[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST

[นิยายแปล] DESTRUCTION FLAG OTOME

Ch.10 - ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงน้ำชา


 

 

 

พอเปลี่ยนฤดูกาล ฤดูร้อนก็มาถึง ฉัน –คาตารินะ แคลส์ ตอนนี้ก็อายุได้ 9 ขวบแล้ว

 

สำหรับของขวัญวันเกิด ท่านพ่อก็มอบชุดเดรสน่ารัก ๆ มาให้ คีธให้ช่อดอกไม้มา ส่วนท่านแม่ –เธอเอาหนังสือเกี่ยวกับมารยาทผู้ดีกองเท่าภูเขามอบให้เป็นของขวัญวันเกิดฉัน

 

 

เพราะเหตุผลบางอย่างเจ้าชายจาเร็ดก็ซื้อสร้อยคอที่ดูจะราคาแพงมาก ๆ มาให้ แต่ว่า...เพราะไม่อาจจะรับของแพง ๆ แบบนั้นได้ ฉันจึงยืนกรานปฏิเสธไปเต็มที่ แต่เจ้าชายก็ยืนยันว่าอยากจะมอบอะไรสักอย่างให้ ฉันก็เลยบอกไปว่าอยากได้เมล็ดแตงโม ฉันอยากจะปลูกผลไม้อะไรสักอย่างไว้ในสวนไร่ของฉันน่ะ

 

พอขอเมล็ดพืชไป เจ้าชายก็ยืนตัวแข็งทื่อไปสักพัก แต่พอวันต่อมาเจ้าตัวเขาก็ส่งเมล็ดพันธุ์ดี ๆ มาให้ ฉันก็รีบเอาไปปลูกในสวนทันที ถ้าแตงโมโตเต็มที่จนทานได้แล้ว ไว้ค่อยเอาไปแบ่งให้เจ้าชายด้วยละกัน

 

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านพ่อจอมเห่อของฉันดูเหมือนจะอยากจัดงานฉลองวันเกิดแบบใหญ่โตให้ฉัน แต่ว่า...ฉันไม่ชอบความคิดนั้นจริง ๆ  ท่านแม่เองก็บอกว่า “เลิกคิดเถอะค่ะ ขืนทำแบบนั้นก็มีแต่จะทำให้อับอายขายหน้าต่อผู้คนเขาซะเปล่า”

 

แต่ทว่า ดูเหมือนเรื่องงานเปิดตัวต่อสังคมเมื่ออายุได้ 15 ปีนั้น สำหรับสถานภาพของตระกูลดยุคแล้ว จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้น่ะ

 

“ก่อนจะถึงตอนนั้น ฉันจะหาทางทำอะไรสักอย่างเองค่ะ” ท่านแม่พูดออกมาแบบนั้นอย่างกระตือรือร้น แล้วท่านแม่จอมโหดของฉันก็เพิ่มระดับบทเรียนมารยาทผู้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

 

ในที่สุดผู้ฝึกสอนเวทมนตร์ที่รอมานานก็มาถึง แล้วการฝึกเวทมนตร์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ครูฝึกเวทมนตร์บอกกับฉันมาว่า “การสื่อสารกับแหล่งพลังเวทของตน มันไม่ได้หมายถึงการสื่อสารกับผืนดิน” กลายเป็นว่าการทำไร่มันไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังเวทของฉันเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่า เพราะตอนนี้มันก็ได้กลายมาเป็นงานอดิเรกของฉันไปแล้ว ฉันก็เลยยังจะทำต่อไป 

 

 

ไม่กี่เดือนผ่านไปหลังจากที่เริ่มฝึกเวทมนตร์ คีธก็สามารถควบคุมเวทมนตร์ได้อย่างดี เป็นคุณน้องชายที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ นั่นแหละ สำหรับตัวฉันน่ะ...ก็นะ เวท“เคลื่อนเศษดิน”ของฉันก้าวหน้าขึ้น จาก 2-3 เซนติเมตร กลายเป็น 7 เซนติเมตร สำหรับฉันแล้วน่ะ พัฒนาการนี้ค่อนข้างไม่เลวเลยทีเดียว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันน่าจะสามารถควบคุมโกเล็มได้อย่างอิสระเหมือนคีธในเร็ว ๆ นี้แหละ

 

แล้วก็ด้วยเหตุนี้เอง ถึงจะพูดไม่ได้ว่าทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่ฉันก็สามารถเติมเต็มชีวิตประจำวันในแบบของฉันได้ แต่ว่า...

 

 

 

“...หืม เพราะอะไรกันนะ?”

 

 

ฉันถอนหายใจ ขณะที่นั่งราบอยู่กับพื้นในสวนไร่

 

ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นคุณน้องชายที่น่ารักของฉัน กับ เจ้าชายจาเร็ดที่สักสามวันจะมาเยี่ยมคู่หมั้นของตัวเองครั้งหนึ่ง

 

“มีอะไรเหรอครับ? พี่”

 

“มีอะไรงั้นเหรอ? คาตารินะ”

 

คีธ กับเจ้าชายจาเร็ด ถามฉัน

 

ฉันชี้ให้ทั้งคู่ดูไปที่ตรงมุมของสวน

 

“ดูนี่สิ”

 

ผักที่ฉันชี้ไปอยู่ในสภาพเหี่ยวเฉา ทั้งที่ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วแท้ ๆ เชียว...แบบนี้คงไม่เป็นดอกออกผลแน่ล่ะ

 

 

“นี่น่ะ เป็นผักที่ทางนี้ปลูก และ คอยดูแลอยู่น่ะ”

 

 

รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ทำไมกัน....มีแค่ตรงที่ที่ฉันปลูก และ ดูแลอยู่เท่านั้นที่....

 

ในชาติก่อนนั้น ฉันปลูกพืชไม่ค่อยขึ้นนัก  นับตั้งแต่ผักบุ้งในกระถางจนไปถึงต้นบวบที่ทุกคนเขาปลูกกันในโรงเรียน ทุกอย่างที่ฉันเป็นคนดูแลจะเหี่ยวเฉากันหมด

 

แต่ว่าฉันน่ะเกิดใหม่แล้ว คราวนี้แหละ ฉันจะต้องทำให้พวกมันงอกเงยขึ้นให้ได้เลย!! ...นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยคิด ตอนนี้ฉันมองไปที่พืชผักที่เหี่ยวเฉาอย่างรู้สึกห่อเหี่ยว

 

“พี่ครับ ทำงานหนักเกินไปคงเหนื่อยแล้วสินะครับ? ผมว่าเราพักกันก่อนเถอะ”

 

“ใช่แล้ว คาตารินะ เธอน่าจะพักผ่อนสักหน่อยนะ”

 

 

ตัวฉันที่กำลังหดหู่ ได้คำพูดของ คีธ และ เจ้าชาย ให้กำลังใจ ทั้งสองคนยื่นมือของตัวเองออกมาทางฉัน แล้วทั้งคู่ก็จ้องตากันเขม็งขณะที่ยังยื่นมือออกมาอยู่

 

 

“เจ้าชายจาเร็ดครับ ผมจะเป็นคนประคองพี่สาวเอง คุณน่ะไม่ต้องมาเยี่ยมเธออีกเลยก็ได้นะครับ!”

 

“คาตารินะเป็นคู่หมั้นของเรา เพราะงั้นเราจะเป็นคนประคองเธอเอง คีธ นายน่ะไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กับคาตารินะตลอดเวลาก็ได้นะ!”

 

ทั้งสองคนที่แทบจะไม่เจอหน้ากันในเกม ตอนนี้กลับเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมยังหัวเราะให้กันอีกด้วยแน่ะ ดูเหมือนทั้งคู่จะคุยกันสนุกเลยนะ

 

ด้วยเหตุนั้น หลังจากที่มองดูทั้งคู่อยู่ข้าง ๆ  ฉันก็หันกลับไปมองดูพืนผักที่เหี่ยวเฉา แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

 

 

★★★★★★★★★★★

 

 

“คาตารินะ ลูกได้รับเชิญไปงานเลี้ยงน้ำชาน่ะ จะลองไปหน่อยไหม?”

 

“อานเอี้ยงอ่ำอา?”

 

ฉันขณะที่ฟังที่ท่านพ่อพูดก็ส่งเสียงออกไปทั้งที่ขนมปังยังเต็มปาก เพราะท่านแม่จ้องเขม็งมาทางนี้ ฉันก็เลยรีบกลืนขนมปังลงคอไปในทันที

 

“ใช่แล้ว งานเลี้ยงน้ำชาไงล่ะ เพราะตอนนี้ลูกก็อายุ 9 ขวบแล้ว ลองไปร่วมสักงานดีไหม?”

 

งานเลี้ยงน้ำชาของที่นี่ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับลูก ๆ ของขุนนางที่อายุได้ 9 หรือ 10 ปี ที่จะต้องเข้าร่วม เพื่อเตรียมตัวกับงานเปิดตัวต่อสังคมเมื่ออายุย่างเข้า 15 งานมีจุตประสงค์เพื่อให้ลูกของเหล่าขุนนางที่มีอายุไล่เลี่ยกันได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกันเอาไว้

 

“เอ่อ...”

 

“ไม่ได้ ไม่ได้หรอกค่ะ! คาตารินะมีมารยาทกับเขาซะที่ไหนกันละคะ!”

 

 

คำตอบของฉันถูกน้ำเสียงของท่านแม่ขัดอย่างแรง

 

 

“เอ่อ ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ...แต่นาน ๆ ที การได้ลองประสบการณ์จริงมันก็อาจจะเป็นผลดีต่อเธอก็ได้นะ แล้วงานคราวนี้น่ะ ก็เป็นงานที่ญาติจัดขึ้นด้วย แทนที่จะเป็นตระกูลอื่น สำหรับครั้งแรกของคาตารินะแล้วน่ะ ทางนี้คิดว่างานนี้ก็ประจวบเหมาะพอดีเลยล่ะนะ”

 

 

“...ก็จริงค่ะ บางทีถ้าได้มีประสบการณ์จริงล่ะก็ เจ้าตัวอาจจะเรียนรู้มารยาทได้บ้าง...”

 

 

ท่านแม่มองมาทางฉันด้วยสายตาว่างเปล่า ทำไมถึงทำตางั้นอ่ะ?

 

“อ๊ะ จริงสิ ให้คีธไปด้วยดีไหม ถ้าคีธไปด้วย ทางนี้ก็พอจะวางใจได้บ้าง”

 

“อืม จริงสินะคะ ถ้าคุณคีธไปด้วย ฉันก็พอจะหายห่วงค่ะ”

 

 

ท่านแม่พูดเห็นด้วยกับความเห็นของท่านพ่อ

 

 

ไม่กี่เดือนตั้งแต่ที่คีธมาที่บ้านหลังนี้ การประเมินของท่านแม่ที่มีต่อเขานั้นถือว่าสูงมาก ไม่เหมือนกับพี่สาว

 

 

“คีธ จะช่วยไปงานเลี้ยงน้ำชากับคาตารินะได้ไหม?”

 

“ครับ ผมยินดีที่จะติดตามพี่ไปด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ”

 

 

แม้จะถูกท่านพ่อไหว้วาน คีธก็ตอบออกมาพร้อมรอยยิ้ม

 

หะ? ทั้งที่ฉันเป็นพี่สาวเนี่ยนะ? ทำไมถึงต้องให้คีธคอยตามดูอย่างกับเป็นตัวภาระไม่เอาไหนยังไงยังงั้นเลย?

 

ถึงจะมีอยู่หลาย ๆ จุดที่ตัวฉันยอมรับได้ยาก แต่ก็เป็นอันตกลงว่าฉันกับคีธจะไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของแรกของฉันด้วยกัน

 

 

★★★★★★★★★★★

 

 

ภายหลังการฝึกมารทยาทผู้ดีอันแสนเข้มงวดของท่านแม่ กับเรื่องจุกจิกจู้จี้หลาย ๆ อย่าง ในที่สุดวันงานเลี้ยงน้ำชาก็มาถึง

 

ท่านพ่อสั่งทำชุดพิเศษเฉพาะงานนี้ให้ฉัน ด้วยเหตุนั้นฉันกับคีธก็มาถึงสถานที่จัดงาน –คฤหาสน์ของตระกูล  *มาร์ควิส ฮั้นท์

 

*ตำแหน่งขุนนางที่ต่ำกว่าดยุค แต่สูงกว่าเอิร์ลหรือเคานต์

 

“ท่านคาตารินะ ท่านคีธ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่วันนี้ทั้งสองท่านให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของตระกูลพวกเราค่ะ”

 

 

คนที่มาต้นรับพวกเราคือบุตรสาวคนโตของตระกูลฮั้นท์ –ลิเลีย ฮั้นท์ เป็นเด็กสาวอายุ 14 ปี มีผม และ ดวงตาสีน้ำผึ้ง อยู่ในวัยก่อนที่จะเปิดตัวต่อสังคมในปีหน้า

 

มีเด็กผู้หญิงอีกสามคนยืนอยู่ข้างหลังของ เลดี้ ลิเลีย คงจะเป็นพวกน้องสาวของเธอแหละมั้ง ครอบครัว ฮั้นท์รวมทั้งลิเลียด้วยแล้วก็มีบุตรสาวอยู่ทั้งหมด 4 คน

 

น้องสาวของเลดี้ ลิเลีย กล่าวต้อนรับเราตามลำดับ คนที่สอง และ สาม กล่าวต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม ทั้งคู่มีผมและดวงตาสีน้ำผึ้งเหมือนกับพี่สาว ฉันก็ทักทายกลับไปอย่างสุภาพตามที่จำได้จากบทเรียนของท่านแม่

 

แล้วหลังจากที่ทั้งสองคนกล่าวทักทายจับ...จากด้านหลังของพวกเธอ มีเด็กผู้หญิงอยู่อีกคนเดินออกมาอย่างประหม่า

 

 

“...ยะ-ยินดีที่ได้พบค่ะ ฉันเป็นน้องสาวคนเล็ก ...มะ –แมรี่ ฮั้นท์ ค่ะ”

 

เธอบอกชื่อของตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ผม และ ดวงตาสีน้ำตาลแดง ของเธอก็ไม่เหมือนกันกับพวกพี่สาว

 

แต่ทว่า ดวงตาที่กลมโต บวกกับ ริมฝีปากชมพูนั่น มันทำให้เธอดูน่ารักเอามาก ๆ  ขณะที่ชื่นชมความน่ารักของเธออยู่นั้น ฉันก็ทักทายเธอกลับไปอย่างสุภาพตามที่จำได้เหมือนก่อนหน้านี้ แล้วจากนั้น พอการทักทายจบลง แมรี่ก็รีบถอยกลับไปอยู่ด้านหลังของคนอื่น ๆ ทันที

 

นี่หรือว่ากลัวหน้าตาแบบตัวร้ายของฉันงั้นเหรอ? ถึงดวงตาคู่นี้จะบ่งบอกว่า “เป็นตัวร้าย” แต่ฉันก็ไม่แกล้งเธอหรอกนะ

 

ขณะที่สลดใจนิดหน่อย ฉันก็มองดูเหล่าพี่น้องฮั้นท์ทักทายแขกคนถัดไป

 

แล้วก็นะ เกี่ยวกับงานเลี้ยงน้ำชาในครั้งนี้น่ะ—

 

ฉันสัญญาเอาไว้กับท่านแม่ว่าฉันจะพูดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ทำแค่ยิ้มก็พอ ห้ามไม่ให้สวาปามขนมหวานเต็มปากเต็มคำโดยเด็ดขาด จะต้องจิบชาทีละนิดละน้อย  ห้ามถกกระโปรงขึ้นแม้จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือผิดพลาดอะไรก็ตามแต่ ท่านแม่พูดเรื่องพวกนี้กรอกหูฉันในระยะประชิดติดหนึบราวกับหนวดของปลาหมึกยังไงยังงั้น

 

ด้วยเหตุนั้นเอง ฉันจึงได้รับอนุญาตให้แค่ยิ้มแล้วก็จิบน้ำชาเพียงแค่นั้น

 

รูปแบบของบุฟเฟ่ต์ในงานเลี้ยงน้ำชานี้จำลองมาจากงานเลี้ยงเต้นรำของชนชั้นสูง

 

พี่น้องฮั้นท์ยังคงทักทายกับเหล่าบุตรชาย และ บุตรสาวของขุนนางอยู่อย่างนั้น แขกก็พากันมาไม่หยุดไม่ย่อน โดยที่ไม่ปล่อยให้พวกเธอได้มีเวลาพักจิบน้ำชากันเลย

 

พวกเธอกล่าวทักทายช้ำ ๆ  เดินไปรอบห้องไปมา ก่อนจะรู้ตัวการทักทายก็เสร็จสิ้นในที่สุด พอได้มีเวลาจิบน้ำชากับเขาพวกเธอก็มีสภาพเหนื่อยอ่อนแบบสุด ๆ กันเลยทีเดียว

 

สำหรับฉันน่ะ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อควบคุมมือของตัวเองแล้วหยิบเอาคุกกี้แค่ไม่กี่ชิ้นเข้าปาก โอ๊ะ ตายแล้ว? คุกกี้นี่มันอร่อยชะมัด อืม ต้องชิมอีกหน่อย ขอชิมอีกชิ้นน่า โอ๊ะ มีมัฟฟินในที่แบบนี้ด้วย ขอชิมสักหน่อยละกัน

 

ยังไงก็ตามเถอะ ที่นี่น่ะมีขนมเหลือเยอะเกินไปแล้วนะ เพราะแขกส่วนใหญ่ก็มัวแค่คุยกัน พวกขนมหวานที่ตระเตรียมมาพวกนี้ก็เลยแทบจะไม่ลดลงเลย น่าเสียดาย.... ถ้ามีถุงละก็คงห่อกลับไปทานที่บ้านแล้ว จะยืมถุงจากคนในบ้านฮั้นท์จะได้ไหมนะ

 

 

“พี่ครับ”

 

“...คะ-คีธ!?”

 

 

พอจู่ ๆ น้องชายของฉันเรียกจากด้านหลัง ฉันก็กระโดดขึ้นยืนอย่างไม่ตั้งตัว ตอนที่เหม่อนิดหน่อยคีธก็มายืนอยู่ข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

 

“ทำเอาตกใจหมดเลยคีธ นี่ไปทักทายทุกคนเสร็จแล้วงั้นเหรอ?”

 

“ครับ เพิ่งทักทายทุกคนเสร็จเมื่อตะกี้นี้เอง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับ ทำไมพี่ถึงมายืนเหม่ออยู่ตรงนี้ละ?”

 

“...เอ่อ...”

 

“คงไม่ได้กำลังคิดว่าจะเก็บของหวานพวกนี้ห่อบ้านด้วยหรอกนะครับ?”

 

“!?”

 

 

คีธสุดยอด!? เด็กคนนี้มันอะไรกันน่ะ เอสเปอร์เรอะ? จะสุดยอดไปไหน ทำไมถึงรู้ในสิ่งที่ฉันคิดอยู่ได้กันละเนี่ย

 

 

“ยอดเลย คีธรู้ใจพี่ดีจริง!!”

 

“...บอกว่ารู้ใจ...เรื่องนั้นมันใช่เรื่องที่ควรสภาพออกมาซะที่ไหนกันละครับ ถ้าขืนพี่ไปทำอะไรแบบนั้น  ชื่อเสียงของตระกูลแคลส์ได้มีหวังเป็นที่ครหากันพอดี แล้วถ้าท่านแม่รู้เข้า เดี๋ยวก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เตะของหวานไปสักพักใหญ่ ๆ เลยนะครับ พี่”

 

“...อุก...ต้องเป็นงั้นแหง”

 

วันก่อน พอฉันใช้กฏ 3 วิ หยิบคุกกี้ที่หล่นพื้นมากินระหว่างฝึกมารยาทผู้ดีอยู่ ฉันก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้กินขนมหวานถึง 3 วันเต็ม ๆ  โทษฐานที่ไปหยิบของตกพื้นมากิน ถ้าขืนโดนรู้เข้าว่าพยายามจะห่อขนมหวานพวกนี้ใส่ถุงกลับบ้าน มีหวังคงถูกสั่งห้ามไม่ให้กินขนมไป 3 วัน ถึง 1 อาทิตย์เต็ม ๆ แน่ แบบนั้นก็แย่สิ...ถึงจะน่าเสียดาย...แต่คงช่วยไม่ได้แหละนะ

 

 

เพราะไม่อาจจะห่อขนมกลับบ้านได้แล้ว...พวกขนมหวานที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าก็ถูกยัดเข้าปากไปชิ้นแล้วชิ้นเล่า สัญญาที่ให้ไว้กับท่านแม่ก็ถูกลบทิ้งไปจากความทรงจำซะแล้ว

 

คีธพูดย้ำตั้งหลายครั้งว่า “พอได้แล้วครับ พี่” แล้วก็พยายามจะหยุดฉัน แต่ฉันก็บอกไปว่า “อีกสักชิ้นน่า” แล้วก็สวาปามขนมหวานต่อไปอย่างนั้น

 

ก็แบบ ถ้าปล่อยเหลือทิ้งเอาไว้มันก็น่าเสียดายออกนี่นา อีกอย่างนะ ขนมทุกอย่างที่นี่ก็อร่อยแบบสุด ๆ ไปเลยด้วย

 

โอ๊ะ ชิ้นนี้ก็อร่อยอ่ะ ชิ้นนั้นก็ด้วย ตรงนั้นก็ด้วย...ผลสุดท้าย ฉันก็เผลอกินมากเกินไป จนเกิดปวดท้องขึ้นมา

 

 

ฉันบอกกับคีธที่มีท่าทีเป็นห่วงเพราะสีหน้าแปลก ๆ ของฉันว่าฉันไม่เป็นไร แล้วฉันก็เดินช้า ๆ ออกไปหาห้องน้ำ

 

 

ฉันถามทางไปห้องน้ำกับคนรับใช้ เขาก็บอกว่าจะนำทางไปให้ แต่ฉันก็ปฏิเสธไปแล้ววิ่งตรงไปหาห้องน้ำด้วยตัวเอง ถ้าขืนให้นำทางไปโดยที่ต้องมารักษาท่าทีที่เหมาะสมไปด้วย มีหวังคงไม่ทันการแน่ โชคดีที่ทันเวลาแบบเส้นยาแดงผ่าแปดพอดี...

 

เพราะฉันรีบวิ่งหน้าตั้งมาเลยไม่รู้ว่าทางกลับไปสถานที่จัดงานเลี้ยงน้ำชาแล้วสิ ถึงคฤหาสน์ของตระกูลฮั้นท์จะไม่ใหญ่โตเท่าคฤหาสน์ของตระกูลแคลส์ แต่เพราะเป็นตระกูลของมาร์ควิส ตัวคฤหาสน์ก็ยังนับว่าใหญ่โตอยู่ดี พูดสั้น ๆ ก็คือ ดูเหมือนว่าฉันจะกลับไปที่งานเลี้ยงน้ำชาด้วยตัวเองไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าเจอกับคนรับใช้ ค่อยถามทางกลับเอาละกัน...

 

ขณะที่เดินใจลอยไปเรื่อย ๆ อยู่แบบนั้น...ภาพทิวทัศน์อันสวยงามก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น มีทุ่งดอกไม้ขจายไปทั่วสถานที่ที่ดูเหมือนลานของคฤหาสน์

 

มันสวยงามจนทำให้ฉันวิ่งตรงไปหาอย่างลืมตัว แล้วฉันก็ได้เห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้เพียงลำพัง

 

พอสังเกตเห็นฉัน เด็กสาวที่ทำหน้ากระสับกระส่าย ก็ส่งเสียงทักฉันออกมาอย่างร้อนรน

 

“...ทะ-ท่าน คาตารินะ ทำไมถึงมาอยู่ที่แบบนี้ได้?”

 

 

อ๊ะ พอนึกดูแล้ว เด็กคนนี้ดูเหมือนจะเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลฮั้นท์ที่ได้ทักทายกันก่อนหน้านี้ –แมรี่

 

“...เอ่อ...แค่เปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อยน่ะ”

 

 

จะไปบอกว่าเพราะทานขนมมากเกินไปจนปวดท้องต้องเข้าห้องน้ำแล้วก็ดันหลงทางจนหาทางกลับไปไม่ได้เนี่ย คงไม่ดีแหง เพราะจะตอบแบบนั้นไปไม่ได้ ก็เลยโกหกด้วยเหตุผลที่เหมาะสมออกไป

 

 

“แล้ว ท่านแม่รี่ละคะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ละหืม?”

 

 

ช่างเรื่องที่ฉันหลงทางเพราะปวดท้วงเอาไว้ก่อน การที่บุตรสาวของฝ่ายผู้จัดงานมาอยู่ตรงนี้เนี่ย จะไม่เป็นไรเหรอ?

 

“...ฉัน ไม่เหมาะ กับสถานที่ ที่มีชีวิตชีวาหรอกค่ะ....”

 

 

แมรี่พูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบาเหมือนกับตอนที่เธอทักทายฉัน แล้วก็ก้มหน้าลง ทั้งที่เป็นคนสวยมากแท้ ๆ เลยนะ น่าเสียดายที่เอาแต่ก้มหน้าลงแบบนั้น

 

 

...สงสัย จะต้องเป็นเพราะหน้าตาตัวร้ายที่น่ากลัวของฉันอีกแหง...ยังไงก็เถอะ ถ้าขืนไปใช้หน้าตัวร้ายแบบนี้บอกเธอว่า “ฉันไม่แกล้งเธอหรอกน่า” คงจะยิ่งทำให้เด็กสาวคนสวยที่น่าสงสารคนนี้ยิ่งกลัวฉันไปมากกว่าเดิมแหง เอาเป็นว่าตอนนี้ ต้องแสดงให้เห็นว่าฉันไม่มีพิษมีภัยเสียก่อน!

 

“สะ-สวนนี้น่ะยอดไปเลยนะ ดอกไม้ที่นี่มีแต่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยด้วย”

 

ตอนนี้ฉันพูดกับเธอโดยพยายามยิ้มไม่ให้ดูเหมือนตัวร้ายอย่างเต็มที่  

 

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่พูดออกไปก็เป็นความรู้สึกจริง ๆ ของฉัน

 

สวนนี้น่ะสวยจริง ๆ  สวยยิ่งกว่าสวนของตระกูลแคลส์เสียอีก เหล่าดอกไม้ต่างก็เบ่งบานสะพรั่งอย่างสวยงาม คุณคนสวนของที่นี่จะต้องเป็นคนที่ปลูกพืชเก่งมากแน่ ๆ

 

...จริงด้วย!! มีความคิดดี ๆ แล้ว คนที่ดูแลสวนดอกไม้ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้น่ะ จะต้องทำให้สวนไร่ที่เหี่ยวเฉาของฉันฟื้นฟูกลับคืนมาได้แน่

 

 

พอคิดได้แล้ว ฉันก็ถามกับแมรี่ในทันที

 

 

“นี่ ท่านแมรี่  ช่วยแนะนำคุณคนสวนที่รับผิดชอบสวนแห่งนี้ให้ทางฉันจะได้หรือเปล่า?”

 

“...เอ๋...”

 

 

“คุณคนสวนที่ทำให้ดอกไม้เติบโตได้สวยงามขนาดนี้ ฉันอยากจะปรึกษาบางอย่างกับเขาหน่อยน่ะ”

 

 

กับแม่รี่ที่ทำตาค้างอยู่นั้น ฉันก็พูดขอร้องเธออย่างเต็มที่ พร้อมหายใจแรง จากนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของเธออีกครั้ง

 

“...ฉะ—ฉันเองค่ะ”

 

“เอ๋?”

 

“ฉันเป็นคนที่ดูแลสวนนี้เองค่ะ”

 

 

อะไรนะ!? แมรี่เป็นคนดูแลสวนทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง!?

 

 

“ท่านแม่รี่เป็นคนดูแลเอง!? ทั้งสวนนี้เลย!?”

 

“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ทั้งหมด แค่ดอกไม้ กับ ต้นไม้ที่ท่านคาตารินะเห็นอยู่ตรงนี้ค่ะ ที่ฉันเป็นคนดูแล”

 

 

ถ้างั้นก็ จุดที่มีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ตรงนี้เป็นฝีมือของแม่รี่ทั้งหมดงั้นสิ...

 

 

“...ยอดเลย”

 

“...เอ๋...”

 

“ยอดไปเลยที่สร้างสวนดี ๆ ขนาดนี้ขึ้นมาได้! นี่ทำให้ดอกไม้บานสวยขนาดนี้ได้ยังไงกันน่ะ!? ต้องมีเทคนิคลับบางอย่างสินะ! หรือว่าความลับจะเป็นที่ดินเพราะปลูก!?”

 

“...เอ่อ...คือ ท่านคาตารินะ คะ?”

 

ฉันตื่นเต้นเกินไปจนขยับเข้ากระชั้นชิดกับแมรี่อย่างลืมตัว แล้วฉันก็รู้สึกตัวว่าสาวน้อยแสนสวยที่น่าสงสารกำลังหวาดกลัวเพราะฉันที่ตื่นเต้นพร้อมหายใจแรงอยู่ อ๊ะ แย่ล่ะ...ตื่นเต้นเกินไปหน่อย ฉันสูดลมหายใจลึก แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“ถ้างั้นก็ ขอให้ฉันได้ปรึกษากับท่านแมรี่ที่เป็นคนสร้างสวนที่วิเศษแห่งนี้ด้วยเถอะนะคะ”

 

“...ปรึกษา?”

 

“ค่ะ”

 

 

ฉันบอกแมรี่ เกี่ยวกับพืชผักในสวนของฉันที่เหี่ยวเฉาก่อนที่จะได้เก็บเกี่ยวในหน้าร้อนนี้ ทีแรก เธอถามฉันว่าฉันทำสวนไร่ด้วยตัวเองจริงเหรอ? เจ้าตัวรู้สึกแปลกใจมาก ๆ  ที่ได้รู้ว่าฉันทำสวนไร่ด้วยตัวเอง แต่เธอก็รับฟังฉันอย่างจริงจังเกี่ยวกับสภาพของสวนไร่ของฉัน ค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่เห็นสีหน้าของเธอหายจากอาการหวาดกลัวแล้ว จากนั้นเธอก็ฟังเรื่องราวของฉันไปจนจบ

 

 

“...เพราะท่านคาตารินะเชื่อใจในความสามารถของฉันถึงขนาดนั้นแล้ว ฉันก็อยากจะช่วยค่ะ แต่ว่า...ฉันไม่เคยปลูกผักมาก่อน เพราะงั้น แค่ได้รับฟังเรื่องราวคงไม่อาจจะให้ความเห็นอะไรได้ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

 

“ถ้างั้นก็ ท่านแมรี่ก็มาที่คฤหาสน์ของทางนี้เลยดีไหม?”

 

 

ต่อแมรี่ที่ก้มหน้าของตัวเองลงไปอย่างเศร้าสร้อย ฉันก็พูดเสนอแบบนั้นออกไปทันที

 

 

“เรื่องนั้น แต่ว่า...”

 

 

ต่อแมรี่ที่ทำสีหน้างุนงง ฉันก็พูดคะยั้นคะยอออกไปว่าถ้าเธอมาเยี่ยมทางนี้จะยินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง

 

นี่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายต่อสวนไร่ที่สำคัญของฉัน ฉันไม่อยากลงท้ายอีหรอบเดิมเหมือนเมื่อชาติก่อนตอนที่ปลูกผักบุ้ง หรือ ต้นบวบ อีกแล้ว

 

ฉันพยายามโน้มน้าวแมรี่อย่างเต็มตี่จนในที่สุดเธอก็สัญญาว่าจะมาดูสวนไร่ของฉันด้วยตัวเอง แต่พอฉันบอกว่า “ดีจังที่ได้พบกับแมรี่” เธอก็ก้มหน้าลงอีกแล้ว...

 

เอาเถอะ แค่เธอสัญญาว่าจะมาดูให้ฉันก็ดีใจแล้วล่ะ แล้วจากนั้นฉันกลับมายังงานเลี้ยงน้ำชาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรอีก โดยที่มีแมรี่เป็นคนช่วยนำทาง

 

 

จากนั้น คีธที่เป็นห่วงฉันเพราะจู่ ๆ ก็หายตัวไปนานก็ดุฉันใหญ่เลย ชักถามฉันยกใหญ่ว่าไปไหนมา รู้สึกอย่างกับว่าตำแหน่งของพี่สาวกับน้องชายมันสลับกันเลยนะ

 

 

ด้วยเหตุนั้น การเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเป็นครั้งแรกของฉันก็ลุล่วงไปได้อย่างไร้ปัญหาวุ่นวายใด ๆ  




NEKOPOST.NET