Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 28 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.28 - บุกปราสาทแวมไพร์ [การช่วยเหลือของวอร์]


ดาบที่28 : บุกปราสาทแวมไพร์ [การช่วยเหลือของวอร์]

              

      

            ร่างสูงปลิวกระแทกกับฝาผนังหลังเอาตัวเข้ามากันกลอเรียจากลูกเตะของแวมไพร์ตัวแม่เอาไว้ เลือดสดๆทะลักออกจากปากถึงกระนั้นสีหน้าของเด็กหนุ่มก็ยังดูไม่แย่เกินไปนัก เขาใช้มือปาดมันทิ้งแล้วตั้งท่าดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายต่ออย่างไม่วางตา

 

            “เป็นอะไรรึเปล่าคาร์น” โพลิน่าที่ถอยหลังมายืนข้างเขาส่งสายตาเป็นห่วง

 

            “สบายๆ กลอเรียระวังตัวหน่อยนะ” คาร์นี่ย์หันไปเอามือแปะลงที่หัวอีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบใจไม่ให้คิดมาก

 

            “มะ... ไม่ได้บอกให้ช่วยสักหน่อยนะ เมื่อกี๊น่ะ” กลอเรียกัดปากแล้วส่งสายตามุ่งร้ายไปด้านหน้า “อย่าคิดว่าฉันจะขอบคุณล่ะ”

 

            คาร์นี่ย์หันไปมองโพลิน่า ทั้งคู่อมยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปรับมือการโจมตีระลอกต่อมา

 

            สามสาวแวมไพร์เร็วและปราดเปรียวมาก คาร์นี่ย์กับโพลิน่านั้นยังรับมือกับความเร็วนี้ได้ แต่กลอเรียนั้นดูเหมือนจะตามความเร็วไม่ทันทำให้เกือบพลาดท่าไปหลายครั้ง แต่เขาไม่โทษอะไรกลอเรียเลยสักนิด เพราะแวมพร์สาวร่างผอมแห้งที่เป็นคู่ต่อสู้ของเธอนั้นขยับตัวได้ไวกว่าอีกสองตนที่เหลือมาก

 

            การโจมตีของคาร์นี่ย์ถูกอีกฝ่ายใช้มือปัดออกได้อย่างเหลือเชื่อ  เขาออกแรงหมุนตัวกลางอากาศแล้วเตะใส่สองครั้ง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายใช้มือปัดป้องได้ เขาพลิกตัวกลับมาที่พื้นแล้วใช้เลือดที่ไหลออกจากมุมปากปาดลงไปบนตัวดาบมุรามาสะก่อนเก็บมันใส่เข้าฝัก สิ่งที่เห็นนั้นทำให้แวมไพร์แม่ใหญ่ของปราสาทต้องเลิกคิ้วขึ้นก่อนหัวเราะ

 

            “ถอดใจแล้วสินะ”

 

            “จะใช่รึเปล่านะ?”  คาร์นี่ย์ลากเสียงยายคางแบบกวนๆ

 

            ทันทีที่มือของเขากลับไปแตะที่ด้ามดาบ บรรยากาศที่หนักอึ้งก็ถาโถมใส่สามแวมไพร์สาวจนต้องดีดตัวออกจากการปะทะกับเด็กสาวทั้งสองแล้วจ้องมองร่างของผู้ชายตรงหน้าเป็นตาเดียว

 

            “วิชาอิไอตระกูลดาบมาร…” คาร์นี่ย์ก้มหน้าพึมพำ สามแวมไพร์เห็นท่าไม่ดีและทนไม่ไหวกับสภาพกดดันต่างกรูกันเข้ามารุม ใบหน้านิ่งๆเงยขึ้นดวงตาสีกุหลาบเปล่งประกายคล้ายจะมีแสงสว่างเรืองรองออกมาดุจปีศาจร้าย “ท่าที่ 1 มารพรายลี้ลับ

 

            สิ้นคำกล่าวร่างสูงที่ยืนอยู่ก็หายไปดุจอากาศ เสียงหวีดหวิวเหมือนบางอย่างแหวกอากาศออกไปดังขึ้นแทบจะในวินาทีเดียวกันกับที่ร่างสูงปรากฏตัวยืนอยู่ด้านหลังแวมไพร์สาว สายลมกรรโชกอย่างแรงบังเกิดขึ้นภายในห้องพร้อมๆกับบาดแผลนับสิบบนตัวแวมไพร์ทั้งสามตน บาดแผลที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวส่งให้ทั้งสามร่างนั้นช็อคก่อนกรีดเสียงร้อง

 

            “อั๊ค!

 

            เป็นคาร์นี่ย์ที่ร้องพร้อมทรุดเข่าลงกับพื้น มือซ้ายเอื้อมไปกุมไหล่ขวาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงหลุดออกมาจากปากเขาราวกับว่าตัวเองพึ่งจะวิ่งออกกำลังกายมาเป็นสิบๆกิโล กลอเรียกับโพลิน่าร้องเรียกชื่อเขาลั่นอย่างตื่นตระหนกแล้ววิ่งตรงมาช่วยประคองร่างที่นั่งทรุดเข่าอยู่ให้ยืนขึ้นได้อีกครั้ง

 

            “เป็นอะไรไปคาร์น” โพลิน่าร้องถามด้วยสีหน้าร้อนใจระคนกับความเป็นห่วง

 

            “ไม่เป็นไรๆ” คาร์นี่ย์ยิ้มตอบแล้วรีบเก็บมือซ้ายที่กุมไหล่ขวาอย่างรวดเร็ว “ฉันขยับผิดท่าไปหน่อยเลยเคล็ดน่ะ แหะๆๆๆ”

 

            “บ้าจริง” โพลิน่าตีแขนอีกฝ่าย คาร์นี่ย์ถึงกับหน้าถอดสีแต่ก็อดทนทำนิ่งไว้ “ทำคนอื่นเขาเป็นห่วงหมด แต่ไม่เป็นอะไรจริงๆเหรอ สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ”

 

            “ไม่เป็นไรจริงๆ แล้วสามหน่อนั่นเสร็จพวกเราไปแล้วเหรอ?” ประโยคหลังเขาร้องถามก่อนหันกลับไปมอง

 

            กลุ่มควันลอยออกมาจากร่างทั้งสาม คาร์นี่ย์ทำตาโตแล้วรีบดึงมุรามาสะออกจากฝักอีกครั้ง เหงื่อไหล่ซึมอยู่เต็มใบหน้าของเขาจนสองสาวข้างตัวยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ถึงจะเป็นห่วงขนาดไหนก็ต้องรีบกระชับดาบในมือแน่นเพราะว่าพวกเธอสังเกตเห็นว่าแผลบนร่างแวมไพร์ทั้งสามนั้นกำลังสมานตัวกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

 

            “ไฟ…หัวใจ” โพลิน่าพึมพำก่อนหันไปทางคาร์นี่ย์กับกลอเรีย “ไอน์ซาโม่บอกกับฉันไว้เมื่อเช้านี้ว่าให้แทงเข้าไปที่หัวใจหรือไม่ก็ใช้เวทไฟถึงจะสังหารพวกนี้ได้”

 

            “งั้นเหรอ… เป็นอย่างงี้นี่เอง” คาร์นี่ย์กล่าวขึ้นลอยๆแล้วสั่งให้ดาบไฟลอยหวือเข้ามาที่มือของเขา จากนั้นก็มองไปที่มุรามาสะอย่างนึกชั่งใจ จนในที่สุดก็ตัดสินใจได้ “ประจุมนตราผสานวัตถุ

 

            คาร์นี่ย์กำดาบไฟให้หายกลายเป็นแสงสีส้มเรืองรองอยู่ในมือก่อนจะจับมันยัดเข้าไปที่มุรามาสะ เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมารอบๆอย่างรุนแรง มันกระจายและพุ่งเข้าทำลายเผาไหม้พื้นที่รอบๆจนคนในห้องต้องวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น

 

            รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏออกมาจากใบหน้าดูดีเมื่อเปลวไฟหยุดลง ดาบมุรามาสะในมือของเขาตอนนี้กำลังมีเปลวเพลิงปะทุออกมาอย่างรุนแรง สายตาของคาร์นี่ย์จับจ้องไปเบื้องหน้าพร้อมกับขยับมือเก็บมุรามาสะเข้าฝักอีกครั้งในท่าเตรียมพร้อม

 

            แวมไพร์สาวทั้งสามที่รู้ไต๋ของเด็กหนุ่มแล้วจึงรีบพุ่งตัวชิงจังหวะได้เปรียบก่อน แต่ก็ถูกเข้าขัดขวางโดยโพลิน่ากับกลอเรีย คาร์นี่ย์เห็นเข้าก็ตะโกนสั่งในทันที

 

            “ทั้งสองคนถอยออกมาก่อน ปล่อยให้เข้ามา”

 

            สิ้นคำแม้จะไม่เข้าใจแต่ทั้งสองสาวก็ถอยออกมาแต่โดยดี โพลิน่าพลิกตัวหลบออกมาแล้วชูดาบขึ้นโดยหันปลายดาบชี้ลงพื้น ดาบสองคมในมือเธอมีแสงสีขาวส่องสว่างออกมาเป็นสัญญาณบอกว่าการโจมตีครั้งใหญ่ของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ส่วนทางกลอเรียนั้นสะบัดแขนกางฝ่ามือไปทางศัตรูพร้อมเรียกวงแหวนเวทสีม่วงออกมาเป็นการเตรียมพร้อมเช่นกัน

 

            “วิชาอิไอตระกูลดาบมาร ท่าที่ 2…” คาร์นี่ย์ยิ้มเหี้ยมเมื่อศัตรูทั้งสามคนเข้ามาถึงระยะดาบของตนเอง “ขบวนมารจู่โจม!

 

            มุรามาสะถูกวาดไปด้านหน้านับร้อยครั้งภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งวินาที หากเป็นสายตาคนปกตินั้นคงจะมองเห็นได้แค่ว่าเขาฟันดาบไปตรงหน้าแค่ทีเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นความเร็วที่น่าตกตะลึงจนแม้แต่คู่ต่อสู้เองก็คาดไม่ถึง

 

            แววตาที่ดุร้ายมาตลอดของสามแวมไพร์เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว เป็นความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อความตายย่างได้กรายเข้ามาทักทาย แววตาเหล่านั้นทำให้คาร์นี่ย์หวนนึกถึงเหล่าโจรนับร้อยชีวิตที่เขาได้สังหารในวันนั้น เขาตวัดฟันไปอีกนับร้อยครั้งด้วยแรงโทสะที่เกิดขึ้นเมื่อดันเผลอนึกย้อนไปถึงเรื่องวันนั้นเข้า

 

            แก๊งๆๆๆๆๆๆ

 

            เสียงดาบปะทะกับบางสิ่งบางอย่างเข้า ร่างแวมไพร์สาวที่ยังปลอดภัยอยู่ทำให้คาร์นี่ย์ต้องเบิกตาโพลง จนกระทั่งเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย ผมสีดำแซมขาวยาวสยายไปในอากาศ ดวงตาสีโลหิตของทั้งคู่สบกันนิ่งอยู่ชั่วครู่ แล้วในเสี้ยววินาทีต่อมาร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นก็พุ่งเข้าชาร์ตคาร์นี่ย์และดันร่างให้ทะลุออกนอกกำแพงเพื่อไปสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นที่ด้านนอก

 

            “คาร์น!/พี่คาร์นี่ย์!” เสียงร้องเรียกชื่อดังขึ้นพร้อมกันอย่างลนลาน

 

            อัศวินสาวกุมดาบดวยมือสั่นเทา แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

            “เนอร์วาน่า! [Nirvana]

 

            สิ้นคำโพลิน่าก็ปักดาบลงบนพื้นห้อง เสาแสงสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะลุจากพื้นกลืนร่างแวมไพร์สาวทั้งสามให้หายไปก่อนจะพุ่งไปบนฟ้าแหวกเมฆให้กระจายออกจากกันได้อย่างน่ากลัว โพลิน่าไม่อยู่รอดูผลลัพธ์ เธอรีบคว้าดาบแล้วกระโจนตัวออกไปที่ด้านนอกของปราสาทอย่างรวดเร็ว

 

            กลอเรียหันไปมองทิศทางที่เสาแสงพึ่งหายไปก่อนจะพบว่าแวมไพร์สาวตัวแม่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในสภาพสะบักสะบอมและโทรมสุดๆ ร่างเล็กกัดฟันกรอด ความโกรธแค้นอาบเต็มใบหน้าสวยเหมือนตุ๊กตานั้น และยิ่งทวีคูณความดุร้ายน่ากลัวมากขึ้นเมื่อหน้าโหดๆนั้นได้ผสมโรงเข้ากับแววตาแข็งกร้าวที่มักจะดุร้ายอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

 

            “แกต้องชดใช้แทนเจ้าหมอนั่น โทษฐานที่กล้ามาแตะต้องพี่คาร์นี่ย์!”

 

 

 

            เงามนุษย์หมาป่าขนสีทองตัวใหญ่ยักษ์ในชุดแต่งกายแบบชาวอินเดียแดงกำลังใช้หอกรุกไล่สี่มนุษย์หมาป่าร่างยักษ์ พวกมันถอยพลางยิงเวทย์ตอบโต้พลาง แม้จะยิงถูกเงานั้นแต่เวทกลับทะลุออกไปในขณะที่เงานั้นสามารถโจมตีใส่พวกมันได้

 

            “ตาย!” ไรดีนคำรามแล้วพุ่งดาบแทงใส่หมาป่าที่วิ่งแตกวงออกมาตัวเดียว

 

            ฉึก!

 

            “ฮ่าๆๆๆๆ คิดว่าจะฆ่าข้าง่ายๆงั้นเหรอ” เสียงหัวเราะหลุดจากหมาป่าตนนั้น

 

            “หนังหนานักนะไอพวกนอกรีต” ไรดีนสบถ

 

            อีกฝ่ายใช้แรงขยับดันมาซามุเนะออกก่อนใช้กรงเล็บตวัดเข้าจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว

 

            ร่างสูงเอี้ยวตัวหลบก่อนเสียงครืนครันจะดังขึ้นที่ด้านหลัง พอเหลือบกลับไปมองก็เห็นผนังหินที่ห่างออกไปหลายเมตรนั้นมีลอยกรงเล็บลากยาวอยู่ เขาตระหนักได้แล้วว่ากรงเล็บของอีกฝ่ายนั้นอันตรายเพียงใด แถมศัตรูเองก็มีผิวหนังที่แข็งแกร่งมากกว่าปกติอีกต่างหาก ดังนั้นเขาจะไม่เข้าปะทะตรงๆอีกต่อไป เขาดีดตัวออกมาก่อนสั่งการให้เงามนุษย์หมาป่ายักษ์พุ่งเข้าจู่โจมศัตรูตรงหน้าแทนตนเอง

 

            หอกใหญ่พุ่งแทงสวนลงกลางร่างของอีกฝ่ายที่โถมตัวหวังเข้าขย้ำไรดีน หอกพุ่งไปที่กลางตัวของอมนุษย์นอกรีตตนนั้นเต็มๆ จากนั้นเงายักษ์ก็ดันร่างที่ติดอยู่ที่ปลายหอกให้ไปชนกับผนังถ้ำ ไรดีนขยับเข้าไปทางร่างมนุษย์หมาป่ายักษ์ตนนั้นและฟาดมาซามุเนะฟันใส่เต็มแรงจนมันขาดใจตายแทบจะในทันที หลังจากที่สังหารตัวแรกได้แล้วเขาก็ตวัดสายตากลับไปมองอีกสามตัวที่อยู่ไม่ไกล พวกมันกำลังยิงบอลพลังไปพลางวิ่งหนีไปพลาง

 

            “ไป!” ไรดีนร้องสั่งร่างเงาแล้วชี้มาซามุเนะไปทางสามร่างนั้น

 

            ไอน์ซาโม่พุ่งตัวมาเข้าถีบหนึ่งในสามตัวนั้นต่อหน้าตาต่อตาไรดีนก่อนเหยียบร่างนั้นไว้ ดวงตาสีอเมธิสต์นั้นเปลี่ยนกลับไปเป็นดวงตาของมังกรอีกครั้ง ลำแสงสีแดงหมุนวนอยู่ในมือของเธอครู่หนึ่งก่อนระเบิดใส่หน้ามนุษย์หมาป่าผู้โชคร้ายในระยะประชิดจนร่างที่พยายามดิ้นรนให้หลุดจากการพันธนาการนั้นนอนแน่นิ่งไป

 

            “รีบเคลียร์หน่อย ถ้าหากพวกเรายังคงชักช้าอยู่แบบนี้ ชาวบ้านตาดำๆจะต้องเจ็บต้องตายกันอีกเยอะนะ” อลิซร้องเร่งด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนหลังจากที่ปะทะกับแวร์วูล์ฟหลายตัวมานาน

 

            “เจ้าสองตัวนั้นมันกำลังจะทำอะไร?” คาวาเลียร์ชี้ไปที่มนุษย์หมาป่ายักษ์สองตัวที่เหลืออยู่ “ไอน์ซาโม่ระวัง!”

 

            สิ้นคำเตือนกลุ่มควันแห่งความมืดก็ก่อตัวกันเป็นร่างของนกยักษ์พุ่งไปทางมังกรสาวที่พึ่งสังหารมนุษย์หมาป่าไปหมาดๆ

 

            ร่างบางหันหน้ามาเผชิญกับเวทมนต์ที่ยิงออกมาจากอีกฝ่ายก่อนใช้มือคว้ามันไว้แล้วขว้างกลับไปทางศัตรูได้ราวกับเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียเต็มประดาจนคนมองอยู่ได้แต่อึ้ง ไอน์ซาโม่สาวน้อยมหัศจรรย์

 

            บึ้ม!

 

            เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมแรงอัดมหาศาลที่ทำให้คนในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรจากจุดที่ระเบิดนั้นปลิวกระเด็นออกมาพร้อมปรากฏกลุ่มควันสีดำลอยวนอยู่ในอากาศ มันลอยเอื่อยๆครู่หนึ่ง ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่จู่ๆควันดำเหล่านั้นก็พุ่งพรวดเข้าไปในร่างของเหล่าคนงานที่พยายามต่อสู้กับแวร์วูล์ฟตนอื่นๆอยู่

 

            อ๊ากกกกก

 

            เสียงร้องอย่างทุกข์ทรมานดังขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจและสงสัยของคนที่มองอยู่ห่างๆ ร่างของคนเหล่านั้นดิ้นทุรนทุรายส่งเสียงค่อกๆออกมาเหมือนหายใจไม่ออก ไรดีนถึงกับเลิกคิ้วสูง สัญชาตญาณสั่งให้เขามองไปทางร่างของเจ้ามนุษย์หมาป่าสองตัวที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ในทันที

 

            “ฆ่ามัน” หนึ่งในสองตัวนั้นออกคำสั่งก่อนคำราม

 

            คนที่ถูกหมอกควันสีดำนั้นวิ่งพุ่งเข้าใส่พวกเดียวกันเองด้วยใบหน้าและแววตาที่ไร้ชีวิตชีวาราบกับผีดิบตายซาก ความโกลาหลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนใครๆก็ตั้งตัวไม่ติด

 

            “ไอน์ นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?”

 

            สิ้นคำถามของไรดีน ไอน์ซาโม่รีบสอดส่ายสายตาอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนถอนหายใจด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไรนัก

 

            “เวทมนต์ต้องห้าม คงเป็นประเภทควบคุมร่างคนอื่นล่ะมั้ง” ไอน์ซาโม่ร้องตอบก่อนพึมพำต่อว่า “เรามองข้ามเรื่องนี้ไปได้ไงนะ”

 

            “ผิดแล้ว” มนุษย์หมาป่าขนเทากล่าวเสียงเหี้ยม “เวทของข้าน่ะคือการบังคับศพต่างหากล่ะ”

 

            ไรดีนขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะความหมายของประโยคนั้นคือคนเหล่านั้นได้ตายไปแล้วและถูกบังคับให้ทำร้ายผู้อื่น ซึ่งฟังดูแล้วแย่มากๆ และจะดูโหดร้ายกว่านี้ถ้าหากคิดว่าถ้าหนึ่งในนั้นกำลังพุ่งเข้าไปทำร้ายครอบครัวตัวเอง หรือเพื่อน หรือคนรักล่ะ?

 

            ไอน์ซาโม่เองก็คิดไม่ต่างกัน เธอกำหมัดแน่นแล้วดีดตัวเข้าจู่โจมใส่อย่างดุร้าย ความเร็วดุจดั่งกระสุนปืนนั้นทำให้อีกฝ่ายตั้งหลักไม่ทัน กำปั้นลุ่นๆอัดเข้าอย่างจังเบอร์ส่งให้ร่างยักษ์กลิ้งโคโล่ครูดยาวไปกับพื้น

 

            “พวกแก!” ไอน์ซาโม่คำรามแล้วปรากฏตัวเหนือร่างที่นอนอยู่ก่อนจะกระทืบใส่เต็มๆใบหน้าศัตรูอย่างไม่ไยดี “การกระทำเลวๆของพวกแกทำให้อมนุษย์ดีๆต้องเสื่อมเกียรติ!”

 

            จากนั้นหญิงสาวก็ตวัดร่างเตะตัดขาอีกตัวที่ตั้งท่าจะพุ่งเข้าจู่โจมและถีบส่งร่างนั้นให้ลอยสูงขึ้น ไรดีนก็ชี้สั่งให้เงาร่างมนุษย์หมาป่าสีทองพุ่งเข้าใช้หอกเสียบกลางอากาศ โลหิตสาดลงมาราวกับเม็ดฝน ภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นนั้นบ่งบอกถึงความคับแค้นใจของอมนุษย์ทั้งสองคนได้อย่างดียิ่ง เพราะพวกเขาต่างก็พยายามอย่างมากที่จะเป็นมิตรกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในขณะที่อมนุษย์นอกรีตนั้นเอาแต่ทำลายสิ่งที่พวกเขาพยายามสั่งสมกันมา

 

            ความต่างชั้นของฝีมือทำให้แวร์วูล์ฟตนอื่นๆยอมจำนนแต่โดยดี ส่วนร่างที่ถูกบังคับควบคุมอยู่นั้นบัดนี้ได้กลับลงไปนอนกองแน่นิ่งไร้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น หลายๆคนวิ่งกรูเข้าไปหาร่างเหล่านั้นก่อนจะร่ำไห้ให้กับการจากไปอย่างไม่หวนกลับจนเกิดเป็นภาพที่สะเทือนใจ

 

            อลิซปิดปากเบือนหน้าไปอีกทางเพราะทนดูภาพเหล่านั้นไม่ไหว มือของใครบางคนขยับมาแตะไหล่ของเธอ ก่อนเธอจะเงยหน้ามองแล้วพบว่าเจ้าของมือนั้นคือไรดีนนั่นเอง

 

            “ขอโทษนะที่ฉันช่วยพวกเขาเอาไว้ไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ผู้คุมกฎอย่างชั้นแท้ๆ” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกผิด

 

            “ไม่ใช่ความผิดนาย” อลิซว่าพลางสะอื้นไห้

 

            แม้ภายนอกจะดูเรียบนิ่งและจริงจังในทุกๆอิริยาบถจนดูเหมือนว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง แต่จริงๆแล้วอลิซกลับเป็นหญิงสาวที่อ่อนไหวและอ่อนแอจนไรดีนเองยังต้องประหลาดใจ เขาเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเพราะไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อน แต่เขาจำได้ว่าคาร์นี่ย์มักจะทำอย่างนี้เพื่อปลอบใจใครสักคน ดังนั้นบางที…เขาน่าจะทำได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เขานึกถึงเรื่องน่าอายเมื่อคืนก็เถอะ

 

            “เอ่อ… ดีขึ้นบ้างไหม”

 

            “นานอีกสักหน่อยได้ไหม” อลิซพูดเสียงแผ่วจนคนฟังจับใจความไม่ได้ก่อนเงียบไป ไรดีนเลิกคิ้วแล้วพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ทว่าสาวเจ้าดันรีบดีดตัวถอยออกห่างก่อนขยับแว่นตาแล้วพูด “ไม่มีอะไรหรอก ดีขึ้นแล้วล่ะ ขอบคุณมาก”

 

            “งั้นเราไปต่อกันเถอะ” ไรดีนพูดแล้วเดินไปทางไอน์ซาโม่ที่ทำสีหน้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ในหัว “เป็นอะไรไปไอน์ ท่าทางไม่สบายใจมานานแล้วนะ”

 

            “เราต้องรีบไปหาคาร์นแล้วไรดีน” เธอว่าก่อนทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขที่คอยดมกลิ่นตามตัวคนร้าย “ตอนที่เราปะทะกับเจ้ามนุษย์หมาป่าสี่ตัวนั่น ฉันบังเอิญได้กลิ่นเลือดคาร์น แล้วจู่ๆกลิ่นมันก็ค่อยๆเริ่มไกลออกไปน่ะสิ”

 

            “หืม งั้นคงต้องรีบแล้วสิ” ไรดีนว่าจบก็ถูกคาวาเลียร์สะกิดไหล่ เขาจึงหันไปทางอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม “มีอะไรแย่ๆเกิดขึ้นรึเปล่า?”

 

            “ทำไมเวลาฉันมีเรื่องจะคุยด้วย นายต้องคิดว่าเป็นเรื่องแย่ๆทุกทีนะ” คาวาเลียร์กอดอกทำท่าฮึดฮัดคล้ายไม่สบอารมณ์ “ฉันแค่จะมาถามว่าจะเอายังไงกับพวกชาวบ้านดี”

 

            ไรดีนเลื่อนสายตาไปกวาดมองคนที่ถูกจับตัวมาอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาดูเหนื่อยล้า เศร้า และทุกข์ทรมาน มันคงจะดีถ้าหากว่าเขาจะรีบพาคนเหล่านี้ออกจากเหมืองนรกนี่เร็วๆ

 

            “คาวาเลียร์ เธอกับอลิซพาพวกเขาออกไปจากปราสาทแล้วติดต่อขบวนรถขนส่งให้ช่วยมารับตัวพวกเขาหน่อย ส่วนฉันกับไอน์จะรีบตามไปช่วยคาร์นก่อน”

 

            “คาร์นี่ย์? ทางนั้นแย่เหรอ?” คาวาเลียร์เอียงคอถาม

 

            “ไอน์บอกฉันว่าทางนั้นมีปัญหานิดหน่อย เอาเป็นว่าเธอทำตามที่ฉันบอกเถอะ ฝากด้วยนะ” กล่าวจบไรดีนก็หันไปทางไอน์ซาโม่แล้วพยักหน้าให้ “ไปกันเถอะ”

 

            สิ้นคำสองร่างก็กระโจนวิ่งออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สองสาวมองตามหลังแบบมึนๆ

 

            เสียงนาฬิกาข้อมือดังตี๊ดขึ้นส่งให้ทั้งสองคนต้องยกมันขึ้นมาดู ก็พบว่าไมกัสนั่นเองที่เป็นคนติดต่อมาผ่านทางช่องสัญญาณของทีม

 

            “เฮ้ๆๆ มีใครได้ยินไหม?” ไมกัสร้องถาม

 

            “ฉันกำลังฟังอยู่” อลิซตอบเสียงเนือยๆ “ทางนั้นเป็นไงบ้าง?”

 

            “ฉันกับตาลุงกวาดซะเหี้ยนแล้ว ว่าแต่ทางฝั่งนั้นล่ะเป็นยังไง?” เฟราสถามกลับบ้าง

 

            “ไรดีนกับไอน์ซาโม่ตามไปช่วยคาร์นี่ย์แล้ว เหมือนกับว่าทางนั้นจะมีปัญหา” อลิซตอบก่อนถอนหายใจออกมา

 

            “พวกนายช่วยติดต่อกับขบวนรถขนส่งให้หน่อยได้ไหม เผอิญว่าข้างล่างนี้สัญญาณห่วยแตกมาก นี่ที่ติดต่อกับพวกนายได้นี่ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว”

 

            คาวาเลียร์ร้องขอปลายสายขณะที่อลิซเดินเข้าไปพูดคุยเรื่องแผนการที่จะพาคนที่เหลืออยู่ออกจากปราสาทแห่งนี้ ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา

 

            “ได้สิ เดี๋ยวจัดการให้ รีบพาพวกเขาขึ้นมาเถอะ พวกเราจะรอคุ้มกันอยู่ที่ทางลงชั้นใต้ดินเอง” ไมกัสตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ

 

            “ขอบใจมาก จะขึ้นไปกันเดี๋ยวนี้แหละ”

 

            ปี๊บ

 

            ช่องสนทนาพูดคุยถูกปิดลง ไมกัสหันมายิ้มให้กับเฟราสที่นั่งตัวงอห่อไหล่เพราะความเหนื่อย ร่างใหญ่ใช้มือตบหลังคนเด็กกว่าจนกลิ้งตกจากฐานที่นั่ง ซึ่งฐานที่นั่งที่ว่าก็คือร่างของมนุษย์หมาป่านับสิบตัวที่โดนพวกเขาเล่นงานไปเมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง

 

            “โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ รีบไปกันเถอะ ทางนั้นกำลังจะขึ้นมาแล้ว”

 

            “ก็บอกกันดีๆสิฟะ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือกันเลย” เฟราสโวยวายแล้วดันตัวขึ้นยืน “ป่าเถื่อนชะมัดเลยตาลุงนี่”

 

            “เอาน่า ทำตัวสบายๆหน่อยพ่อหนุ่ม” ไมกัสว่าแล้วยันตัวลงจากฐานที่นั่งก่อนจะหันกลับไปมองร่างมนุษย์หมาป่าที่นอนกองทับกันอยู่ด้วยความไม่สบายใจ “เจ้ามั่นใจจริงๆนะว่าพวกมันจะไปทำร้ายใครไม่ได้อีกแล้วน่ะ”

 

            “หึ” เฟราสส่งเสียงในคอแล้วหยิบถุงที่บรรจุเขี้ยวเอาไว้เป็นจำนวนมากมาโชว์ให้คนแก่ดู “เขี้ยวก็กุด เล็บก็โดนถอด เสียหมาขนาดนี้ถ้ายังมีปัญญาไปทำอะไรใครอีกก็เกินไปแล้วล่ะลุงเอ้ย”

 

            สิ้นคำไมดัสก็ขยี้ผมเด็กหนุ่มที่ชอบวางมาดอวดเก่งอย่างหมั่นไส้พร้อมส่งเสียงหัวเราะร่าอย่างชอบใจเมื่อได้เห็นคนเด็กกว่าทำหน้ามุ่ยแบบไม่ชอบใจใส่อีกครั้ง

 

 

 

            โครม!

 

            ร่างของคาร์นี่ย์กลิ้งไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะ เขายันตัวขึ้นแล้วเงยหน้าจ้องมองแวมไพร์ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ รูปลักษณ์คร่าวๆของอีกฝ่ายก็คือ มีหนวดเครารอบๆปากกับคางตัดกับสีผิวซีดๆจนทำให้ทางนั้นมีมาดน่ากลัวดุดันดุจนักรบโบราณ การแต่งกายนั้นเป็นเหมือนดยุคจากยุคโบราณ เสื้อสีดำไม่ติดกระดุมสองเม็ดบนเผยให้เห็นเรือนร่างที่กำยำ ปีกค้างคาวใหญ่ยักษ์ที่สยายอยู่ที่หลังนั้นทำให้เขาดูตัวใหญ่ขึ้นถึงสองเท่า

 

            “เจ้าเป็นใครกันแน่เด็กน้อย” เสียงทุ้มเข้มทรงอำนาจถามพร้อมกับสูดหายใจเพื่อสัมผัสกลิ่นอายบางอย่างที่คาดว่าน่าจะมาจากตัวของคาร์นี่ย์ “กลิ่นนี่มันเหมือนพวกเรามากเกินไปจนน่าสงสัย มาจากตระกูลไหนกันล่ะเนี่ย?”

 

            “ตระกูลคนทำสวนธรรมดาๆนี่แหละเฟ้ย” คาร์นี่ย์ตอบแล้วขยับมุรามาสะขึ้นเตรียมพร้อม “อะไรกันนักกันหนา ยัยป้านั่นก็พูดอะไรแปลกๆแบบนี้กับฉันเหมือนกัน จมูกเพี้ยนกันทั้งปราสาทแล้วล่ะมั้ง!”

 

            “ช่างเป็นเด็กที่จองหองยิ่งนัก” ร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศคำรามก่อนเก็บปีกแล้วหย่อนตัวลงพื้น “อย่าเล่นลิ้นกับข้า กลิ่นที่ออกมาจากเจ้ามันโกหกข้าไม่ได้หรอก”

 

            คาร์นี่ย์ยักไหล่ก่อนฉีกยิ้มกวนออกมาจนคนมองมีอาการคิ้วกระตุก

 

            “เรียนท่านเคาท์ที่เคารพ กลิ่นมันพูดไม่ได้ซักหน่อยแล้วมันจะโกหกท่านเคาท์ที่เคารพได้ยังไงล่ะขอรับว่าไหม? บื้อชะมัด”

 

            “จะยั่วโมโหข้ารึไง?” อีกฝ่ายคำรามในคอ คิ้วขมวดเข้าหากันแสดงถึงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน

 

            “เปล่า” คาร์นี่ย์ยักคิ้วก่อนเหลือบมองไปบนฟ้า “กำลังเล็งอย่างอื่นไว้อยู่น่ะ”

 

            ฉัวะ!

 

            เลือดสาดกระจายออกจากแผลกลางลำตัวของแวมไพร์มาดดุเมื่อโพลิน่าพุ่งตัวมาจากกลางอากาศและฟันโดนเข้าให้เต็มๆเน้นๆ ทว่ารอยยิ้มที่ผุดออกมาบนใบหน้าแวมไพร์ตนนั้นทำให้คาร์นี่ย์ไม่สบายใจแล้วรีบขยับตัวเข้าโจมตีอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูทำอะไรที่กำลังคิดอยู่ได้

 

            “ไวดีนี่”

 

            อีกฝ่ายพูดพลางฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อคาร์นี่ย์เข้าประชิดตัวแล้วใช้ดาบมุรามาสะตวัดฟัน ทว่าร่างนั้นกลับสลายกลายเป็นควันสีดำจนคาร์นี่ย์ต้องประหลาดใจ ด้วยสัญชาตญาณเขารีบหมุนตัวตวัดมาซุมุเนะใส่ทางด้านหลังตัวเอง

 

            กริ๊ง

 

            เสียงใสๆดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าเขาคิดถูกแล้วเรื่องที่อีกฝ่ายจะลอบโจมตีจากทางด้านหลัง แต่หน้าของคาร์นี่ย์แทบจะถอดสีเพราะอีกฝ่ายหยุดดาบของเขาโดยใช้นิ้วชี้เพียงแค่นิ้วเดียวเท่านั้น

 

            ในระหว่างที่ตกตะลึงอยู่นั้นเอง กำปั้นลุ่นๆของอีกฝ่ายได้สวนเข้ามาใส่เขา คาร์นี่ย์มั่นใจว่าไม่มีทางหลบโจมตีนั้นพ้นจึงหลับตาขบกรามแน่นเตรียมรับการจู่โจม ทว่าโพลิน่ากลับวิ่งเข้ามารวบตัวเขาเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ส่งให้ร่างทั้งสองคนกลิ้งโคโล่ไปอีกทาง

 

            “โอ๊ย!

 

            คาร์นี่ย์ร้องลั่นแล้วเอามือไปกุมไหล่ขวาอีกครั้ง ใบหน้าของเขากำลังบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดจนแฟนสาวร้องลั่นด้วยความตกใจ

 

            “หึ เป็นอะไรไปล่ะ? ข้ายังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลยนะ อย่าสำออยสิเจ้าเด็กเวร” อีกฝ่ายว่าจบก็สะบัดร่างใช้ปีกหุ้มร่างตัวเองเอาไว้ก่อนหมุนตัวเป็นเกลียวคล้ายสว่านแล้วพุ่งใส่ด้วยความเร็วในระดับอันตราย

 

            โพลิน่ารีบดีดตัวกลับมายืนแล้วเงื้อดาบฟันสวนเข้าใส่ เมื่อะทะกัน ร่างทั้งสองร่างต่างก็กระเด็นออกไปคนละทิศละทางตามแรงปะทะที่เกิดขึ้น

 

            ร่างสูงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนเหลือบสายตาไปมองการปะทะที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขากัดฟันยันตัวขึ้นแล้วใช้มือควานหามุรามาสะที่เผลอทำหลุดมือไปอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วร่างก็ต้องทรุดลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้งเพราะความเจ็บปวดที่หัวไหล่ ถึงกระนั้นสายตาก็ยังสอดส่ายหาดาบคู่ใจเพราะกำลังเป็นห่วงคนรักของตัวเองที่กำลังเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อปกป้องเขาอยู่

 

            คาร์นี่ย์ยิ้มออกมาน้อยๆเมื่อเห็นมุรามาสะตั้งอยู่ไม่ห่างเท่าไรนัก เขาค่อยๆยืนขึ้นช้าๆแล้วเดินไปหยิบมันขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ แต่ความเจ็บปวดที่ไหล่นั้นลามไปถึงที่หลังเสมือนกับพิษร้ายที่กำลังวิ่งแล่นอยู่ในร่างกาย ร่างสูงถึงกับทรุดตัวลงไปนอนกองอีกครั้งอย่างหมดสภาพ

 

            “คาร์น!

 

            เสียงร้องที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้สติเริ่มเลือนราง เด็กหนุ่มผมทองที่ดูคุ้นตาวิ่งเข้ามาประคองร่างเขาให้นั่งขึ้น หูหมาป่าโผล่พรวดออกมาทำให้คาร์นี่ย์จำได้ว่าคนที่วิ่งมาหาเขาคือไรดีน หูหมาป่านั้นกำลังทาบลงบนตัวเขาคล้ายกับว่าจะฟังเสียงหัวใจของเขาอยู่

 

            “ไรดีน คนอื่นล่ะ?” เขาพูดทั้งๆที่ยังหอบหายใจอย่างหนัก

 

            “ห่วงตัวเองก่อนเถอะ” ไรดีนว่าก่อนจะคลำๆที่ไหล่ขวาเขาครู่หนึ่ง ไม่นานใบหน้าเย็นชานั้นก็มีอาการหน้าถอดสี “บ้าน่า ไหล่กับหลังนายแย่ขนาดนี้ทำไมไม่คิดจะบอกใครบ้าง? มันผิดรูปไปแล้วไม่รู้ตัวบ้างรึไงห๊ะ!?”

 

            หมับ!

 

            คาร์นี่ย์เอื้อมมือไปคว้าไหล่ไรดีนเอาไว้ด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะมองไปทางโพลิน่ากับไอน์ซาโม่ที่กำลังร่วมมือปะทะกับศัตรูอยู่

 

            “ไปช่วยโพลิน่ากับไอน์ซะ ฉันไม่เป็นไร”

 

            คำขอนั้นทำให้ไรดีนหนักใจ แต่พอเห็นแววตาอ้อนวอนของคู่หูตัวเองแล้วก็ทำให้เขาต้องข่มใจแล้วดึงมาซามุเนะออกมาแล้ววิ่งเข้าไปร่วมวงด้วยอีกคน

 

            คาร์นี่ย์นอนหอบหายใจอยู่นานจนความเย็นของหิมะทำให้ไหล่และหลังของเขาเริ่มชาและรู้สึกดีขึ้นอย่างช้าๆ มือซ้ายคว้าดาบมุรามาสะมาถือไว้ในมือ แววตาจริงจังที่แอบฉายแววเจ็บปวดนั้นจ้องไปที่การต่อสู้ตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น

 

            “นายท่านไม่ไหวแล้วอย่าฝืนเลยค่ะ ถือว่าข้าขอร้อง” เสียงมุรามาสะเตือนและขอร้องเขา แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ฟังคำเตือนนั้นทำให้เธอพูดด้วยเสียงที่เข้มกว่าเดิม “ท่านฝืนใช้ท่าดาบไปถึงสองท่า หากท่านยังฝืนต่อ คราวนี้อาจจถึงขั้นพิการไม่สามารถจับดาบได้อีกเลยนะคะ”

 

            “ช่างหัวมันสิ” คาร์นี่ย์ตอบอย่างคนหัวรั้น

 

            “เจ้าโง่เอ้ย หากเจ้าพิการ เจ้าจะทำยังไงกับสัญญาที่ได้ให้ไว้กับโพลิน่าล่ะ? อย่าทำตัวให้ข้าหงุดหงิดรำคาญจะได้ไหม!” วอร์ตะโกนดุจนสมองคาร์นี่ย์แทบเบลอเพราะเสียงที่ดังกังวานของวอร์ “ถ้าอยากหลุดพ้นจากสถานการณ์แบบนี้ก็หลับซะ”

 

            “จะบ้ารึไงวอร์ ฉันไม่มีอารมณ์มาฟังเรื่องล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้หรอกนะ”

 

            เปรี้ยง!!!

 

            สิ้นคำร่างของทั้งสามก็ถูกอีกฝ่ายดีดกระเด็นออกไปไกล ดวงตาสีโลหิตหันกลับมาจับจ้องที่เขาก่อนก้าวอาดๆตรงมาแบบบสบายๆทว่ามันกลับดูน่าเกรงขามแปลกๆ

 

            “เร็ว! ข้าเป็นคนที่เจ้าสามารถเชื่อใจได้นะ จำได้ไหมที่ข้าบอกว่าข้าไม่มีวันทรยศเจ้าน่ะ” วอร์เร่งด้วยน้ำเสียงร้อนรน

 

            เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่พักใหญ่ๆก่อนตัดสินใจหลับตาลงแล้วปล่อยให้ความเจ็บปวดทำลายและดึงสติของตัวเองให้หลุดลอยออกไป

 

            โครม!

 

            คาร์นี่ย์ล้มลงไปนอนกองกับพื้นท่ามกลางสายตาตื่นตกใจและเป็นห่วงของคนสนิททั้งสามคน และสถานการณ์ยิ่งดูเข้าตาจนเมื่อในที่สุดแวมไพร์มาดดุก็สามารถเดินมาประชิดร่างของคาร์นี่ย์ได้แล้ว มันหันกลับไปมองทางร่างของทั้งสามที่กำลังพยายามยันตัวขึ้นแล้ววิ่งเข้ามา รอยยิ้มเยาะเย้ยถากถางหลุดจากริมฝีปากของฟรันซิลีราวกับว่าตอนนี้ตนได้ชัยชนะมาครอบครองแล้ว

 

            “เจ้าเด็กนี่คงสำคัญกับพวกแกมากสินะ” ว่าจบก็ยกขาขึ้นสูงหมายจะกระทืบร่างที่ไร้สติให้ดับดิ้นในทีเดียว “พวกแกจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่บังอาจมาตอแยกับเคาท์ฟรันซิลีผู้ยิ่งใหญ่คนนี้!

 

            สิ้นคำประกาศอย่างกึกก้อง เท้าที่เงื้อขึ้นสูงก็เหยียบลงมาเต็มแรง ทว่ากลับมีบางอย่างมาหยุดเท้านั้นเอาไว้ก่อนที่จะถึงตัวเป้าหมาย

 

            “ประกาศซะเหมือนกับว่าแกชนะไปแล้วยังงั้นล่ะ”

 

            “บะ… บ้าน่า แกเป็นใคร? ไอเด็กนั่นไปไหนแล้ว!?”

 

            เคาท์ฟรันซิลีร้องถามอย่างเดือดดาลพลางกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อหาร่างของเด็กหนุ่มมาดกวนที่หายไป

 

            ชายหนุ่มผมยาวที่มีรูปลักษณ์คล้ายคาร์นี่ย์แต่ดูแก่กว่าราวๆห้าหกปีนอนแทนที่คาร์นี่ย์อยู่ เขาใช้มือรับขาของเคาท์ฟรันซิลีได้อย่างหวุดหวิด ดวงตาสีกุหลาบแดงคู่นั้นกรอกไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนถอนหายใจแล้วหัวเราะพรืดเมื่อได้เห็นแวมไพร์ที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตก

 

            “ข้าคือวอร์ แต่ก็คือคาร์นี่ย์ด้วย เอ๊ะ หรือว่าข้าคือคาร์นี่ย์ แต่ก็คือวอร์ด้วยเหมือนกันนะ” ร่างที่นอนอยู่ใช้มืออีกข้างลูบคางตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ช่างเถอะ ช่วยเอาเท้าโง่ๆสกปรกๆออกจากข้าก่อนจะได้ไหม”

 

            เปรี้ยง!

 

            ร่างของเคาท์แวมไพร์ถูกม่านพลังสีส้มดีดกระเด็นขึ้นกลางอากาศอย่างไร้การควบคุม ร่างของวอร์ที่นอนอยู่ลอยหวือขึ้นมาจากพื้นก่อนจะกลับมาอยู่ในท่ายืนปกติ มือซ้ายเอื้อมไปที่ไหล่ขวาพร้อมกับดัดไปมาเสียงดังกร๊อบๆจนน่าหวาดเสียว

 

            “โอ๊ะโอ... ไม่ใช่แค่ที่กระดูกหรอกเรอะ” วอร์ในร่างคาร์นี่ย์นั้นพูดกับตัวเองก่อนพึมพำอะไรบางอย่างจนมีแสงสีส้มๆส่องสว่างออกมาจากมือ จากนั้นเขาก็ลองขยับแขนขวาไปมาดูอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ “โอ้ว! เยี่ยม!!! ปกติดีแล้ว เหมือนตัวจะเบาโล่งขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยแหะ กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นเจ้าเด็กติ๊งต๊องนี่คงรับภาระไม่ต่ำกว่าแปดปีแล้วแหงมๆถึงได้อาการหนักขนาดนี้ เจ้าเด็กนี่บ้าได้ถ้วยจริงๆเลยนะ”

 

            ท่าทีที่เหมือนกับคนกำลังเดินเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้นั้นทำให้เคาท์ฟรันซิลีกัดฟันกรอดด้วยความโกรธและตั้งท่าพร้อมจะจู่โจม ทว่ากลับมีลำแสงเวทมนต์ยิงขึ้นมาดักหน้าพร้อมกับร่างของไอน์ซาโม่ที่พุ่งมาดักหน้าเอาไว้ ปีกมังกรที่มีเกล็ดสีเลือดนั้นสยายออกกว้างและขยับไปมาอย่างร่าเริงคล้ายกับปวดเมื่อยอย่างหนักเนื่องจากไม่ได้ออกมาข้างนอกมาเป็นระยะเวลานานมากแล้ว

 

            “มะ… มังกรแวมไพร์”

 

            สวัสดีคุณแวมไพร์ ไอน์ซาโม่ขยับยิ้มก่อนชี้นิ้วไปข้างหน้าแล้วขมุบขมิบปากร่ายเวทก่อนยิ้มหวานออกมา แล้วก็ตายซะนะคะ

 

            ทางด้านล่างนั้นโพลิน่ากับไรดีนวิ่งเข้าไปหาวอร์ด้วยสีหน้าเป้นกังวล ทั้งคู่จ้องมองร่างตรงหน้าอย่างสงสัยเพราะพวกเขารู้สึกว่านี่แหละคือคาร์นี่ย์แต่ขณะเดียวกัน บางสิ่งบางอย่างมันบอกกับพวกเขาว่านี่ไม่ใช่คาร์นี่ย์ อาจจะเป็นเพราะแววตาที่เหมือนคนอมทุกข์ตลอดเวลาก็เป็นได้ที่ทำให้พวกเขารู้สึกแบบนี้

 

            “ข้าคือวอร์ จตุรอาชาแห่งวันโลกาวินาศ” วอร์บอกราวกับจะอ่านใจทั้งสองคนได้ “ข้ายืมร่างเจ้านายของข้าเพื่อที่จะปกป้องเขาและพวกเจ้า”

 

            “อะไรนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน” โพลิน่าร้องถามด้วยความไม่เข้าใจและทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้  “คาร์นี่ย์โดนยึดร่างเหรอ ฉันต้องเสียเขาไปรึเปล่า? ไม่เอาแบบนั้นนะ!”

 

            “ใจเย็นๆโพลิน่า คาร์นไม่เป็นไร นี่คงจะเป็นแค่การช่วยเหลือเล็กๆน้อยจากสิ่งที่อยู่ในดาบของเขา เดี๋ยวเรื่องนี้เธอค่อยฟังจากคาร์นเอาทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้เรามีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการก่อน” ไรดีนที่เข้าใจสถานการณ์ได้ไวรีบหันไปบอกกับอัศวินสาวก่อนจะหันไปหาวอร์ “เจ้าแวมไพร์นั่นมันมีอะไรแปลกๆ ทุกครั้งที่ฉันมั่นใจว่าฉันฟันโดนแน่ๆ มันก็จะหายตัวกลายเป็นกลุ่มควันแล้ววกกลับมาโจมตีฉันได้ทุกที นายพอจะช่วยบอกอะไรพวกเราได้ไหมวอร์”

 

            “ไม่ได้หรอก ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไรนัก” วอร์ตอบเสียงเรียบ “ที่สำคัญคือข้าใช้ร่างนี้ได้ไม่นานนั่นคือสาเหตุที่ข้าช่วยพวกเจ้าสังหารแวมไพร์ตนนี้ไม่ได้ จุดประสงค์จริงๆที่ข้าใช้ร่างเขาตอนนี้ก็เพื่อรักษาไหล่กับหลังให้กับเจ้านายของข้าเท่านั้น”

 

            สิ้นคำร่างของวอร์ก็ทรุดลงกลับไปนอนอีกครั้ง ผมที่งอกยาวหดสั้นเหลือแค่ความยาวระดับระต้นคอเท่านั้น ใบหน้ามาดกวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวแสบก็กลับมาเหมือนเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงงัวเงียดังขึ้นทันทีที่เจ้าตัวเริ่มได้สติ

 

            “เอ๋?” ร่างที่พึ่งฟื้นร้องอย่างแปลกใจก่อนขยับไหล่ขวา “เฮ้ย! หายได้ไง เย้ หายแล้วโว้ย!!! ชะอุ๊ย...”

 

            “คาร์น! ตาบ้า!!! แง้ๆๆๆๆ” โพลิน่าร้องไห้ก่อนพุ่งตัวเข้าไปกอดร่างแฟนหนุ่มแน่นจนคาร์นี่ย์รู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังของเขากำลังจะเคลื่อน “เป็นอะไรทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะ ฉันเป็นห่วงมากเลยนะรู้ไหมเนี่ยห๊ะ!? มีอะไรปิดบังกันอีกแล้วใช่ไหม? หลังจากนี้ต้องเล่าทุกๆอย่างให้ฉันฟังด้วยนะเข้าใจไหม? อ๊ากกก!!! แง้ๆๆๆๆ”

 

            “จ้าๆๆๆ ขอโทษนะสุดสวย ว่าแต่ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ฉันหลับไป?” คาร์นี่ย์ยิ้มแหยๆก่อนหันไปถามคู่หูหลังจากที่ขยับร่างแฟนสาวออกจากตัวแล้วปาดน้ำตาที่ไหลลงมาที่แก้มของเธอ

 

            “วอร์ช่วยนายไว้” ไรดีนตอบสั้นๆแล้วเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าที่เริ่มมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

 

            “หลังจากนี้ทำอะไรก็ระวังให้ดีๆอย่าฝืนอีก ครั้งนี้โชคดีที่ข้ายังมีปัญญารักษาเจ้าได้ แต่ก็ต้องเสียพลังไปมากก็เพราะเจ้า ทำอะไรก็ใช้สมองที่มีเหลืออยู่น้อยนิดของเจ้าคิดให้ดีๆ… โธ่เว้ย! ทั้งๆที่พลังของข้าใกล้จะเสถียรอยู่แล้วเชียว” ประโยคหลังวอร์บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบาหลังจากที่พึ่งสวดเจ้าคนกวนไปยาวๆ

 

            “เป็นหนี้นายอีกแล้ววอร์ ขอบคุณมากนะ” คาร์นี่ย์กล่าวขอบคุณแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า

 

            เสียงตูมตามที่เกิดขึ้นจากการปะทะเวทมนต์ระหว่างไอน์ซาโม่กับฟรันซิลีนั้นดูทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ คาร์นี่ย์กำลังมองไอน์ซาโม่ที่กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อยื้อเวลาให้เขาได้ฟื้นตัว เมื่อเห็นความพยายามนั้นแล้วเขาถึงกับเผลอกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งมองโพลิน่าที่ต้องมาเสียน้ำตาให้กับเขาก็ยิ่งทนไม่ไหว ความอ่อนแอของเขาเองที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำให้คนที่เขารักนั้นต้องเสียน้ำตา คิดได้ดังนั้นมือขวาก็สะบัดออกไปข้างตัวเพื่อเตรียมเรียกอาวุธคู่กายอีกชิ้นออกมา

 

            “ฉันจะเชือดแกเองไอแวมไพร์สารเลว..วอร์คราย!!!” สิ้นคำเปลวเพลิงก็พุ่งออกมาวิ่งไปบนพื้นหิมะจนเป็นรูปวงแหวนเวท ดาบสองคมขนาดใหญ่ลอยหวือออกมาจากวงเวทนั้นและพุ่งมาอยู่ในมือขวาของเขา จากนั้นมือซ้ายก็กำหมัดแน่น “ประจุมนตราสร้างอาวุธ ซีซั่นซอร์ด[Season sword]

 

            ดาบสี่เล่มกลับมาลอยหวือในอากาศอีกครั้งราวกับกำลังยินดีที่ถูกเรียกใช้ ใบหน้ากวนที่บัดนี้ฉ่ยแววจริงจังหันไปพยักหน้าให้คู่หูและคนรักของตัวเองเป็นการสื่อความหมายก่อนจะกระโดดเหยียบขึ้นไปบนซีซั่นซอร์ดแล้วสั่งให้มันพาร่างของเขาตรงไปทางฟรันซิลีในทันที วอร์ครายถูกเงื้อไปด้านหลังอย่างสุดล้า ดวงตาสีกุหลาบฉายแววแข็งกร้าว คาร์นี่ย์กู่ร้องสุดเสียงหลังจากที่ต้องรู้สึกคับแค้นใจมานาน

 

            “มันทำให้ผู้คนเจ็บปวดมามากเกินพอแล้ว ข้าเองก็เหม็นขี้หน้ามันด้วย เชือดมันทิ้งซะ!!!” วอร์กู่ร้องออกมาแทบจะพร้อมๆกันอย่างบ้าคลั่ง

 

            “ฉันมาแล้วฟรันซิลี! ซอร์ดไดแซคชั่น!!![Sword Dissection]




NEKOPOST.NET