Apocalypse Project ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST

Apocalypse Project

Ch.1 - Genesis Date วันแห่งจุดเริ่มต้นในฤดูกาลผันแปร


Genesis Date
วันแห่งจุดเริ่มต้นในฤดูกาลผันแปร
     เสียงนาฬิกาปลุกร้องเตือนจนน่ารำคาญ
     ฉันตกใจรีบตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้คิดเลยว่าเมื่อคืนฉันนอนดิ้นจนหมอนและหัวฉันเลยจากเตียงมาอยู่ขอนเตียงแทน
     ฉันลุกพรวดจากที่นอนจนหัวโขกขอบเตียงดังโป้ก
"โอ้ย..."
     เสียงครางอย่างโอดครวญของฉันคงจะดังมากเพราะมันทำให้อาของฉันวิ่งขึ้นบันไดไม้เสียงดังก่อนเปิดประตูห้องดังปึ้งแล้วตะโกนอย่างสุดช็อกออกมา
"มาริกา...เป็นอะไรรึเปล่า"
"ม...ไม่เป็นไรคะ"
     ฉันตอบเสียงสั่นหน้าแหยและกุมหัวอย่างเจ็บปวดแต่นั้นแหละที่ทำให้อาแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนและตะคอกกลับ
"เดียวเถอะ!ไม่เป็นไรได้ไงเดียวอาการป่วยก็กำเริบอีกหรอกรีบไปหาหมอตรวจร่างกายเลยนะ"
"ค่ะ...ค่า"
      และแล้วฉันก็โดนไล่ไปโรงพยาบาลโดยที่เพิ่งจะตื่นนอนและยังไม่ได้แปรงฟัน
      ที่จริงฉันเองก็เข้าใจนะว่าท่านเป็นห่วงเพราะว่าฉัน'ป่วย'อยู่...ที่จริงก็ป่วยมานานแล้วล่ะนะตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม เมื่อสามปีที่แล้ว วันที่พี่ชายของฉันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอาการป่วยของฉันมันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ทุกครั้งที่อาการกำเริบฉันจะหมดแรงไปซะเฉยๆในกรณีที่ร้ายแรงมากอาจถึงขั้นสลบไปเลยก็ได้ หมอบอกว่าอาจเป็นแค่อาการช็อกหลังประสบอุบัติเหตุแต่นึกดูอีกทีเมื่อกี้อาบอกว่า...ไปโรงพยาบาล...งั้นเหรอ 
"อาาาาาาาาาาาาา"
                                                                    *
          เช้าวันที่21มกราคมเวลาตอนนี้เวลา9.32น.
          ทั้งที่ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวแท้ๆแต่อากาศร้อนจนเห็นหมอกแดดแต่พอนั่งคอยอยู่ในโรงพยาบาลซักพักกลับเย็นจนขนลุกซู่ ฉันไม่ชอบโรงพยาบาลเพราะโรงพยาบาลมีแต่ความทุกข์แต่กระนั้นก็อดอิจฉาเด็กผู้ชายอายุประมาณ7-8ขวบที่นอนป่วยอยู่บนตักของแม่ตรงที่นั่งข้างหน้าฉันไม่ได้ เพราะติดธุระหลังจากส่งฉันเสร็จอาก็รีบบึ่งรถไปทันทีตอนนี้มีเพียงอาการหิวข้าวอ่อนๆเท่านั้แหละที่ฉันเป็น
           ฉัน "มาริกา ชินบุตร"กำลังนั่งหิวเพราะต้องมาโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็นอะไรนอกจากหัวโขกนิดเดียว หลังจากตรวจร่างกายและสอบประวัติแล้วฉันก็มานั่งแกร่วอยู่เกือบ30นาทีกว่าที่นางพยาบาลจะประกาศเรียกชื่อฉันเข้าพบหมอ ถึงจะบอกว่าพบหมอแต่ที่จริงแค่มานั่งคอยอยู่หน้าห้องหมอคนที่ต้องรักษาเราจริงๆมากกว่า ฉันนั่งมองป้ายชื่อของหมอที่ฉันต้องเข้าพบ "ไพรศรสวรรค์ อันไตรภพ" ชื่อยาวชะมัด
            แต่ว่าแค่แปปเดียวก็ถึงคิวที่ฉันต้องเข้าพบแพทย์แล้ว แค่คิดว่าหมอคงหัวเราะที่ฉันมาหาหมอเพราะหัวโขกแค่นั้นก็เหงื่อซึมทั้งที่ตอนนี้อยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิ22องศา
            ฉันผลักประตูอย่างเก้ๆกังๆอาจเป็นเพราะการคุยกับคนแปลกหน้าอย่างหมอเป็นของแสลงอย่างหนึ่งกับฉันละมั้งแล้วไม่ทราบทำไมหมอทุกคนที่ฉันเคยเจอต้องทำหน้าเครียดใส่ฉันตลอดเวลาด้วยราวกับฉันป่วยเป็นโรคร้ายแรงงั้นแหละ 
"ข...ขอโทษน่ะค่ะ"
"เชิญครับ"
              ฉันมองคุณหมอที่เดาอายุจากหน้าคงไม่เกิน20ต้นๆแต่กลับไว้ผมปิดครึ่งหน้าแล้วยังมีไฮไลต์ผมสีขาวแถบหนึ่งผ่ากลางดูแล้วเหมือนดอกเตอร์สติเฟื้องผู้คลั่งในการหาพลังงานใหม่ไงพิกลแต่สายตากับรอยยิ้มนั้นแหละที่ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเวลาคุยด้วย
"เป็นอะไรมาครับ"
หมอถามในขณะที่อ่านประวัติทางการแพทย์ของฉัน ทำให้เห็นตาอีกข้างของเขาใต้ผมที่ปิดหน้าอยู่
"คือ...จริงๆแค่หัวโขกนิดหน่อยเองน่ะค่ะ"
หมอหยุดอ่านประวัติแล้วหันมามองอย่างยิ้มๆคงหัวเราะฉันอยู่ในใจสิน่ะ แต่สายตาเขากลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
"ดีแล้วละครับ...ดีกว่าเป็นอะไรมากกว่านี้แล้วจะลำบากนะครับ"
ทั้งคำพูด สายตาและรอยยิ้มนั้นทำให้ในห้องเย็นๆนั้นรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเลย
"เดียวผมขอตรวจร่างกายหน่อยน่ะครับ"
หมอพูดพร้อมถีบเก้าอี้ล้อหมุนที่เขานั่งเข้ามาใกล้ฉัน 
                  ฉันตกใจจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเพราะหมอเข้ามาใกล้ในระยะที่หัวเข่าห่างกันหนึ่งฝ่ามือเห็นจะได้แล้วเมื่อกี้เขาบอกว่าจะตรวจร่างกายด้วยทำให้ฉันอดตกใจไม่ได้เลยจริงๆ 
                  ทันใดนั้นคุณหมอยื่นมือมาจับที่หัวของฉันทำให้ฉันประหม่าจนต้องหลับตาปี๋ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการรักษาด้วยไสยศาสตร์มากกว่าใช้วิทยาศาสตร์ ฉันลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งเมื่อรู้สึกว่าไม่มีอะไรแต่ภาพตรงหน้าทำให้ฉันต้องตกใจเพราะ'ตา'ของหมอที่เมื่อครู่เป็นสีนำ้ตาลตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเหมือนสีเปลือกมะนาวเรืองแสงอยู่
                  ภาพตรงหน้าทำฉันอึ่งไปซักพักรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นหมอกำลังจดบันทึกบางอย่างลงในประวัติของฉัน
"ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรน่ะครับ...แค่ร่างกายขาดวิตามินนิดหน่อยดื่มนำ้ให้เยอะๆและพักผ่อนให้เพียงพอนะครับ"
สิ่งที่หมอพูดออกทำให้ฉันรู้สึกเสียเวลาสิ้นดี
                  
                  ฉันเดินห่างจากโรงพยาบาลมาสัก10นาทีเห็นจะได้ด้วยความรู้สึกหิวและอยากกลับบ้านพร้อมบ่นกะปอดกะแปดออกมา
"เฮ้อ...ตรวจร่างกายนิดหน่อยแล้วก็สั่งยาแพงๆ เป็นหมอนี่ท่าจะรวยแฮะ"
ยังไม่ทันที่ฉันจะเดินเข้าร้านค้าตรงหัวมุมเพื่อหาอะไรใส่ท้องของตนก่อนก็เดินชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง
                  เด็กหนุ่มผมสีอ่อนตรงหน้าคงแก่กว่าฉันซักปีหรือสองปีกำลังมองฉันด้วยสายตาหาเรื่องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อซะให้ได้แถมยังเหน็บกระบอกไม้เรียวๆคล้ายกับดาบไว้ข้างตัวอีก
"ข...ขอโทษค่ะ"
ฉันรีบขอโทษซะก่อนจะเจอดี...ก็การแต่งตัวอย่างกับเด็กพานิชย์จะตีกันงั้นแหละ
"ไม่เป็นไร"
เชาตอบกลับห้วนๆเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญแล้วเดินจากไป นาทีนั้นเองที่ฉันเข้าใจว่าเขาไม่ได้โกรธใครเขาแค่เป็นคนตาขวางเท่านั้น แต่สายตาของเขานั้นน่ากลัวมากจนฉันอดคิดไม่ได้ว่า"ตาขวางชะมัดเลย"
                   นาทีเดียวกันนั้เองที่ฉันได้ยินเสียงแห่ขบวนของกลุ่มประท้วงที่ช่วงนี้เป็นข่าวแทบทุกช่อง
                   วินาทีนั้นเองที่ฉันเห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันเมื่อมีระเบิดลุกหนึ่งถูกปาใส่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง 
ตู้มมมมมมม!!!
                   เสียงระเบิดพร้อมเสียผู้คนแตกตื่นเหมือนมดแตกรัง ทุกคนต่างวิ่งกระจัดกระจายหาที่ปลอดภัยส่วนฉันหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่หน้าร้านค้าโดยคิดในใจแค่ว่า
"เราตายแน่"
คลิก...ซ่าาา
                    เสียงเปิดกระป๋องนำ้อัดลมดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย ฉันหันหน้าไปหาต้นเสียงก็เห็นเด็กหนุ่มอีกคนอายุน่าจะไล่เลี่ยกับนายตาขวางเมื่อครู่ยืนเปิดกระป๋องนำ้อัดลมพร้อมรอยยิ้มบางๆบนหน้า แต่รายนี้แต่งกายด้วยเสื้อคลุมแขนยาวสีดำและกางเกงขายาวสีดำแม้แต่หมวกปีกที่อยู่บนหัวก็ยังเป็นสีดำเหมือนกับขอบตาของเขาคาดว่าคงอดนอนมาหลายวัน ที่สำคัญคือเขายังยืนดื่มนำ้อัดลมได้สบายใจเฉิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"แหม! วุ่นวายกันจังเลยน่ะ ฮะฮ่ะ"
หมอนี้รู้ตัวไหมว่าตัวเองพูดอะไรออกมาในสถานการณ์ไหน สงสัยอดนอนจนสมองเพี้ยนแถมพูดจบก็กลับไปซดนำ้อัดลมต่อก่อนที่จะมองมายังฉันด้วยหางตา
"เธอเองก็ใช้ซะสิ...พลังของเธอน่ะ"
อะไรของเขาเนี้ยอยู่ๆก็มาบอกว่าฉันมีพลังบางอย่างในสถานการณ์นี้น่ะนะ ซักพักหมอนั้นก็ลดรอยยิ้มลงแล้วพูดเหมือนละเมอออกมาว่า
"จะมาอีกลูกแล้ว"
ด้วยความสงสัยฉ้นหันไปมองโดยที่ตัวเองยังหลบอยู่หลังต้นไม้ แล้วฉันก็เห็นระเบิดอีกลูกถูกโยนขึ้นไปนอากาศ เมื่อนึกถึงความสูญเสียที่จะเกิดภาพตอนที่พี่ชายตายก็โผล่เข้ามาในหัว... ม...ไม่น่ะ...ไม่น่ะ
"ม่ายยยยยยยยยบย"
ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่าดวงตาคู่นี้ร้อนผ่าวขึ้นมาและจู่ๆลูกระเบิดตรงหน้าก็ระเบิดขึ้นมาทันที
ตู้มมมมมมม
"โห!นี่น่ะเหรอพลังของเธอสุดยอดไปเลยนะ...น...นี่เธอ...เธอ"
ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาแต่รู้สึกว่าโรคที่ฉันเป็นจะกำเริบขึ้นมาซะแล้วตอนนี้ร่างกายไร้เรี่ยวแรงไปหมดแล้วทุกสิ่งก็ดับวูบไป
                                                                       *
                        ฉันตื่นขึ้นมาในห้องที่เหมือนห้องนอนของใครบางคน...เดียวนะ...นี่ไม่ใช่ห้องในโรงพยาบาลนี่คิดได้ดังนั้นฉันเลยลุกพรวดขึ้นมาแล้วค่อยๆมองไปรอบห้อง ภาพที่ทำให้ฉันช็อกเป็นรอบที่สามปรากฏอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว
"ไง!ตื่นแล้วเหรอ"
ผู้ชายชุดดำกล่าวขึ้น แต่ที่น่าตกใจที่สุดก็คือ'นายตาขวาง'คนนั้นก็อยู่ด้วย...ล...แล้ว...แล้ว
"อย่าทำให้เขาตกใจสิครับ'ซิก'เห็นมั้ยน่ะเขาตกใจจนหน้าแดงไปหมดแล้ว"
คุณหมอที่ตรวจฉันในวันนี้ก็อยู่ด้วยแถมยังส่งออร่าอบอุ่นได้อีก มีแต่นายตาขวางคนนั้นแหละที่มองฉันตาเขม็งไม่พูดจาอะไร
"เอาล่ะๆไหนๆก็ไหนๆแล้วเอาเป็นว่า...ขอต้อนรับสู่กลุ่มGenesis(จุดเริ่มต้น)ของพวกเรานะครับ...ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยล่ะเบอร์4"
นายชุดดำพูดขึ้นโดยที่ฉันยังอยู่ในอาการมึนงง

 




NEKOPOST.NET