ารักที่รักพี่ชายของเธอเอามาก ๆ ฉันจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าในคราวนี้แหละจะต้องคุยกับนิโคให้มากกว่าแค่สองสามคำให้ได้เลย

 

 

และแล้ววันที่นัดหมายกันไว้ก็มาถึง ฉันเดินทางไปยังคฤหาสน์ของตระกูลอัสคารอทด้วยหัวใจพองโตไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นคอลเลคชั่นหนังสือของโชเฟีย

 

อนึ่ง เพราะฉันเป็นบุตรสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลแคลส์ ด้วยเหตุนี้เองคีธก็เลยติดส้อยห้อยตามมากับฉันด้วย ท่านแม่ของฉันเองก็บอกมาว่า “ระวังอย่าไปทำอะไรให้ขายหน้าเชียวล่ะ” แล้วก็ทำสีหน้าเป็นกังวลเอามาก ๆ

 

ทั้งที่ฉันก็ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาตั้งหลายครั้งแล้วแท้ ๆ น้า แถมยังไปคฤหาสน์ของญาติแล้วก็บ้านของแมรี่ตั้งหลายครั้งโดยไม่มีปัญหาอะไรเลยแท้ ๆ แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ท่านแม่ก็ยังดูเหมือนจะยังเป็นกังวลเกินเหตุอยู่ดี

 

คฤหาสน์ของตระกูลอัสคารอทที่เรามาเยี่ยมเยียนนั้น แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าคฤหาสน์ของตระกูลแคลส์ แต่ก็เป็นคฤหาสน์ที่สวยสะอาด และให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

ระหว่างที่เหล่าคนรับใช้มาต้อนรับ และ เสิร์ฟน้ำชาให้พวกเราในห้องรับแขก จู่ ๆ บุรุษรูปงามที่อายุน่าจะพอๆ กับท่านพ่อ กับ สาวงามที่อายุน่าจะพอ ๆ กัน ก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกัน

 

เพราะคิดว่าโชเฟียจะเป็นคนออกมาทักทายฉันก็เลยได้แต่นั่งที่เก้าอี้อ้าปากค้างกับการปรากฏตัวของคนทั้งสองอยู่แบบนั้น เอโต่ว ใครกันหนอ คนที่งดงามทั้งสองคนนี้น่ะ

 

ขณะที่คิดแบบนั้นอยู่ บุรุษผู้งดงามก็เผยรอยยิ้มที่เจิดจ้ามาทางฉัน

 

“ยินดีที่รูจักนะ เรา เป็น พ่อของนิโค กับ โชเฟีย ชื่อว่า –ดัน อัสคารอท ส่วนทางนี้คือภรรยาของเรา ราเดีย”

 

“ราเดีย อัสคารอทค่ะ”

 

พอบุรุษรูปงามแนะนำตัว สาวงามก็ยิ้มออกมาให้และแนะนำตัวกับพวกเรา

 

 

อะไรเนี่ย!? ท่านพ่อกับท่านแม่ของโชเฟียกับนิโคงั้นเรอะ!? มิน่าละลูกทั้งสองคนถึงได้งดงามกันแบบนี้  ก็หมายความว่าคน ๆ นี้คือ ท่านเอิร์ล อัสคารอท ในข่าวลือ ที่ได้รับตำแหน่ง อัครมหาเสนาบดีจากพระราชาสินะ

 

ฉันจ้องรอยยิ้มของคู่สามีภรรยาอัสคารอท เอิร์ล อัสคารอทมีผม และ ดวงตาสีดำ เหมือนกับ นิโค ส่วน เคาท์เทส* อัสคารอทมีผมสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีฟ้า ทั้งคู่ยังงดงามราวกับว่าออกมจากนิยายเลยด้วย เป็นพ่อแม่ของ พี่น้องที่งดงามคู่นั้นจริง ๆ นั่นแหละ

 

ขณะที่ฉันได้แต่จ้องทั้งคู่ตาค้างอยู่นั้น คีธก็กระตุกแขนของฉันเบา ๆ แล้วกระซิบบอกว่า “พี่ครับ ทักทายสิ”

 

อ๊ะ จริงด้วย! ในฐานะบุตรสาวของขุนนาง จะต้องทักทายทั้งคู่ให้เหมาะสม—

 

“...ยินดีที่ได้รู้จักเป็นอย่างยิ่งค่ะ ดิฉัน คาตารินะ แคลส์ ขอบคุณนะคะที่เชิญฉันมาในวันนี้”

 

“ผมเป็นน้องชาย ชื่อ คีธ แคลส์ ครับ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”

 

ฉันทักทายกับทั้งคู่อย่างสง่างามให้สมกับที่เป็นบุตรตรีแห่งดยุค คีธเองก็ทักทายทั้งคู่อย่างสุภาพเหมือนกัน ใช่แล้วล่ะ ทักทายอย่างเหมาะสม

 

ว่าแต่ว่านะ...ไหงคนที่ออกมาต้อนรับแทนที่จะเป็นโชเฟียกลับกลายเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเธอได้ล่ะเนี่ย ความสงสัยของฉันแสดงออกมาทางสีหน้า

 

“เพราะเรียกแล้วลูกสาวของเราไม่ตอบ พวกเราก็เลยออกมาทักทายกันก่อนน่ะ ตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังรออย่างกระสับกระส่ายในห้องของตัวเองอยู่ละน่ะ”

 

ท่านเอิร์ล อัสคารอทตอบความสงสัยของฉัน

 

“อา อย่างงั้นเองเหรอคะ”

 

 

เอาเป็นว่าตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าทำไมทั้งสองคนถึงได้ออกมาต้อนรับพวกเรากันก่อน...จู่ๆท่านพ่อท่านแม่ของโชเฟียก็เล่นออกมาทักทายพวกเราอย่างเป็นทางการขนาดนี้ เล่นทำเอารู้สึกประหม่าสุด ๆ ไปเลยอ่ะ

 

 

ฉันเองก็เคยไปเที่ยวเล่นที่บ้านของแมรี่ตั้งหลายครั้ง แต่เพราะท่านพ่อของเธอมักจะยุ่งกับงานอยู่เสมอ ก็เลยไม่เคยมีเวลาอยู่บ้านสักเท่าไหร่นัก แม้แต่งานเลี้ยงน้ำชาครั้งแรกเมื่อตอนนั้นก็ไม่เคยได้เห็นหน้าเจ้าตัวเลยด้วย เพราะงั้นแหละ นี่จึงเป็นครั้งแรกเลยที่ท่านพ่อท่านแม่ของเพื่อนออกมาทักทายกันอย่างเป็นทางการแบบนี้ ขณะที่ฉันได้แต่ตัวแข็งทื่อเพราะความตึงเครียด ภรรยาของท่านเอิร์ล ก็เดินเข้ามาหาฉันอย่างสง่างาม

 

 

“ได้ยินเรื่องของคุณตั้งหลายอย่างมาจากลูกสาวเลยล่ะค่ะ ท่านคาตารินะ หลังจากที่ได้พบกับคุณแล้ว โชเฟียก็ดูร่าเริงขึ้นเยอะเลยตอนนี้....ขอบพระคุณมากนะคะ”

 

 

เธอพูดมาแบบนั้น เคาท์เทส อัสคารอทยื่นมือออกมาประคองมือของฉันเอาไว้ พอได้มองใกล้ ๆ แบบนี้แล้ว สวยสุด ๆ ไปเลยอ่ะ แถมหน้าตาก็คล้ายกับโชเฟียมาก ๆ อีกด้วย ถึงจะยังเกร็งอยู่ แต่ฉันก็ปล่อยให้เธอจับมือของฉันไป

 

“ที่ต้องขอบคุณคือทางนี้ต่างหากล่ะคะ การที่ได้พูดคุยกับท่านโชเฟียนั้นเป็นเรื่องสนุกมากค่ะ ที่สนิทกันได้ทางนี้เองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

 

เพราะโชเฟีย ชีวิตฉันถึงถึงได้อิ่มเปรมเต็มที่กับพวกนิยายรักต่าง ๆ ถ้าไม่ได้เจอโชเฟีย ก็คงไม่เต็มอิ่มได้เหมือนตอนนี้ จากนี้ไปก็อยากจะสนิทกันแบบนี้ต่อไป

 

 

พอพูดแบบนั้นออกไป เคาท์เทส อัสคารอทที่หน้าตาเหมือนโชเฟียอย่างกับแกะ ก็กุมมือของฉันแน่น

 

“ฉันดีใจจริง ๆ ค่ะ ที่โชเฟียได้มีเพื่อนที่วิเศษเช่นคุณแบบนี้!”

 

 

หลังจากภรรยาของตัวเองพูดแบบนั้น ท่านเอิร์ล อัสคารอทกับก้มคำนับให้ฉัน

 

“เราเองก็ขอขอบคุณเธอด้วยเช่นกัน เลดี้ คาตารินะ แคลส์ ขอขอบคุณจากใจ”

 

“เอ่อ คือ ทะ-ทางนี้เองก็เช่นกันค่ะ ขอบคุณค่ะ”

 

คู่สามีภรรยารูปงามก้มหัวพร้อมกันมาให้ฉัน ส่วนทางฉันก็ได้แต่งงงวยทำอะไรไม่ถูก เมื่อกี้เพิ่งจะกังวลเรื่องทักทายเหมาะสมหรือเปล่าอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะกังวลเกินเหตุสินะ

 

ถึงงั้นก็ตาม แม้ว่าฉันจะทำตัวไม่ถูกเลย สามีภรรยา อัสคารอท ก็ยังยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้ฉัน เป็นท่านพ่อท่านแม่ที่วิเศษแล้วก็อ่อนโยนจริง ๆ เลยน้า

 

 

ทั้งคู่ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้ฉันอยู่อย่างนั้น แล้วก็เอ่ยขึ้น “งั้นพวกเราไม่รบกวนละนะ” จากนั้นทั้งคู่ก็ออกจากห้องรับแขกไป แม้แต่มองจากข้างหลัง ทั้งสองคนก็ยังงดงามอยู่ดี

 

พอทั้งคู่ไปแล้ว ในที่สุดฉันก็ถอนหายใจออกมา...ประหม่าสุด ๆ ไปเลยแฮะ

 

เอาล่ะ...เอาเป็นว่าตอนนี้ ดีจังที่ทั้งคู่ยินดีตอนรับเราแบบนี้

 

คิดว่าคงเป็นความผิดของหน้าตาวายร้ายของตัวเองนี่แหละ เลยทำให้ยากในการที่จะสร้างความประทับใจที่ดีกับผู้คนที่พบเจอ ถ้าฉันมีหน้าตาแบบธรรมดาคงดีกว่านี้ล่ะนะ

 

 

ถึงจะยิ้มแบบเรียบร้อยออกไป ก็คงลงเอยกลายเป็นรอยยิ้มเหี้ยมของตัวร้ายอยู่ดี เหมือนกับตอนงานเลี้ยงน้ำชาที่ปราสาทนั่น ที่ผู้คนวิ่งหนีฉันกันป่าราบ เป็นความทรงจำอันน่าเศร้าใจจริง ๆ

 

ขณะที่เหม่อมองไปที่ประตูที่คู่สามีภรรยาอัสคารอทจากไป ฉันก็พูดกระชิบเบา ๆ ให้คีธที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

 

“เป็นท่านพ่อท่านแม่ที่งดงาม แล้วก็ใจดีจังเลยนะ”

 

“ครับ เห็นด้วยเลยครับ”

 

 

คีธยิ้มเห็นด้วยกับฉัน

 

“แต่ท่านแม่ของพวกเราเนี่ยสิ ถ้าดูอารมณ์เย็นเหมือนกับเคาท์เทสอัสคารอสได้สักหน่อยก็คงดี ก็ท่านแม่น่ะชอบเอาแต่ยักคิ้วโมโหอยู่เรื่อยเลย เดี๋ยวก็แก่ไวหรอก”

 

“...พี่ครับ...ท่านแม่เองก็คงอยากจะมีชีวิตที่เงียบสงบกว่านี้เหมือนกันนั่นแหละ”

 

 

พอเทียบเคาท์เทสอัสคารอทที่งดงามและอ่อนโยนกับท่านแม่แล้วเนี่ย ก็จำได้แต่ภาพที่ท่านแม่เอาแต่บ่น แต่ไหงคีธกลับใช้สายตาเหนื่อยหน่ายมองมาทางฉันแบบนั้นง่ะ? ไม่เข้าใจเลย เพราะงั้นก็เลยได้แต่จ้องคีธกลับไปอย่างมึนงง

 

พอคีธเห็นฉันเป็นอย่างนี้ก็ถอนหายใจออกมา พอดีกับที่โชเฟียออกมา นิโคก็ติดตามเธอมาด้วยเหมือนเคย

 

เพราะทำเสียงหายใจแรงดูเหมือนว่าโชเฟียจะรีบวิ่งออกมาต้อนรับ แก้มของเธอก็ขึ้นสีหน่อย ๆ ด้วย ทั้งที่นิโคเองก็น่าจะรีบตามมาด้วยจังหวะเดียวกันแต่เจ้าตัวกลับดูจะหายใจเป็นปกติ

 

 

“ท่านคาตารินะ ขอบคุณที่มานะคะ แล้วก็ ยินดีต้อนรับค่ะ!”

 

 

โชเฟียยิ้มออกมาพร้อมดวงแก้มที่ขึ้นสีหน่อย ๆ โอ้ วันนี้โชเฟียก็น่ารักเหมือนเคยเลยน้า~

 

 

จากนั้น ฉันก็คุยสัพเพเหระกับโชเฟียอย่างสนุกสนาน แล้วก็ได้ดูคอเลคชั่นสะสมหนังสือในคฤหาสน์อัสคารอทอีกด้วย มีหนังสืออยู่มากมากก่ายกองที่โชเฟียเคยอ่านแล้วอยู่ที่นั่น ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากเลยล่ะ

 

 

อนึ่ง เพราะคีธมาด้วยกันในคราวนี้ นิโคก็เลยไม่ได้โดนทิ้งเอาไว้ลำพังเหมือนตามปกติ อย่างที่คิดเลย ถึงจะเป็นคนพูดน้อยอย่างนิโคก็ตามที แต่เด็กผู้ชายวัยเดียวกันก็คงมีหลายเรื่องให้พูดคุยกันละนะ ถึงจะไม่ได้คุยกันดุเดือดเหมือนฉันกับโชเฟียก็เถอะ  การพูดคุยของทั้งสองคนนั้นดูเรียบ ๆ ไม่ได้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนบทสนทนาของพวกเรา

 

 

และแล้ว ช่วงเวลาอันสนุกสนานก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเป็นเวลาเรียนในชั่วโมงเรียนก็มักจะหวังให้มันผ่านไปไว ๆ แต่รู้สึกว่าเวลากลับเดินช้าซะงั้น...

 

ถึงจะรู้สึกเสียดายที่ต้องกลับแล้ว แต่จะอยู่นานไปก็คงเป็นการรบกวน แล้วท่านแม่คงจะโกรธมากด้วยสิ ฉันได้ยืมหนังสือจากโชเฟียมาเต็มไม้เต็มมือ แล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน

 

แล้วก็ถึงเวลาบอกลาพี่น้องอัสคารอทที่ประตูหน้าคฤหาสน์

 

“อะ แย่แล้ว ทำไมถึงลืมไปได้! ดันลืมหนังสือที่ตั้งใจจะแนะนำให้ท่านคาตารินะไปซะได้!”

 

โชเฟียส่งเสียงร้องขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก

 

“อา หนังสือที่พูดไว้ก่อนหน้านี้งั้นเหรอ?”

 

 

ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะเป็นหนังสือที่โชเฟียอยากแนะนำให้ฉันอ่านมากที่สุด เธอบอกว่าเป็นหนังสือที่เธอศึกษาอยู่ เพราะงั้นเลยลืมเอาไว้ที่ห้อง

 

“ใช่แล้วค่ะ ขอโทษนะคะ ฉันจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะ!”

 

“โชเฟีย ไม่เป็นไรหรอกไว้ค่อยเอาให้ตอนที่มาคราวหน้าก็ได้นะ”

 

เพราะโชเฟียดูเหมือนจะรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง ฉันก็เลยพูดออกไปเพื่อห้ามเอาไว้ แต่ว่า...

 

“ไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ ก็เลยอยากให้ท่านคาตารินะได้อ่านไว ๆ ค่ะ เพราะงั้นช่วยรอแป๊บหนึ่งนะคะ?”

 

 

พอพูดจบ โชเฟียก็รีบตรงกลับไปที่ห้องทันที เพราะมีจิตสำนึกในฐานะของบุตรสาวขุนนาง เธอก็เลยไม่ได้วิ่งไปในชุดเดรส แต่ทว่าเจ้าตัวก็ก้าวเท้าอย่างเร็วเดินจากไป

 

ฉันเห็นภาพของเอจัง เพื่อนของฉันจากโลกก่อน ซ้อนทับกับโชเฟีย

 

 

เธอเหมือนกับโชเฟียเลย ในโลกก่อนน่ะฉันมักจะอ่านมังงะด้วยกันกับเธอ ดูอนิเมะด้วยกัน แล้วก็ยังเล่นโอโตเมะเกมส์ด้วยกันกับเอจัง

 

 

อา ได้มีเพื่อนที่วิเศษไปเลยนะฉันเนี่ย ขณะที่จ้องมองตามแผ่นหลังของโชเฟียที่รีบเดินจากไป นิโคที่ปิดปากเงียบจนถึงตอนนี้ก็เปิดปากพูดขึ้นมา

 

“ท่าน คาตารินะ  เรื่องของน้องสาว ผมขอขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณมากจริง ๆ ”

 

จะว่าไปแล้ว วันนี้ฉันควรจะต้องพยายามคุยกับนิโคมากกว่านี้สิ...

 

สุดท้ายเพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับการไปเยี่ยมหอสมุดของตระกูลอัสคารอท กับคุยสนุกสนานกับโชเฟียเรื่องหนังสือก็เลยลืมไปเสียสนิท

 

นี่แหละโอกาสที่จะพูดคุยกับเขา แล้วสนิทสนมกันขึ้นกว่าเดิม!

 

“ไม่หรอกค่ะ ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณ ขอบคุณนะคะที่ยอมสนิทสนมกับฉัน...ได้โปรดบอกกับท่านเอิร์ล กับ เคาท์เทส ด้วยนะคะ”

 

“...ท่านพ่อกับท่านแม่ งั้นเหรอ”

 

จะว่าไปแล้ว หลังจากที่ออกมาทักทายพวกเรา ท่านพ่อท่านแม่ของนิโคก็ไม่ได้โผล่หน้ามาอีกเลย

 

“ค่ะ ก็พวกท่านอุตส่าห์ออกมาต้อนรับฉันเลยนี่คะ เป็นท่านพ่อท่านแม่ที่วิเศษไปเลยนะคะ”

 

“...อย่างนั้นเองเหรอ ขอบคุณนะ”

 

นิโคกลับไปทำสีหน้าไร้อามรณ์เหมือนเคย แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

 

ถึงงั้นนะ นี่ก็เป็นบทสนทนาที่ยาวที่สุดเลยที่เคยได้คุยกัน แต่ว่า...ก็ยังห่างไกลจากระดับที่จะบอกว่าพูดเยอะอยู่อ่ะนะ

 

สงสัยจังว่านิโคคุยอะไรกับคีธกันนะ ในฐานะพี่สาวแล้ว ทางนี้ก็อยากจะรู้เหมือนกันนะ! ถ้าฉันเป็นเด็กผู้ชาย เขาจะคุยกับฉันมากว่านี้ไหมนะ...ลองหาหัวข้อคุยดูดีกว่า...อะ จริงสิ!

 

 

 

ถ้าเป็นแบบนี้ ลองใช้ความรู้จากชาติก่อนก็ได้นี่! เดี๋ยวฉันจะแสดงพลังความทรงจำ 17 ปีของสาว ม.ปลาย จากโลกก่อนให้ดู! ฉันไม่แพ้คุณน้องชายบุญธรรมของตัวเองหรอก!

 

หัวข้อคุย...เรื่องสักอย่างที่จะคุยกัน...ฉันพยายามนึก แล้วจากนั้น ก็จำได้ถึงวิธีที่คุณน้าข้างบ้านชวนคุณพ่อคุยแบบไม่ปล่อยไปเกือบ 30 นาที ไอ้นี่แหละ!

 

 

ยังไงก็ตามแต่ เพราะคุณน้าแกเป็นผู้เชี่ยวชาญลากยาวบทสนทนา ถ้าใช้ประโยคของคุณน้าข้างบ้านฉันก็น่าจะลากบทสนทนากับนิโคให้นานกว่านี้ไปได้แหละ ใช่แล้ว เริ่มด้วยประโยคนั้นที่เธอชอบใช้—

 

“มีท่านพ่อท่านแม่ที่แสนวิเศษ แล้วก็ยังมีน้องสาวเองก็น่ารักอีกด้วย ท่าน นิโค ช่างเป็นคนที่โชคดีจังเลยนะคะ”

 

 

พูดตามคำพูดของคุณน้าข้างบ้าน แล้วฉันก็ยิ้มกว้างออกมาเท่าที่จะทำได้

 

 

อนึ่ง คำพูดประโยคนี้เป็นคำพูดที่คุณน้าข้างบ้านชอบพูดกับคุณพ่อของฉัน “คุณช่างโชคดีจังเลยนะคะที่ได้แต่งกับคุณภรรยาที่วิเศษแบบนั้น” ฉันก็แค่เปลี่ยนรายละเอียดนิดหน่อย พอเธอเริ่มคุยด้วยประโยคนั้นทีไร สุดท้ายคุณพ่อก็ไปไหนไม่ได้กว่า 30 นาที อื้ม ลอกมาได้สมบูนณ์แบบเป๊ะ ๆ แต่ทว่า...

 

“...คนโชคดี...”

 

 

เพราะเหตุผลบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวนิโคดูเหมือนจะเปลี่ยนไป

 

 

“ค่ะ เอ่อ...”

 

“...เธอคิดว่า ผมโชคดีงั้นเหรอ...”

 

สีหน้าก็เป็นสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม แต่มีบางอย่างต่างออกไป ฉันสับสบนิดหน่อยกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของนิโค อา แย่แล้ว หรือว่าจะเลือกประโยคผิดไป...

 

“ก็ท่านนิโคมีครอบครัวที่วิเศษขนาดนี้เลย...ไม่ใช่เหรอคะ?”

 

 

ฉันพูดพึมพำออกไปอย่างตะกุกตะกัก แล้วจากนั้น...นิโคก็เบิกตากว้าง จ้องเขม็งมาที่ฉัน จากนั้น—

 

 

“...ใช่แล้วล่ะ ผมมีท่านพ่อท่านแม่ที่ยอดเยี่ยมที่ผมเคารพรัก แล้วก็โชคดีที่มีน้องสาวที่น่ารัก และ อ่อนโยน”

 

 

พอเจ้าตัวพูดออกมาแบบนั้นดูเหมือนเขาจะดูมีความสุขมาก ๆ...จากนั้นเขาก็เริ่มหัวเราะออกมา

 

 

ฉันรู้จักเขามาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขามาก่อนเลย

 

ก็เคยได้ยินมาจากโชเฟียอยู่หรอกว่าพี่ชายของเธอไม่ค่อยได้หัวเราะบ่อย ๆ นิโคที่เป็นแบบนั้นกลับหัวเราะอยู่ตอนนี้ ทั้งยังดูมีความสุขขนาดนั้น—

 

 

ก็คิดเสมออยู่ว่าเขาเป็นคนที่ดูดีไม่เลว แต่พอเจ้าตัวยิ้มออกมา ก็ดูเหมือนจะยิ่งดูดีมากกว่าเดิมหลายเท่า

 

ตอนนี้น่ะ เจ้าตัวดูราวกับเป็นเอิร์ลทรงเสน่ห์จากนิยาย ที่แค่ยิ้มก็สามารถกุมหัวใจของใครต่อใครได้

 

ว้าว นิโคเนี่ยเป็นท่านเอิร์ลทรงเสน่ห์จริง ๆ สินะเนี่ย...

 

และแล้วคนที่ทำให้ฉันหายตัวแข็งทื่อจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าก็คือโชเฟียที่กลับมาพร้อมหนังสือในมือ

 

 

“ท่านคาตารินะ นี่ค่ะหนังสือที่ว่า”

 

พอหายจากอาการแข็งทื่อ ก็เห็นโชเฟียยืนถือหนังสืออย่างน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ข้าง ๆ แล้วก็...น้องชายของฉัน คีธก็ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนกัน เขาจ้องแบบไม่วางตาไปทางนิโคที่กลับมาทำสีหน้าไร้อารมณ์ตามปกติแล้ว

 

แย่แล้วอีแบบนี้! เสียน้องชายแสนน่ารักไปให้เอิร์ลทรงเสน่ห์ซะแล้ว! ก็ไม่อยากจะให้คีธไปตกหลุมรักกับนางเอกอยู่หรอก แต่จะให้ไปหลงผู้ชายด้วยกันแบบนี้มันก็อันตรายเหมือนกันนะ!

 

 

ขืนเป็นแบบนี้ น้องชายคนสำคัญของฉันก็จะเดินไปเส้นทางที่ไม่ถูกไม่ควรแหง ๆ!

 

ฉันรับหนังสือจากโชเฟียมาแล้วก็เข้าไปแยกคีธออกจากนิโค แล้วก็ออกจากคฤหาสน์ของตระกูลอัสคารอทไป

 

แล้วก็ ระหว่งทางกลับภายในรถม้านั่นเอง...

 

“...ไม่อยากจะเชื่อเลย นิโคเหมือนกับเอิร์ลจ้าวเสน่ห์จริง ๆ ด้วย จากนี้ไป ต้องระวังไม่ให้คีธตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเขาซะแล้ว...”

 

“...ไม่จริงน่า มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกแล้วงั้นเหรอเนี่ย นี่คิดจะเพิ่มอีกสักกี่คนจนกว่าเจ้าตัวจะพอใจกัน...”

 

 

คีธ กับ ฉันต่างก็จ้องมองออกไปนอกหน้าด้วยสีหน้ากลุ้มใจ พร้อมพูดพึมพำบางอย่างกับตัวเอง

 




NEKOPOST.NET