Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 17 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.17 - ประลองรอบที่2 [ การประลองสี่จอมเวทมนตรา ]


ดาบที่17 : ประลองรอบที่2 [ การประลองสี่จอมเวทมนตรา ]

 
 

            หลังจากจบการประลองกับอิกเกอร์แล้ว เขาก็พบว่าอีกฝ่ายดูจะเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับตัวเขาไป ท่าทีแข็งกร้าวนั้นดูจะลดลง แถมยังมาตีสนิทอีกต่างหาก คาร์นี่ย์รูสึกแปลกๆแต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร แถมยังดีเสียอีกที่ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกคน

            หลังจากที่กลับมาที่ห้องพัก เด็กหนุ่มก็ได้รับการติดต่อมาจากไอน์ซาโม่ โดยเธอบอกกับเขาว่า การประลองรอบที่สองรอบคัดตัวของฝั่งนักเวทนั้นจบลงเรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนว่าไอน์ซาโม่กับเกรนิตี้จะผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไรนัก ส่วนโซนนักดาบดูเหมือนว่าจะเหลือนัดแข่งรอบคัดตัวกันอีกคนละรอบ

            ที่ต้องแยกโซนระหว่างนักดาบกับนักเวทนั้นก็ตามชื่อการแข่งขันที่ต้องการคัดตัวผู้เก่งกาจด้านอาวุธเจ็ดคนและผู้เก่งกาจด้านเวทมนต์อีกสี่คน ไม่ใช่คัดตัวผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้ผู้ใช้อาวุธและนักเวทถูกแยกออกจากกันด้วยประการฉะนี้

            ขณะที่คาร์นี่ย์นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปไม่ทันไรก็มีเสียงเรียกตัวดังออกมาจากลำโพงภายในห้องพักนักกีฬาอีกครั้ง คาร์นี่ย์เดินออกไปที่สนามประลองเพื่อประจันหน้ากับคู่ประลองที่กำลังพูดอวดสรรพคุณของตัวเองอย่างสนุกปาก จนกระทั่งสัญญาณเริ่มดังขึ้นแล้วก็ยังไม่ยอมหยุดโม้เสียที คาร์นี่ย์จึงจัดการถีบเสยปลายคางอีกฝ่ายจนกระเด็นออกนอกสนามไปอย่างไม่ไยดีและได้เป็นหนึ่งในผู้ผ่านเข้ารอบยี่สิบห้าคนสุดท้ายของสายนักดาบอย่างง่ายดาย

            “อะไรของมัน” อิกเกอร์ยืนกอดอกพูดแล้วจ้องไปทางร่างที่ถูกคาร์นี่ย์ถีบไปนอนแน่นิ่งอยู่ “ท่าทางแบบนั้นผ่านรอบแรกมาได้ยังไงเนี่ย”

            “คงจะได้ทีมที่ดีมาน่ะแหละ หรือไม่เมื่อกี๊ก็คงจะพูดเพลินจนลืมระวังตัวล่ะนะ”

            คาร์นี่ย์พูดด้วยท่าทางสบายๆแล้วเดินไปดูที่โซนอื่น คาวาเลียร์ดูเหมือนจะผ่านเข้ารอบมาได้ตามคาด ดูเหมือนว่าทางนั้นจะไม่ออมมือให้กับคู่ต่อสู้เลยแม้แต่คนเดียว ส่วนไรดีนเองก็ดุไม่แพ้กันเพราะเล่นฟันคู่ต่อสู้ไม่เลี้ยงจนคู่ต่อสู้ต้องถูกอาคมบังคับดึงตัวออกจากสนามไปเลยทีเดียว

            “ฟันไม่เลี้ยงเลยนะคู่หู”

            คำทักทายกวนๆจากปากคาร์นี่ย์ทำให้คนฟังหัวเราะหึแล้วลอบส่งสายตาไปทางอิกเกอร์

            “เดี๋ยวนี้มีผู้ติดตามเป็นคิงคองกล้ามโตแล้วเหรอคาร์น”

            ประโยคนั้นที่หลุดออกจากปากเจ้าของใบหน้าเย็นชาทำเอาคนถูกว่าฉุนแล้วตั้งท่าจะเข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาท แต่ปลายดาบมาซามุเนะที่ยื่นไปจ่อคออย่างไม่ทันได้ตั้งตัวดีทำให้อิกเกอร์ต้องชะงักกึก

            คาร์นี่ย์ยิ้มเอามือกดมาซามุเนะลงแล้วตบไหล่ไรดีนเป็นเชิงบอกให้ใจเย็นๆ

            “ทำตัวสบายๆกันดีกว่าเนอะไรดีน” เขาว่าจบหันไปมองทางอิกเกอร์ทั้งๆที่ยังไม่หุบยิ้ม “นายเองก็อย่าหาเรื่องหมอนี่เลยจะดีกว่านะ เอาเป็นว่าสมานฉันท์กันเข้าไว้เถอะ”

            ไรดีนเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจที่คาร์นี่ย์ดูแปลกๆไปแต่ก็ยอมเก็บมาซามุเนะแต่โดยดี ระหว่างที่คาร์นี่ย์กำลังเดินสวนไรดีนก็ลอบกระซิบอย่างรวดเร็ว

            “คิดจะทำอะไร”

            “อยากรู้ว่าเจ้านี่ต้องการอะไรจากฉันอยู่น่ะสิ” คาร์นี่ย์กระซิบตอบกลับอย่างรวดเร็ว

            ถ้าเป็นคนนอกคงไม่มีทางรู้เลยว่าทั้งคู่พึ่งจะสนทนาตอบถามกันจบไป เพราะทั้งคู่พูดกันไวมากจนเหมือนกับแค่เดินผ่านกันไปเฉยๆ

            ไรดีนแสยะยิ้มไปทางอิกเกอร์ก่อนจะเดินตามคาร์นี่ย์ไปติดๆ อีกฝ่ายถึงกับชะงักนิ่งไปนานหลายนาที ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มของไรดีนแต่หากเป็นจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาในช่วงพริบตาต่างหากที่ทำให้ขาของเขาถึงกับก้าวไม่ออก

            “เจ้าพวกนี้เป็นตัวอะไรกันแน่…” อิกเกอร์พึมพำกับตัวเองพลางลอบปาดเหงื่อแล้วฝืนบังคับให้ขาเดินไปข้างหน้าตามอีกฝ่ายไป

 

            “เน่ ฉันขี้เกียจอ่ะ เปลี่ยนงานไปให้ผู้คุมกฎคนอื่นไม่ได้เหรอ”

            เสียงเนือยๆหลุดจากปากของหญิงสาวผิวแทนที่สวมชุดเหมือนชนเผ่าอะไรซักอย่าง แถมหลังพูดจบก็ยังหาวออกมาราวกับพวกทำตัวเอื่อยเฉื่อยไปวันๆ ณ ขณะนี้เธอกำลังถูกอัศวินสาวโพลิน่าพาตัวมาโดยวีธีการหิ้วที่เข็มขัด สภาพเธอตอนนี้ไม่ต่างจากหมากระเป๋าที่กำลังถูกเจ้าของหิ้วตัวอยู่ แต่ดูเหมือนผู้คุมกฎสาวจะไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับประเด็นนี้สักเท่าไรนัก

            “ไม่ได้สิคะ คุณรับปากเองไม่ใช่เหรอว่าจะมาคุมการประลองรอบที่สองกับตัวเองน่ะ” โพลิน่ากล่าวด้วยท่าทางที่เหมือนคุณแม่ที่กำลังดุลูกยังไงยังงั้น “ตอนนี้การประลองรอบสองคงจะถึงจุดคัดตัว25คนสุดท้ายแล้วมั้งคะเนี่ย เพราะคุณน่ะแหละทำให้เราสายกันสุดๆไปเลย”

            “นิดหน่อยเองน่า” คนถูกหิ้วพูดแบบเอื่อยๆ “ที่จริง ให้ตาลอว์ดินัสรับผิดชอบทั้งสองรอบซะก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเล๊ย ตานั่นคงจะขี้เกียจล่ะสิถึงได้ทำแค่รอบแรกน่ะ”

            “คนขี้เกียจอย่างคุณมาสเองไม่มีสิทธิไปว่าคนอื่นเขาแบบนั้นหรอกนะคะ”

            อัศวินสาวพูดแล้วเลี้ยวไปทางด้านขวา ซึ่งเป็นทางที่ทอดยาวไปสู่สนามประลองใหญ่ของอารีน่า เสียงของพิธีกรกำลังพูดเอนเตอร์เทนผู้ชมกับเสียงคนดูดังแว่วมาแต่ไกล ยิ่งเดินไปข้างหน้าเสียงที่ว่าก็เริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ

            “โพลิน่า พอไปถึงแล้วฉันขอบินๆๆๆน้า”

            ผู้คุมกฎกาสร้องขอด้วยท่าทางที่เหมือนเด็ก เล่นเอาอีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย พอเดินทะลุออกมาได้ก็เจอกับสนามประลองใหญ่ของอารีน่าที่มีสนามประลองรูปทรงวงรีขนาดพอๆกับสนามฟุตบอลสองสนาม สนามประลองนั้นถูกโอบล้อมด้วยอัฒจรรย์ที่รองรับผู้ชมได้กว่าสองแสนคน ซึ่งตอนนี้อัฒจรรย์เหล่านั้นแทบจะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลยแม้แต่ที่เดียว

            “ตอนนี้แหละ บินเล๊ยยย!!!”

            โพลิน่าถอนหายใจเมื่อได้ฟังประโยคนั้น เธอจัดการเหวี่ยงร่างคนที่หิ้วอยู่ให้พุ่งขึ้นสูงไปตามคำขอ

            ร่างของสาวผิวคล้ำเหินขึ้นไปอากาศตามแรงมหาศาลของโพลิน่าก่อนเธอจะม้วนตัวและลงไปที่พื้นกลางสนามประลองได้อย่างสวยงาม เหล่าผู้ชมต่างส่งเสียงโหร้องอย่าชอบใจกับการเปิดตัวนั้น พอเห็นว่าหมดหน้าที่ของตัวเองแล้ว อัศวินสาวจึงหันหลังเดินกลับไปทางซุ้มประตูที่พึ่งจะเดินออกมาเพื่อไปตรงที่นั่งวีไอพีเหมือนคราวก่อน

            “เอาล่ะครับผู้ควบคุมการประลองรอบที่สองได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วครับ ขออนุญาตแนะนำให้แขกผู้มีเกียรติทุกท่านได้รู้จักกับเธอสักเล็กน้อย” พิธีกรที่ยังคงคอนเซ็ปต์การแต่งตัวสบายๆกล่าวผ่านไมโครโฟนแล้วผายมือไปทางร่างหญิงสาวผิวสีแทนที่ยืนท้าวสะเอวส่งยิ้มไปให้ผู้ชมรอบๆ “หญิงสาวคนนี้คือผุ้คุมกฎกาส ผู้ที่จะมาดูแลควบคุมการประลอง25คนสุดท้ายของรอบที่ 2 ครับ”

            ว่าจบหญิงสาวในชุดชนเผ่าก็โค้งตัวทำความเคารพคนบนอัฒจรรย์ทั้งสี่ทิศด้วยท่าทางที่งดงามจนไม่เหลือคราบคนเอื่อยเฉื่อยที่แสนขี้เกียจเลยแม้แต่นิดเดียว

            “และนอกจากผู้คุมกฎสาวสวยคนนี้แล้วก็คงจะขาดพวกเขาเหล่านี้ไปไม่ได้…” พิธีกรพูดจบแล้วตวัดนิ้วไปชี้ที่จอมอนิเตอร์ หน้าตาของผู้เข้าประลองทั้งห้าสิบคนก็ปรากฏขึ้น “…ขอเชิญผู้เข้าประลองทั้งห้าสิบท่านขึ้นมาบนสนามประลองด้วยครับผม”

            สิ้นคำเสียงโห่ร้องทั้งอารีน่าก็ระเบิดออกราวกับว่าฝูงชนกำลังบ้าคลั่งอย่างเต็มที่ ช่องทางเข้าสนามประลองทั้งห้าช่องปรากฏร่างของผู้ผ่านเข้ารอบกำลังทยอยพากันเดินออกมาที่สนามประลองพลางโบกมือทักทายผู้ชม

            เจ้าของดวงตาสีแดงดุจทับทิมมาถึงที่นั่งวีไอพีได้ในที่สุด เธอกำลังจ้องมองร่างที่เดินเอาแขนขัดที่ท้ายทอยแล้วส่งยิ้มกวนไปรอบๆอย่างไม่วางตา รอยยิ้มยินดีผุดออกมาประดับบนใบหน้าสวยในทันทีทันใด

            “ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องผ่านรอบคัดตัวมาได้”

            โพลิน่าพูดแล้วหันไปรับถาดที่มีชุดน้ำชาตั้งอยู่จากพนักงานหนุ่ม ก่อนจะเบือนสายตากลับไปมองที่สนามอีกครั้ง เด็กหนุ่มที่เธอจ้องมองนั้นกำลังกวาดสายตาไปรอบๆอย่างช้าๆจนในที่สุดดวงตาสีดอกกุหลาบนั้นก็หยุดอยู่ที่เธอ มือข้างที่ใส่สร้อยข้อมือเชือกถักถูกยกขึ้นโบกทักทายเธอ นั่นทำให้อัศวินสาวอดไม่ได้ที่จะยกมือทักทายกลับด้วยใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย

            “เฮ้ๆ หวานเกินหน้าเกินตาเพื่อนไปหน่อยนะ” ไรดีนหันไปพูดกับคาร์นี่ย์ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ถ้าเมื่อวานฉันเข้าไปช้ากว่านั้นอีกสักนิดคงจะได้เห็นฉากเลิฟซีนแน่ๆ ให้ตายสิ”

            “ก็บอกกี่ครั้งแล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่เอ็งคิดยังไงล่ะเฟ้ย!” คาร์นี่ย์เถียงกลับอย่างรวดเร็ว

            “หมายความว่า เรื่องมันเป็นยิ่งกว่าที่ฉันคิดยังงั้นเหรอ? ไวไฟกันจังเลยนะ”

            “อ๊ากกก เพราะเจ้าของมันเป็นแบบนี้ไง แคนีสถึงได้รับความพิลึกเข้าไปในตัวจนกลายเป็นหมาเพี้ยน” คาร์นี่ย์ร้องด้วยสภาพที่เหมือนคนบ้ามากขึ้นในทุกขณะ แต่แล้วสีหน้าของคาร์นี่ย์ก็เปลี่ยนไปเป็นเจ้าเล่ห์ “แล้วนายล่ะคู่หู อย่าคิดนะว่าฉันจะไม่รู้น่ะ”

            “ห๊ะ?” เจ้าของแววตาเย็นชาขยับร่างถอยห่างเมื่อเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของคาร์นี่ย์ “อะ อะไร นายกำลังพูดถึงเรื่องอะไรคาร์น”

            “นั่นไงๆ” คาร์นี่ย์พยักเพยิดไปทางหญิงสาวที่อยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวยาวถึงพื้น “นายกับเกรนิตี้น่ะ ถึงขั้นไหนแล้วล่ะ”

            “ใช่แบบนั้นซะที่ไหนล่ะ” ไรดีนพูดพลางถอนหายใจ “แค่พักนี้ต้องไปช่วยเกรนิตี้จัดการข้าวของนิดหน่อยเอง อีกอย่าง ฉันเองก็ช่วยพี่สาวนายด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แบบที่นายคิดแน่ๆคาร์น”

            “เรอะ โอเค๊ แบบนั้นก็ได้”

            คาร์นี่ย์ล้มเลิกความตั้งใจก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วมองผู้ชมบนอัฒจรรย์ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ดูเหมือนว่าจะมีผู้ชมหลายๆคนที่หลวมตัวไปซื้อเสื้อที่เชอร์เบ็ทขายมาใส่ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นลายเสื้อที่ไม่ใช่ตัวการ์ตูนรูปเขา แต่เป็นตัวการ์ตูนรูปเพื่อนๆเขาทั้งสามคน

            “เอาล่ะครับ ต่อจากนี้จะให้ผู้คุมกฎกาสทำการสุ่มว่าฝั่งไหนจะเริ่มทำการประลองก่อนเป็นฝั่งแรก... แขกผู้มีเกียรติทุกๆท่าน อยากดูฝั่งไหนก่อนดีครับ เจ็ดดาบดาราหรือว่าสี่จอมเวทมนตรา”

            “เพลย์มาสเตอร์สล็อต”

            สิ้นเสียงพิธีกรหญิงสาวผิวคล้ำที่เป็นผู้คุมกฎพูดขึ้น ภาพสล็อตแมชชีนขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นกลางอากาศพร้อมคันโยกที่ถูกสับลง วงล้อทั้งสามหมุนอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยุดลงพร้อมๆกัน อันแรกกับอันสุดท้ายเป็นรูปคทา ส่วนตรงกลางเป็นรูปดาบ สล็อตแมชชีนโยกไปโยกมาก่อนจะดีดข้อความขึ้นกลางอากาศพร้อมเสียงดนตรี

            Magician[จอมเวท]

            “การประลองรอบ25คนสุดท้าย เริ่มเปิดสนามด้วยจอมเวท ขอให้ผู้เข้าร่วมงานประลองทุกท่านเตรียมตัวที่ห้องพักนักกีฬาด้วยค่ะ” เสียงใสๆของผู้คุมกฎกาสประกาศ เสียงเฮดังลั่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ หญิงสาวยิ้มเล็กน้อยก่อนจะประกาศต่อ “ไว้อีกสิบนาที เรามาเจอกันที่นี่อีกรอบนึงนะจ๊ะเหล่าจอมเวททั้งหลาย”

 

            คารนี่ย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากที่สามารถออกมาจากสนามประลองได้เสียที ตอนที่เหยียบลงสนามก้าวแรกบรรยากาศของสนามก็กดดันสุดๆ เสียงโห่ร้องของเหล่าคนดูเสมือนกับคลื่นยักษ์ในท้องทะเลกำลังถาโถมใส่เขายังไงยังงั้น

            “ทำท่าทำทางเหมือนคนกำลังแบกโลกอยู่ได้ พวกเรารีบขึ้นไปข้างบนกันเถอะ” ไรดีนเข้ามาตบไหล่เขาจากด้านหลัง คาร์นี่ย์มองกลับไปแบบมีคำถาม ไรดีนยักไหล่ก่อนถอนหายใจ “ก็ขึ้นไปดูไอน์กับเกรนิตี้กันไง ยังไงเราก็ว่างกันอยู่แล้ว ฉันไม่ชอบที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้หรอกนะ”

            “อ้อ ไปสิ” คาร์นี่ย์ตกปากรับคำแล้วลุกจากที่นั่งในห้องพักนักกีฬาเดินตามไรดีนไป

            พวกเขาเดินไปตามป้ายบอกทางเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาถึงด้านบนสุดของอัฒจรรย์ หน้ากากปลาหมึกถูกยื่นส่งมาให้คาร์นี่ย์ ส่วนตัวไรดีนเองนั้นกำลังสวมหน้ากากจิ้งจอกอยู่

            “ขี้เกียจวุ่นวายน่ะ” ไรดีนว่าสั้นๆห้วนๆก่อนกอดอกมองลงไปทางสนามประลอง

            “ทำไมต้องทำสนามกว้างขนาดนี้ มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “หึ ขนาดพื้นที่เป็นเมืองจำลองอย่างกว้าง ไอบ้าบางคนยังเล่นซะ1ใน5ส่วนของเมืองเละเทะไปหมด ขนาดความกว้างของสนามแค่นี้ไม่รู้จะพอรึเปล่าสำหรับไอบ้าที่ว่ามาน่ะ”

            “แหะๆๆๆๆ” คาร์นี่ย์หัวเราะเอานิ้วถูจมูกแบบเขินๆ เพราะไอบ้าที่ไรดีนว่ามันก็เขานี่แหละ “ตอนนั้นมันต้องใส่เต็มนี่นา ไม่งั้นพวกเรามีหวังตกรอบแหงมๆ”

            “ใส่เกินจนสลบสิไม่ว่า แล้วฉันก็รู้เรื่องดาบนั่นนะ ระวังอย่าใช้ออกมาบ่อยนัก”

            “หืม… นี่นายรู้!?” คาร์นี่ย์หันหน้าไปมองอีกฝ่ายอย่างทึ่งๆ

            ‘บางที ไรดีนอาจจะมีอาวุธในตำนานเหมือนกันก็ได้’ คาร์นี่ย์คิดในใจแล้วจ้องอีกฝ่ายอย่างสงสัย

            “ยัยแกะหนังสือบอกว่าคุ้นๆดาบของนายเลยลากฉันกับไอน์ไปช่วยหาข้อมูลในห้องสมุดน่ะสิ” ไรดีนเอาหลังพิงพนักพิงแล้วนั่งไขว่ห้างในท่าสบายๆ “โฟร์ฮอร์สแมน คาวาเลียร์อะไรนั่นคงเป็นผู้ใช้เพสทิเล๊นท์สินะ”

            “ใช่ ดาบหัวแมลงวัน คิดแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่ากล้าใช้มันไปได้ยังไง”

            “โกร่งดาบของเพสทิเล๊นท์เปลี่ยนไปตามทักษะพิเศษที่ผู้ใช้ต้องการใช้ในขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิด โกร่งดาบหัวแมลงวันถ้าฟันถูกตัวศัตรูพลังเวทมนต์ของศัตรูก็จะรวนจนใช้เวทมนต์ได้ลำบาก โกร่งดาบด้วงจะขยายพลังทางกายภาพของผู้ใช้ดาบให้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แล้วก็มีอีกหลายแบบที่ฉันจำไม่ได้ ทำไมนายไม่ลองถามเรื่องนี้กับวอร์ดูล่ะ ฉันเรียกชื่อเจ้านั่นถูกรึเปล่า?”

            “อืม ใช่แล้ว เขาคือวอร์” คาร์นี่ย์พยักหน้าตอบ “เอาไว้ฉันค่อยถามวอร์ทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้ฉันคิดว่าเรามีเรื่องที่ต้องสนใจมากกว่าเรื่องอาวุธในตำนานนะ”

            ว่าแล้วก็จ้องมองไปที่เบื้องล่างที่เหล่านักเวททั้งยี่สิบห้าคนได้เดินกลับเข้ามาสู่สนามประลองอีกครั้ง ไอน์ซาโม่กระโดดโลดเต้นพลางโบกมือร้องเรียกคาร์นี่ย์ในขณะที่เกรนิตี้ทำเพียงยิ้มหวานมองตรงมาทางพวกเขาเท่านั้น คาร์นี่ย์กับไรดีนโบกมือตอบก่อนจะหัวเราะพรืด พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขนาดพร้อมใจกันใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าขนาดนี้แล้วทางนั้นจะยังจำได้อีกว่าเป็นพวกเขา

            “ไอน์น่ะรักนายจริงๆนะคาร์น”

            จู่ๆไรดีนก็พูดขึ้นทำเอาคาร์นี่ย์ชะงักกึก เขาถอนหายใจก่อนจะก้มหน้ามองพื้น

            “ฉันไม่อยากให้ไอน์ต้องมายึดติดกับฉันแบบนี้เลยไรดีน ฉันรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับไอน์”

            “นายคงยังไม่รู้เรื่องอะไรสินะ” ไรดีนว่า ถ้าหูไม่เพี้ยน คาร์นี่ย์คิดว่าไรดีนกำลังหัวเราะอยู่ “เอาไว้ถึงเวลาไอน์ก็คงบอกนายเองแหละ ฉันขอเงียบๆเอาไว้ดีกว่า”

            คาร์นี่ย์เกาหัวอย่างงุนงง ถ้าทางมีลับลมคมในตอนแรกทำเอาเขาอยากรู้คำตอบในทันทีให้ได้ แต่พอได้ยินไรดีนบอกว่าไอน์ซาโม่จะเป็นคนบอกเขาเอง เขาจึงไม่คิดเซ้าซี้อะไรให้มันมากเรื่องอีก ดวงตาสีกุหลาบมองไปทางร่างสาวมังกรผมขาวที่ยืนยิ้งแฉ่งอย่างน่ารักอยู่บนสนามด้วยความรู้สึกแปลกๆ

            “เรามาเริ่มการประลองที่ทุกคนรอคอยกันเลยดีกว่าครับ ก่อนอื่น กระผมขอให้ผู้คุมกฎกาสช่วยอธิบายกติกาการแข่งขันของรอบนี้ให้ทุกๆคนได้รับทราบกันก่อนนะครับ”

            “ข้อแรก ตัวใครตัวมัน ส่วนสล็อตแมชชีนใช้ได้สามครั้งเหมือนเดิม ข้อที่สอง การประลองรอบนี้จะให้ผู้เข้าประลองตะลุมบอนกันเองโดยไม่มีการร่วมมือกันเด็ดขาดไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม ข้อที่สาม คนที่เหลือรอดสี่คนสุดท้ายคือผู้ชนะในรอบนี้ อ้อ อย่าคิดจะซ่อนตัวจนจบเกมเชียวล่ะ เพราะอุปกรณ์ที่ข้อมือของพวกเธอน่ะระบุตำแหน่งของคู่ต่อสู้ที่อยู่ในสนามประลองได้นะจ๊ะ”

            พูดจบสนามก็เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หลังคาอารีน่าถูกเปิดออกเผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามอันแสนสดใส สิ่งปลูกสร้าง ซากโบราณสถานและป่าผุดขึ้นมาบนสนามประลองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ในขณะเดียวกัน อัฒจรรย์เองก็กำลังเลื่อนออกอย่างช้าๆ ส่งให้สนามประลองมีขนาดที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิม

            “เอาล่ะนะ มีเวลาให้ทุกๆคนวิ่งแยกกันไป20วินาที หลังจากนั้นเสียงสัญญาณจะดังขึ้นให้ทุกๆคนใส่กันได้เต็มที่เลย”

            สิ้นคำของกาส มอนิเตอร์ก็ขึ้นตัวเลขนับถอยหลัง บนสนามประลองมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกิดขึ้น คาร์นี่ย์สังเกตเห็นว่าหลายๆคนพยายามหาพื้นที่ที่ทำให้ได้เปรียบตัวเองมากที่สุด ผิดกับไอน์ซาโม่ที่เดิมท่อมๆไปเรื่อยๆราวกับกำลังเดินชมนกชมไม้ยังไงยังงั้น จนเวลายี่สิบวินาทีหมดเสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้นทันที

            บึ้ม!!!

            เสียงระเบิดอย่างรุนแรงดังขึ้นแทบจะในทันที ฉับพลันมอนิเตอร์ก็ฉายภาพของนักเวทหนุ่มสองคนกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่

            “เอาล่ะครับ คู่แรกเจอกันแล้ว แล้วนั่น…”

            ตูม!

            เสียงดังอัดแน่นทันทีที่วัตถุจากบนฟ้าพุ่งลงมาที่พื้น ทำให้นักเวททั้งสองคนต้องถีบตัวออกห่างจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ร่างของหญิงสาวผมขาวที่แสนจะคุ้นตาปรากฏตัวขึ้นหลังจากฝุ่นควันนั้นได้จางหายไป มือของเธอกางออกไปที่จอมเวททั้งสองคน แล้วลำแสงสีแดงก็พุ่งออกมาจากมือแทบจะในทันที

            เปรี้ยง!

            โดยไม่ทันได้ตั้งตัว นักเวทคนหนึ่งปลิวกระเด็นไปอย่างหมดสภาพแล้วถูกดึงตัวออกจากการแข่งขัน ทว่าอีกคนนึงสามารถใช้พลังเวทสร้างบาเรียสีฟ้ามาต้านลำแสงสีแดงนั้นเอาไว้ได้ เมื่อเห็นว่าการโจมตีไม่ได้ผล ไอน์ซาโม่จึงดีดตัวขึ้นไปในอากาศ เท้าทั้งสองเท้าชี้ตรงไปที่ร่างของจอมเวทคนนั้น วงเวทสีแดงปรากฎขึ้นที่ตรงกลางระหว่างเธอกับอีกฝ่าย ทันทีที่เท้าของเธอแตะวงเวทนั้น ร่างของไอน์ซาโม่ก็พุ่งใส่เป้าหมายด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน พระบาทยันเต็มสองหน้าจนร่างของหนุ่มตัวผอมบางกระเด็นกลิ้งไปไกลหลายเมตร หลังจากนั้นอาคมดึงตัวได้ทำหน้าที่ของมันอีกรอบ ก่อนที่เจ้าของผลงานสุดโหดจะหันมายิ้มให้กับกล้องอย่างน่ารักไม่สมกับผลงานที่ทำเอาไว้แม้แต่น้อย

            “โหดแท้” ไรดีนว่าพลางสำลักหัวเราะ “จะมีใครรับมือยัยไอน์ไหวบ้างไหมเนี่ยงานนี้”

            “ฉันคิดว่าคงไม่มี” คนสวมหน้ากากปลาหมึกตอบคำคนข้างตัวก่อนหัวเราะเช่นเดียวกัน “ไอน์น่ะเกินระดับจอมเวทไปนานแล้วล่ะ”

            “ยัยแกะหนังสือบอกนายล่ะสิคาร์น”

            คาร์นี่ย์ไหวไหล่วืดอย่างไม่ปฏิเสธ เพราะเกรนิตี้เป็นคนบอกเขาจริงๆอย่างที่ไรดีนว่า ไอน์ซาโม่นั้นอยู่ในระดับวอร์ล็อคซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของผู้ใช้เวทมนต์ไปแล้ว เห็นได้จากการที่ร่ายมหาเวทด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการประลองรอบแรกนั่นเอง

            “ว่าแต่เกรนิตี้ล่ะ” คำถามหลุดออกจากปากคาร์นี่ย์ ดวงตาสีแดงสอดส่องหาร่างสาวน้อยในชุดกระโปรงสีเขียวอย่างรวดเร็ว

            “นั่น”

            ไรดีนว่าพลางชี้นิ้วไปทางจุดที่เป็นซากของสิ่งก่อสร้างแบบกรีก เกรนิตี้นั้นกำลังนั่งอยู่บนซากของเสาสีขาวและกำลังฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจ แต่คาร์นี่ย์รู้ว่าเกรนิตี้เป็นคนฉลาด ที่ทำแบบนั้นจะต้องมีเหตุผลที่ดีอย่างแน่นอน

            “นั่งรอให้คู่ต่อสู้เข้ามาหาเอง จะได้ไม่ต้องเสี่ยงเจอคู่ต่อสู้ทีละหลายๆคนสินะ”

            คาร์นี่ย์พึมพำขึ้นหลังจากที่พยายามคิดแบบเกรนิตี้เพื่อเดาความคิดของสาวแกะอยู่นานสองนาน และน่าจะเป็นอย่างที่เขาคิด เพราะการวิ่งแล่นไปทั่วทั้งสนามประลองนั้นเสี่ยงต่อการเจอคู่ต่อสู้ทีละหลายๆคน สู้นั่งอยู่นิ่งๆรอให้คู่ต่อสู้เช็คพิกัดแล้วเข้ามาหาเองดีกว่า นอกจากไม่เสี่ยงแล้วยังประหยัดแรงได้อีกต่างหาก แล้วถ้าไม่มีใครเข้ามาจนเหลือสี่คนสุดท้ายก็จะถือว่าชนะไปแบบสบายๆในทันที

            เสียงระเบิดยังคงดังขึ้นตรงจุดที่ไอน์ซาโม่อยู่ ผู้คนในอารีน่าต่างพากันโห่ร้องเชียร์อย่างกึกก้อง โดยเฉพาะทีมงานผู้ชายในชุดลายการ์ตูนไอน์ซาโม่ที่พากันลุกขึ้นโห่ร้องอย่างชอบอกชอบใจ ดูเหมือนว่าพิธีกรเองก็เป็นแฟนคลับตัวยงของสาวมังกร เพราะเจ้าตัวดูดีใจจนออกนอกหน้าในทุกๆครั้งที่ไอน์ได้ก่อหายนะระดับย่อมขึ้น

            คาร์นี่ย์เอามือกุมขมับตัวเองอย่างอ่อนใจ การที่ได้เห็นเสื้อการ์ตูนลายพวกเขานั้นทำให้เขารู้สึกอายสุดๆ จะให้ทำใจให้ชินไปกับมันก็ทำไม่ได้เสียที

            เปรี้ยง!

            สายฟ้าเส้นใหญ่ฟาดลงมากลางสนาม ความมืดแผ่ปกคลุมอย่างรวดเร็วเมื่อจู่ๆเมฆฝนก็ก่อตัวขึ้นอย่างหนาตา ถ้าให้เดาคาร์นี่ย์ก็จะขอเดาว่าสายฟ้าสายนั้นจะต้องเป็นฝีมือของใครสักคนอย่างแน่นอน

            และไม่ผิดจากที่คาร์นี่ย์คิด เพราะในเวลาต่อมาสายฟ้าที่ฟาดลงมาหลายสายนั้นได้ตรงไปทางที่เกรนิตี้ เธอตอบโต้ด้วยการสะบัดมือไปข้างหน้าสร้างกำแพงลมเพื่อเบี่ยงวิถีของสายฟ้าให้ออกห่างจากตัวเอง จากนั้นก็จัดการชี้นิ้วเรียวสวยของเธอไปทางด้านขวาของตัวเอง คาร์นี่ย์ถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นซากของสิ่งก่อสร้างสลายหายวับไปกับตาราวกับมีอะไรบางอย่างพุ่งปะทะแล้วบดขยี้อย่างรุนแรง ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงร้องครวญครางดังขึ้น ดูเหมือนการโจมตีของเกรนิตี้จะถูกเป้าหมายเข้าอย่างจัง เมฆฝนบนท้องฟ้าสลายหายวับไปในทันที ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะถูกบังคับดึงตัวให้ออกจากสนามประลองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            “เกรนิตี้น่ากลัว” คาร์นี่ย์พูดด้วยความรู้สึกเสียวไส้ “ไม่เคยคิดว่าคนโก๊ะๆแบบนั้นจะโหดได้ถึงขนาดนี้”

            คนข้างตัวส่งเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อได้ฟังความเห็นของคู่หูตนเอง เพราะเป็นเรื่องจริงอย่างที่คาร์นี่ย์ว่า ด้วยท่าทางโก๊ะๆบวกกับความเปิ่นของเกรนิตี้ ใครจะไปนึกได้ว่าสาวเจ้าจะโหดแบบนี้

            แต่แล้วเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทจากทางฝั่งไอน์ซาโม่ก็ดังขึ้น มันดังยิ่งกว่าครั้งไหนๆจนคาร์นี่ย์ต้องชำเลืองมอง เท้าของไอน์ครูดลากยาวไปตามพื้น มีบาดแผลเล็กน้อยบนแขนที่เธอยกขึ้นตั้งการ์ดรับการโจมตี ตรงหน้าคือบุรุษในชุดนักเวทสีครีมในมือมีคทาไม้ยาวพอๆกับความสูงของผู้ใช้ ใบหน้าทะเล้นกำลังฉีกยิ้มให้กับสาวมังกรก่อนที่จะกางมือใส่ทางไอน์ซาโม่ แสงสีขาวก่อตัวขึ้นที่มือของเขา แล้วมันก็ถูกปล่อยออกไปในชั่วพริบตาเดียว ลำแสงทำลายล้างสาดกระจายออกเป็นวงกว้าง คาร์นี่ย์ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจเพราะการโจมตีนั้นเขากล้าพูดเลยว่ามันอยู่ในระดับของมหาเวท แถมก่อนที่จะยิงอีกฝ่ายแทบไม่ได้ร่ายเวทซะด้วยซ้ำ นั่นแสดงว่าทางนั้นเป็นคนที่มีฝีมือร้ายกาจจนน่ากลัว

            “ไอน์…”




NEKOPOST.NET